มจธ.คว้าที่ 1 รางวัลเครือข่ายกรุงเทพฯ สีเขียว

ผศ. สุชาดา ไชยสวัสดิ์ ผอ.ศูนย์การจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า มจธ. เป็นสถาบันการศึกษาที่ดำเนินการเรื่องการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมและพลังงานที่สร้างความรู้ความเข้าใจในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในองค์กรเพื่อให้สามารถ นำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง โดยเฉพาะการจัดการขยะ นอกจากนี้ยังถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีไปยังโรงเรียนและชุมชนรอบข้าง เช่น เครือข่ายโรงเรียนสีเขียว

มจธ. ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 42 โรงเรียน และขยายผลไปยังชุมชนรอบข้าง 36 ชุมชน เพื่อให้นักศึกษาของ มจธ. เป็นผู้นำในการขยายผลการสร้างสังคมสีเขียวสู่ชุมชนและโรงเรียนรอบข้างให้เกิดความยั่งยืน และต่อยอดให้เกิดการสร้างนักเรียนหัวใจ สีเขียวขึ้นภายในโรงเรียน ก่อให้เกิดการขยายผลไปยังครอบครัวและชุมชนให้เกิดความยั่งยืนได้ต่อไป

“จากการดำเนินการของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ทำให้ มจธ.ได้รับคัดเลือกเข้ารับโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เพชรน้ำเอก สุดยอดต้นแบบเครือข่ายกรุงเทพฯ สีเขียว กลุ่มเครือข่ายสถาบันการศึกษา ประเภทอุดมศึกษา” ผอ.ศูนย์การจัดการด้านพลังงานฯ มจธ.กล่าว

ทีดีอาร์ไอหนุนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาค ตะวันออก หรืออีอีซี ชี้ช่วยขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 มีโอกาสสำเร็จมากกว่าทุกโครงการที่ผ่านมา พร้อมแนะออกแบบแพ็กเกจจูงใจรายสาขามากกว่าแค่เรื่องภาษี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไทยได้เปรียบเพื่อนบ้าน

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะในหัวข้อ “เช็กเครื่องยนต์อีอีซี พร้อมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0” ว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี เป็นโครงการเพื่อขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ที่มาถูกทาง แก้ไขข้อผิดพลาดของนโยบายก่อนหน้า และมีโอกาสสำเร็จมากกว่าทุกโครงการที่ผ่านมา

รัฐบาลควรศึกษาโครงการอย่างละเอียดให้รอบด้าน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนอย่างรอบคอบ เลือกเฉพาะโครงการที่คุ้มค่า มองว่าสนามบินอู่ตะเภา รถไฟรางคู่ และมอเตอร์เวย์ น่าจะได้รับการพัฒนาตามแผนที่ วางไว้ ส่วนรถไฟความเร็วสูง เมืองใหม่ และมหาวิทยาลัยระดับโลกยังเป็นความท้าทาย
สำหรับการอำนวยความสะดวกการลงทุน โครงการ อีอีซีต้องให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และควรออกแบบแพ็กเกจจูงใจ รายสาขา หรือรายอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ทั้งการสนับสนุนการวิจัย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการแก้ไขกฎระเบียบ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุน แสดงถึงความพยายามของรัฐที่ต้องการให้เกิดการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมที่น่าจะลงทุนมากคือสาขาที่ไทยสามารถสร้างความได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น ท่องเที่ยว ยานยนต์และชิ้นส่วน และบริการสุขภาพ ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องบิน โลจิสติกส์ และออโตเมชั่น

“อีอีซีควรมุ่งปลดล็อกปัญหาด้านกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ที่ผ่านมาสิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้บ้าง แต่มีต้นทุนสูงและประสิทธิผลจำกัด จากนโยบายที่ผ่านมาประเทศไทย เสียรายได้จากการยกเว้นภาษีการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนไปถึง 220,000 ล้านบาท แต่อีอีซีหากรัฐสามารถตอบโจทย์ความต้องการนักลงทุนได้จะส่งให้ประเทศไทยก้าวกระโดดไปอีกหลายขั้น” นายสมเกียรติ กล่าว
ด้าน นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลพยายามดำเนินการอีอีซีอย่างเต็มที่ เห็นจากนายกรัฐมนตรีต้อนรับนักลงทุนญี่ปุ่นจำนวน 600 คน เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายรายให้ความสำคัญที่จะเข้ามาลงทุน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวระหว่างการประชุมทางไกล (วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์) กับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามความคืบหน้าการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า สั่งให้พาณิชย์จังหวัด ทั่วประเทศมีความพร้อมในการรายงานสถานการณ์โดยตรงมายังกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตั้งเป็นศูนย์ติดตาม หรือวอร์รูม
พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศรายงานว่าส่วนใหญ่พบผู้ถือบัตรไม่รู้วงเงินที่ชัดเจนว่าสามารถใช้ซื้อสินค้าได้ 200 บาท หรือ 300 บาท ทำให้เกิดความล่าช้าในการซื้อสินค้า รวมทั้งคิดว่าใช้บัตรได้เพียงวันเดียว

เนื่องจากแต่ละร้านมีผู้ใช้บัตรจำนวนมาก สินค้าที่มียอดซื้อสูงสุดคือกลุ่มอาหาร เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำปลา และน้ำมันพืช รองลงมาเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ย้ำร้านค้าช่วยตรวจสอบวงเงินของผู้ซื้อให้ชัดเจนก่อน เพื่อความรวดเร็ว
ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 7 จังหวัดที่จะเริ่มใช้วันที่ 17 ต.ค.นี้ กำลังเร่งดำเนินการประสานติดตั้งเครื่อง EDC เพื่อให้ทันในช่วงเปิดใช้ เฉพาะกรุงเทพมหานคร มีจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 600 ร้าน จากเป้าหมาย 800 ร้านค้า

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบถึงวันที่ 6 ตุลาคม)” ระบุว่า จากการที่ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้ามาตามแนวร่องมรสุม ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 2-5 ตุลาคม

บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ลุ่มไว้ด้วยนายวันชัย กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ตามภาคต่างๆ ที่คาดว่ามีผลกระทบตามในช่วงวันที่ 2-4 ตุลาคม ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี

รวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูลนายวันชัย กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากนี้ฝนจะเริ่มลดน้อยและหมดไปในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้

ผลสำรวจขององค์กรอนามัยโลก พบว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2558 พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดกว่า 17.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31 ของการเสียชีวิตทั้งหมด สำหรับประเทศไทย โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ถือได้ว่าโรคหัวใจเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญมากทั้งระดับโลกและระดับประเทศ

ศ.เดวิด วู้ด ประธานสมาพันธ์หัวใจโลก ให้ข้อมูลว่า สาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก เกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนในยุคปัจจุบัน ที่มีการสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น การนิยมรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารขยะ (Junk Food) อาหารรสหวาน มัน เค็ม จัด หรืออาหารที่มีปริมาณแคลอรี ไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง และออกกำลังกายน้อยลง

ไลฟ์สไตล์เหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันสูง น้ำตาลในเลือดสูง และเบาหวาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น แนวทางง่ายๆ สำหรับลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ คือ งดการสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารหวานมันเค็ม อาหาร แปรูป และอาหารสำเร็จรูป และหมั่นออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ เราก็จะมีสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้

ปัจจุบันพบว่าโรคหัวใจไม่ได้เป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะจากผลสำรวจพบว่า 1 ใน 10 ของคนอายุระหว่าง 30-70 ปี มีสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และจากสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่าปัจจุบันร้อยละ 39 ของผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกิน และร้อยละ 13 ของคนเหล่านั้นเป็นโรคเบาหวาน ขณะที่ผลสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยังพบว่าเด็กไทยวัยประถม ร้อยละ 66 มีภาวะไขมันในเลือดสูง และร้อยละ 20 มีภาวะอ้วน ซึ่งภาวะดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้นในอนาคต คาดการณ์ว่าผู้ป่วยโรคหัวใจจะเพิ่มมากขึ้นและมีอายุน้อยลง

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหารือแผนจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ปี 2561 ยันไร้ปัญหา แถมได้ราคาถูก ประหยัดอีก 52 ล้านบาท วอน’ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี-ไต’อย่ากังวล

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นพ. เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยระหว่างประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. ในฐานะประธานบอร์ด สปสช.เป็นประธานหารือเรื่องความก้าวหน้าการจัดหายา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษปีงบประมาณ 2561 ว่า จนถึงขณะนี้ขอยืนยันว่ายาไม่ขาดแน่นอน จากการหารือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ยาที่ซื้อเพิ่มสามารถใช้ได้ถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ และเมื่อได้งบประมาณปี 2561 ก็สามารถดำเนินการซื้อยาตามกระบวนการที่ดำเนินการไว้ได้ทันที แต่เพื่อป้องกันปัญหา เบื้องต้นได้ตกลงกับ อภ.ว่ากรณีงบประมาณมาไม่ทันจะยืมยาจาก อภ.ก่อน อีกทั้งเพื่อให้การบริหารจัดการเรื่องการจัดซื้อยารวมภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นไปอย่างคล่องตัว ได้ตั้งคณะทำงาน 3 ชุด ประกอบด้วย 1. คณะทำงานชุดต่อรองราคา มีรองปลัด สธ.เป็นประธาน 2. คณะทำงานชุดตรวจรับยา มีโรงพยาบาลราชวิถีเป็นประธาน และ 3. คณะทำงานชุดติดตามประเมินผล มีอธิบดีกรมการแพทย์เป็นประธาน

ด้าน นพ. ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านหน่วยงานซื้อยา อาจจะทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวล แต่ยืนยันว่าผู้ป่วยจะไม่ขาดยาแน่นอน ขณะนี้ที่ผู้ป่วยกังวลว่ายาขาด คือ ยาอะบาคาเวียร์ (Abacavir tab) ยาต้านไวรัสเอดส์ สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาทีโนโฟเวียร์ไม่ได้ และเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นการขาดแคลนที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากบริษัทผลิตยาไม่ทัน แต่ขณะนี้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้แล้ว มียาพอสำหรับผู้ป่วยแน่นอน

“เรื่องนี้เป็นปัญหาของผู้ผลิตและทุกประเทศเจอปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้นจึงขอให้ผู้ป่วยมั่นใจว่ายามีพอไม่มีปัญหาขาดแน่ เพราะตามกระบวนการจะคงคลังไว้ 2 เดือน ซึ่งในภาพรวมคุมได้ ผู้ป่วยและหน่วยบริการไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

นพ. จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นตามโครงการพิเศษ ปีงบประมาณ 2561 กล่าวว่า หลังจากประธานบอร์ด สปสช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อยาฯ เมื่อวันที่ 5 กันยายน คณะอนุกรรมการได้เห็นชอบแผนจัดหายาและเวชภัณฑ์ปี 2561 พร้อมแต่งตั้งคณะทำงานต่อรองราคายา โดยผลการต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์ 9 หมวด 124 รายการ ได้แก่ น้ำยาล้างไตและยา EPO, วัคซีน, ยาต้านไวรัสเอชไอวี, ยาบัญชี จ2, ยารักษาวัณโรค, ยากำพร้าและยาต้านพิษ, ยาหัวใจและหลอดเลือด, สายสวนหัวใจ, ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่น มี 21 รายการ ที่ได้ราคาลดลง

สามารถประหยัดงบประมาณได้อีกกว่า 52 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีงบประมาณ 2560 สาเหตุที่สามารถต่อรองได้ราคาลดลงเนื่องจากยาบางรายการมีจำนวนการซื้อเพิ่มขึ้น และบางรายการมีคู่แข่งในตลาดเพิ่มขึ้น จึงทำให้ราคาลดลง พร้อมกันนี้ได้มีการตรวจสอบคลังสินค้าปีงบประมาณ 2560 ร่วมกันระหว่าง สปสช., รพ.ราชวิถี และ อภ. เพื่อส่งมอบความรับผิดชอบให้กับ รพ.ราชวิถีดำเนินการต่อในปีงบประมาณ 2561 และขออนุมัติจำหน่าย ทำลายยาหมดอายุในกลุ่มยากำพร้า หรือยาที่มีอัตราผู้ป่วยน้อยแต่มีความจำเป็นต้องสำรอง

รศ.นพ. นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภาควิชาตจวิทยา จัดงานเนื่องในวันสะเก็ดเงินโลก ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ เวลา 10.30-12.00 น. ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ รพ.ศิริราช เสวนาเรื่องน่ารู้โรคสะเก็ดเงินโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่ห้องประชุมประชา โมกขะเวส ตึกผู้ป่วยนอกชั้น 4 รพ.ศิริราช ผู้สนใจสามารถร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. (02) 411-1531 นอกจากนี้ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จัดอบรมให้ความรู้สู่ประชาชน เรื่อง “ใส่ใจ สูงวัย ประเทศไทย 4.0” เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมราชปนัดดาสิรินธร อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 1 รพ.ศิริราช โดยมี ศ.นพ. ประเสริฐ อัสสันตชัย รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธาน มีการบรรยายเพื่อให้ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ (carer) มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชในผู้สูงอายุ ตลอดจนรู้ถึงวิธีการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างถูกต้อง เช่น รับมือรู้ทันการสูญเสีย ฝึกสมองผู้สูงอายุในยุคไฮเทค ผู้สนใจร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. (02) 419-4293

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า playminigamesnow.com สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกประกาศการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์ วันที่ 2-8 ตุลาคม 2560 ว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไอกรนในประเทศไทย พบว่าในปี 2559-2560 มีผู้ป่วยโรคไอกรนประมาณ 50 ราย ต่อปี โดยพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ติดเชื้อเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี และยังพบการเกิดโรคในผู้ใหญ่ซึ่งมีอายุ 25 ปีขึ้นไป ประมาณ ร้อยละ 20 ซึ่งอัตราการเสียชีวิตในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ร้อยละ 3.8 ส่วนในผู้ใหญ่ไม่พบรายงานการเสียชีวิตจากโรคไอกรน ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคไอกรนจำนวน 2 ราย ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ พยากรณ์ว่า อาจพบผู้ป่วยโรคไอกรนได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่ยังรับวัคซีนไม่ครบถ้วน โรคไอกรนติดต่อโดยการไอหรือจามของผู้ป่วย ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันมีโอกาสเกิดโรคสูงถึง ร้อยละ 90 ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไออย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน อาการมี 3 ระยะ ระยะแรกมีอาการคล้ายโรคหวัดแต่จะมีอาการไอแห้งๆ ยาวนานกว่า 10 วัน ระยะที่ 2 มีอาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้ง ตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงวู้บ เด็กเล็กอาจจะหายใจไม่ทันจนหน้าเขียวได้ และระยะสุดท้ายคือระยะฟื้นตัว กินเวลาทั้งสิ้น 6-10 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เสียชีวิตจากการติดเชื้อแทรกซ้อนทำให้ปอดอักเสบ หรือมีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสามารถลดการแพร่ระบาดของเชื้อลงได้มากโดยการรับวัคซีน จึงแนะนำผู้ปกครองให้พาบุตร-หลานไปรับวัคซีนที่สถานพยาบาลตามกำหนดอายุให้ครบถ้วน ถ้าไอหรือจามให้สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน และหากมีอาการไอติดต่อกันเกิน 10 วัน หรือมีอาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แนวโน้มราคาพลังงานขณะนี้อยู่ในช่วงปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติบริเวณแหล่งผลิตพลังงาน รวมถึงเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ที่ฟื้นตัวหนุนการใช้พลังงานมากขึ้น จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลราคาพลังงานในปี 2561 โดยเฉพาะการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และดำเนินการปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงควบคู่ไปเพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาพลังงาน แต่ต้องไม่กระทบต่อประชาชนมากนัก ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)

ที่ตนเป็นประธาน ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ จะพิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) อ้างอิงสำหรับเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งราคาตลาดโลกมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเดือนที่สอง มองว่ามติ กบง.มีโอกาสทั้ง 2 ทาง คือปรับขึ้นราคาหรือคงราคาขายปลีกโดยใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบัญชีแอลพีจีที่มีประมาณ 5,000 ล้านบาทพยุงราคา นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ต้องติดตามผลการประชุม กบง.ว่าจะมีมติอย่างไร โดยแนวทางการนำเงินกองทุนฯอุดหนุนมีความเป็นไปได้ แต่คงต้องปล่อยตามสถานการณ์โลกด้วย อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าหากเงินกองทุนฯบัญชีแอลพีจีหมดลง ตามกฎหมายสามารถโยกเงินกองทุนฯบัญชีน้ำมันมาช่วยได้

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.กำลังพิจารณาช่วงเวลาเหมาะสมในการปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ตามต้นทุนของการปรับปรุงคุณภาพก๊าซฯ อัตรา 0.46 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) หลังจากปรับขึ้นครั้งแรกไปแล้ว 0.27 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา จึงเหลืออีก 0.19 บาท ต่อกิโลกรัม จะปรับขึ้นวันที่ 16 ตุลาคมนี้หรือไม่ ต้องดูความเหมาะสม นายวิรัตน์ กล่าวถึงผลประกอบการในไตรมาส 4 ของปี 2560 ว่า อาจจะด้อยลงเมื่อเทียบกับแต่ละไตรมาสที่ผ่านมา หลังค่าการกลั่นได้ผ่านระดับสูงสุดในปีนี้แล้ว ส่วนธุรกิจเอ็นจีวีมีแนวโน้มขาดทุนแต่ลดลงจากปีก่อน หลังจากรัฐบาลให้นำส่วนค่าดำเนินการปรับปรุงคุณภาพก๊าซมาคำนวณในราคาเอ็นจีวี เพื่อให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนมากขึ้นด้วย