ภายใต้หลักการทรงงาน ข้อที่ว่า “ขาดทุน คือกำไร” บริหารโรงงาน

ในบางช่วงที่ผลผลิตออกเต็มที่ โรงงานจะมีการคัดซื้อผลผลิตคุณภาพดี “ในราคานำตลาด” หรือสูงกว่าตลาดประมาณ 10-15% เพราะต้องการให้เกษตรกรได้กำไร มีหน่วยที่ให้คำปรึกษาการดำเนินธุรกิจ และการเพาะกล้า รวมทั้งการจัดการเรื่องปัจจัยการผลิต ช่วยวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์

แนวคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม ตรงไป-ตรงมา สะท้อนผ่านการบริหารในช่วงที่ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญในการผลิตและขนส่งลดลง บริษัทดอยคำประกาศปรับลดราคาสินค้าลดลงทันที 69 รายการ จาก 113 รายการ เพื่อให้สอดคล้องต้นทุน

“การเป็นโครงการจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง ต้องทำให้เกิดนโยบายคืนกำไรสู่ผู้บริโภค” คือคำตอบที่ผู้บริหารโรงงานหลวงดอยคำ ถือเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินกิจการ

บริษัทในโมเดล “ธุรกิจเพื่อสังคม-ดอยคำ” ไม่หยุดยั้งการขยายกิจการ เตรียมความพร้อมในเรื่องจัดหาวัตถุดิบหลัก คือ มะเขือเทศ เพื่อรองรับดีมานด์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพิ่มนวัตกรรม โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้เกิดความยั่งยืนกับชุมชนท้องถิ่น

นอกจากนี้จะยังคงนโยบาย “ประกันราคารับซื้อ” เพิ่มเกษตรกรที่เป็นพันธมิตร-คู่ค้ากับโรงงานหลวง จาก 3,000 ครัวเรือน เป็น 7,000 ครัวเรือน

ในขณะที่กิจการของบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด จากยอดขาย 600 ล้าน เข้าสู่ยอดขายหลัก 1,700 ล้านในปี 2559 ในปี 2560 คาดการณ์เติบโต 20 % ส่งผลให้ชาวบ้าน-เกษตรกรที่เป็นคู่ค้ากับโรงงานหลวง ก็ได้รับการส่งต่อรายได้เช่นกัน จึงตั้งเป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจ คือนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม

ดังที่ ยุภาภรณ์ เจริญสุข ผู้จัดการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 จ.สกลนคร กล่าวว่า “โรงงานหลวงที่จัดการภายใต้ระบบธุรกิจที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ตามแบบฉบับธุรกิจเพื่อสังคม ได้ส่งต่อกำไรให้ชาวบ้านที่เป็นคู่ค้ากับโรงงานหลวง มีฐานะทางเศรษฐกิจพออยู่พอกิน สามารถปลดหนี้ได้ และมีกิจกรรมร่วมกัน ในกิจกรรมบ้าน-วัด-โรงเรียน และชุมชน”

ทั้งนี้ รอบโรงงานหลวงเต่างอยนั้น มีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกมะเขือเทศกว่า 23,000 ไร่ ทำให้พื้นที่ตลอดฝั่งแม่น้ำมูล ถูกเรียกว่า “เส้นทางสายมะเขือเทศ” หรือ tomato belt ซึ่งชาวบ้านที่มีสัญญาซื้อ-ขายผลิตผลกับโรงงานหลวง สามารถนำสัญญาไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้

ด้วยพระปณิธานที่จะต่อสู้กับความอดอยาก-หิวโหย ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโครงการพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ พัฒนาเป็นแปลงเกษตร ทรงแนะนำให้เกษตรกร-ชาวเขา เปลี่ยนวิถีการเพาะปลูกจากฝิ่นและพืชเชิงเดี่ยว สู่ผลิตผลที่สร้างราคา-มูลค่าทางเศรษฐกิจ

