มรภ.โคราชชวนเที่ยวศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรมหาวิทยาลัยราชภัฏ

เผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.นครราชสีมา จัดพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้เพื่อการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยทางการเกษตร (100 ไร่) ต.ไชยมงคล อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมและร่วมกิจกรรมถึงวันที่ 5 ม.ค. 2561 ประกอบด้วยการจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 นิทรรศการตามรอยศาสตร์พระราชา แปลงสาธิตเกษตรตามแนวพระราชดำริ การสาธิต-อบรมการผลิตและแปรรูปทางการเกษตร นิทรรศการวิชาการทางการเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร สัตว์เลี้ยงหรรษา รวมถึงกิจกรรมนำชมทุ่งทานตะวัน ทุ่งคอสมอส สวนไม้ดอกไม้ประดับ เห็ดเศรษฐกิจ เป็นต้น

รายงานข่าวเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เพื่อการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข ก่อตั้งขึ้นเพื่อน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเป็นหลักในการสอนนักศึกษา พร้อมไปกับการเผยแพร่ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยีสู่ชุมชน ถือเป็นการเผยแพร่กิจกรรมวิชาการ ผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย

กระบี่เดินหน้าพัฒนาเมืองต้นแบบธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “น้ำพุร้อน” แบบครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเร่งศึกษาเมืองสปา เตรียมชงคณะรัฐมนตรีไฟเขียวพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ

นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำเมืองต้นแบบสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อนแบบครบวงจรนำร่องในจังหวัดกระบี่ ว่า นโยบายรัฐบาลต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (medical hub) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่ออนาคตในลักษณะ New S -curve ในอุตสาหกรรมกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

สำหรับตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Global Wellness Institute พบว่าปี 2559 ธุรกิจ Medical and Wellness มีมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นอีก 49% รวมทั้ง Wellness Tourism เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของไทยที่น่าจับตามอง ข้อได้เปรียบคือ มีทรัพยากรที่เหมาะสมกับเทรนด์ดังกล่าวหลายอย่าง

นอกจากนั้น การท่องเที่ยวที่ให้การสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ในแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมกำลังเป็นที่นิยม และสะท้อนถึงแนวโน้มตลาดท่องเที่ยวที่หันมาให้ความสำคัญกับ Wellness Tourism มากขึ้น และจะเติบโตควบคู่ไปกับตลาด Medical Tourism ซึ่งเป็นตลาดหลักของธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

“ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลกมาโดยตลอด ปัจจุบันในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาถึง 29.9 ล้านคน มีจังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำของไทยถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดในประเทศไทย เช่น แม่ฮ่องสอน ภูเก็ต เลย และหวังว่าจังหวัดกระบี่ จะได้รับการจัดอันดับต่อไป”

นายแพทย์ภานุวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน รัฐบาลไทยมีการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับประเทศได้อย่างมาก กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Medical & Wellness Tourism และได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พ.ศ. 2560-2569 ระยะ 10 ปี ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. medical service hub 2. wellness hub 3. academic hub และ 4. product hub

ทั้งนี้ มีโครงการสำคัญในระยะเร่งด่วนเป็นวาระแห่งชาติคือ การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นเมืองสปา และเส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อนของไทย โดยนำร่องในจังหวัดกระบี่ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และนำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการระยะ 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี
สำหรับเมืองสปาต้นแบบนี้จะเน้นการพัฒนาอัตลักษณ์ จุดขาย การเข้าถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนารูปแบบกิจกรรม และแพ็กเกจบริการอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยว โดยเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับวิถีการดูแลสุขภาพแบบไทย และทำการตลาดในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้

“การเป็น Spa Town จะต้องมีการวางผังเมือง ปรับปรุงสถานที่ให้มีความพร้อม พัฒนาโมเดลธุรกิจ สร้างเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวภายในกระบี่และจังหวัดอื่นๆ ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโครงการ สร้างอาชีพให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งข้อสรุปครั้งนี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” นายแพทย์ภานุวัฒน์ กล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาด ดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 60 จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 59 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญและผลไม้ที่เพิ่มขึ้น มั่นใจ มาตรการช่วยเหลือภาครัฐ และแผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลให้ภาคเกษตรในปีหน้ายังคงขยายต่อเนื่อง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงทิศทางรายได้เกษตรกรปี 2560 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากดัชนีรายได้เกษตรกร พบว่ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่ขายตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับประรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ต่าง ๆ และกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง โดยดัชนีรายได้เกษตรกรในช่วง 10 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-ต.ค.) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 156.50 ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ถึงร้อยละ 7.98 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 9.69 จากแผนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านทำให้ทุกภูมิภาคของประเทศสามารถทำการเพาะปลูกได้เพิ่มขึ้น และยังมีน้ำต้นทุนเหลือเพียงพอสำหรับการทำการเกษตรฤดูแล้งปี 2561

ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปี 2560 โดยพิจารณาจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้หดตัวเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1.6 จากการที่รัฐบาลได้เข้าส่งเสริมและช่วยเหลือเกษตรกรในการทำการการผลิตโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เน้นการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร (ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้างโพดเลี้ยงสัตว์) โครงการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร การขยับช่วงการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ ลุ่มต่ำ ซึ่งโครงการและมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ได้เข้าไปมีส่วนช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำเหมือนที่ ผ่านมา สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ รัฐบาลได้เร่งรัดเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทั้งเป็นการเฉพาะหน้า การชดเชยความเสียหาย และการฟื้นฟูส่งเสริมอาชีพ ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ โครงการ 9101

หากมองหนี้สินครัวเรือนเกษตรปี 2560 จากการสำรวจของ สศก. ในเบื้องต้น พบว่ามีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2559 โดยหนี้สินครัวเรือนเกษตรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 40 เป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการผลิตและเก็บรักษาผลผลิตเพื่อรอการจำหน่าย เช่น การซื้อวัสดุอุปกรณ์และปัจจัย การผลิต ค่าพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ค่าซ่อมแซมยุ้งฉาง/โรงเรือนเลี้ยงพืชสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของภาคเกษตรโดยรวมและสอดรับกับรายได้เงินสดทางการเกษตรของครัวเรือนปี 2560 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนเกษตรซึ่งสอดคล้องข้อมูลภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนตุลาคม ปี 2560 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจภูมิภาคของไทยขยายตัวต่อเนื่องในหลายภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และแนวโน้มหนี้ครัวเรือนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลสิ่งแวดล้อม กรรมการยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat หลังจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบซากเต่าทะเลเกยตื้นบริเวณโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ตรวจสอบพบเป็นเต่าตนุเพศเมีย
โตเต็มวัย ความกว้างกระดอง 76 ซม. ความยาวกระดอง 94 ซม. น้ำหนักประมาณ 70 กก.

นายธรณ์ระบุว่า “ผลการผ่าพิสูจน์พบขยะทะเลประเภทถุงพลาสติกและเศษเชือกในระบบทางเดินอาหาร อาจจะทำให้ระบบทางเดินอาหารอุดตัน เป็นสาเหตุการตาย เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างขยะทะเลเพื่อวิเคราะห์ประเภทของขยะ พบว่า 1. ประเทศไทยทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลติดอันดับ 5-6 ของโลก 2. แต่ละปีมีเต่าทะเลตายในไทยเฉลี่ย 100 ตัว ขยะทะเลเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก 3. เต่าทะเลอาจติดขยะ เช่น เศษอวน เชือก ฯลฯ ทำให้บาดเจ็บหรือตาย หรือเต่าอาจกินถุงเข้าไป เช่น แม่เต่าตัวนี้ 4. เต่ากินถุงเพราะเต่าเข้าใจผิด คิดว่าถุงพลาสติกเป็นแมงกะพรุนที่เป็นอาหารตามธรรมชาติ 5. คนไทยใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยวันละ 8 ใบ มากที่สุดชาติหนึ่งในโลก ข้อมูลกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม 6. ถุงพลาสติกเป็นขยะที่กำจัดยากมาก

เพราะมีปริมาณมากแต่ราคาต่ำ ไม่คุ้มค่าในการนำไปรีไซเคิล 7. ทั่วโลกเห็นตรงกันว่าถุงพลาสติดคือขยะทะเลที่มีปัญหามากที่สุดและจัดการยากที่สุด 8. ถุงพลาสติกเป็นขยะทะเลที่มีสัดส่วนสูงที่สุดของไทย (16%) 9. ในการประชุมขยะทะเลทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยกระทรวงทรัพยากรฯ และม.เกษตรศาสตร์ เราวางแผนจัดการเป็นต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 10. ต้นน้ำคือลดการใช้ถุง ปรับเปลี่ยนถุงเป็นไบโอพลาสติก โดยมีมาตรการสนับสนุนเพื่อให้ราคาเหมาะสม 11. กลางน้ำคือใช้ระบบจัดการตามชายฝั่งและเกาะ

โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว เช่น อ่าวพังงา เกาะพีพี 12. ปลายน้ำคือการเก็บขยะทะเลด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการยำขยะทะเลมาผลิตเป็นของใหม่ เช่น รองเท้า เป้ ฯลฯ 13. สำคัญที่สุดคือพวกเรา เพราะขยะทะเลเกิดตามชายฝั่งและทะเลเพียง 20% ที่เหลือมาจากแผ่นดินตามแม่น้ำลำคลอง 14. เต่าทะเลมีอายุเกิน 100 ปี แม่เต่าตัวนี้มีโอกาสให้กำเนิดลูกเต่าอีกหลายพันตัว แต่วันนี้เต่าตายเพราะถุงจากพวกเรา ตายโดยไม่ได้ก่อประโยชน์ใดเลย ลูกเต่าหลายพันไม่ได้เกิดเพราะถุงพลาสติกเพียงไม่กี่ใบ 15. ปัจจุบันมีถุงพลาสติกหลายพันล้านหมื่นล้านใบอยู่ในทะเล และมีอีกหลายพันล้านหมื่นล้านใบที่กำลังจะลงไปในทะเล ถุงพลาสติกเพียง 3-4 ใบ สามารถฆ่าแม่เต่าได้ 1 ตัว จะมีพ่อแม่เต่าตายอีกกี่ตัว ช่วยกันวันนี้ ไม่ต้องทำบุญโดยการปล่อยเต่า แต่ทำโดยลดการใช้ถุง นั่นคือการช่วยเต่าที่ได้ผลที่สุดครับ”

“ครก” เครื่องใช้ที่อยู่คู่ครัวมายาวนาน แทบทุกหลังคาเรือนจะต้องมีใช้ประกอบการอาหาร แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยน ครกรูปร่างหน้าตาเดิม ๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเท่าที่ควร ผู้ประกอบการหลายรายต่างรู้โจทย์ใหม่นี้ จึงเริ่มปรับตัว เช่นเดียวกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตภัณฑ์จากหิน ศิลาทิพย์ อ.เมือง จ.ตาก ล่าสุดพัฒนาครกหูหิ้ว รุ่น “พักพิงคว่ำ” สุดเก๋ ตอบโจทย์ครบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้พูดคุยกับ “กุ๊ก-อัฐภิญญา ธาราศักดิ์” รองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผลิตภัณฑ์จากหิน ศิลาทิพย์ อ.เมือง จ.ตาก ผู้ผลิตครกหินและผลิตภัณฑ์จากหิน ถึงที่มาว่า ได้เข้ามาช่วยสามี “ธารา ธาราศักดิ์” ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจผลิตครกหินต่อจากรุ่นพ่อแม่และปู่ย่า ภายใต้แบรนด์ศิลาทิพย์ (SILATHIP) ประกอบกับชื่นชอบศิลปะ จึงทำให้เกิดการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยสิ่งที่เป็นจุดเด่นของศิลาทิพย์ คือวัสดุหลักอย่างหินแกรนิตของ จ.ตาก แหล่งหินที่มีเนื้อแข็งแรงที่สุดในประเทศก็ว่าได้

จากเสียงสะท้อนของลูกค้า โดยเฉพาะกรณีสากตกหัก เป็นการจุดประกายความคิดทำครกหูหิ้ว รุ่น “พักพิงคว่ำ” ขึ้นมา และด้วยความที่ต้องเข้าครัวเอง จึงคิดว่าครกน่าจะให้สากพักหรือพิงได้ โดยปี 2558 ได้ส่งครกรุ่นพักพิงคว่ำ เข้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ จ.ตาก โดยตัวครกเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ด้านข้างมีหูจับ ตรงกลางระหว่างสี่เหลี่ยมมีร่องสำหรับวางสาก และด้านข้างสามารถนำสากมาพิงได้ แต่ยังพบปัญหาความยาวสากไม่พอดีกับครก

จากนั้นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี จึงได้ครกหูหิ้ว รุ่นพักพิงคว่ำ เป็นครกทรงแก้วตานารี เมื่อมองจากด้านบนมีลักษณะเหมือนตา ซึ่งสามารถพักและพิงสาก รวมถึงสามารถจับเทน้ำได้อย่างสบาย พร้อมกันนั้นพัฒนาแพ็กเกจจิ้ง โดยออกแบบให้เป็นร่อง สามารถนำเชือกร้อยเข้าไปแล้วทำเป็นหูหิ้วสำหรับถือ ซึ่งรุ่นนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ทั้งที่ซื้อไปใช้เอง เป็นของฝาก ของขวัญให้ผู้ใหญ่ ใช้ในงานแต่งงาน ถวายวัด รวมถึงพกไปใช้ต่างจังหวัด

“ที่ผ่านมาได้ส่งผลงานเข้าประกวด ครกหินศิลาทิพย์ได้รับรางวัลโอท็อป 5 ดาวของ จ.ตาก และล่าสุดครกหูหิ้ว รุ่นพักพิงคว่ำ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 หมวดช็อป จากการประกวดไทยเท่ทั่วไทยของหอการค้าไทย ซึ่งมองว่าความเท่อยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเอง จากหินแกรนิต 1 ก้อน ผ่านการคิด ออกแบบ ทุ่มเท และลงมือทำ พัฒนาจนเป็นครกรูปทรงแก้วตานารี ที่สามารถพัก พิง คว่ำ และหิ้วได้ หล่อหลอมให้หิน 1 ก้อน มีความสมบูรณ์แบบและจับต้องได้ จากความคิดที่แตกต่าง ครกของเราจึงแตกต่าง แต่ก็เท่แบบมีคุณค่าในตัวเอง”

“อัฐภิญญา” อธิบายว่า จริง ๆ แล้วหินหนึ่งก้อนสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง คือ ด้านในทำเป็นครกได้ 1 ใบ ส่วนหัวและท้ายของหินแกรนิต สามารถนำมาทำเป็นจานได้ 2 ใบ ขณะที่ตรงกลางที่เหลือเป็นลักษณะกลม ๆ สามารถใส่ปูนเข้าไปทำเป็นกระถางต้นไม้ได้อีก ขณะที่เปลือกหินด้านนอกที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ก็สามารถนำมาทำเป็นกระถางต้นไม้ได้เช่นเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นเศษฝุ่นที่ได้จากกระบวนการเจาะหินนั้น ก็ยังสามารถนำมาพัฒนาเป็นเครื่องประดับได้อีกด้วย ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มผลิตแล้ว เป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ชาย โดยทดลองตลาดที่ สปป.ลาว

ปัจจุบันกลุ่มผลิตภัณฑ์จากหิน ศิลาทิพย์ มีครกตั้งแต่ทรงโบราณไปจนถึงทรงโมเดิร์น ที่มีให้เลือกมากกว่า 10 แบบ เช่น ทรงกะลา กระบอก เหลี่ยม สับปะรด ดอกไม้ เป็นต้น โดยมีกำลังการผลิตโดยเฉลี่ย ไซซ์ปกติ ขนาด 5 นิ้ว ประมาณ 400 ลูก/เดือน ไซซ์เล็ก ขนาด 2.5-4 นิ้ว ประมาณ 800 ลูก/เดือน ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะผลิตสลับกันไป เช่น สัปดาห์แรกผลิตไซซ์เล็ก สัปดาห์ถัดไปผลิตไซซ์ปกติ เป็นต้น มีราคาตั้งแต่ 120-1,000 บาท นอกจากนี้ยังรับผลิตตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าต้องการด้วย

รวมไปถึงจาน ชาม ถ้วย ที่ทำจากหินแกรนิต สามารถตั้งบนเตาแก๊ส และเข้าไมโครเวฟได้ จึงทำให้มีคุณสมบัติเก็บความร้อนและความเย็นได้ดี อีกทั้งยังมีหินนวดมือ หินนวดกดจุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแพ็กเกจจิ้ง คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายได้ช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้มีงานแกะสลักต่าง ๆ ได้แก่ เสมา ลูกนิมิต ช้าง สิงโต เป็นต้น

โดยผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นนั้นเป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด โดยจำหน่ายในประเทศกว่า 80% ช่องทางออนไลน์ และมีลูกค้าติดต่อส่งออกต่างประเทศประมาณ 20% ได้แก่ ฮ่องกง เมียนมา ขณะเดียวกันกำลังดูตลาดอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น จีน สปป.ลาว เพราะคิดว่าอยากให้ลูกค้าของเราในต่างประเทศได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา

และเมื่อถามถึงคู่แข่งในเส้นทางอาชีพนี้ “อัฐภิญญา” บอกว่า ปัจจุบันการแข่งขันก็สูงขึ้น ดังนั้นนอกเหนือจากจุดเด่นวัสดุหลักที่มีแล้ว เราต้องสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงต้องใช้ใจ เนื่องจากหินแกรนิตนั้น เป็นหินธรรมชาติ บางครั้งอาจจะมีครกที่ไม่มีคุณภาพ เช่น มองภายนอกดูดีโอเค แต่ด้านในอาจจะมีความร้าวอยู่ ซึ่งหากไม่ได้เป็นคนที่คลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้ จะดูไม่ออกหรือไม่รู้

และสิ่งสำคัญคือ จะต้องไม่โกหกลูกค้า บาคาร่าออนไลน์ บอกลูกค้าตามตรงว่างานมีตำหนิ เพราะลูกค้าเสียเงินซื้อกับเราแล้ว ก็อยากให้ได้ของดี ๆ “โครงการอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหน้าที่ดูแลผืนป่าเศรษฐกิจประมาณ 1.5 แสนไร่ ที่ผ่านมายังไม่ได้พัฒนาอย่างจริงจัง ปลูกไม้ตามสัมปทานทำไม้แต่ไม่ได้มุ่งหวังรายได้ทางเศรษฐกิจจึงไม่มีรายได้อะไร ต่อมาในปี 2535 เริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจและใช้ประโยชน์ได้ในสวนป่าช่องเม็ก อุบลราชธานี เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังขาดการพัฒนา ไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ และการดูแลรักษาอย่างจริงจัง ปัญหาหลักที่ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ เพราะพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองม็อบ”

ก่อนนี้ชาวบ้านอยากปลูกยางพารา เจ้าหน้าที่ของ อ.อ.ป. ก็ส่งเสริมให้ปลูกและดูแลรักษา เพื่อให้ชาวบ้านมีงานทำจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตร โดยชาวบ้านจะมีส่วนแบ่งจากการกรีดและขายน้ำยางพาราสดร้อยละ 40 ส่วนรายได้อีกร้อยละ 60 เป็นขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ซึ่งชาวบ้านจะมีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณคนละ 10 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดเกือบ 5,000 ไร่ ส่วนยูคาลิปตัสซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 7,000 ไร่นั้นชาวบ้านจะมีรายได้จากค่าจ้างทำไม้ แต่เราก็ยังอยากปลูกไม้เศรษฐกิจอื่น ๆ ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ใช้ประโยชน์จากพื้นที่สวนป่าเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ อ.อ.ป.มีรายได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็สร้างงานสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ราษฎรในท้องถิ่น รวมถึงพัฒนาปรับปรุงปลูกทดแทนสวนป่าแปลงเก่า และรักษาความสมบูรณ์ทางธรรมชาติให้มีความหลากหลายทางพันธุ์พืชมากที่สุด”

นายบรรยง บุญญโก หัวหน้าฝ่ายจัดการสวนป่า อ.อ.ป.ตะวันออกเฉียงเหนือ เล่าถึงการดำเนินงานให้คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ.–สกว. นำโดย ศ. ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ อดีตผู้อำนวยการ สกว. ในฐานะประธานกรรมการโครงการร่วมฯ รวมถึงคณะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมแปลงวิจัยไม้โตเร็ว ณ สวนป่าพิบูล และสวนป่าช่องเม็ก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ได้รับทราบ

เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าในแถบตะวันออกนี้ของจังหวัดอุบลราชธานีมีเขื่อนสิรินธรและเขื่อนปากมูล ซึ่งได้มีการชุมนุมประท้วงเป็นระยะ ๆ มาเป็นเวลายี่สิบสามสิบปี จนพื้นที่ดังกล่าวได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “เมืองม็อบ” การจะดำเนินการใด ๆ จึงต้องผ่านความเห็นชอบยินยอมของมวลชนเสียก่อน

พื้นที่สวนป่าช่องเม็กมีหมู่บ้านและชุมชนรอบ ๆ สวนป่าที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการปลูกสร้างสวนป่าจำนวน 7 หมู่บ้าน มีราษฎรกว่า 1,000 ครอบครัว ที่ร่วมปลูกมันสำปะหลัง มีรายได้จากการทำวนเกษตร การรับจ้างสวนป่า และเก็บหาของป่า เจ้าหน้าที่ อ.อ.ป.ได้ทำการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแบ่งพื้นที่ป่าในการปลูกไม้เศรษฐกิจ ส่วนพื้นที่ในส่วนอื่น ๆ ก็อนุรักษ์ไว้เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ โดยดำเนินการภายใต้การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน แต่การขาดการวิจัยและพัฒนา ขาดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง และที่สำคัญคือการขาดงบประมาณ เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาสวนป่าเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด