ภาพสะเทือนใจ ฉลามวาฬถูกฆ่าที่ฟิลิปปินส์ เชื่อตัด”ครีบ”ส่งขาย

ที่เยาวราชเรื่องสะเทือนใจนักอนุรักษ์ เมื่อเฟซบุ๊คคุณ Sunshine Sketcher ได้โพสต์เรื่องราวและภาพเหตุการณ์ฉลามวาฬถูกตัดครีบชุดนี้ถูกบันทึกได้จาก Libas เมือง Roxas ทางตอนกลางของฟิลิปปินส์ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ทางการฟิลิปปินส์กำลังสืบสวนว่าใครคือผู้ลงมือ

ฉลามวาฬเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จัดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์และได้รับการคุ้มครองทั้งโดยกฏหมายภายในประเทศ และอนุสัญญาระหว่างประเทศ (CITES Appendix II)

75% ของประชากรฉลามวาฬพบในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อีก 25% พบในแอตแลนติก การประเมินข้อมูลในช่วง 75 ปีที่ผ่านมา (สามช่วงรุ่น) พบว่าฉลามวาฬมีแนวโน้มลดจำนวนลง 40-92% ขึ้นอยู่กับชุดข้อมูลของแต่ละพื้นที่ ในเอเชีย-แปซิฟิกมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ย 63% ทำให้ฉลามวาฬถูกยกระดับจากเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable) เป็นใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ตามการประเมินล่าสุดของบัญชีแดง IUCN Red List of Threatened Species

ครีบฉลามวาฬเมื่อถูกแปรรูปแล้ว ถูกทำให้แห้งและส่งขายไปยังตลาดค้าหูฉลามที่มีขนาดใหญ่ เช่น จีน และประเทศไทย เร็วๆ นี้มีการพบหูฉลามวาฬจำหน่ายอย่างเปิดเผยที่เยาวราช (ในภาพที่ 3) แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมได้ เพราะหลักฐานถูกเก็บไปก่อนหน้า ถัดมาไม่นานก็มีการแจ้งพบครีบฉลามวาฬถูกจำหน่ายในร้านหูฉลามแห่งหนึ่ง ที่ พาราไดซ์ปาร์ค ถนนศรีนครินทร์ ครั้งนี้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมได้สำเร็จพร้อมเก็บของกลางไปตรวจสอบ

แม้แต่ฉลามที่หายากและนำรายได้มหาศาลสู่ธุรกิจท่องเที่ยวอย่างฉลามวาฬ ยังคงตกเป็นเหยื่อของการบริโภคหูฉลาม นับเป็นหนี่งชีวิตในบรรดาฉลามนับร้อยล้านตัวที่ถูกฆ่าในแต่ละปี เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์เพียงบางจำพวก ไม่ว่าคุณจะกินหูฉลามที่ไหนก็เท่ากับมีส่วนทำให้เกิดการฆ่าฉลามทั่วโลกทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ถึงเวลารึยังที่เราต้องช่วยกันเรียกร้องให้ยุติการบริโภคและจำหน่ายหูฉลามอย่างเด็ดขาด และปล่อยให้ฉลามได้ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลระบบนิเวศทางทะเลอย่างที่ควรจะเป็น #enoughisenough #shutdownsharkfin #endthekilling #nomoresharkfin

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 5-7 เมษายน 2561) ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 02 เมษายน 2561 ระบุว่า

ในช่วงวันที่ 5-6 เมษายน 2561 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่

ส่วนในวันที่ 7 เมษายน 2561 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกจะมีฝนลดลง ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลยังคงมีฟ้าคะนองได้ต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง และฟ้าผ่า ที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง และน้ำป่าไหล สำหรับเกษตรกร ควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยจะมีผลกระทบตามพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

ในวันที่ 5-6 เมษายน 2561
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ในช่วงวันที่ 7 เมษายน 2561
ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับคลื่นกระแสลมตะวันตกพัดปกคลุมภาคเหนือ จะทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า

กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับในช่วงวันที่ 7-9 เมษายน 2561 ลมตะวันออกที่พัดปกคลุมภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด หลังจากมีการรายงานสถานการณ์การระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าจนทำให้เกิดการตื่นตัวนำสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค ขณะที่กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับท้องถิ่นในการฉีดวัคซีนป้องกันให้สุนัขและแมวจรจัดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งการทำหมันควบคุมประชากรในสุนัขและแมวนั้น แต่ปรากฏว่ายังเกิดความไม่เข้าใจในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมไปถึงการแพร่กระจายเชื้อที่ล่าสุดยังติดในโค กระบือ ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนยังเข้าใจผิดว่าหากนำมามาปรุงสุกจะไม่ก่อโรคนั้น

เมื่อวันที่ 2 เมษายน นสพ.พรพิทักษ์ พันธ์หล้า หัวหน้ากลุ่มโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สำหรับเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์นั้น หากเป็นสัตว์ที่เพิ่งเกิดประมาณ 2-4 เดือนต้องนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีแรกถึง 2 ครั้ง ซึ่งกรณีที่ไม่ทราบว่าได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ ก็ให้ถือว่าเป็นการฉีดครั้งแรก โดยจะฉีดเข็มที่ 2 เว้นช่วงจากเข็มแรกประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นให้ฉีดเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้งตามใบนัดของสัตวแพทย์

“ปัญหาของการควบคุมสุนัขและแมวนั้น ไม่ใช่แค่พาไปฉีดวัคซีนเท่านั้น แต่การคุมกำเนิดก็สำคัญ อย่างเจ้าของที่เลี้ยงก็ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบด้วยว่า หากปล่อยให้สัตว์เลี้ยงแพร่พันธุ์มีลูกเต็มไปหมด จะควบคุมดูแลได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหลายครั้งสุนัขแมวจรจัด ก็มาจากเคยเป็นสัตว์เลี้ยงทั้งนั้น นอกจากนี้ ที่ผ่านมาเรายังพบปัญหาคนเลี้ยงสุนัขสำหรับเฝ้าไร่นา หรือสุนัขไร่นา ซึ่งในต่างจังหวัดจะพบบ่อยมาก โดยกลุ่มนี้มักเลี้ยงแบบกึ่งปล่อย ทำให้มีความเสี่ยงมาก เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเขาจะออกไปแพร่พันธุ์มีลูกมากน้อยแค่ไหน และได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ที่สำคัญเจ้าของก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกี่ตัวที่ตัวเองเลี้ยงไว้ เมื่อต้องนำไปฉีดวัคซีนก็ทำให้ฉีดไม่ครบ ขณะเดียวกันยังมีเจ้าของบางคนนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนไม่ครบจำนวนที่ตัวเองเลี้ยง ด้วยเหตุผลว่าบางตัวเลี้ยงดีหน่อยก็นำไปฉีดวัคซีน แต่บางตัวเลี้ยงปล่อย อาจไม่ได้รักมากก็ไม่ได้ดูแล แบบนี้อันตรายมาก” นสพ.พรพิทักษ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นสพ.พรพิทักษ์กล่าวว่า จริงๆ หน่วยงานรัฐมีการประชาสัมพันธ์ รณรงค์ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้ามาตลอด อย่างสมัยก่อนจัดรณรงค์กันแค่ปีละ 1 ครั้ง แต่ปัจจุบันมีการรณรงค์ปีละ 2 ครั้ง และร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้ความรู้แก่คนในชุมชนต่างๆ อย่างไรก็ตาม หลายคนรู้เรื่องรับทราบข้อมูลข่าวสารเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ตระหนักอย่างเพียงพอ

ยกตัวอย่าง เจ้าของวัวเนื้อ เมื่อพบว่าสัตว์ตัวเองตาย แต่ก็เสียดาย บางรายนำไปปรุงสุกรับประทานก็มี ซึ่งเมื่อเข้าไปสอบถามได้รับคำตอบว่าปรุงสุกด้วยความร้อนไม่เป็นอะไร จริงๆ ไม่ใช่แค่การปรุงสุกแล้วจะไม่ติดเชื้อ เพราะแม้ตามหลักการจะระบุว่าต้องนำเนื้อไปผ่านการทำความร้อนให้สุกด้วยอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นเวลานาน 5-10 นาทีก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เสี่ยงติดเชื้อพิษสุนัขบ้า เนื่องจากหากไปสัมผัสถูกเนื้อสดๆ ก่อนที่จะนำมาปรุงสุกก็ย่อมมีความเสี่ยงติดเชื้อได้ และถามว่าจะเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามว่าเพราะอะไรเจ้าของถึงไม่หวาดกลัวต่อเชื้อโรค และมีโอกาสที่จะฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในโค กระบือล่วงหน้าแบบสุนัขแมวหรือไม่ นสพ.พรพิทักษ์กล่าวว่า มี แต่การฉีดวัคซีนป้องกันทุกแบบสุนัขและแมวนั้น ในโค กระบือยังไม่พบในวงกว้างมาก จริงๆ ใช้มาตรการควบคุมป้องกันก็จะช่วยได้ เช่น ในพื้นที่เสี่ยงก็ต้องมีการแยกสัตว์ออกจากกัน ไม่เลี้ยงปะปน ที่สำคัญผู้เลี้ยงต้องสังเกตว่าโค กระบือของตัวเองมีอาการผิดปกติหรือไม่ หรือหากพบตายผิดปกติ ต้องรีบแจ้งทางปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อเข้าไปควบคุมป้องกันโรค เรื่องนี้ต้องร่วมกันทุกฝ่าย หลายคนเมื่อสัตว์ตัวเองตาย ไม่แจ้งก็มี และนำเนื้อไปขายยังมีเลย จึงต้องเตือนว่าหากจะซื้อเนื้อมาบริโภคก็ต้องสังเกต ซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือมีการรับรอง เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายวีระยุทธิ พลดาหาญ พลเมืองดี ได้นำลูกเสือปลา จำนวน 2 ตัว มอบคืบเจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่สำนักงานป่าไม้จังหวัดเลย หลังมีคนงานช่วยชีวิตลูกเสือทั้ง 2 ตัว ที่พลัดหลงกับแม่เสือเพราะหนีไฟออกมาจากไร่อ้อย ที่ อ.ผาขาว

นายวีระยุทธ เปิดเผยว่า เดินทางมาจาก อ.หนองหิน เพื่อนำลูกเสือปลา จำนวน 2 ตัว อายุประมาณ 2 เดือน มามอบให้กับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อนำไปดูแลต่อ หลังจากคนงานตัดอ้อยไปพบลูกเสือกำลังหนีไฟในไร่อ้อยใกล้บริเวณป่าทึบแหล่งน้ำโนนภูทอง ต.หนองอีเปี้ย อ.ผาขาว จ.เลย โดยคนงานนำมาขังไว้ ซึ่งคนงานบางคนบอกว่าจะนำไปเป็นอาหารเย็น แต่ได้ขอชีวิตสัตว์ทั้ง 2 ตัวไว้ และนำมาให้กินนมอยู่ 1 คืน จากนั้นก็ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้รับไปอนุบาลต่อ

“ในช่วงเย็นของวันนั้น หากผมไม่ไปเห็นก็คาดว่า ลูกเสือปลา 2 ตัวนี้อาจจะไปอยู่ในหม้อต้มซุปไปแล้วก็ได้ ซึ่งน่าสงสาร ผลจากการเผาอ้อย เผาป่า สัตว์ป่าที่อยู่บริเวณนั้นช่วงนี้แล้งจัดสัตว์ป่าเลยออกจากป่ามาหากินใกล้กับบ้านคน แม่เสือคงหนีไฟลูกเสือและต่างหนีเอาตัวรอด ผมเห็นแล้วสงสารมาก เลยต้องขอเขามาเพื่อนำไปปล่อยเข้าป่า คืนสู่ธรรมชาติต่อไป” นายวีระยุทธ กล่าว

นายธวัชชัย สิทธิวีระกุล เกษตรจังหวัดลำปาง กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาไนเตรทตกค้างในผลสับปะรดของเกษตรกร ซึ่งหากมีปริมาณตกค้างสูง จะไปทำปฏิกิริยากับดีบุกที่เคลือบผิวด้านใน ของกระป๋อง ทำให้ด้านในของกระป๋องเกิดเป็นสีดำ เป็นผลเสียต่อคุณภาพการผลิตและส่งออกสับปะรดกระป๋อง โดยโรงงานจะสุ่มตรวจหาปริมาณไนเตรทในผลสับปะรดสดจากเกษตรกรก่อนรับซื้อ หากมีปริมาณไนเตรทสูงเกินมาตรฐาน โรงงานจะไม่รับซื้อ หรือรับซื้อในราคาต่ำ ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดบ่อยครั้ง สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง จึงมีคำแนะนำ “การแก้ไขปัญหาไนเตรทตกค้างในผลสับปะรด” จากสถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มาประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้นำไปปฏิบัติดังนี้

ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ที่มีสารประกอบทางเคมีที่ให้ธาตุไนโตรเจน (N) เช่น สูตร 21-0-0,
46-0-0, 15-15-15 และ 13-13-21 เป็นต้น

ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ซากพืช และซากสัตว์ เมื่ออยู่ในดิน
จะถูกแบคทีเรียเปลี่ยนรูปเป็นไนเตรท ซึ่งพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้

บรรยากาศ ในบรรยากาศเมื่อเกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และฝนตก ธาตุไนโตรเจนก็จะติดมากับฝน ตกลงบนพื้นดิน
ผลเสียของการที่สารไนเตรทในผลสับปะรด สูงกว่า 25 ppm ทำให้ดีบุกที่เคลือบในกระป๋องหลุดลอกออกมา ทำให้กระป๋องมีสีดำ

ทำให้สับปะรดกระป๋องมีอายุการเก็บรักษาสั้นลง จาก 3 ปี เหลือ 1 ปี
สาเหตุของการมีสารไนเตรทตกค้างในสับปะรด เกิดจาก 2 ปัจจัย ดังนี้

เกิดจากการใช้ธาตุไนโตรเจนของสับปะรดไม่หมด ซึ่งสามารถควบคุมได้ โดยหลังจากการบังคับดอกแล้ว เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนทางดิน หันมาให้ปุ๋ยโดยวิธีการฉีดพ่นทางใบแทน เพราะสับปะรดจะสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้หมด ส่วนที่ตกค้างจะอยู่ที่ใบหรือจุกสับปะรดแทนที่จะอยู่ในผล
เกิดจากสภาพดินฟ้าอากาศ เมื่อมีฝนตก สับปะรดจะได้รับธาตุไนโตรเจน มาพร้อมกับสายฝนโดยตรง ซึ่งในสถานการณ์นี้เกษตรกรจำเป็นต้องทิ้งช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ไม่เก็บเกี่ยวสับปะรดในช่วงที่ฝนตกใหม่ๆ

เกษตรกรต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ และหลักวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง (2 ห้าม 2 ต้อง) ดังนี้

1. ห้ามใส่ปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนทางดินหลังการบังคับดอก หรือหลังออกดอก แต่ให้ปุ๋ยโดยการฉีดพ่น ทางใบ เพราะสับปะรดจะสามารถนำปุ๋ยไปใช้ได้หมด ส่วนที่ตกค้างอาจจะอยู่ที่ใบหรือจุกสับปะรด แทนที่จะตกค้างในผล และไม่ใช้สารเคมีเร่งสับปะรดสุกก่อนกำหนด
2. ห้ามทำลายจุกสับปะรดก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต
3. ต้องเก็บสับปะรดสุกพอดี ไม่น้อยกว่า 25 % หรือสุกตั้งแต่ 2-3 ตา ขึ้นไปจำหน่าย
ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของราชการ หรือสถาบันการศึกษา/วิจัย เพื่อให้สับปะรดได้มาตรฐาน GAP

ที่มา : สันติ ช่างเจรจา ชิติ ศรีตนทิพย์ และ ยุทธนา เขาสุเมรุ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ นางสาวจิตติมา กาบเย็น นวส.ชำนาญการ, นางกาญจนาภรณ์ พรรณกมลกุล นวส.ชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง เลขที่ 37 ม.6 ก.ม. ที่ 6-7 ถนนลำปาง-เชียงใหม่ ต.ปงแสงทอง อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง 52100 โทร. 054-829697

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ค่าแรงขั้นต่ำของไทยจะปรับขึ้นทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หรือนับจาก ปี 2556 ซึ่งมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำสู่ระดับ 300 บาท ต่อวัน ในปี 2561 ค่าแรงขั้นต่ำรายวันจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 308-330 บาท จาก 305-310 บาท ในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.4% วิจัยกรุงศรีประเมินว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งทอ และกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด ทั้งในแง่ต้นทุนค่าจ้าง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ

วิจัยกรุงศรีกล่าวในรายงานผลกระทบการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อเศรษฐกิจไทยว่า ในภาพรวมการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในแง่ของเวลา สาขาการผลิต และพื้นที่
หากพิจารณาจากส่วนต่างระหว่างการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน (ผลผลิตต่อแรงงานหนึ่งหน่วย) กับการเพิ่มขึ้นของค่าแรงที่แท้จริง จะพบว่าในช่วงก่อนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสู่ 300 บาท การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงานช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของค่าแรงที่แท้จริง หรือส่วนต่างมีค่าเป็นลบ

ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน (ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2560 ไตรมาส 3) ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าแรงที่แท้จริงหรือส่วนต่างมีค่าเป็นบวก ซึ่งสะท้อนว่ายังมีช่องว่างให้ปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการผลิตของแรงงานที่เพิ่มขึ้น

หากพิจารณาในแต่ละสาขาการผลิต พบว่าในปัจจุบันผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าแรงที่แท้จริงในทุกสาขาการผลิต สอดคล้องกับภาพรวมของประเทศ และหากประเมินในแง่ของพื้นที่ (รูปที่ 2) พบว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลให้ค่าแรงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในอัตราที่สอดคล้องกับการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในแต่ละจังหวัด ดังนั้น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จึงสะท้อนความสามารถด้านการผลิตของแรงงานที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

การเพิ่มขึ้นของค่าแรงเฉลี่ย และการเติบโตของผลิตภาพแรงงานรายจังหวัด วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ผลจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีนี้ที่เฉลี่ย 3.4% คาดว่าจะส่งผลให้ค่าจ้างของแรงงานในระดับอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยรวมแล้วจะทำให้ต้นทุนค่าแรงทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.1% และจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตทั้งประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.95% ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตสามารถจำแนกผลกระทบเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ ผลกระทบทางตรง 0.13% ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉพาะปัจจัยการผลิตด้านแรงงาน ส่วนที่สองคือ ผลกระทบทางอ้อม 0.82% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาปัจจัยการผลิตอื่นๆ หรือเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าแรงที่แฝงอยู่ในราคาสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตดังกล่าวคาดว่าจะส่งผ่านมายังราคาสินค้าผู้บริโภค 0.62% ซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำในปัจจุบันให้ทยอยเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ในช่วงกลางปีนี้

การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบ ค่าแรงขั้นต่ำของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นช้ากว่ากลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) โดยนับตั้งแต่ปี 2556 ที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งใหญ่นั้น ค่าแรงขั้นต่ำของไทย (ในรูปดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี ต่างจากกลุ่มประเทศ CLMV ที่ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-16% ต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การเร่งตัวของค่าแรงในกลุ่มประเทศ CLMV ยังไม่สูงพอที่จะจูงใจให้เกิดการไหลออกของแรงงานต่างด้าว เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่อนข้างมาก (สูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน) อีกทั้งพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMV ยังมีค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้แรงงานต่าวด้าวมีแนวโน้มทำงานในประเทศไทยต่อไปอีกอย่างน้อย 3-5 ปี หรือจนกว่าเมียนมาจะเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมในระยะแรก (ชาวเมียนมาที่ทำงานในไทยมีสัดส่วนสูงกว่า 70% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในไทย)

ภาคการผลิตบางกลุ่มอาจได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ กลุ่มแรกคือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นและอยู่ปลายน้ำของสายพานการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบมากทั้งผลทางตรงและผลทางอ้อม (รูปที่ 3) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งทอ เป็นต้น กลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากค่าแรงที่ถูกกว่า อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) เนื่องจากมีสัดส่วนการจ้างแรงงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำสูงถึงราว 40% โดยเฉพาะ SMEs ภาคเกษตรมีสัดส่วนของแรงงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำมากถึงราวร้อยละ 80 อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ SMEs ทั้งโครงการช่วยเพิ่มผลิตภาพ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการให้ SMEs สามารถนำค่าจ้างรายวันไปหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้ 1.15 เท่า จึงคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเหลือ SMEs ในช่วงของการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ในระดับหนึ่ง

ผลจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำต่อต้นทุนการผลิตรายอุตสาหกรรม จำแนกตามความเข้มข้นของการใช้แรงงาน โดยสรุปแล้ว การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้อาจต้องระวังผลกระทบต่อภาคการผลิตบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้นและกลุ่ม SMEs อย่างไรก็ดี จากการวิเคราะห์ภาพกว้างทั้งประเทศพบว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งผลกระทบโดยรวมยังค่อนข้างจำกัดทั้งในแง่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงานเฉลี่ย ต้นทุนการผลิตรวม และราคาสินค้าผู้บริโภค รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน คาดว่าการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ 1.0% จะส่งผลให้ค่าแรงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในอัตรา ร้อยละ 0.31 และจะทำให้ต้นทุนของภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 0.27% ซึ่งจะส่งผ่านมายังราคาสินค้าผู้บริโภค 0.18%

“บิ๊กฉัตร” พร้อมรายงาน IUU 6 ข้อ ก่อนเจ้าหน้าที่ EU ตรวจการบ้าน 4-15 เม.ย.นี้ เผยเช็กรายชื่อแรงงานประมงเข้าระบบครบถ้วน พร้อมข้อมูลทะเบียนเรือ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 4-15 เม.ย.2561 นี้ คณะผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) จะเดินทางมาตรวจประเมินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายไร้การควบคุม (IUU) โดยมี 6 ประเด็น ที่ต้องรายงาน อาทิ 1.การตรวจสอบย้อนกลับ 2.กฎระเบียบและประกาศกรมเจ้าท่า 3.การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการทางปกครอง 4.ติดตามความคืบหน้าผลการสำรวจกองเรือ 5.การติดตาม ควบคุมและเฝ้าระวัง (MCS) และ 6.การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษ โดยเฉพาะปัญหาแรงงานประมงต่างด้าวที่ล่าสุดสามารถขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานถูกต้องเข้าระบบแล้วก่อนการปิดการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีแรงงานภาคประมงไปลงทะเบียนทั้งการพิสูจน์เอกสารและสแกนม่านตาตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด จำนวนประมาณ 1 ล้านคน ทั้งนี้ เพื่อการประมงอย่างยั่งยืนและลดปัญหาการแรงงานประมงผิดกฎหมายมากกว่าที่สหภาพยุโรปกำหนด และภายใน 2 ปีนี้ไทยจะสามารถกำหนดการประมงยั่งยืน Thai certificates ให้เป็นมาตรฐานการประมงได้เทียบเท่ามาตรการของสหภาพยุโรป

“ผมไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่า การแก้ปัญหา ไอยูยู จะช่วยให้ปลดใบเหลืองใบแดง แต่ทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาเพื่อการประมงที่ยั่งยืนโดยปัจจุบันไทยมีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และไทยได้ติดต่อกับ อียู ตลอดเพื่อขอคำแนะนำแก้ไขปัญหาประมง เนื่องจาก อียู มีประสบการณ์มากกว่า โดยทุก 3 เดือน คณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่าย จะมีการพบปะกันเพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาภาคประมง รวมถึงสัตว์น้ำที่จับในประเทศ (ฟรีไอยูยู) กำหนดไว้ว่าจะต้องไม่มีการทำประมงผิดกฎหมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องใช้เวลาอีก 2 ปี กว่าจะสมบูรณ์ต้องจัดทำตั้งมาตรฐานใหม่ของประเทศไทย ซึ่งเทียบเท่าได้กับมาตรฐานของ อียู”