ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ บุฟเฟ่ต์ทุเรียน 499 บาท

มีทุเรียนราชาแห่งผลไม้ตลอดงาน ราชินีมังคุด เงาะ ลำไย สับปะรด มะม่วง กล้วย และอื่นๆ ให้รับประทานได้ไม่อั้น ในเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม, บู๊ธจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล ทั้งสดและแปรรูปจากทั่วทุกภูมิภาค และการแสดงอื่นๆ อีกมากมาย ตลอดการจัดงาน ซึ่งจะมีไปจนถึง วันที่ 24 มิถุนายนนี้

นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปะชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ การนำประเทศไทยเป็นชาติมหาอำนาจด้านการค้าผลไม้เมืองร้อนของโลก กระตุ้นเศรษฐกิจภายในควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ภายในประเทศและนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างโอกาสและช่องทางการตลาดผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปให้แก่เกษตรกร ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลไม้คุณภาพได้หลากหลายชนิด

รวมทั้งการขยายตลาดผลไม้ไปสู่ต่างประเทศ โดยเลือก ภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนเป็นพื้นที่เป้าหมายการจัดงาน จัดทำประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน อันจะส่งผลให้ตลาดผลไม้ได้ขยายไปยังต่างประเทศ ดึงเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร

“ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานในลักษณะเดียวกันนี้ไปแล้ว ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลการตอบรับที่ดีมากจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน และมีเป้าหมายจะดำเนินการต่อเนื่อง ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งจากการจัดงานดังกล่าว คาดหวังว่า จะทำให้ผลไม้ของประเทศไทยเป็นที่รับรู้ของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างกว้างขวาง เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายและเกิดการซื้อขายนำรายได้สู่เกษตรกรได้เพิ่มมากขึ้น” นายฉัตรชัย กล่าว

นายฉัตรชัย กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน มีการบริหารจัดการด้านการตลาดผลไม้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ผลไม้ครบวงจร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด โดยลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการรับซื้อผลไม้ฤดูการผลิต ปี 2561 กับห้างค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ Tops Market / The Mall / Big C / Tesco Lotus / Makro และตลาดไท มีปริมาณซื้อขาย 330,000 ตัน มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป

เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรและนวัตกรรมเกษตรไทย เจาะตลาดจีนแบบส่งตรงถึงมือผู้บริโภค (B2C) ผ่านเว็บไซต์พรีเมี่ยม Tmall.com ที่มีกลุ่มลูกค้ากว่า 650 ล้านคน โดยสินค้าผลไม้ จะเปิดเป็นแคมเปญตามฤดูกาล และใช้ช่องทาง super market ของ Tmall กว่า 2,000 แห่ง ทั่วสาธารณรัฐประชาชนจีนในการโปรโมท ซึ่งการเปิดโครงการนำร่องจำหน่ายทุเรียนหมอนทองล่วงหน้า (Pre-Order) มีคำสั่งซื้อล่วงหน้ากว่า 70,000 คำสั่งซื้อ ปริมาณ 130,000 ลูก หรือ 350 ตัน (ราคาขายเฉลี่ย 200 บาท/กก.) คิดเป็นเงิน 70 ล้านบาท และจะขยายผลไปยังผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น ลำไย เป็นต้น

ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ กำลังจะทำให้ทะเลทรายที่แห้งแล้งกลายเป็นพื้นที่เขียวชอุ่มได้ หลังจากนักวิทยาศาสตร์จากประเทศจีน ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวที่สามารถปลูกได้กับน้ำทะเล และสามารถนำไปปลูกไว้กลางทะเลทรายได้

นายหยวน หลงผิง นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งข้าวพันธุ์ผสม ได้ปลูกข้าวจากน้ำทะเล และกำลังนำเทคนิคดังกล่าวไปใช้กับประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการปลูกพืชอยู่แล้ว

สำนักข่าวซิน หัวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเก็บเกี่ยวข้าวที่ปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม และได้ผลผลิตที่สูงกว่าทั่วไป โดยได้ 7,500 กิโลกรัม ต่อ 10,000 ตารางเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 3,000 กิโลกรัม ต่อ 10,000 ตารางเมตร ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องการที่จะสานต่อโครงการดังกล่าวออกไป และมีเป้าหมายอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นที่แรก

จึงเกิดเป็นบริษัทร่วมทุนกันระหว่างศูนย์วิจัยข้าวน้ำทะเลของจีน ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองชิงเต่า กับ ชีค ซาอีด บิน อาหมัด อัล มัคทูม จากตระกูลมหาเศรษฐีแห่งดูไบ ที่มีเป้าหมายระยะยาวอยู่ที่การปลูกข้าวให้ได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ เท่ากับว่า จะมีพื้นที่ปลูกข้าวกลางทะเลทรายมากถึงราว 83,600 ตารางกิโลเมตร เพื่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค เพราะไม่เพียงแค่โปรโมตข้าวปลูกจากน้ำทะเลในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เท่านั้น แต่จะนำไปปลูกทั่วตะวันออกกลางอีกด้วย เพื่อเพิ่มผลผลิตด้านอาหารในภูมิภาคให้มากขึ้น

ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดทางภาคเหนือ คือ จังหวัดแพร่ สิ่งที่คิดไว้เป็นอันดับแรกหากไปเยือนเมืองแพร่ นั่นก็คือการไปเดินสำรวจตลาดสดในตอนเช้า เพราะส่วนมากมักจะมีผักพื้นบ้านประจำถิ่นให้ตื่นตาตื่นใจ ที่ทำให้อยากรู้ว่าคนที่นั่นเขากินอย่างไร? รสชาติเป็นแบบไหน? และตลาดสดยังทำให้เราได้รู้ว่าวิถีชีวิตและการดำรงอยู่ของคนจังหวัดนั้นๆ เขาเป็นอย่างไร? สำหรับเรื่องอาหารการกินนั้น การเดินตลาดสดสามารถตอบโจทย์ได้ดีเสมอๆ และในการเดินตลาดสดยังบ่งบอกถึงวัฒนธรรมประเพณีของคนพื้นถิ่นนั้นๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เมื่อได้เดินชมตลาดสดสักพัก แล้วก็ต้องสะดุดตากับผักชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นฝักสีเขียวอ่อนแบนๆ ยาวประมาณ 1 คืบ คล้ายใบไม้ ดูแปลกๆ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตอนแรกๆ คิดว่าเป็นฝักของต้นกระถิน และคงเป็นสายพันธุ์ของทางภาคเหนือ น่าจะเอาไปกินกับลาบต่างๆ กระมั้ง! พอถามแม่ค้าจึงได้คำตอบว่า อ๋อ! ผักชนิดนี้ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า งวม นั่นเอง! มีรสชาติเปรี้ยว ส่วนมากคนที่ซื้อไปมักจะนิยมนำไปทำอาหารประเภท แกง หรือยำ สำหรับคนเหนือหรือคนล้านนา มักจะนิยมนำเอาผักสดหลายๆ ชนิดมายำรวมกัน ได้เมนู ยำ หรือ ส้า ประเภทต่างๆ เช่น ส้ายอดมะขาม ส้าปลี ส้าผัก เป็นต้น

ทางภาคเหนืออุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ ชาวเหนือเรียนรู้การกินผักและอาหารอย่างหลากหลาย จึงทำให้ได้รับอาหารที่เป็นเส้นใยอย่างสม่ำเสมอ ผักที่ชาวเหนือนิยมกิน เช่น ผักม้วนไก่หรือเชียงดา ผักเฮือด มะระขี้นกหรือบะห่อยขี้นก ฯลฯ สำหรับผักพื้นบ้านที่มีมากมายนั้น อาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากภาคอื่นๆ ไปบ้าง ก็คงจะเป็นประเภทผักพื้นบ้าน พื้นเมือง ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นผักชนิดเดียวกัน แต่ภาษาท้องถิ่นที่ใช้เรียกอาจไม่เหมือนกัน

ทำความรู้จักกับผักงวม

เมื่อย่างเข้าหนาวในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม มีพืชชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายฝักของหางนกยูงบ้าน หรือฝักกระถิน แต่อาจจะแบนและบางกว่ามาก รสชาติของผักชนิดนี้จะออกเปรี้ยวและมีฝาดแซมเล็กน้อย เป็นผักพื้นเมืองทางภาคเหนือ เรียกว่า งวม บางแห่งเรียกว่า ยวม ต้นงวม หรือต้นหนามโค้ง จะออกฝักเพียงปีละ 1 ครั้ง ในฤดูหนาวเท่านั้น เพราะเป็นพืชพื้นเมืองที่ต้องการอากาศหนาวเย็นและมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในการให้ผลผลิต ดังนั้น สภาพอากาศบนภูเขาจึงเหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชชนิดนี้ ฝักงวม ชาวบ้านพื้นถิ่นมักนิยมนำมาปรุงเป็นอาหาร ปัจจุบันเริ่มหากินได้ยากและมีราคาสูงขึ้น

ลำต้น เป็นพรรณไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น มีเนื้อไม้แข็ง มีหนามแหลมโค้งเป็นคู่ทั่วทั้งลำต้น เปลือกเถาเป็นสีน้ำตาล ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว แผ่นใบบาง ใบย่อยนั้นมีขนาดเล็ก

ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกเป็นสีเหลือง กลีบดอกมี 4 กลีบ และมีกลีบเลี้ยงดอก 4 กลีบ เริ่มออกดอกในช่วงต้นฤดูหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ดอกจะบานสะพรั่งสีเหลืองสวยงาม

ผล มีลักษณะเป็นฝักแบน ปลายฝักแหลม โคนฝักแหลม ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 4-6 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบน

นอกจากนั้น งวม ยังเป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย และฉีดยาฆ่าแมลง จึงนับว่าเป็นพืชที่ปลอดภัยจากสารเคมี เหมาะกับสุขภาพอย่างยิ่ง นอกจากเป็นพืชผักตามฤดูกาลแล้ว ฝักงวม ยังมีสรรพคุณใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ และช่วยกัดเสมหะได้ดีอีกด้วย

งวม มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร สำหรับคนทางภาคเหนือตอนบนเรียก หนามโค้ง เพราะมีหนามโค้งตลอดทั้งต้น หรือเรียก พญาช้างสาร เชื่อว่ากินแล้วแข็งแรง สำหรับวิธีการกินก็เพียงแค่นำมาปรุงกับอาหาร เช่น ซอยยำกับปลากระป๋อง หรือปลาทู ยำใส่กุ้งแห้ง หรือหมูสับ ทำต้มยำ เพียงเท่านี้เราก็ได้ประโยชน์จากผักพื้นบ้านชนิดนี้แล้ว

– ฝักมีรสเปรี้ยวอมฝาด ใช้เป็นยาแก้ไข้

– รสเปรี้ยวฝาดของฝักใช้เป็นยาช่วยกัดเสมหะ

– ใช้เป็นยาระบายอ่อน

– ช่วยในการย่อยอาหาร

– ใช้เป็นยาสมานท้อง

วิธีการกินผักพื้นบ้าน “งวม”

สำหรับอาหารการกินของคนทางภาคเหนือ ที่ส่วนมากเขาจะปรุงและประกอบโดยมีส่วนประกอบของผักนานาชนิดมาผสมรวมกันเป็นแกงประเภทต่างๆ เช่น แกงแค แกงขนุน รวมไปถึงอาหารประเภท ยำ ส้า หรือลาบหมู เนื้อ ฯลฯ ที่ต้องใส่เครื่องเทศลงผสมไปด้วย และต้องนำไปผัดให้หอมก่อนแล้วค่อยเอาไปผสมคลุกเคล้ารวมกัน ซึ่งต่างจากลาบของคนภาคอีสานโดยสิ้นเชิง

วิธีการกิน งวม หรือยำงวม อาจจะทำได้ 2 แบบ คือ ยำแห้ง และยำน้ำ แบบแห้งจะใส่กุ้งแห้ง ส่วนยำน้ำจะใส่ปลาสดต้ม แต่ปลาธรรมชาติหากินยาก ปัจจุบันนิยมใช้ปลาทูแทน

วิธีทำ (ยำแบบแห้ง) การเตรียมน้ำพริก

กุ้งแห้งนำไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วแช่ให้เนื้อฟู โขลกพริก กระเทียม ให้แหลก แล้วใส่กุ้งแห้งลงไปโขลกให้ละเอียดจนเนื้อฟู ตามด้วยกะปิโขลกให้เข้ากัน เมื่อได้น้ำพริกยำแล้ว ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชหรือน้ำมันหมู ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่หอมแดงซอย 5-6 หัว พอหอมแดงเหลือง ตักน้ำพริกแกงลงไปผัดให้หอมจนได้กลิ่นกะปิและพริกหอมลอยขึ้นมา แล้วตักมาพักไว้ให้เย็น

นำฝักงวมมาล้างน้ำให้สะอาด และพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ เด็ดขั้วและปลายออก เอามาเรียงและซอยเป็นเส้นบางๆตามขวาง (คล้ายๆ กับซอยใบมะกรูดโรยหน้าผัดเผ็ด พะแนง หรือห่อหมก) เอาเกลือป่นสัก 1 ช้อนโต๊ะ มาขยำเพื่อลดความฝาดและทำให้ฝักงวมนิ่มขึ้น จากนั้นค่อยนำไปล้างน้ำออกแล้วพักไว้
ขั้นตอนการปรุง โดยเอาน้ำพริกที่ผัดเตรียมไว้มาคลุกเคล้ากับงวมที่เตรียมไว้ เติมกุ้งแห้งนิดหน่อย ชิมรสชาติ เปรี้ยว เค็ม หวาน ตามต้องการ เสร็จแล้วจัดใส่จานตกแต่งให้สวยงามด้วยต้นหอม ผักชี พริกขี้หนูสด หรือพริกแห้งทอดน้ำมัน และหอมแดงซอย ทีนี้ก็กินแนมกับผักสดและไข่ต้มพร้อมข้าวสวยหรือข้าวเหนียวนึ่ง…ลำแต้ๆ นา

วิธีทำ (ยำน้ำ) เครื่องปรุง ฝักอ่อนงวม พริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ปลาร้าหรือกะปิ เกลือ ปลาสดหรือปลาทูนึ่ง

ขั้นตอนการทำนั้นให้โขลกเครื่องปรุงน้ำพริกให้ละเอียดก่อน แล้วต้มปลากับน้ำปลาร้าให้สุก แกะเนื้อครึ่งหนึ่งลงไปโขลกกับน้ำพริก หั่นฝักผักงวมให้เป็นฝอยละเอียด แล้วนำลงไปคลุกเคล้ากับน้ำพริกให้ทั่ว เติมน้ำปลาและเนื้อปลาแกะที่เหลือให้มีน้ำพอเปียกๆ จากนั้นปรุงรสและถ้าต้องการเปรี้ยวก็เติมน้ำมะนาวและมะกรูดนิดหน่อย เป็นอันเสร็จ

งวม กลายเป็นพืชป่าที่ทำเงินให้กับเกษตรกร เพราะสามารถนำมาปลูกเป็นสวนได้แล้ว มีชาวบ้านทางภาคเหนือทั่วไปเริ่มหันมาปลูกงวมกันมากขึ้น เพราะใช้เวลาปลูก 3-4 ปี ก็จะให้ผลทุกๆ ปี และในปัจจุบันคนภาคอื่นๆ และนักท่องเที่ยวเริ่มให้ความสนใจขึ้นดอยเพื่อไปเที่ยวชมดอกงวม ที่ออกดอกสีเหลืองพร้อมกันทั้งยอดเขาเพียงครั้งเดียวในรอบ 1 ปี ทำให้ผู้คนรู้จักและได้ลองลิ้มชิมรสชาติงวมกันบ้างแล้ว จึงส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกงวมมีรายได้เป็นอย่างดี และหากปีไหนที่มีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง และมีอุณหภูมิต่ำก็จะทำให้พืชสมุนไพรเมืองหนาวอย่างงวมมีผลผลิตมากและเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาก็จะดีตามไปด้วย

ธุรกิจ เอสเอ็มอี small and medium enterprise (SMEs) หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ค่อนข้างมีการแข่งขันที่ดุเดือดมากในปัจจุบัน แต่ละรายต่างหาช่องทางการตลาดที่สามารถกระจายสินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้ ถือเป็นกลยุทธ์ในการผลักดันสินค้าให้อยู่ต่อไปได้ ดังธุรกิจ “แม่แย้มหมอนขิด” จ. ยโสธร ผลิตภัณฑ์ OTOP 4 ดาว จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ยกระดับจาก เอสเอ็มอีชุมชนจนสามารถเข้าไปขายผ่าน “ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง” บริษัท ในกลุ่ม “ซีพี ออลล์” และยังขยายตลาดไปยังต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับชุมชนหลายล้านบาทต่อปี

“แย้ม จันใด” หรือที่ชาวบ้านเรียก “แม่แย้ม” เจ้าของแบรนด์ “แม่แย้มหมอนขิด” เล่าให้ฟังว่า บ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร บ้านเกิดของตน เป็นแหล่งผลิตหมอนขิดที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีการสืบทอดภูมิปัญญาการทำหมอนขิดจากรุ่นสู่รุ่นหลายชั่วอายุคน ทำให้ชีวิตตนผูกพันกับหมอนขิดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นเริ่มรับจ้างทำเป็นอาชีพส่งลูกเรียน กระทั่ง ปี 2542 ได้หันมาผลิตหมอนขายเอง ด้วยการจ้างคนในชุมชน ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค เมื่อบุตรชายคนโตสำเร็จการศึกษา ได้เข้ามาช่วยกิจการ ในปี 2559 จึงเริ่มนำผลิตภัณฑ์หมอนขิดเข้าไปจำหน่ายผ่านทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง

“คนนิยมซื้อหมอนขิดไปเป็นของตกแต่งบ้าน ของรับไหว้ เป็นการสืบสานภูมิปัญญาของชาวบ้านตำบลศรีฐาน สร้างรายได้กว่า 4-5 แสนบาท ต่อเดือน คาดว่ารายได้ใน ปี 2561 จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% เพราะเราจะเพิ่มช่องทางการขายมากขึ้น เช่น ส่งไปขายที่ตลาดไอยรา จังหวัดปทุมธานี ส่งขายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ และปัจจุบันมีการส่งออกไปขายยังประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกาด้วย”

“กฤษณพงษ์ จันใด” ลูกชายผู้สืบทอดกิจการแม่แย้มหมอนขิด บอกว่า การฝากขายผ่านทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง ทำให้ยอดขาย “แม่แย้มหมอนขิด” ดีขึ้น โดยเริ่มแรกมีสินค้าเข้าไปฝากขาย 2 แบบ กระทั่งผลตอบรับดี ทำให้มีผลิตภัณฑ์ที่ฝากขายในตอนนี้ รวม 7-8 รูปแบบ ที่ขายดีที่สุดเป็นเบาะรองนั่ง หมอนรองคอ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลจะขายดีมาก ทั้งนี้ ในการผลิตที่ผ่านมา มีทีมงานของทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง เข้ามาให้ความรู้เรื่องการผลิตที่ได้มาตรฐาน การเก็บสต๊อกสินค้า รวมไปถึงช่องทางการจัดจำหน่าย

“อำภา ยงพิศาลภพ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด บอกว่า ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทของซีพี ออลล์ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ไทยได้ก้าวสู่ธุรกิจการค้าในตลาดที่ใหญ่ขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ Shop@24.com เว็บไซต์ 24catalog.com เว็บไซต์ amulet.com แบ่งเป็นกลุ่มสินค้าแต่ละประเภท รวมทั้งสิ้นมากกว่า 50,000 รายการ สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังจัดให้มี store hub ฝากส่งสินค้าที่เซเว่นอีเลฟเว่นสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี นำสินค้าเข้ามาจัดจำหน่ายผ่านทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง กว่า 9,000 รายการ “แม่แย้มหมอนขิด” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีการพัฒนาดีขึ้นมาตลอด 2 ปี ที่เข้ามาฝากขายตรงกับหลักการตามที่ตั้งไว้ คือ 1. ต้องมีคุณภาพที่รับประกันด้วยแบรนด์ ซีพี ออลล์ 2. สามารถอยู่ในกระแสนิยมของตลาดได้ 3. มีความแตกต่างจากสินค้าในตลาดทั่วไป 4. มีราคาที่เหมาะสม

“เราพยายามทำงานร่วมกันกับ เอสเอ็มอี เพื่อให้โอกาสผู้ประกอบการและนำเสนอสินค้าที่มีความหลากหลาย ปัจจุบันมี กลุ่มลูกค้ามากกว่า 2 ล้านคน ตลาดใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าความสวยความงาม เฉลี่ยการช้อปปิ้งผ่านเว็บไซต์ทั้งหมด ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,300-1,500 บาท/คน/ครั้ง ในระบบออเดอร์ที่เป็นแค็ตล็อกจะลดหลั่นลงไปอยู่ที่ประมาณ 700 กว่าบาท/คน จำนวนที่ซื้อประมาณ 2.5-3.5 ชิ้น/ครั้ง/คน”

นับเป็นโอกาสและแนวทางการค้าขายอีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่จะนำสินค้าเข้ามาฝากขายผ่าน “ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง” คลังส่งซิกไร้เหตุขยับดอกเบี้ยขึ้น หลังเฟดจ่อปรับอีก 3 ครั้ง ส่งผลค่าบาทอ่อน-หนุนเศรษฐกิจขยายตัว “สมคิด” สั่งคลังเดินหน้าไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เคาะขายรายย่อย ก.ย.นี้ ส่วนหุ้นไทยร่วงหนัก 25 จุด เหตุฝรั่งเทขายหวั่นผลกระทบสงครามการค้ามะกัน-จีน ย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยกว่า

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการคาดว่าจะปรับขึ้นอีก 3 ครั้ง ในปี 2561 ว่า การปรับขึ้น ดอกเบี้ยของเฟดส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกับเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงการคลังไม่กังวลเรื่องเงินทุนไหลออก เพราะยังมีเงินให้ไหลออกได้อีกมาก ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังไม่เห็นเหตุผลว่าจะต้องปรับขึ้นไปทำไม

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของการขายหน่วยลงทุนกองทุน รวมโครงการสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) โดยสั่งให้เร่งดำเนินการไม่ให้มีการเลื่อนออกไปอีกแล้ว โดยการระดมทุนหน่วยลงทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ 4.4 หมื่นล้านบาทแรก จะต้องยื่นเรื่องให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเดือนกรกฎาคม 2561 และขายหน่วยลงทุนให้กับประชาชน และนักลงทุนสถาบันในเดือนกันยายน 2561

“นักลงทุนสถาบันในไทยสนใจซื้อหน่วยลงทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์จำนวนมาก เนื่องจากให้ผลตอบแทนพอสมควร และบริษัทประกันก็สามารถลงทุนได้ เพราะมีปัญหาแหล่งลงทุนระยะยาว” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายสมคิดยังได้สั่งการให้กรมทางหลวงแก้ไขกฎหมายกองทุนหมุนเวียนภายใน 1 เดือนครึ่ง ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบที่เดิมเงินจะใช้ได้เฉพาะการซ่อมแซมถนนเท่านั้น ให้สามารถนำเงินส่งเป็นรายได้ให้กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ได้ เพราะในเฟส 2 จะนำโครงการทางมอเตอร์เวย์ สาย 7 และสาย 9 เข้ามาระดมทุนเงินก้อนใหม่ ซึ่งมีการตีราคาเบื้องต้นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 18 มิถุนายนนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดปรับตัวลดลง 25.14 จุด หรือ 1.47% มาอยู่ที่ 1,679.68 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของวัน ขณะที่ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,695.44 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 51,877 ล้านบาท

นายปริญญ์ พาณิชภักดิ์ กก.ผจก.บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) กล่าวถึงสาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่า 20 จุด โดยร่วงต่ำกว่า 1,700 จุด คาดว่าเป็นการเทขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง และโดยส่วนตัวแล้วคาดว่ามีโอกาสที่ต่างชาติยังจะเทขายหุ้นไทยต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 หรือมียอดขายสะสมสุทธิมากกว่า 200,000 ล้านบาท จากปัจจุบันขายสุทธิหุ้นไปแล้ว 162,813 ล้านบาท นับตั้งแต่ 1 มกราคา – 15 มิถุนายน 2561 เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ รวม 4 ครั้ง และความกังวลเรื่องสงครามการค้า ระหว่างจีนและสหรัฐ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

พะเยา – นายภาณุพล จอมศรี ประธานชมรมพ่อค้า อำเภอภูซาง เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อประสานงานจากผู้ประกอบการจากเมืองคุนหมิงและเชียงรุ้ง เมืองทางตอนใต้ของประเทศจีน ต้องการซื้อมะพร้าวนำหอมจากประเทศไทย เดือนละ 4 ตัน ประมาณ 4,000 กว่าลูก การขนส่งเดือนละ 4 ครั้ง เป็นการค้าส่งให้แก่ผู้ค้าที่เป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ทั้งสองเมืองดังกล่าว

มะพร้าวน้ำหอมที่ส่งออกเป็นมะพร้าวน้ำหอมที่คนติดต่อซื้อตั้งแต่จังหวัดราชบุรี ขึ้นมา เนื่องจากรสชาติมะพร้าวน้ำหอมของไทยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในประเทศจีนอย่างมาก ล่าสุดกำลังหาทางพัฒนา สายพันธุ์และขยายพื้นที่ปลูกในภาคเหนือ เพราะอยู่ใกล้จุดขนส่งทั้งทางน้ำและทางบก ทำให้การขนส่งสะดวก ประหยัดเวลา และต้นทุนค่าขนส่ง