มช.จับมือ 4 หน่วยเปิดห้องปฏิบัติการ ผลิตพลาสติกชีวภาพ

ทางการแพทย์แห่งแรกรศ.ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เปิดเผยว่า มช.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สนับสนุนงบประมาณ 28 ล้านบาท สร้างห้องปฏิบัติการผลิตพลาสติกชีวภาพสำหรับการแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มช.

รศ.ดร.สัมพันธ์กล่าวอีกว่า มช.มีนโยบายสร้างความเข้มแข็งในการวิจัยและพัฒนาให้เกิดการต่อยอด ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิต และเกิดประโยชน์ต่อชุมชน สังคม ซึ่งสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ไทยแลนด์ 4.0 โดยโครงการวิจัยนี้กำหนดให้พัฒนา 10 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตในส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้มีศักยภาพรับรองการแข่งขันในอนาคต ด้านอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจร ทำให้นักวิจัยในประเทศไทยรวมทั้งผู้ประกอบการด้านวัสดุทางการแพทย์สามารถซื้อเม็ดพลาสติกได้กิโลกรัมละประมาณ 80,000-90,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าสั่งซื้อจากต่างประเทศที่สูงถึงกิโลกรัมละ 150,000-200,000 บาท

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการ วช. เปิดเผยว่า ห้องปฏิบัติการดังกล่าวผ่านการรับรองระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสารเคมี ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก.2677-2558) ภายใต้โครงการจัดทำกระบวนการตรวจประเมินและรับรองห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสารเคมีของ วช.

ดร.วิวรรณ ธรรมมงคล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการปิโตรเลียม และปิโตรเลียมเคมี บ.ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. และกลุ่ม ปตท. เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาด้านพลาสติกชีวภาพในประเทศ ดังจะเห็นจากการลงทุนในธุรกิจ PLA และ PBS และได้สนับสนุนงานวิจัยอย่างต่อเนื่องร่วม 10 ปี ในหลายๆ โครงการ จนมาถึงโครงการความร่วมมือ 4 ฝ่ายนี้ ซึ่งในการสังเคราะห์ PLA และ PBS Copolymer สำหรับประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่าอย่างมากให้กับพลาสติกชีวภาพ และช่วยทดแทนการนำเข้าวัสดุทางการแพทย์จากต่างประเทศ โดย ปตท.จะเข้ามามีบทบาทในการผลักดันเทคโนโลยีที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาไปผลิตพอลิเมอร์ทางการแพทย์ในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งต่อยอดในการ นำเรซิ่นเหล่านี้ไปผลิตเป็นวัสดุทางการแพทย์ต่อไป

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน สำนักงานสาธารณสุข นพ.วิวรรธน์ ก่อวิริยกมล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย เตือนประชาชนในการซื้อเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม มือสองให้ปลอดภัยเพราะอาจเกิดโรคผิวหนังได้

เนื่องจากจังหวัดเลยมีสภาพอากาศ อุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามพื้นราบอยู่ที่ประมาณ 15-20 เซลเซียส ส่วนบนภูเขาหรือตามอุทยานประมาณ 8-13 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ประชาชนต่างพากันเลือกซื้อเสื้อกันหนาว โดยเฉพาะเสื้อกันหนาวมือสอง ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีราคาถูกและมีหลายแบบให้เลือก

สาธารณสุขจังหวัดเลย จึงได้ออกมาเตือนว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว สภาพอากาศในหลายพื้นที่เริ่มเย็นลง และบางพื้นที่ยังมีฝนตกอยู่ ซึ่งอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงความชื้นและความหนาวเย็นจะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี จึงเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย และทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย และช่วงนี้สภาพอากาศที่จังหวัดเลย เริ่มเปลี่ยนแปลงอากาศหนาวเย็นขึ้น โดยเฉพาะเวลากลางคืน จึงขอเตือนประชาชนทุกคน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุควรที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะอาจจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วย โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ฯลฯ ดังนั้น จึงต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

จากที่ผ่านมาประชาชนมักนิยมพากันซื้อเสื้อและผ้าห่มกันหนาวมือสองสภาพดีมาสวมใส่และห่ม เพื่อป้องกันความหนาวเย็น เนื่องจากมีราคาถูกและประหยัดกว่าเสื้อผ้าใหม่ที่วางจำหน่ายตามร้านทั่วไป จึงเกรงว่าเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่มไม่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ หากสวมใส่อาจจะเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นหิด กลาก เกลื้อน หรือโรคติดต่อร้ายแรงประเภทอื่นได้ จึงขอฝากเตือนผู้ที่จะนำเสื้อและผ้าห่มกันหนาวมือสองดังกล่าว ก่อนจะนำไปใช้ควรต้มและซักใส่น้ำยาฆ่าเชื้อให้สะอาดแล้วตากแดดให้แห้งจนแน่ใจว่าปลอดเชื้อโรค เสียก่อนที่จะนำมาสวมใส่หรือห่มกันหนาว

เพราะงานศิลปะส่วนใหญ่เป็นงานทัศนศิลป์ ที่รับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสทางตา ฉะนั้นจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความงามนั้น

ในนิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ภายในมณฑลพิธี ท้องสนามหลวง

เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านพระราชประวัติ พระราช กรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีของไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาอันล้ำค่าของไทย ที่มีการสืบทอดและอนุรักษ์ไว้มาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

นอกเหนือไปจากการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงงานเพื่อพสกนิกรตลอด 70 ปีของการครองราชย์ นับเป็นครั้งแรกที่รวมเอาศาสตร์ทุกแขนงวิชาช่างโบราณเบื้องหลังงานพระเมรุมาศ มาไว้ที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะสถาปัตยกรรม จิตรกรรม งานประณีตศิลป์ในพระราชพิธี บนอาคารศาลาลูกขุนทั้งหก

ที่สำคัญคือ ยังจัดเตรียมพื้นที่สำหรับแบ่งปันความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะสถาปัตยกรรมไทย อันเนื่องจากงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้ทุกคนสามารถได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างเท่าเทียม รวมถึงผู้พิการทางสายตา ที่แม้จะไม่สามารถมองเห็นความวิจิตรของงานศิลปะสถาปัตยกรรมชิ้นเอกและองค์ประกอบที่ประดับพระเมรุมาศ ที่บริเวณ “ทับเกษตร” ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระเมรุมาศ ซ้ายมือจากทางเข้าด้านหน้าฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้ นิทรรศการ “นำสัมผัสพระสุเมรุ : นิทรรศการสัมผัสเพื่อผู้พิการทางสายตา” เพื่อให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้มีโอกาสสัมผัสของจริงแทนการมองด้วยตา

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ภายในอาคาร โดยจะมีทางเดินสำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็นกำกับในแต่ละจุด

เริ่มจากผังบริเวณมณฑลพิธีแบบนูนต่ำ พระเมรุมาศจำลองขนาดย่อส่วน องค์ประกอบและวัสดุตกแต่งอาคารขนาดเท่าจริง ไม่ว่าจะเป็นแบบงานซ้อนไม้ ซุ้มระเบียงอาคาร การจัดทำผ้าทองย่นสาบสีสอดแวว งานประติมากรรมปั้นหล่อรูปเทวดา และสัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุมาศ พร้อมอักษรเบรลกำกับ และมีเสียงบรรยายเพื่อเสริมความเข้าใจทั้งภาพรวมและรายละเอียดของงาน

เอกสิทธิ์ โตรัตน์ เจ้าหน้าที่นำชมนิทรรศการ อธิบายให้ฟังว่า “นำสัมผัสพระสุเมรุ : นิทรรศการสัมผัสเพื่อผู้พิการทางสายตา” เป็นการจำลองงานศิลปะและสถาปัตยกรรมเพียงบางส่วนมาให้กับผู้พิการทางสายตาได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัสจริง จึงไม่มีในส่วนของราชรถราชยาน

“สัตว์หิมพานต์ที่คัดเลือกมาจัดแสดง จะเลือกมาเพียงบางตัวเพราะพื้นที่ที่มีจำกัด มีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเราพยายามดูที่ไม่ใหญ่เกินไป สามารถสัมผัสได้รอบตัว และไม่เปราะบางเกินไป อย่างบางชิ้นอาจจะมีขาที่เล็กก็จะเสี่ยงต่อการแตกหักเสียหายได้เพราะต้องจัดแสดงอยู่นานถึง 1 เดือน” และขยายความเพิ่มเติมว่า

“งานประติมากรรมจริงๆ มีผู้จัดสร้างอยู่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร แม้แต่ช่างฝีมือของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งในส่วนของสัตว์หิมพานต์จะเป็นช่างเมืองเพชร ที่ปั้นโดยใช้เทคนิคปูนปั้นสด ส่วนการให้สีทางกรมศิลป์จะให้แนวทางการคุมโทนสี จึงออกมาในเฉดที่กลมกลืนไปด้วยกัน”

ตัวอย่างเช่น “คชสีห์” ซึ่งเป็นสัตว์หิมพานต์ที่จำลองจากของจริงที่ประดับอยู่ในสระอโนดาตรอบพระเมรุมาศ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 คชสีห์ยังเป็นตราประจำกระทรวงกลาโหม เป็นส่วนผสมของช้างกับสิงโต ศิลปินที่รังสรรค์พยายามถ่ายทอดทั้งในส่วนของการปั้น การลงสี ประดับตกแต่งอย่างงดงามเพื่อถวายพระเกียรติสูงสุด และยังมีงานประติมากรรมที่เป็นส่วนของเทวดาซึ่งเป็นงานหล่อ

ส่วน “พญาครุฑ” ที่โดดเด่นอยู่กึ่งกลางอาคารนั้น จำลองมาจากพญาครุฑที่ชั้นชานชาลาของพระเมรุมาศ เพื่อให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้มีโอกาสได้สัมผัสจับต้องและจินตนาการ แต่เนื่องจากสัตว์หิมพานต์เป็นสัตว์ในตำนาน การจับและจินตนาการอาจจะยังไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดจึงต้องมีผู้นำชมคอยเสริมข้อมูลในบางส่วนที่ผู้พิการทางสายตาอาจจะต้องการถามเพิ่มเติม

โดยในพื้นที่ 1 สถานี หรือ 1 อาคาร จะมีผู้นำชม 3-4 คน ซึ่งจะเวียนสลับสับเปลี่ยนไปประจำตามอาคารต่างๆ ตามแต่ตารางการอยู่เวร เช่น อลิสา พงษ์สวัสดิ์ นักศึกษา ปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่สมัครเข้ามาเป็นผู้นำชมนิทรรศการอีกคน ก็จะประจำเฉพาะในวันที่ไม่มีคาบเรียน

อย่างไรก็ตาม เอกสิทธิ์บอกอีกว่า สำหรับผู้พิการทางสายตาหลังจากผ่านจุดคัดกรองแล้ว น่าจะมีจิตอาสานำเข้ามาที่อาคารทับเกษตรเลย เพราะเวลา 1 ชั่วโมงในการชม แม้แต่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถชมได้หมด จึงให้มาชมที่นี่ดีกว่า แม้พื้นที่จะไม่ใหญ่มาก แต่ต้องใช้เวลาในการสัมผัส โดยจะสัมผัสได้ตั้งแต่ผังการจัดแสดง รูปแบบของพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ชั้น ซึ่งจับได้ทั้งมุมตื้นและที่เป็นสามมิติ และยังมีงานประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่เป็นงานซ้อนไม้ งานประดิษฐ์ผ้าทองย่นสาบสีสอดแวว ซึ่งที่เป็นไฮไลต์น่าจะส่วนของงานประติมากรรม

ทางด้าน ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นคนแรกที่เดินทางเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการ “นำสัมผัสพระสุเมรุ” ตั้งแต่เช้าวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งเปิดให้ทดสอบนำชมนิทรรศการ เล่าความรู้สึกด้วยรอยยิ้มว่า ดีใจมากที่นิทรรศการมีโซนสำหรับผู้บกพร่องทางสายตา

“ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม วีระ โรจน์พจนรัตน์ คลุกคลีกับพวกเรามานาน ตั้งแต่เป็นรองอธิบดีกรมศิลป์ ก็เริ่มทำสื่อมีทั้งภาพ เบรล ตัวหนังสือเพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึง รวมทั้งส่งเสริมคนพิการเล่นดนตรีไทย จึงได้ทำเช่นนี้” ศ.วิริยะบอก และว่า เดินทางมาที่งานนิทรรศการพระเมรุมาศตั้งแต่ 7 โมงเช้า และมุ่งตรงมาที่อาคารทับเกษตรเลย

“ผมชอบผังบอกภาพรวมทั้งหมดภายในมณฑลพิธีท้องสนามหลวงว่าอะไรอยู่ตรงไหน แต่ถ้าเป็นชิ้นงานแล้วชอบตัวนี้ที่สุด” บอกพร้อมกับใช้สองมือลูบที่ประติมากรรมรูปเทวดา

“ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมอาคารอื่นเลยครับ เพราะถ้าเราเข้าใจจากตรงนี้แล้ว เมื่อไปฟังคำอธิบายในส่วนอื่นๆ เราก็จะเข้าใจตามได้ไม่ยาก”

อาจารย์คณะนิติศาสตร์คนเดียวกันนี้ ยังบอกเล่าถึงความรู้สึกเมื่อนึกย้อนไปถึงพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า

“คนตาบอดเราซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างที่สุด เพราะในปี 2495 คนไทยไม่ได้เชื่อเลยว่าคนตาบอดจะทำอะไรได้ ก่อตั้งโรงเรียนคนตาบอดก็ไม่มีใครส่งลูกมาเรียน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์เพลง “ยิ้มสู้” เป็นกำลังใจให้คนตาบอด “จะเห็นว่าขณะที่สังคมกดทับเราไว้ไม่ให้เราทำอะไรเลย นอกจากขอทาน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงให้กำลังใจ ตรัสหลายครั้งว่า คนพิการไม่อยากเป็นคนพิการ การช่วยคนพิการต้องช่วยให้เขาพึ่งตัวเองได้ เขาจะได้ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม หรือเมื่อครั้งที่พระองค์ไปทรงดนตรีที่จุฬาฯ ยังทรงตรัสว่านิสิตเมื่อจบแล้วอย่าลืมคิดถึงคนที่อ่อนแอกว่า เราจะเห็นว่าท่านทรงพยายามให้สังคมไทยหันมาดูแลคนที่ด้อยโอกาส

“แล้วพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนดนตรีให้พวกเรา ทรงสอนแซกโซโฟน และยังทรงซื้อแซกโซโฟนให้คนตาบอดด้วย” ศ.วิริยะบอก และย้ำว่า

“ยุคนั้นไม่มีใครเชื่อศักยภาพของคนตาบอด แต่ท่านทรงเชื่อ และพระราชทานกำลังใจให้พวกเราสู้ พวกเราจึงมีวันนี้” บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกรในชุมชนต่อเนื่องปีที่ 15 มุ่งช่วยเพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุนค่าปุ๋ยของเกษตรกรรวมกว่า 1.28 ล้านบาทต่อปี เพิ่มรายได้แก่ชาวชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสมพร เจิมพงศ์รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ฟาร์มสุกรของบริษัทที่กระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศตลอดจนเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟ ร่วมกันจัดโครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน แก่เกษตรกรจำนวน 120 ราย เพื่อใช้ในการเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด อาทิ นาข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง หญ้าเลี้ยงสัตว์ ยูคาลิปตัส ปาล์มน้ำมัน ต้นสัก ยางพารา ผักสวนครัว มะนาว กล้วย สวนไผ่ ฯลฯ ในพื้นที่รวมกว่า 3,800 ไร่ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยแก่เกษตรกรร่วม 1,280,000 บาทต่อปี โดยน้ำที่บริษัทแบ่งปันให้ชุมชนเป็นน้ำที่ผ่านการบำบัดในระบบแก๊สชีวภาพ สู่บ่อบำบัดน้ำหลังระบบ ต่อไปสู่บ่อพักน้ำ จนได้น้ำสะอาดที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีธาตุอาหารที่เหมาะสมกับพืชทุกชนิด อาทิ โพแทสเซียม ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนิเซียม โซเดียม โดยผลการตรวจคุณภาพน้ำปุ๋ยในห้องปฏิบัติการ พบว่ามีโพแทสเซียมสูงถึง 297 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร มีไนโตรเจน 154 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทำให้พืชเติบโตเร็ว ผลผลิตเพิ่ม และมีคุณภาพดีขึ้น

ซีพีเอฟมีนโยบายให้ฟาร์มไม่ปล่อยน้ำออกสู่ภายนอก โดยจะใช้รดน้ำต้นไม้ในฟาร์ม บางส่วนนำมาบำบัดอีกครั้งและฆ่าเชื้อจนสะอาดเพื่อใช้ทำความสะอาดโรงเรือนแทนการใช้น้ำดี ช่วยประหยัดน้ำในธรรมชาติ กระทั่งเกิดปัญหาภัยแล้งเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชไร่พืชสวนที่อยู่ใกล้ๆฟาร์ม สังเกตเห็นความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ปลูกอยู่ทั่วทั้งฟาร์มตามโครงการฟาร์มสีเขียว แม้ในช่วงฤดูแล้ง จึงปรึกษาขอใช้น้ำโดยทำหนังสือผ่านอบต. และผู้ใหญ่บ้านว่าต้องการใช้น้ำจากฟาร์มอย่างถูกต้อง

“หลังจากเก็บเกี่ยวเกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ต้นทุนลด กำไรเพิ่ม และแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้ จึงขอใช้น้ำเรื่อยมาทั้งในฤดูแล้งและในการเพาะปลูกทั่วไป โดยต่อท่อน้ำตรงจากฟาร์มสู่พื้นที่เพาะปลูก หรือบางส่วนอยู่ไกลฟาร์มก็จะจัดรถขนส่งน้ำไปให้ ขณะเดียวกันพนักงานซีพีเอฟในฟาร์มทุกแห่ง ยังใช้น้ำปุ๋ยนี้รดแปลงผักปลอดสารที่ปลูกภายในฟาร์ม นอกจากพนักงานจะได้รับประทานผักคุณภาพดีแล้ว ยังมีรายได้เสริมจากการขายผักเข้าโรงครัวของฟาร์ม” สมพร กล่าว

นายสิงห์คำ เคียงปัญญาเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพด ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ระบุว่า ตนเองทำไร่ข้าวโพด 6 ไร่ เมื่อก่อนมีปัญหามากตอนฤดูแล้งที่น้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จึงทำเรื่องขอใช้น้ำจากฟาร์มสุกรจอมทองของซีพีเอฟ มาตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 14 ปี โดยสูบน้ำปุ๋ยไปใช้โดยตรงปริมาณ 12,000 ลูกบาสก์เมตรต่อรอบการปลูก แต่ละปีปลูกได้ 2 รอบ พบว่าน้ำปุ๋ยจากฟาร์มมีประโยชน์ต่อหน้าดินทำให้ดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากก่อนการใช้น้ำปุ๋ยได้ข้าวโพด 1,500 ตันต่อรอบการปลูก เพิ่มเป็น 2,500 ตันต่อรอบ คิดเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเกือบ 70% ทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ปุ๋ยเคมีจากเดิมใช้ปุ๋ยไร่ละ 300 กิโลกรัม หลังจากใช้น้ำปุ๋ยก็แทบไม่ต้องใช้ปุ๋ยเลย หรือใช้มากที่สุดเพียง 100 กิโลกรัมต่อไร่ ขอขอบคุณฟาร์มจอมทองที่แบ่งปันน้ำปุ๋ยให้เกษตรกรรอบฟาร์มมาตลอด ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง

ด้าน นางภณิตา โชติรัตน์ทัตกุลผู้จัดการ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด ต.คูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า สหกรณ์ฯมีพื้นที่ติดกับฟาร์มสุกรบุรีรัมย์ และเห็นว่าฟาร์มมีน้ำปุ๋ยคุณภาพดี ประกอบกับช่วงปี 2559 ในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จึงประสานกับฟาร์มและทำเรื่องขอใช้น้ำผ่านอบต.คูเมือง จากนั้นจึงสูบน้ำเข้าแปลงปลูกหญ้าเนเปีย 100 ไร่ของสมาชิกสหกรณ์ 30 ราย โดยใช้น้ำตลอดระยะปลูก 3 เดือน ปลูกได้ 3 รอบต่อปี หลังจากนำน้ำปุ๋ยมาใช้ พบว่าผลผลิตหญ้าเนเปียเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว จากที่เคยได้หญ้า 5 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 10 ตันต่อไร่ และยังช่วยลดการซื้อปุ๋ยเคมีลงถึงครึ่งหนึ่ง จากเคยใช้ปุ๋ยไร่ละ 50 กิโลกรัม ปัจจุบันใช้เพียงไร่ละ 25 กิโลกรัม เกษตรกรทุกคนพอใจมากที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่มากขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง สามารถต่อยอดสู่การผลิตปุ๋ยจากหญ้าเนเปีย และไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอีกเลย ขอขอบคุณซีพีเอฟและฟาร์มบุรีรัมย์ที่จัดโครงการดีๆเช่นนี้ให้กับชุมชน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2560 มีฝนตกหนักจากพายุดีเปรสชั่นบริเวณอ่าวไทย บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี รวมทั้งเกาะสมุย นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา และภูเก็ต ซึ่งสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำไหลหลาก ฝนตกหนัก หรือมวลน้ำไหลผ่าน ได้มีการดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อป้องกันความเสียทั้งป้องกันสถานบริการให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม เตรียมย้ายเครื่องมือแพทย์ขึ้นที่สูง ประเมินสถานการณ์เตรียมแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมถึงการเตรียมแผนจัดบริการประชาชน และออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลผู้ประสบภัย ขณะนี้ ได้แจ้งเตือนสถานบริการในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 42 แห่งเช่น รพ.สต.แม่รำพึง สสอ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ และ 3 อำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.พระแสง และอ.พุนพิน ซึ่งเป็นจุดรับน้ำจุดสุดท้ายจากแม่น้ำตาปีก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเล

“ในวันนี้ได้รับรายงานโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ withme.us ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและเป็นพื้นที่น้ำไหลผ่าน ว่า มีฝนตกหนักตลอดคืนที่ผ่านมาและต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โรงพยาบาลได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อป้องกันน้ำท่วมโรงพยาบาล บ้านพักเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ให้กระทบต่อเครื่องมือแพทย์ที่ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้เช่น เครื่องเอกซเรย์ ยูนิตทำฟัน ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารให้สูงขึ้น โดยนำบิ๊กแบ๊กวางทับซ้อนกัน 2 ชั้นรอบโรงพยาบาล เตรียมเครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง วางแผนการจัดบริการและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย” นพ.เจษฎา กล่าว

ปลัดสธ. กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โรงพยาบาลบางสะพานงดรับผู้ป่วยส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่น ๆ เช่น โรงพยาบาลบางสะพานน้อย โรงพยาบาลทับสะแก งดผ่าตัดกรณีไม่เร่งด่วน ในวันนี้ ได้ย้ายผู้ป่วยหนักที่ใส่เครื่องช่วยหายใจซึ่งมี 7 คน ไปโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์แล้ว 4 คน เตรียมย้ายอีก 3 คนในบ่ายวันนี้ สำหรับผู้ป่วยที่เหลือในโรงพยาบาลอีก 72 คน คาดว่าสามารถให้กลับบ้านได้ 44 คน และ 28 คนเตรียมส่งไปรักษาในโรงพยาบาลอื่นๆ ซึ่งจะประเมินสถานการณ์ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดในบ่ายวันนี้ (8พ.ย.) ขอให้ประชาชนเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง ตรวจตราสวิทซ์ ปลั๊กไฟในบ้าน ป้องกันไฟฟ้าดูด ระมัดระวังอันตรายจากน้ำที่อาจท่วมอย่างฉับพลันและกระแสน้ำไหลเชี่ยว การบาดเจ็บจากสิ่งของถูกพัดมากับน้ำ การจมน้ำ หากเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรแจ้งสายด่วน 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานดัชนีรายได้เกษตรกร 3 ไตรมาส ปี 2560 (ม.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ระดับ 155.34 เพิ่มขึ้น 8.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.50% ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 1.47% หากพิจารณาแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี ส2559 เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะผลผลิตข้าวรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น แม้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ ขณะที่สินค้าพืชอื่น ๆ ที่มีความสำคัญในไตรมาส 3 เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลำไย มีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าปศุสัตว์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น

หากพิจารณารายสาขาพบว่า สาขาพืช ขยายตัว 7.4% โดยผลผลิตพืชสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย มังคุด และเงาะ สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 2.3% ส่วนดัชนีรายได้เกษตรกร 3 ไตรมาส ที่ลดลงคือ สุกรและไก่ไข่ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 5.0% สาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.2% และสาขาประมงหดตัว -3.2% เป็นผลจากกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มลดลง เกษตรกรชะลอการเลี้ยงเพราะฝนตก และมีการลดการลงลูกกุ้ง เพื่อควบคุมโรคระบาด ประกอบกับความต้องการตลาดสูงขึ้น

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 จะขยายตัวอยู่ในช่วง 3.0-4.0% ปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์เดิม 2.5-3.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจการเกษตรช่วงครึ่งปีขยายตัวในระดับสูง 10.3% และช่วงครึ่งหลังปี 2560 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรก

แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 4 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แม้มีปัจจัยเสี่ยงด้านราคาอาจจะตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน แต่เทศกาลส่งท้ายปีจะมีการใช้สินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น จะทำให้ความต้องการโดยเฉพาะออร์เดอร์สินค้าประมงช่วงท้ายปีจะสูงขึ้น หากวัตถุดิบขาดตลาด จะทำให้ราคาปรับสูงขึ้น เช่น สินค้า เมื่อโทรศัพท์มือถือกลายเป็นทุกสิ่ง ระบบลงทะเบียนซิมการ์ด จึงต้องมีการอัพเกรดให้ทันสมัยอยู่เสมอ “กสทช.” จึงพัฒนาระบบลงทะเบียนด้วยวิธี “อัตลักษณ์” หรือที่เรียกว่า “2 แชะอัตลักษณ์” ยืนยันตัวตนด้วยการตรวจสอบใบหน้า (face recognition) หรือสแกนลายนิ้วมือ (finger print) ดีเดย์พร้อมกันทั่วประเทศ 15 ธ.ค.นี้

“ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ได้แจ้งผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือให้เตรียมตัวจัดซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะต้องนำไปติดตั้งที่จุดจำหน่ายซิมการ์ด ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มใช้ทั่วประเทศในวันที่ 15 ธ.ค.นี้

โดยจุดจำหน่ายซิมการ์ดที่ต้องมีอุปกรณ์ลงทะเบียนแบบใหม่มีอยู่ราว 55,000 แห่งทั่วประเทศ แยกเป็น ศูนย์บริการค่ายมือถือ 2,000 แห่ง ร้านแฟรนไชส์ 3,000 แห่ง และลูกตู้ที่เป็นร้านค้าย่อยราว 50,000 แห่ง ไม่รวมร้านสะดวกซื้อ และโมเดิร์นเทรด อีกราว 10,000 จุด ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาให้ใช้ระบบดังกล่าวด้วย

“ระบบนี้จริง ๆ เริ่มใช้ไปแล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่จะใช้พร้อมกันทั่วประเทศ 15 ธ.ค.นี้ สำหรับเปิดใช้เบอร์ใหม่ทั้งแบบรายเดือน และเติมเงิน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เราไม่ได้ต้องการติดตามการใช้งานของประชาชน แต่เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค เช่น กรณีที่มีการนำมือถือไปผูกกับโมบายเพย์เมนต์ต่าง ๆ”
โดยซิมเดิมที่ลงทะเบียนแล้ว ไม่ต้องมาลงทะเบียนใหม่ เว้นแต่จะอยากยืนยันตัวตนเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม
ขณะที่ยอดเปิดเบอร์ใหม่ของทุกค่ายมือถือรวมกันจะอยู่ที่ 4.24 ล้านเลขหมาย/เดือน