ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับงานวันนักประดิษฐ์

และสิ่งประดิษฐ์คิดค้น การประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ ระดับเยาวชน การบรรยาย/ประชุมเสวนาด้านการประดิษฐ์ เช่น นวัตกรรมเครื่องถมดำปราศจากตะกั่วมุ่งพัฒนาก้าวสู่สากล การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้โดนใจ/กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง การขับเคลื่อนแนวคิดสู่การสร้างธุรกิจนวัตกรรม และการนำเสนอผลงานบนเวทีกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเทคโนโลยีพลิกโลก รวมทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการประดิษฐ์คิดค้นหลายเรื่องที่น่าสนใจ อย่างเช่น การอบรมการประดิษฐ์และทดสอบอุปกรณ์เทอร์โมอิเล็กทริก การอบรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าทอพื้นเมือง การอบรมอากาศยานอัจริยะ : Smart Drone เป็นต้น

เลขาธิการ วช. เชื่อว่า กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนเมื่อเข้าร่วมงานและรับการฝึกอบรมแล้ว จะได้รับแรงบันดาลใจและเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่จะคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งการจัดงานวันนักประดิษฐ์ ถือเป็นเวทีระดับชาติให้นักเรียน นักศึกษา นักประดิษฐ์ และนักวิจัย นำเสนอผลงานและนวัตกรรมที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นได้เผยแพร่สู่สาธารณชน และเกิดการขยายผลต่อยอดสู่ผู้ใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ โดยปีนี้นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 20 โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดกำหนดการและแบบตอบรับการเข้าร่วมอบรมและประชุม/เสวนาได้ที่ www.inventorday.nrct.go.th กรณีสนใจฝึกอบรมส่งแบบตอบรับทางโทรสารที่ หมายเลข 0 2579 2288 ภายในวันที่ 18 มกราคมนี้ กรณีเข้าร่วมประชุมเสวนา ลงทะเบียนผ่าน http//rlc.nrct.go.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายใน มีการส่งเสริมตลาดกลางมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดกลางเป็นตลาดที่มีการส่งเสริมเกษตรกรให้เป็นไปอย่างมีระบบและมีมาตรฐานสากล พร้อมช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่านำไปสินค้าเกษตรไปซื้อขายรูปแบบเดิม อีกทั้งด้วยรูปแบบการซื้อขายที่เป็นธรรมทำให้เกษตรกรสามารถต่อรองราคาได้ดีขึ้น และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายการตลาดจากการที่สินค้าต้องผ่านคนกลางหลายขั้นตอน

ทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ต้องการส่งเสริมให้ตลาดกลางเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายสินค้าต่างๆ ในภูมิภาค โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของคุณภาพสินค้า เพื่อช่วยยกระดับการแข่งขันและมาตรฐานสินค้าในภาคการผลิตและการค้าสินค้าเกษตร สู่ตลาดต่างประเทศ

ด้านนายสหัส คำบู่ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการผลิต ตลาดกลางปลาสวยงามฟิชวิลเลจ กล่าวว่า ทางตลาดกลางปลาสวยงามฟิชวิลเลจ มีการยกระดับคุณภาพปลาให้มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์มากขึ้น ผ่านการผสมพันธุ์ปลา เช่น ปลาทอง ปลาหางนกยูง ปลากัด ให้มีความสวยงามมากขึ้น ประกอบกับทางตลาดสนับสนุนด้วยการจัดประกวดแข่งขันปลาสวยงามตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าของปลาพันธุ์ผสมได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้มีคนเพาะเลี้ยงปลาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปลาสายพันธุ์ใหม่ๆ และมีมูลค่าของปลาเพิ่มสูงขึ้น อย่างเช่นการประกวดปลาทองช่วงเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ปลาทองที่มีราคาตัวหลักสิบถึงหลักร้อยเพิ่มมาเป็นหลักพันกว่าบาทเลยทีเดียว ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ารวมของการซื้อขายได้สูงกว่า 4 ล้านบาท

นอกจากปลาพันธุ์ผสมที่ช่วยกระตุ้นมูลค่าการซื้อขายให้กับตลาดกลางปลาสวยงามฟิชวิลเลจแล้ว ประเทศไทยยังมีพันธุ์ปลาน้ำจืดหรือปลาแม่น้ำ ที่มีปลาหลายสายพันธุ์น้ำจืดในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอยู่มาก เช่น ปลากราย ปลาหมู ปลาผึ้ง ฯลฯ ที่ต่างประเทศถือว่าปลาเหล่านี้เป็นปลาสวยงาม ยิ่งตัวไหนหายากในเมืองไทยก็จะมีมูลค่าการซื้อขายที่สูงมาก

“ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ประกอบกับการผสมสายพันธุ์ปลาต่างๆ ทำให้ตลาดของปลาสวยงามในประเทศไทยเกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะปลาสวยงามในประเทศไทยได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในต่างประเทศ ทั้งเอเชียและยุโรป รวมถึงทางกรมการค้าภายในได้มีการเข้ามาส่งเสริมมาตรฐาน กวดขันด้านคุณภาพของตลาด ทำให้สินค้าของเรามีคุณภาพ ได้การยอมรับในวงกว้าง จึงทำให้ตลาดกลางปลาสวยงามฟิชวิลเลจเป็นตลาดปลาสวยงามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้อย่างทุกวันนี้”นายสหัส กล่าว

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตลาดกลางสินค้าเกษตร ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หรือจะซื้อหาค้าขายสินค้าเกษตรคุณภาพดีในตลาดกลางสินค้าเกษตรดังกล่าวได้ทั่วทุกแห่งของประเทศได้ง่ายๆ ที่เว็บไซต์ ตลาดกลางออนไลน์ http://centermarket.dit.go.th

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 9-11 ม.ค.นี้ ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนในระยะแรก และมีอากาศหนาวเย็นลงกับลมแรง อุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนซึ่งอุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียสในวันที่ 10 ม.ค.นี้

นายวันชัย กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นอุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย และเกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศเวียดนามและประเทศลาวตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในคืนนี้ (8 ม.ค. 61) หลังจากนั้นจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกในวันที่ 10 ม.ค.นี้

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 10-15 ม.ค.นี้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา กล่าวว่า อบจ.สงขลาให้ความสำคัญในการนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการทำถนนมาหลายปีแล้ว พบว่าถนนมีความทนทานในการรับงานหนัก แม้การลงทุนจะมีต้นทุนสูงขึ้น ทางอบจ.ได้มีการตั้งงบประมาณการปรับปรุงหรือทำถนนสายใหม่ เน้นการใช้วัตถุดิบจากยางพาราเป็นส่วนผสมร่วมกับยางมะตอยเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

เพื่อมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องชาวสวนยาง และพบว่า อบจ.ในหลายจังหวัดให้ความสนใจ หันมาใช้ยางพาราทำถนนเพิ่มมากขึ้น สำหรับอบจ.สงขลา ตั้งเป้าก่อสร้างถนนที่มีส่วนผสมจากยางพาราในปี 2561 เพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา อีกอย่างน้อย 10 สาย ในพื้นที่ 6 อำเภอของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย คลองหอยโข่ง นาทวี หาดใหญ่ นาหม่อม สะเดา สะบ้าย้อย ใช้งบประมาณ ไม่น้อยกว่า 140 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ให้สัมภาษณ์เรื่องที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ประสบความสำเร็จในการสกัดโปรตีน จากจิ้งหรีดและเตรียมผลิตเป็นเครื่องดื่มโปรตีนเทียบเท่าเครื่องดื่มเสริมโปรตีนระดับโลก ว่า เป็นตัวอย่างสำคัญที่อุทยานวิทยาศาตร์ ของ วท.พยายามให้เกิดเป็นเรื่องแบบนี้ นำไปสู่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมเพื่อแข่งขันในระดับโลก ให้มากที่สุด

“เรามีความได้เปรียบในเรื่องของวัตถุดิบที่เรามีมากมาย มีนักวิจัยที่มีความสามารถอยู่ทั่วทุกมุมของประเทศ โดยที่นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นทำงานอยู่ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ที่เป็นเครือข่ายของวท.จำนวนมาก อุทยานวิทยาศาสตร์พร้อมจะเปิดรับปรึกษาและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ ชาวนา เกษตรกร พ่อค้า บริษัทเอกชนทุกขนาด เพื่อพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ผลิตผล โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม”นายสุวิทย์ กล่าว

รัฐมนตรีวท.กล่าวว่า เรื่องของโปรตีนจากแมลง โดยเฉพาะจิ้งหรีดนั้น พูดกันมานานแล้ว และมีงานวิจัยชัดเจนว่า แมลงเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เป็นอาหารอนาคตของชาวโลก เครื่องดื่ม ที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลายๆชนิดในต่างประเทศก็สกัดโปรตีนมาจากตัวจิ้งหรีด แต่หลายคนอาจจะไม่รู้

“แน่นอนว่า เรื่องนี้เราต้องส่งเสริมอย่างเต็มที่ เรามีวัตถุดิบมากมาย แต่สิ่งที่จะต้องดำเนินการส่งเสริมนับจากนี้คือ การเพิ่มปริมาณวัตถุดิบอย่างมีคุณภาพ ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้าไปช่วย เรื่องการขยายและคัดเลือกพันธุ์จิ้งหรีด รวมทั้งต้องพยายามเปลี่ยนความคิดของคนที่เข้าใจผิดคิดว่าจิ้งหรีดเป็นแมลงเอามาทำเครื่องดื่มแล้วยังตะขิดตะขวงใจ คือต้องเปลี่ยนความคิดมามองจิ้งหรีดในแง่บวกนั่นเอง” รัฐมนตรีวท.กล่าว

เมื่อวันที่ 8 มกราคม บริเวณห้องโถงศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายคันฉัตร ตันเสถียร ผวจ.สมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดกรวยดอกไม้เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พิธีส่งมอบปลาทูแห้งและน้ำปลาให้กับกองทัพเรือภาค 1 ในโครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำภาคประมงทูลเกล้าถวายปลาทูแห้ง 9,999 กิโลกรัม (ก.ก.) , น้ำปลา 195 โหล ก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ารับพระราชทานมอบให้ พล.ร.ต.รณภพ กาญจนพันธุ์ รอง ผบ.ทรภ.1 และร่วมกันปล่อยขบวนรถบรรทุกลำเลียงปลาทูแห้งและน้ำปลามอบให้กับโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดน่าน ต่อไป

โครงการดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อปี 2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พระองค์ทรงทอดพระเนตรพบเห็นพสกนิกรที่เป็นโรคขาดสารไอโอดีนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือที่ห่างไกลความเจริญ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทรงจัดตั้งโครงการต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อดำเนินโครงการในเบื้องต้น จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำเนินการโครงการดังกล่าวต่อมาจนถึงปัจจุบัน

กองทัพเรือภาค 1 ได้รับบริจาคปลากระตักแห้ง 6,000 ก.ก. ปลาทูแห้ง 19,100 ก.ก. น้ำพริกปลากระตักสำเร็จรูป 250 ก.ก. ปลากระป๋อง 19,020 กระป๋อง น้ำปลาขวด 1,001 โหล กะปิ 2,620 ก.ก. และเกลือทะเลไอโอดีน 5,010 ก.ก. รวมมูลค่า 2,538,900 บาท จากภาคเอกชนใน จ.ระยอง ตราด สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เพื่อน้อมเกล้าถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ใครว่าสัตว์มีปีกตระกูลแมลงวันจะเป็นสัตว์ที่น่ารำคาญไร้ประโยชน์และเป็นพาหนะเชื้อโรคอย่างเดียว ต้องคิดใหม่ไปดูชาวจังหวัดสกลนคร กลับนำสัตว์เหล่านี้มาทำประโยชน์ และกลายเป็นสัตว์ที่มีราคารับซื้อหนอนแมลงวันสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท ไปจนถึงคัดแยกขนาดใหญ่หรืออบแห้งกิโลกรัมละ 1,000 บาท แต่แมลงวันที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่แมลงวันทั่วไปที่พบเห็น แต่เป็นแมลงวันอีกสายพันธุ์ที่คนส่วนมากไม่คิดว่าจะเป็นแมลงวันดูยังไงก็ไม่เหมือน

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ ศูนย์วิจัยกำจัดอินทรีย์ชุมชน บ.โนนศาลา ม.12 ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร พบกับ ดร.สมควร โพธารินทร์ หัวหน้าโครงการ อ.คณะวิทยาศาสตร์และวิศกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์วิทยาเขตสกลนคร นายรามินทร์ ศรีโยหะ ผู้ช่วยงานวิจัย นายอำพร วงศ์ยะมะ ผู้ใหญ่บ้านโนนศาลา ม.12 ในการสอบถามถึงโครงการดังกล่าว โดยทราบว่าขณะนี้ชุมชนบ้านโนนศาลา ได้ดำเนินโครงการนำร่องนำหนอนแมลงวันลายไปย่อยสลายเศษอาหารของหมู่บ้านเพื่อลดมลภาวะ

นายรามินทร์ ศรีโยหะ กล่าวว่า สำหรับแมลงวันที่เอ่ยถึงนี้ คือแมลงวันสายพันธุ์ลาย หรือ black soldier fly เป็นแมลงวันที่พบอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนและเขตอบอุ่น ขนาดลำตัวจะต่างจากแมลงวันทั่วไปคือลักษณะตัวยาวเรียวสีดำและใหญ่กว่านิดหน่อย ตามจริงแล้วงานวิจัยเหล่านี้เป็นศาสตร์พระราชาที่ให้ไว้กับชาวเขาเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ปัจจุบันเราเพิ่งกลับมาสนใจเนื่องจากเห็นว่าแมลงวันลายมีประโยชน์อย่างมาก เพราะจากการศึกษาวิจัยแล้วพบว่าไม่เป็นพาหะนำโรค ไม่เป็นศัตรูพืช ที่สำคัญสามารถควบคุมแมลงวันทั่วไปได้ โดยการปล่อยสารยับยั้งการวางไข่ทำให้แมลงวันทั่วไปไม่เข้ามาใกล้อาณาเขต ตัวหนอนแมลงวันลายสามารถย่อยสลายมูลสัตว์ได้มากกว่า 50 % ซากพืชได้ถึง 80 %

หลังจากศึกษาทดลองจึงมีแนวคิดเอาแมลงวันลายมาเพาะขยายโดยทำเป็นโรงเรือนขึ้นมา จำลองสภาพธรรมชาติให้แมลงวันลายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อยู่ แมลงวันเหล่านี้ชื่อชอบความหวานจากเกสร ดอกไม้ น้ำหวานต่างๆจากธรรมชาติ เราจึงจำลองเป็นแอ่งน้ำแล้วนำต้นอ้อยมาวางไว้เป็นอาหาร ซึ่งระหว่างนี้จะทำให้แมลงวันลายได้ผสมพันธุ์กัน พฤติกรรมคือจะชอบไข่ใส่ซอกไม้ที่เตรียมไว้ จากนั้นจึงนำไข่ที่ได้ไปเพราะในกระบะดินโดยมีเศษผักเศษขยะเตรียมไว้เป็นอาหาร โดยวงจรชีวิตของแมลงวันลายคือ 4-6 วัน เท่านั้น จากนั้นจะเริ่มวางไข่ระยะฝักไข่ 4 วัน 19-23 วันจะเป็นตัวหนอนแล้วเป็นดักแด้ ก่อนจะโตเป็นแมลงวัน คุณประโยชน์คือ แมลงวันลาย ระหว่างที่เป็นหนอนและดักแด้สามารถย่อยสลายขยะหรือเศษอาหารได้อย่างรวดเร็ว จนขยะไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวนหรือรุมตอม ต่างจากแมลงวันทั่วไปทั้งน่ารำคาญและเป็นพาหะนำโรค

ดร.สมควร โพธารินทร์ กล่าวว่า หนอนแมลงวันลายหากเปิดดูในเว็ปไซด์ต่างประเทศ จะขายกันกิโลกรัมละ 600-1,000 บาท แต่บ้านเราขายกันประมาณ 300-500 บาทต่อกิโลกรัม ถามว่าเราได้อะไรแมลงวันลาย คือขายตัวหนอนให้กับกลุ่มเกษตรกร ทั้งหนอนสดและหนอนอบแห้ง สามารถนำเป็นอาหารแก่ สัตว์เลี้ยง ไก่ เป็ด นก ปลา หรือ นกสวยงามได้ หนอนแมลงวันลาย มีคุณค่าทางโภชนการ โปรตีนมากกว่า 40% ไขมัน 35% พลังาน 2,900 แคลอรี่/กิโลกรัม หากนำไปต่อยอดให้ทุกชุมชนก็จะสามารถลดมลภาวะและเพิ่มรายได้แก่ชาวบ้านหรือเกษตรกรได้ ส่วนขยะที่เป็นมลภาวะจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ไปใส่ต้นไม้ เห็นได้ว่าหนอนแมลงวันลายสารพัดประโยชน์อย่างมาก ทางเราไม่หวงวิธีการเลี้ยงอยากถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ชุมชน ผู้สนใจสามารถสอบถามได้ที่ โทร 085-917-8857 หรือ 099-239-2664

เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ufabets.co.uk เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำมูล พื้นที่บ้านท่าลาด หมู่ที่ 8 ต.ท่าลาด อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จำนวนมากกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังปลาในกระชังเริ่มลอยคอ น็อคน้ำขึ้นมาตายจำนวนมาก ขณะที่มีผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำมูล ประมาณ 500 กระชัง สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรรายละกว่า 1 แสนบาท ล่าสุด เจ้าของกระชังปลาเร่งเพิ่มออกซิเจนเพื่อช่วยเหลือปลาในกระชังที่เหลือโดยด่วน

น.ส.สัมพันธ์ จำปาจันทร์ อายุ 56 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง หมู่ที่ 8 บ้านท่าลาด ต.ท่าลาด เปิดเผยว่า เลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำมูล รวม 30 กระชัง มีทั้งปลานิล และ ปลาทับทิม หลังระดับน้ำในแม่น้ำมูลลดต่ำลงมาก เนื่องจากฝายหัวนาไม่เปิดประตูระบายน้ำ เริ่มสังเกตพบปลามีอาการโผล่ขึ้นมาหายใจบ่อยขึ้น บางตัวตายลงไป เรียกว่า ปลาน็อคน้ำ

“คาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากสภาพอากาศเริ่มร้อน และฝายหัวนาปิดประตูระบายน้ำ ทำให้ระดับน้ำมูลลดต่ำลง ทำให้ปลาขาดออกซิเจนเฉียบพลัน ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา กระทั่งรุ่งเช้าพบปลาลอยตายจำนวนมาก โดยเป็นปลาที่เลี้ยงไว้มีอายุ 2-4 เดือนพร้อมนำออกขายแล้ว ปกติขายราคากิโลกรัมละ 60 บาท จึงต้องเร่งให้คนงาน และลูกหลานช่วยกันตักขึ้นมาออกเร่ขายในราคาถูกกิโลกรัมละ 30 บาท ต้องขายขาดทุน ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาดูแลแก้ไขความเดือดร้อนให้ชาวบ้านด้วย” น.ส.สัมพันธ์ กล่าว

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านผลิตภัณฑ์อาหารสู่มาตรฐานตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 จนถึงปี 2560 โดยมอบหมายให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศดำเนินการเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ขอนแก่น จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 7 ได้แก่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคามและร้อยเอ็ด ดำเนินการตรวจเฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารชุมชนที่ผลิตและจำหน่ายในพื้นที่ รวมทั้งคัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผู้ผลิตอาหารชุมชน เข้าร่วมโครงการจำนวน 15 กลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ยังพบปัญหาด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประเมินสถานที่ผลิตอาหารและสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารชุมชนทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางห้องปฏิบัติการทุกปี

นพ.สุขุม กล่าวว่า จากการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารชุมชนของพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 ตั้งแต่ปี 2556 – 2560 จำนวน 442 ตัวอย่าง ได้แก่ ปลาส้ม ไส้กรอกอีสาน แหนม น้ำปลาร้า ปลาหมัก หมูทุบ หมูหวาน ข้าวเกรียบ ชาสมุนไพร เป็นต้น พบคุณภาพไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 89 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 20.1 ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผลิตภัณฑ์แหนม ปลาส้มและไส้กรอกอีกสาน สาเหตุจากปัญหาการปนเปื้อนเชื้ออาหารเป็นพิษ ได้แก่ E. coli, S. aureus และSalmonella spp

“ผลิตภัณฑ์อาหารชุมชนประเภทปลาส้ม ซึ่งเป็นอาหารหมักพื้นเมืองที่มีการผลิตในทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 7 และเป็นอาหารที่ผู้บริโภคนิยมซื้อเป็นของฝาก ยังพบปัญหาการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากกระบวนการเตรียมวัตถุดิบและสุขลักษณะในกระบวนการผลิต ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงบริโภคอาหารที่ดิบและควรนำอาหารเหล่านี้ไปปรุงให้สุกก่อนบริโภค นอกจากนี้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 ขอนแก่น ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อมูลผลการสำรวจเพื่อนำไปใช้กำกับดูแล เฝ้าระวัง พร้อมแจ้งให้ผู้ผลิตทราบ และแนะนำแนวทางการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน รวมทั้งปรับปรุงสถานที่ผลิตให้ถูกต้องตามมาตรฐาน GMP เพื่อส่งเสริมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ของเครือข่ายผู้ผลิตอาหารแปรรูปจากปลาในพื้นที่ต่อไป” นพ.สุขุม กล่าว

เมื่อเวลา 13.30น. วันที่ 8 มกราคม น.ส.จุฑามาศ ชนะพิทักษ์กุล ประมงอำเภอไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งจากชาวประมงพื้นบ้านว่า พบพะยูนตัวใหญ่ลอยตายกลางทะเล บริเวณหน้าอ่าวพุมเรียง อ.ไชยา และนำกลับขึ้นฝั่ง ที่หาดแหลมทราย หมู่ที่ 5 ต.พุมเรียง จึงประสานนายสัตวแพทย์ศูนย์วิจัยและพัฒนา ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร และ เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลศรัทธา อ.ไชยา ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบ พบเป็นพะยูน เพศผู้ อายุประมาณ 30 ปี ความยาว 2.10 เมตร น้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม บริเวณลำตัวมีรอยถูกของแข็งและของมีคม คาดว่าตายมาไม่ต่ำกว่า 2 วัน สันนิษฐานว่า อาจถูกเครื่องมือทำการประมง จึงนำส่งไปตรวจหาสาเหตุการตาย ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร อย่างละเอียดอีกครั้ง

นายเฉลิมเกียรติ พรหมณรงค์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47/6 หมู่ 5 ต.พุมเรียง อ.ไชยา ชาวประมงพื้นบ้านผู้พบพะยูน กล่าวว่า เมื่อเวลา 02.00น. วันเดียวกัน ขณะออกจากบ้านไปเก็บอวนในทะเล ห่างจากชายฝั่งประมาณ 2 ไมล์ทะเล(3.5 กิโลเมตร) พบพะยูนลอยอยู่ จึงลากกลับเข้าฝั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
น.ส.วัชรา ศากรวิมล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร กล่าวว่า สภาพพะยูนยังมีความสด คาดว่าตายมาประมาณ 2 วัน เบื้องต้นพบที่หางมีรอยแผลเก่า คาดว่าถูกใบพัดเรือ ส่วนลำตัวมีบาดแผลถูกของมีคมและของแข็งหลายแห่ง ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้ จะต้องผ่าตรวจพิสูจน์

น.ส.จุฑามาศ กล่าวว่า บริเวณอ่าวพุมเรียง พบฝูงพะยูนหากินอยู่ไม่น้อยกว่า 10 ตัว เนื่องจากอ่าวพุมเรียงเป็นแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่ เป็นอาหารทำให้มีปลาพะยูนจำนวนมากมาอาศัยบริเวณดังกล่าว ส่วนพะยูนที่พบลอยตายครั้งนี้เป็นตัวแรกในรอบ 6 ปี โดยครั้งล่าสุดชาวบ้านพบ 2 ตัว เมื่อปี 2554