มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมมดโลก

World Ant Forum Bangkok, 2019 และเครือข่ายการศึกษามดรศ.ดร. เดชา วิวัฒน์วิทยา ประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ANeT หรือการประชุมเครือข่ายการศึกษามดนานาชาติ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์มด (Ant Museum) และภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมมดโลก (World Ant Forum Bangkok,2019) และการประชุมเครือข่ายการศึกษามดนานาชาติ (ANeT) ครั้งที่ 12 ณ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิจัยมดจากทั่วโลก รวมถึงนักวิจัยกลุ่มอื่นๆ และภาคเอกชน ตลอดจนเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยมดในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากมดและการจัดการมดสืบไป

พิธีเปิดการประชุมวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมจงรัก ปรีชานนท์ ชั้น 2 ตึกวนศาสตร์ 72 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภายในงานพบกับการจัดแสดงสุดยอด…นวัตกรรมมด (Ant Innovation 4.0)

1. นวัตกรรมการกำจัดมด (Ant pest management innovation) ถือเป็นครั้งแรกของการประชุมฯ ที่มีภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดง
2. นวัตกรรมการป้องกันมด (Green ant control innovation; AntPad) ที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม
3. นวัตกรรมมดกินได้ (Edible ant innovation) เทคนิคการเลี้ยงและหลากหลายเมนู
ไข่มดแดง

4. นวัตกรรมเลี้ยงมด (Ant pet innovation) การออกแบบการเลี้ยงมดที่หลากหลาย
5. นวัตกรรมบอร์ดเกมมด (Ant board game innovation) พร้อมร่วมทดลองการเล่น
นอกจากนี้ ยังมีความพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุม ดังนี้

1. การจัดอบรมการจัดจำแนกมด (Ant Course) โดยนักมดที่มีชื่อเสียงระดับโลก ถือเป็นโอกาสดีมากสำหรับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้เรื่องมด (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562)
2. การลอยกระทงมด (Ant Kra Tong) ในงานลอยกระทง (Loy Kra Tong Festival) จำนวน100 กระทง ณ หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 21.00น. จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจริยธรรมให้แก่เยาวชนในด้านการทำงานเป็นทีมของมด ครอบครัวมดที่อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น และใช้วัสดุกระทงและมดที่ทำมาจากธรรมชาติ

3. การเยี่ยมชม Ant Collection ที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระราม 9 สุดยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ) (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562)
จึงขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการประชุม ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2562 และชมนวัตกรรมมด 4.0 ได้ในระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2562 ณ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร. ดชา วิวัฒน์วิทยา โทร. (091) 881-2050

เรียนรู้วิธีขั้นตอนการผลิตที่ “ศูนย์การเรียนรู้นาเกลือ สมุทรสาคร” ลงพื้นที่ไปกับ “แดเนียล เฟรเซอร์” ฝรั่งผู้หลงรักความเป็นไทย สำรวจไร่นาเกลือกว่า 29,000 ไร่ ของ “สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย เพชรบุรี” ส่องวิถีชุมชนในการใช้เกลือเพื่อประกอบอาชีพอย่าง ปลาแดดเดียว ณ “หมู่บ้านปากทะเล”

ท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชุมชนชาวนาเกลือด้วยตัวเองที่ “ศูนย์การเรียนรู้นาเกลือ สมุทรสาคร” แหล่งเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตหลากหลาย และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเกลือ รู้ลึกถึงแก่นแท้ของคุณภาพต่างๆ ที่เหมาะแก่การทำเกลือของ “สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย เพชรบุรี” ดูกรรมวิธีการผลิตเพื่อส่งออก และขั้นตอนยิบย่อยต่างๆ ให้เข้าใจโดยง่าย จากนั้นเดินทางเข้าสู่ “หมู่บ้านปากทะเล” สัมผัสวิถีชีวิตผู้คนในชุมชนที่ต้องใช้เกลือในการประกอบอาชีพอย่างการทำปลาแดดเดียว พร้อมส่องนกในบรรยากาศยามเย็นบริเวณผืนนาเกลือแถว “ดอนหอยหลอด” ซึ่งเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่เหมาะแก่นก