และภายใต้อภิปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เพียงหล่อเลี้ยงธุรกิจระดับยักษ์ใหญ่ ให้ผ่านพ้นจากมรสุมเศรษฐกิจล่มสลายในปี 2540 มาได้ แต่ด้วยหลักการทรงงานที่เข้าใจง่าย ยังสามารถทำให้เกษตรกร-ชาวบ้าน ที่อยู่ในพื้นที่ชนบทกันดาร-อยู่ในสายพระเนตร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทั้งการเป็นคู่ค้าทางตรงกับโรงงานหลวง ชุมชนรอบ ๆ พื้นที่ทรงงานทั่วประเทศ ได้ก้าวพ้นจากกับดักหนี้นอกระบบ มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างยั่งยืน

กรมธุรกิจพลังงานเสนอ รมว.พลังงานคนใหม่ ยกเลิกใช้แก๊สโซฮอล์ 91 หลังราคาใกล้เคียงโซฮอล์ 95 แต่คุณภาพไม่แตกต่างกัน หลายปั๊มเตรียมยกเลิก หัวจ่ายโซฮอล์ 91 แล้ว เผยไตรมาส 4 คาดยอดใช้ เชื้อเพลิงขยายตัว 10% ดีเซลคนใช้เยอะสุด

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า กรมเตรียมเสนอ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงานคนใหม่ พิจารณาแนวทางการยกเลิกแก๊ส โซฮอล์ 91 โดยจะใช้กลไกราคาที่ทำให้แก๊สโซฮอล์ 91 มีราคาเท่ากันกับแก๊สโซฮอล์ 95 จากปัจจุบันมีส่วนต่างราคาอยู่ที่ 26 สตางค์ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้น้ำมันที่มีคุณภาพในราคาเป็นธรรม

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีผู้ค้าน้ำมัน 2 รายแจ้งความประสงค์ยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ได้แก่ เชลล์ และซัสโก้ ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของกระทรวงพลังงานที่ตรวจสอบแล้วพบว่าคุณสมบัติของน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ไม่แตกต่างกัน แต่ผู้ค้าน้ำมันมีการทำการตลาดทำให้เข้าใจว่าน้ำมันมีความพิเศษกว่าปกติจนเป็นที่ยอมรับของตลาด ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ E20 เพิ่มขึ้น ซึ่งในระยะข้างหน้ายังมี ปตท. บางจาก และพีทีที่คาดว่าจะให้ความร่วมมือกันต่อไป
“เห็นจากเดือนตุลาคม ยอดใช้แก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 12.01 ล้านลิตร ต่อวัน เพิ่มขึ้น 12.8% จากปีก่อนอยู่ที่ 10.65 ล้านลิตรต่อวัน E20 มียอดใช้ 5.33 ล้านลิตร ต่อวัน เพิ่มขึ้น 12% จาก 4.69 ล้านลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 91 มียอดการใช้ 10.35 ล้านลิตร ต่อวัน ลดลง 0.9% สะท้อนประชาชนนิยมใช้แก๊สโซฮอล์ 95 และผู้ค้าก็อาจตัดสินใจยกเลิกจำหน่ายหัวจ่ายแก๊สโซฮอล์ 91 โดยปริยาย” นายวิฑูรย์ กล่าว

ส่วนยอดการใช้น้ำมันอื่นๆ เดือนตุลาคม แบ่งเป็น เบนซิน 29.45 ล้านลิตร ต่อวัน เพิ่มขึ้น 7.1% ปีก่อน 27.96 ล้านลิตร ต่อวัน ดีเซล 56.86 ล้านลิตร ต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.4% จาก 54.46 ล้านลิตร E85 1.07 ล้านลิตร ต่อวัน เพิ่มขึ้น 16.6% จาก 9.2 แสนลิตร ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) 5.42 พันตัน ต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.1% จาก 5.01 พันตัน ต่อเดือน ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) 6.31 ล้านกิโลกรัม ต่อวัน ลดลง 13.6% จาก 7.3 ล้านกิโลกรัม ต่อวัน
นายวิฑูรย์ กล่าวว่า แนวโน้มการใช้เชื้อเพลิงไตรมาส 4/2560 คาดขยายตัว 10% ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี และภาพรวมการใช้เชื้อเพลิงทั้งประเทศปีนี้คาดเฉลี่ย โตใกล้เคียงกับการขยายตัวทางเศรษกิจ (จีดีพี) ที่ 4-5%

ความน่ากลัวของ “โรคลมชัก” ไม่ได้มีเพียงแค่ทำให้ร่างกายเกิดอาการเกร็งกระตุกไปชั่วขณะ จนอาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุร้ายภายในพริบตาเดียวเท่านั้น แต่ยังแอบซ่อนความอันตรายอันรุนแรงระดับทำให้เซลล์สมองตาย ในกรณีที่มีอาการกำเริบติดต่อกันบ่อย ๆ เอาไว้อีกด้วย

เพื่อเป็นการเตือนให้ตระหนักถึงภัยเงียบใกล้ตัวจากโรคลมชัก พ.อ. (พิเศษ) ดร.น.พ.โยธิน ชินวลัญช์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านอายุรกรรมสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลถึงความน่ากลัวของโรคภัยชนิดนี้กับประชาชนว่า

“ในเมืองไทยมีการประมาณตัวเลขผู้ป่วยโรคลมชักเอาไว้ราว 6-7 แสนคน ซึ่งหมายความว่าจะพบคนที่เป็นโรคลมชัก 1 คน ในทุก 100 คน โดยสาเหตุของโรคเกิดจากความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าภายในสมองลัดวงจร จนก่อให้เกิดอาการชักตามมา นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุมาจากโรคทางกรรมพันธุ์, ภาวะติดเชื้อในสมอง, สมองขาดออกซิเจน มีไข้สูงแล้วชัก มีอุบัติเหตุทำให้เกิดแผลเป็นในสมอง เซลล์ในสมองอยู่ผิดที่ ไปจนถึงเนื้องอกในสมอง และอีกหลายสาเหตุ”

น.พ.โยธินกล่าวว่า ภาวะชักมีอยู่หลายประเภท อาทิ เหม่อลอย, เกร็ง, กระตุก, คอบิด แขนเหยียดไม่เท่ากัน หรือมีอาการชักทั่วทุกส่วนที่เรียก โรคลมบ้าหมู อาจจะเป็นอาการที่สังเกตง่าย ผู้ป่วยมีโอกาสถูกนำตัวส่งแพทย์และได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ สูง โรคลมชักหากได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ และถูกต้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหายขาดได้

“ถ้าปล่อยให้คนไข้ชักอยู่เรื่อย ๆ สภาวะที่กระแสไฟฟ้าในสมองถูกระตุ้นมากเกินไป จะไปกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารทำลายเซลล์สมอง เซลล์สมองจะตาย เน็ตเวิร์กภายในเซลล์สมองจะเสีย คนไข้ที่มีอาการชักนาน ๆ พอเอกซเรย์สมอง 2 ปีถัดมา พบว่าสมองเหี่ยวลง สมองส่วนความจำก็เหี่ยวด้วย แล้วยังกระทบต่อสมองส่วนอื่น ภาวะเหล่านี้ถ้าเรารักษาช้า คนไข้จะไม่สามารถกลับมาปกติเหมือนเดิมได้เลย”

ด้าน รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า กลุ่มเสี่ยงคือผู้ป่วยชาย หากมีความถี่ของการชักสูงก็ยิ่งเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน โดยกลุ่มผู้ป่วยอายุ 18-25 ปี มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางจราจรสูงเป็น 3-4 เท่าของกลุ่มอายุอื่น

โดยผู้ป่วยโรคลมชักทุกคนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุแตกต่างกัน ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้บ่อย ได้แก่ “กรมการท่องเที่ยว” ขานรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจ-คนไทยมีความสุข
นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานในปี 2561 ว่า กรมการท่องเที่ยวจะมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ตามแผนการดำเนินงานของกรมการท่องเที่ยวทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะมีความเข้มข้นเด่นชัดมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ปี 2561 เป็นปีท่องเที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการท่องเที่ยวจะดำเนินงานเคียงคู่และสอดรับไปกับนโยบายดังกล่าว โดยยึดหลักตามแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียน 2016-2025 ทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals : SDGs ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนรวมทั้งทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยสามารถสร้างรายได้อันมั่งคั่ง มั่นคง ให้กับประชาชน ชุมชน และประเทศชาติ และเกิดการจ้างงาน กระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนรักษาสมดุลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

“การท่องเที่ยวไทยจะโดนใจนักท่องเที่ยวยุค 4.0 ได้นั้น เราต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว ต้องมีมาตรการป้องกันนักท่องเที่ยวจากการถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม ป้องกันและขจัดปัญหาความไม่คุ้มค่าและสมราคาของสินค้าและบริการ ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเราทุกคนในฐานะเจ้าบ้านที่ดีพร้อมอยู่เคียงข้างนักท่องเที่ยวอย่างจริงใจ เพื่อให้เกิดความประทับใจและกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีก” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า กรมการท่องเที่ยวจะจัดทำดัชนีความพึงพอใจในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นกลไกสร้างการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการกำหนดคุณภาพสินค้าและบริการ และเชื่อมโยงการเข้าถึงข้อมูลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ
เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ศึกษาเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้ประกาศคำขวัญ (Motto) ที่จะใช้เป็นหลักและแนวทางในการดำเนินงานในทุกด้านต่อจากนี้ไป คือ dynamic, open และ trustworthy ซึ่งมาจากอักษรย่อของชื่อกรมการท่องเที่ยว (DOT-Department of Tourism) โดย dynamic หมายถึง ความเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง ดำเนินการฉับไว ทันสมัย ทันต่อสถานการณ์ open หมายถึง ความโปร่งใส เปิดกว้างต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยมิตรไมตรี และเปิดรับทุกความคิดเห็นเพื่อพัฒนาต่อเนื่อง และ trustworthy หมายถึง การเป็นหน่วยงานที่เชื่อถือได้ สามารถกำกับดูแล ให้ความช่วยเหลือให้เป็นที่วางใจได้

“สนธิรัตน์” รมว.พาณิชย์คนใหม่ ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด ตรวจติดตามมาตรการช่วยเหลือผู้ปลูกข้าว ส่วน 2 รมช.เกษตรฯ ใหม่ลุยงานเต็มที่ “ลักษณ์” ดันชาวนาลดต้นทุนการผลิต สร้างอำนาจต่อรอง ชี้ราคาข้าวปีนี้เกษตรกรพอใจ “อาจารย์ยักษ์” ยัน 3 เดือนเห็นผลงาน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2560/61 ด้านการตลาด เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ได้แก่ การจ่ายเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรทุกรายไร่ละ 1,200 บาท ไม่เกิน 12,000 บาท โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ตันละ 1,500 บาท โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโดยสถาบันเกษตรกร และโครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% ให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก

ในวันที่ 2 ธันวาคม นี้ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ตรวจเยี่ยมติดตามมาตรการช่วยเหลือผู้ปลูกข้าว พร้อมติดตามสถานการณ์การซื้อขาย

ข้าวเปลือก ปีการผลิต 2560/61 และรับฟังปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะในการดำเนินการมาตรการของรัฐบาล รวมทั้งติดตามโครงการ

สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าว ที่สหกรณ์เกษตรวิสัย และโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2560/61 ที่ ตำบลดงครั่งใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์คนใหม่ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ รับผิดชอบงานด้านอำนวยการ และการผลิตทั้งหมด คือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมการข้าว ฯลฯ ที่สำคัญคือ ราคาที่เกษตรกรได้รับจะต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต แนวทางการจัดการจะให้เกษตรกรคิดร่วมกันสร้างความเข้มแข็งบริหารจัดการด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้เบื้องต้น 20% เป็น 30% และ 50% ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกรได้มากขึ้น

ขณะนี้ราคาอยู่ระดับที่เกษตรกรพอใจมากไม่ได้ตกต่ำอย่างที่คิด ข้าวหอมมะลิ 13,000-14,000 บาท ต่อตันข้าวเปลือก ข้าวขาว 8,000-9,000 บาท สำหรับข้าวเหนียวต้องจับตา หลังช่วงต้นฤดูตกต่ำเหลือ 5,000-6,000 บาท เนื่องจากเกษตรกรใช้พันธุ์คุณภาพไม่ดี

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์คนใหม่ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน กรมชลประทาน กรมฝนหลวง กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมหม่อนไหม และกรมส่งเสริมสหกรณ์งานเร่งด่วนที่จะดำเนินการให้เห็นผลภายใน 3 เดือนนี้ คือ การแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะนี้ แม้ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนจะมีมาก แต่การบริหารจัดการต้องดี

ลำปาง – นายธนโชติ วนาวัฒน์ ประธานกรรมการสหกรณ์เซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมลำปาง จำกัด เผยว่า สหกรณ์เซรามิกฯ จัดประชุมรับฟังความคิด เชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมระดมความคิดเห็นในการขอใช้พื้นที่ศูนย์แสดงสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรม อำเภอเกาะคา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกปล่อยให้ว่างเปล่าไม่ได้มีการใช้งานมานาน หลังจากที่ 5 องค์กรเอกชน

ซึ่งประกอบด้วย สมาคมเครื่องปั้นดินเผา สมาคมไม้ สมาคมเหมืองแร่ กลุ่มคลัสเตอร์ และสมาคมส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตั้งสหกรณ์ เซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมลำปาง จำกัด ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการค้าขาย และเพิ่มศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการในจังหวัด ที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายของสหกรณ์แห่งนี้ ประกอบไปด้วยผู้ที่ผลิตของดี ของใช้ ของกิน และพืชผลทางการเกษตรทั้งจังหวัดลำปาง ที่ผ่านมาศูนย์แสดงสินค้าฯแห่งนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์น้อยมาก จึงมีแนวคิดที่จะขอใช้ศูนย์แห่งนี้เป็นสถานที่จัดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ ในรูปแบบการเช่าพื้นที่จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ศูนย์แสดงสินค้าฯ แห่งนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างคือ เป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์แสดงสินค้า บริการสังคม ต้องรักษาแนวทางนี้ไว้ด้วย ส่วนแนวทางการจำหน่ายสินค้ามีสองแนวทาง คือ หนึ่งให้สหกรณ์ดำเนินการ และสองให้ผู้ผลิตมาวางขายเอง

นอกจากนั้นปัญหาหลักของสถานที่คือ ค่าเช่าที่มีราคาสูงมากถึงเดือนละ 3 แสนบาท ในเรื่องนี้หารือกับทางธนารักษ์ไว้ในเบื้องต้นแล้วเพื่อหาแนวทางการปรับลด หรือแนวทางที่พอจะเป็นไปได้ ทางธนารักษ์แจ้งว่าให้ทางสหกรณ์นำเสนอแผนธุรกิจเข้ามา ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการจัดทำแผนธุรกิจ เพื่อทำเรื่องขอใช้สถานที่จากจังหวัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบ น่าจะแล้วเสร็จช่วงสิ้นปีนี้ ต้นปีหน้าจะขับเคลื่อน โดยศูนย์แสดงสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมอำเภอเกาะคาแห่งนี้ก็จะเป็นศูนย์รวมจำหน่ายสินค้าและของฝาก รวมทั้งสินค้าโอท็อปของจังหวัดลำปาง

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ได้ จัดทำ “แผนยุทธศาสตร์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สร้างธุรกิจไทย” (e-Commerce for Thai SMEs) ให้สอดรับกับแผนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (2560-64) โดยได้กำหนดเป้าหมายที่จะเป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาสู่ช่องทางอี-คอมเมิร์ซ” สร้างรายได้เพิ่มให้แก่เอสเอ็มอีและชุมชนท้องถิ่น เน้นพัฒนาสู่ความสำเร็จ 3 ด้าน คือการพัฒนาคน จัดอบรมให้ความรู้การพัฒนาเข้าสู่ช่องทาง และสร้างกลยุทธ์สู่ความสำเร็จอี-คอมเมิร์ซ

ด้านการกระตุ้นการใช้อี-คอมเมิร์ซ (e-Commerce Booster) จัดกิจกรรมกระตุ้นการซื้อขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ส่งเสริมการเข้าสู่การค้าออนไลน์ เผยแพร่ร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือจากกรม ด้านที่สาม การอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ (Ecosystem)
ในปี 2559 ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่ารวม 2.5 ล้านล้านบาท โดยคาดว่ามูลค่าอี-คอมเมิร์ซไทยจะมีอัตราการขยายตัว 100% ในปี 2564 หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวแบบขั้นบันไดที่สูง

สภาวะอากาศผันผวนหนัก ฝนตกชุกสารพัดโรครุม assetlock.net ทั้งโรคปากเท้าเปื่อย เต้านมอักเสบและปอดบวมเฉียบพลันกระหน่ำโคนมตาย 10-20% ส่งผลผลิตนมดิบ 3 ไตรมาสแรกปีนี้วูบ 17% โฟร์โมสต์ปรับแผนเร่งส่งเสริมเกษตรกรหน้าใหม่-เก่าผลิตเพิ่มในปีหน้า รับมือผลผลิตทรงตัว จับมือ อ.ส.ค.-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตหลักสูตรโคนมแห่งชาติแก้วิกฤตทั้งระยะสั้น-ยาว

ดร. โอฬาร โชควิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศของไทยในปีนี้ ทั้งภัยแล้งช่วงต้นปี ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโคนมในประเทศ โดยพืชอาหารสัตว์ได้รับความเสียหาย ในขณะที่เกิดฝนตกชุกตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา ทำให้แม่โคนมเป็นโรคเต้านมอักเสบ ส่งผลให้น้ำนมโคที่รีดได้จำนวนหนึ่งไม่สามารถนำมาบริโภคได้ ปัญหาการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรไม่ยอมฉีดวัคซีนป้องกันพร้อมกันในระยะ 5-7 วัน เพราะกลัวแม่โคแท้งลูก และโรคปอดบวมเฉียบพลันในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ที่ทำให้แม่โคล้มตายกว่า 10-20% อันเนื่องมาจากความชื้นในอากาศสูง จึงทำให้เกษตรกรโคนมต้องคัดทิ้งแม่โคที่อยู่ในช่วงให้ผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก

ทั้งหมดนี้ทำให้ปริมาณนมดิบของไทยทั้งประเทศใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ลดลงถึง 27 ล้านกิโลกรัมหรือ 17% จากปกติที่ผลิตได้วันละ 3,300 ตัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในส่วนของโฟร์โมสต์ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว จากที่รับซื้ออยู่ 353 ตัน ต่อวัน ในปี 2559 ก็ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้สต๊อกนมยูเอชทีของโฟร์โมสต์ลดลงตามไปด้วย

“คาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2560 นี้ สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบไปมากกว่านี้ในปี 2561 โฟร์โมสต์จึงมีแผนส่งเสริมเกษตรกรทั้งรายเก่าที่มีอยู่ 4,000 ราย รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรรายใหม่ในภาคใต้ ภาคกลางและภาคอีสานเพิ่มเติมอีก เพื่อรองรับยอดขายต่อปีที่จะต้องเพิ่มขึ้นปีละ 2-5% และโฟร์โมสต์ใช้น้ำนมดิบในประเทศมาผลิตนมพร้อมดื่ม 100% นอกจากนี้ยังร่วมกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลิตหลักสูตรโคนมแห่งชาติเพื่ออบรมผู้ที่ต้องการเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้วิกฤตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งปีนี้บริษัทอบรมเกษตรกรในเครือข่ายไปแล้ว 3,000 ราย” ดร. โอฬาร กล่าว

นายสมสวัสดิ์ ตันตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาฟาร์มโคนม บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบริโภคนมในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีอัตราที่เติบโตขึ้นทุกปี แต่ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมากเพียง 18 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี เท่านั้น น้อยกว่าญี่ปุ่นที่มีการบริโภคนมที่ 100 กิโลกรัม ต่อคนต่อปี หรือสิงคโปร์คนละ 60-70 ลิตร ต่อปี ซึ่งไทยมีแผนจะส่งเสริมให้มีการบริโภคมากขึ้นเป็น 25 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่เป้าหมายของโฟร์โมสต์คือ ต้องทำให้ได้ใน 3 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันโฟร์โมสต์ยังมียอดขายนมยูเอชทีของตลาดเชิงพาณิชย์เป็นอันดับ 1 ของไทย ในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 2-5% จากปีที่ผ่านมามียอดขาย 13,500 ล้านบาท