ส่องวิถีชีวิตคนนาเกลือ ไปพร้อมกับ “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน 2562 เวลา 14.00 น. ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ที่ Facebook

ผู้เขียนมีญาติพี่น้องอยู่ที่บ้านข่วงเปา ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้ๆ วัดพระบรมธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เมื่อไม่นานมานี้ได้ไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง เคยเห็นป้าคนหนึ่งทำขนมขายมาตั้งแต่ผู้เขียนยังเด็กๆ เคยได้ลิ้มชิมรสขนมไทยหวานๆ ขนมดั้งเดิมของไทย ครั้งนี้ก็เช่นกัน ป้าคนนั้นก็ยังทำขนมขายอยู่ จึงได้ไปขอพบและขอพูดคุยกับป้าถึงเรื่องราวว่าทำไมป้ายังทำขนมขายอยู่มาเนิ่นนานหลายปีดีดักมาแล้ว

คุณป้าที่สนทนาด้วย ชื่อ คุณป้าวรรณรัตน์ ดวงสุริยะ หรือที่ผู้คนในละแวกนั้นเรียกกันว่า ป้าปั๋น ป้าบอกว่าป้าอายุ 71 ปีแล้ว ป้าอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 160/1 หมู่ที่ 5 บ้านข่วงเปา ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

ป้าปั๋น เล่าให้ฟังว่า ป้าทำขนมไทยขายมาตั้งแต่อายุ 18 ปี ก็ราวๆ 53 ปีล่วงมาแล้ว จากนั้นป้าได้ไปเรียนเพิ่มเติมการทำขนมไทยจากโรงเรียนฝึกฝนอาชีพเคลื่อนที่ 45 ในความอำนวยการของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ใช้ประสบการณ์เดิมบวกกับความรู้ใหม่ทำการดัดแปลงปรับสูตรการทำขนมไทยให้หลากหลายชนิดและรสชาติให้เข้ากับสภาพของท้องถิ่นภาคเหนือ โดยขนมไทยแรกเริ่มที่ป้าปั๋นทำขาย ก็เช่น ขนมเทียนคลุกมะพร้าว ข้าวต้มคลุกมะพร้าว ขนมตะโก้ใบเตย ขนมเกลือ ข้าวเหนียวแดง ขนมศิลาอ่อนใบเตย ขนมถ้วยหน้ากะทิ ขนมวุ้น (หลากสี) ขนมชั้น ขนมเปียกปูน วุ้นกะทิ ขนมมันสำปะหลัง ขนมวุ้นกาแฟ ขนมวุ้นสังขยา ขนมหม้อแกง ขนมสังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ข้าวต้มหัวหงอก ขนมแตงไทย ขนมข้าวสาลี่ปัจจุบันขนมมันสำปะหลัง ขนมตะโก้ใบเตย ขนมกล้วย ขนมวุ้น (กาแฟ ใบเตย สังขยา มะพร้าวน้ำหอม) ขนมศีลาอ่อนใบเตย ขนมเปียกปูน ขนมแตงไทย

ป้าปั๋นบอกว่า ป้าก็ยังทำขายอยู่เพราะได้รับความนิยมจากคนในละแวกนี้ ป้าปั๋นบอกอีกว่าป้าเป็นคนเหนือ แต่ขนมหวานบางอย่างเป็นขนมหวานที่นิยมกินกันในภาคอื่นๆ คนจอมทองได้ลิ้มรสขนมหวาน อย่างขนมศิลาอ่อนใบเตย ขนมวุ้น ขนมมันสำปะหลัง ขนมชั้น ขนมข้าวเหนียวแดง ขนมเกลือ แล้วต่างคนก็บอกว่าอร่อยดี รสชาติขนมเป็นที่ถูกอกถูกใจก็เลยทำขายมาถึงทุกวันนี้

ป้าปั๋นยังเล่าย้อนอดีต เมื่อครั้งเป็นสาวจนเข้าสู้ผู้สูงวัย เป็นเวลาหลายสิบปี ป้ายังแข็งแรงดี ป้าต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี 2 ตี 3 เพื่อเตรียมขนม จัดข้าวจัดของที่ใช้ลงกระจาด ใช้ไม้หาบกระจาด 2 ข้าง หาบไปขายในตลาดเช้า 4 แยกจอมทอง ใช้เวลาขายเพียง 1 ชั่งโมงขนมก็หมด ขนมหมดก็กลับบ้าน บ่ายๆ ก็เริ่มทำขนม

ป้าปั๋นบอกว่าป้าทำขนมคนเดียว พรุ่งนี้จะขายขนมอะไร ปริมาณเท่าไร ป้าต้องคิด วางแผนในการใช้วัตถุดิบ ส่วนผสม เชื้อเพลิงที่ใช้ป้าไม่ใช้เตาแก๊ส แต่ป้าใช้เตาถ่านที่ยังคงใช้มาถึงทุกวันนี้ ป้าให้เหตุผลว่ารสชาติดี ได้กลิ่นที่ดีกว่า

ด้วยประสบการณ์และฝีมือในการทำขนมของป้าปั๋น ในละแวกนี้จะรู้ดีว่าขนมที่อร่อยต้องขนมหวานรสดั้งเดิมของป้าปั๋น ซึ่งแม้จะมีขนมหวานเจ้าอื่นๆ เข้ามาขายในตลาด แต่ขนมหวานของป้าปั๋น ได้หยั่งลึกเป็นรสสัมผัสที่คุ้นเคยของคนกินได้อย่างไม่รู้ลืม ด้วยรสชาติของขนม การใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ จึงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนในตลาด

ความพิเศษของขนมหวานป้าปั๋น รสชาติที่กลมกล่อมถึงหวาน มัน ที่สำคัญมีความสะอาด การนำขนมหวานไปประกวดในงานต่างๆ ขนมหวานของป้าปั๋นก็ได้รางวัลที่ 1 หลายเวที จึงมีชื่อเสียง คนรู้จักกันดี

ป้าปั๋น บอกว่า ขนมหวานอยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยภาคเหนือ หลังอาหารคาว หรือซื้อไปทำบุญ หรือเพื่อทำพิธีกรรม และเมื่อถึงฤดูทำไร่ทำนา ทำสวน จะขายดีมาก เขาจะซื้อติดไม้ติดมือไปทุ่ง บ้างก็ซื้อไปฝากคนที่ตนรัก

ปัจจุบันป้าปั๋นอายุ 71 ปี “พอแล้ว ป้าก็มีอายุมากแล้ว จะมัวทำขนมไปนั่งขายในตลาดเหมือนแต่ก่อนก็ทำไม่ค่อยไหว แต่ก็ยังมีใจรักที่จะทำ เคยคิดที่จะหยุดทำขนมมาหลายครั้ง แต่ก็อดทำไม่ได้เมื่อมีคนมาสั่งทำขนม โดยเฉพาะเทศกาลงานประเพณีในท้องถิ่น งานบวช งานแต่ง ขึ้นบ้านใหม่ ป้าก็จะทำให้”

ป้าปั๋นบอกว่า ป้าเป็นคนที่มีเพื่อนรัก มีมิตรสหายมากมาย ทั้งซื้อทั้งสั่งให้ทำ ทำให้ได้ตามจำนวนที่สั่ง แต่ก็ทำเผื่อไว้บ้างเล็กน้อย สำหรับขายปลีกที่หน้าบ้านที่มีผู้คนเดินผ่านไปมา บ้างก็ซื้อไปฝากลูกฝากหลาน และบ้านป้าปั๋นก็เป็นจุดรวมพลพบปะของมิตรสหายมากิน มาชิม มาพูดคุยตลอดทั้งวัน จึงเป็นจุดแข็งให้ขนมหวานป้าปั๋นได้รับการบอกเล่าปากต่อปาก

คำว่า พอ ป้าปั๋นได้ขยายความต่อว่า ป้าทำขนมขายมานาน แต่ฐานะความเป็นอยู่ของป้าก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักหนา มีพอกินพอใช้ ได้เก็บหอมรอมริบไว้เพื่อยังชีพยามชราและรักษาตัวยามเจ็บไข้

ขนมที่ป้าทำขายก็นับวันจะหาคนทำตามสูตรของป้ายากขึ้นทุกวันเพราะต้องใช้ความอดทน มันอยู่กับความร้อนที่หน้าเตาถ่าน แล้วป้าก็บอกว่าป้าไม่มีลูก ผู้เขียนเลยตั้งคำถาม แล้วใครจะมาสืบสานการทำขนมสูตรดั้งเดิมของป้าละครับ?

ป้าบอกว่าป้ามีน้องสาวแต่เขาได้เข้าไปทำงานในเมืองเสียแล้ว และกล่าวเพิ่มเติมว่าเคยฝึกให้หลานสาวทำขนม บอกสูตรทำขนมต่างๆ หลานมาอยู่ มานอน มาฝึกทำขนมกับป้า หวังว่าหลานจะสืบทอดการทำขนมของป้า แต่หลานก็ไปทำงานประจำในเมืองเชียงใหม่แล้ว

ถ้าอย่างนั้น ทำไมป้าไม่เขียนบันทึกเป็นตำราคู่มือการทำขนมเป็นสูตรการทำขนมของป้าปั๋นไว้เผยแพร่เป็นวิทยาทานละครับ? ผู้เขียนถามต่อ

ป้าปั๋นสารภาพว่า ป้าไม่ถนัดที่จะเขียน แต่ถ้าให้ป้าเล่าหรือบอกให้คนอื่นเขียนป้าบอกได้ เล่าได้ อธิบายได้
ผู้เขียนได้ที เลยขอให้ป้าปั๋นบอกสูตรและวิธีทำขนมที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคสัก 2 ชนิดเพื่อเผยแพร่ ป้าตอบตกลง ขนมหวาน 2 ชนิด นั้นได้แก่ ขนมมันสำปะหลัง ขนมศิลาอ่อนใบเตย

1. ขนมมันสำปะหลัง ขนมชนิดนี้มีความอร่อย หวาน นุ่ม ไม่กระด้าง น่ากิน

วัตถุดิบ ที่ใช้และอัตราส่วนผสม ต่อ 1 ถาดเหลี่ยม
1. มันสำปะหลัง (มันเชอร์รี่เปลือกสีแดง) 2 กิโลกรัม
2. น้ำตาลทรายขาว 0.5 กิโลกรัม
3. เกลือป่น 1 ช้อนชา
4. มะพร้าวเนื้อขาวสะอาด (ขูดหรือโม่) 1 กิโลกรัม
5. น้ำสะอาด

วิธีทำ
1. ปอกเปลือกมันสำปะหลัง ล้างน้ำให้สะอาด เอาไส้กลางออกด้วย แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง
2. นำมันสำปะหลัง ตามข้อ 1 มาโม่ใส่ชาม
3. นำน้ำตาลทรายขาว เกลือป่น น้ำสะอาดใส่พอควร คนจนน้ำตาลละลาย นำมันสำปะหลังใส่ลงไป แล้วคนโดยไม่ใส่แป้ง
4. เทมันสำปะหลังตามข้อ 3 ใส่ถาดเหลี่ยมเตรียมนึ่ง
5. นำไปใส่ซึ้งนึ่ง และนึ่งด้วยเตาถ่านนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้ไฟร้อนกลางตลอด
6. นำออกจากซึ้ง รอให้เย็น แล้วใช้มีดคมตัดตามขนาดที่ต้องการ หรือพอดีคำ
7. นึ่งมะพร้าวที่ขูดหรือโม่ให้สุก แล้วแยกไว้ต่างหาก
8. นำมะพร้าวคลุกกับชิ้นขนมมันสำปะหลังที่ตัดไว้ เป็นอันเสร็จการ
หากนำใส่ตู้เย็นอยู่ได้นาน 3 วัน โดยรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง

2. ขนมศิลาอ่อนใบเตย ขนมชนิดนี้มีความอร่อย นิ่ม หวานกลมกล่อม มัน มีกลิ่นหอมใบเตย

วัตถุดิบ ที่ใช้และอัตราส่วนผสม ต่อ 1 ถาดเหลี่ยม
1. แป้งข้าวโพด 3 ขีด
2. น้ำตาลทรายขาว 4 ถ้วยตวง
3. เกลือป่น 1 ช้อนชา
4. น้ำหัวกะทิ 1 กิโลกรัม
5. น้ำใบเตยกรองแล้ว 1 ถ้วยตวง
6. น้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง
7. ถั่วลิสงคั่วซอยครึ่งเมล็ดสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ
1. นำแป้งข้าวโพด น้ำหัวกะทิ น้ำตาลทรายขาว เกลือ น้ำใบเตย น้ำสะอาด ใส่ภาชนะ คนจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
2. นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง
3. นำไปตั้งบนเตาถ่าน ใช้ไฟร้อนกลาง คนด้วยไม้พาย คนไปทางเดียว คนให้ถึงก้นภาชนะ อย่าให้ไหม้ ถ้าข้นไปหรือจับกันเป็นก้อนให้ใส่น้ำหางกะทิลงไปแล้วคนให้เข้ากัน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
4. เทใส่ถาดเหลี่ยม รอจนเย็นลง ตัดเป็นชิ้นพอดีคำ
5. โรยหน้าด้วยถั่วลิสง เป็นอันเสร็จการ

ส่วนขนมอื่นๆ ป้าปั๋น บอกว่า หากใครสนใจโทร.ไปคุยได้ที่หมายเลข (087) 725-7782 โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ตั้งอยู่ในตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ภายหลังจากปี 2549 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรส่งผลทำให้ผลผลิตเสียหาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศ ในขณะนั้น รับสั่งให้กองงานราชเลขาธิการมาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อำเภอท่าวังผา และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาและได้รับเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารเพื่อการบริโภค จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ หันมาปลูกข้าวเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

นายสำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทาน เล่าว่า สมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่ม เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนในการสร้างความมั่นคงของอำเภอท่าวังผาให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่ เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังได้ทรงพระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชน สำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้กับราษฎร และทรงเสด็จมาเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552

“คนที่นี่ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ ไม่เคยละทิ้งประชาชนเลย สายตาพระองค์ท่านมองเห็นและนึกถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งหมด“ โรงสีพระราชทานแห่งนี้ยังได้นำหลักการสหกรณ์ มาปรับใช้ในการบริหารงาน ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตร และธุรกิจร้านกาแฟ โดยกิจกรรมรวบรวมและรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิดอัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาท และสีข้าวกล้อง กิโลกรัมละ 2 บาท ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์จะบรรจุใส่ถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยหมัก หรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์ ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ซึ่งผลพลอยได้จากการสีข้าว ทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางหนี่งให้กับที่นี่ด้วย

เมื่อกิจการของโรงสีข้าวได้ขยายเพิ่มขึ้น ทางบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังการผลิตที่สามารถรองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สามารถสีข้าวได้ 6 ตัน ต่อวัน และผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรการผลิตที่ดี หรือ GMP ซึ่งทางโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์ ทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว กข 6 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายหลังจากที่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้มีการแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน” โดยจะเน้นจำหน่ายตลาดภายพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งทางโรงสีได้ส่ง “ข้าวน่าน” ไปวางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

“การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทานซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 กว่าคน ทำให้สมาชิกยึดในหลักการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และมีการอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีในปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ 560,000-600,000 บาท ต่อปี เมื่อถึงสิ้นปีจะมีการจ่ายปันผลคืนให้สมาชิก แม้ผลกำไรอาจจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน 10 ไร่ ดังนั้น ข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยถึงนำมาขาย และโรงสีฯเราตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เดินทางไม่ไกล ไปมาได้สะดวก อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อก็จะมีการปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และจะอิงกับราคาตลาด” นายสำเนียง กล่าว

ปัจจุบัน สหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าวอินทรีย์ในกลุ่มของข้าวเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เช่น ข้าวหอมนิล ข้าวหอมทับทิมชุมแพ ข้าวก่ำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิ และรับซื้อมาเพื่อป้อนเข้าโรงสีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้องวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านเลมอนฟาร์มและร้านสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“อีกสิ่งสำคัญที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงฝากไว้ คือการทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้สืบสานการทำนา สืบสานอาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ ทางโรงสีจึงได้ร่วมมือกับโรงเรียน บ้าน และวัดในอำเภอท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชน ได้มีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร โดยอิงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ยังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ซึ่งมีการตกแต่งสวยงาม รูปแบบของร้านยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะชาวจังหวัดน่าน ซึ่งร้านกาแฟภูพยัคฆ์แห่งนี้ เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ รับสั่งว่าให้ทำโรงสีข้าวฯเป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ในช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถ และเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

“คนส่วนมากไม่รู้จักโรงสีข้าว แต่เพราะแวะมาดื่มกาแฟ มานั่งพักและเดินชมดอกไม้ภายในบริเวณโดยรอบร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ทำให้ได้รู้จักโรงสีข้าวของที่นี่ไปด้วย และยิ่งเมื่อทราบว่าเป็นโรงสีข้าวพระราชทาน ก็ยิ่งสนใจมากขึ้น เข้ามาสอบถามข้อมูลและเดินมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงานภายในโรงสี รวมถึงซื้อข้าวสารของที่นี่ไปทดลองบริโภคด้วย นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานและผู้นำเกษตรกรจากชุมชนต่างๆ ทั้งในจังหวัดน่านและนอกพื้นที่ ติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมงานที่โรงสีข้าวแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้สามารถลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางของสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน”

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 46 (Committee on World Food Security: CFS) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2562 ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยที่ประชุมได้ร่วมหารือในวาระสำคัญต่างๆ ทั้งสถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2562 ตลอดจนการดำเนินงานด้านระบบนิเวศเกษตรและนวัตกรรมอื่นๆ

ในการปรับเปลี่ยนระบบอาหารและการเกษตรให้มีความยั่งยืน และการส่งเสริมบทบาทสตรีในชนบทกับความมั่งคงอาหารและโภชนาการ ซึ่งประธาน CFS (Mr. Mario ARVELO) ได้เน้นความสำคัญด้านสิทธิของคนในการได้รับอาหารอย่างเพียงพอ (The Right to Food) ด้วยการส่งเสริมให้ใช้ระบบการเกษตรแบบครอบครัว (Family Farming) ซึ่งเป็นระบบการทำการเกษตรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผลิตอาหารที่ยั่งยืน มีการจัดการสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังคงรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไว้ได้

โอกาสนี้ ผู้แทน สศก. ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของไทยที่น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้ อาทิ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ ซึ่งไทยมีโครงการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (Center of Excellence on Soil Research in Asia: CESRA) เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืน รักษาระบบนิเวศน์ และสร้างรายได้ ความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรไทย