“มอก.ไลต์” ยกระดับ เอสเอ็มอี “สมอ.” ปรับขั้นตอนออกมาตรฐาน

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ว่า นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (สมอ.) คนใหม่ได้รายงานแผนการทำงานของ สมอ.เพื่อก้าวสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) 4.0 โดยจะดูแลผู้ประกอบการให้ผลิตสินค้าภายใต้มาตรฐานอุตสาหกรรม และดูแลประชาชนให้ได้ใช้สินค้าที่มีมาตรฐาน ซึ่งแผนงานใหม่นี้จะให้ สมอ.ทำงานภายใน 1 เดือน เพื่อติดตามความคืบหน้า

หลังจากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดย สมอ.จะเป็นหน่วยงานนำร่องที่ปรับกระบวนการทำงานไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 อาทิ การกำหนดมาตรการอุตสาหกรรมสำหรับเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการเริ่มต้น (มอก.ไลต์) ครั้งแรกของประเทศ เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีในการเข้าถึง มอก.ที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการ เนื่องจากปัจจุบัน มอก.ที่มีอยู่จะมีเพียงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เข้าถึง ขณะที่วิสาหกิจชุมชนก็จะมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) รองรับ พร้อมกันนี้จะพิจารณากำหนดมาตรฐานสินค้าภาคบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย โดย สมอ.จะพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

นายอุตตม กล่าวว่า นอกจากนี้แผนการทำงานของ สมอ.จะปรับกระบวนการจัดทำ มอก.ทั้งทั่วไป และบังคับให้รวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น กำหนดเวลาประมาณ 100 วัน ต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ จากปัจจุบันใช้เวลา 150 วัน ต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ในกระบวการอนุญาตออกเครื่องหมาย มอก.ให้กับผู้ประกอบการที่ยื่นขอจะกำหนดเวลาดำเนินการให้เหลือ 10 วัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 50 วัน โดยสำนักงาน สมอ.จะมีการจัดทำศูนย์บริการครบวงจร (วันสต๊อปเซอร์วิส) เพื่อให้บริการผู้ประกอบการและประชาชน

นายณัฐพล กล่าวว่า ได้เสนอนายอุตตมต่อการจัดทำ มอก.ไลต์ เพราะเห็นว่าปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการเริ่มต้น (สตาร์ตอัพ) ยังประสบปัญหาด้านการกำหนดมาตรฐานสินค้า เพราะปัจจุบันมาตรฐานของไทยหากเป็นมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปและมาตรฐานบังคับ จะกำหนดคุณสมบัติสูงและค่าใช้จ่ายตามคุณสมบัติ และการที่เอสเอ็มอีใช้มาตรฐานตาม มผช.ก็อาจอยู่ในระดับเริ่มต้นเกินไป คาดว่าจะเริ่มดำเนินได้ต้นปี 2561

วันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในเขต อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พบว่ายังคงน่าเป็นห่วง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากน้ำมีปริมาณมาก เพิ่มระดับสูง และไหลแรง ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะเข้าออกบ้านกันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากประชาชนจะเดือดร้อนจากน้ำท่วมบ้านและถนนหนทางแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในกระชังก็เดือดร้อนไปด้วย ต้องจนปลาใส่ตะกร้าออกชั่งขายริมถนนโดยที่บริเวณริมถนนทางเข้าหมู่บ้านหมู่ 5 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมต่างใช้เรือขนปลาทับทิมใส่ตะกร้ามาชั่งขาย โดยมีพ่อค้ารับขับรถมารับซื้อและชั่งขายกันริมถนน ซึ่งทั้งคนซื้อและคนขายต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ
จากการสอบถามเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมรายหนึ่งเผยว่า ตนได้เลี้ยงปลาทับทิมไว้ในกระชังที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยตอนนี้กระแสน้ำที่ไหลแรงส่งผลต่อปลาทับทิม เนื่องจากกระแสน้ำได้พัดกระชังปลาทำให้มาสีโดนกับตัวปลา จึงต้องจับปลาขึ้นมาขาย แต่การซื้อขายก็ลำบาก เนื่องจากถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วมหมด พวกเกษตรกรพ่อค้าปลาจึงได้ช่วยกันพายเรือเข้าไปยังกระชังปลาและจับปลาใส่ตะกร้าวางมาบนเรือครั้งละ 2-3 ตะกร้า ก่อนที่จะมาชั่งขายกันริมถนน โดยราคาที่ขายนั้นยังถือว่าปกติ

นายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี (นร.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินงานมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา (กมว.) เปิดเผยผลการประชุม กมว. เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าที่ประชุมได้อนุมัติให้ออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบอาชีพครู แบ่งเป็นผู้ได้อนุมัติออกใบอนุญาตฯ จำนวน 1,440 คน และต่ออายุใบอนุญาตฯ 2,291 คน ประกอบด้วย 4 กลุ่ม คือ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ โดยในส่วนของครูนั้นมีผู้รับการออกใบอนุญาตฯ ครั้งแรก 1,114 ราย ประกอบด้วย ครูไทย 1,071 คน และครูชาวต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา จีน ฟิลิปปินส์ และแคเมอรูน รวม 43 คน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากยังมีผู้ปฏิบัติการสอนในสถาบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นได้ขอเทียบประสบการณ์ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเป็นเวลาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งกรณีดังกล่าวตามกฎหมายระบุว่าผู้สอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ซึ่งเป็นการสอนรูปแบบของการศึกษานอกระบบ สามารถสอนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตฯ หากผู้ใดมีความประสงค์จะขอรับใบอนุญาตฯ สามารถเทียบโอนประสบการณ์ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเป็นเวลาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปีได้ โดยต้องได้รับการประเมินจากคณะกรรมการสถานศึกษาที่แต่งตั้งขึ้น

“การกำหนดว่าการสอนลักษณะใดเป็นการศึกษานอกระบบ ให้คำนึงถึงรูปแบบการสอนเป็นสำคัญ ไม่จำเป็นว่าต้องสอนที่จัดขึ้นเฉพาะในสถานศึกษาของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เท่านั้น ตอนนี้ถือได้ว่าการออกหรือต่อใบอนุญาตฯ ของสำนักงานคุรุสภา มีประสิทธิภาพในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีตกค้างหรือมีปัญหาล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จำเป็นต้องใช้ใบอนุญาตฯ กรณีเร่งด่วนเพื่อสมัครสอบ ต่อสัญญาจ้าง หรือบรรจุแต่งตั้ง สำนักงานคุรุสภาก็ดำเนินการได้ทันทีก่อนรายงานคณะกรรมการทราบต่อไป” นายกมลกล่าว

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาไม่ได้ชี้วัดเพียงผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 เทอมเท่านั้น หากแต่ยังต้องพิจารณาถึงแฟ้มสะสมผลงาน หรือพอร์ตฟอลิโอ ที่สะท้อนถึงทักษะและความสามารถอันโดดเด่นของผู้สมัคร อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณา ซึ่งล่าสุด มธ.เตรียมเปิดรับนักศึกษารอบแรก ประจำปีการศึกษา 2561 ในรูปแบบการยื่นพอร์ตฟอลิโอ สำหรับนักเรียนทั่วไป นักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ และโรงเรียนในเครือข่ายตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด จำนวนทั้งสิ้น 1,825 ที่นั่ง

อธิการบดี มธ. กล่าวว่า การเปิดรับในรอบที่ 1 ประกอบด้วย รอบการยื่นพอร์ตฟอลิโอ และโครงการกระจายโอกาสทางการศึกษา 3 โครงการ ได้แก่ โครงการธรรมศาสตร์ช้างเผือก โครงการนักเรียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการกีฬา ครอบคลุม 21 คณะ นักเรียนต้องเตรียมเอกสารหรือหลักฐานประกอบการพิจารณาให้สอดคล้องกับคณะที่ตนต้องการศึกษา อาทิ ใบรับรองความเป็นเลิศทางวิชาการ (เช่น เพชรยอดมงกุฎ, สมาร์ตวัน) ใบรับรองความเป็นเลิศทางภาษา (TOEFL. IELTS, HSK) ผลงานการแข่งขันกีฬาระดับเยาวชนหรือระดับประเทศ ใบรับรองผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย (เช่น ตาไม่บอดสี, ไม่พิการนิ้วมือ) เป็นต้น และใบรับรองผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียน”

“การเปิดรอบยื่นพอร์ตฟอลิโอ จะเปิดรับจำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1/1 รับสมัครระหว่างวันที่ 2-20 ต.ค.นี้ ทราบผลการคัดเลือกวันที่ 8 ธ.ค. และครั้งที่ 1/2 รับสมัครระหว่างวันที่ 22 ธ.ค. 2560-8 ม.ค. 2561 ทราบผลในวันที่ 15 มี.ค. 2561 โดยต้องสมัครผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น อัพโหลดไฟล์เอกสารประกอบการสมัครที่ www.reg.tu.ac.th ภายในวันและเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ การยื่นเอกสารพอร์ตฟอลิโอจะเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่หลักสูตรกำหนดไว้ นอกจากนี้ สำหรับปฏิทินการเปิดรับในปี 2561 จะเริ่มต้นที่รอบที่ 2 โควตาพื้นที่และความสามารถพิเศษเปิดรับในเดือน ม.ค. รอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน เปิดในเดือน พ.ค. รอบที่ 4 ระบบคัดเลือกกลางเปิดรับในเดือน มิ.ย. และรอบที่ 5 จะเปิดรับเดือน ก.ค. สอบถามเพิ่มเติมสำนักงานทะเบียนนักศึกษา โทร. (091) 576-0868, (081) 810-7783 เว็บไซต์ www.reg.tu.ac.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thammasat Admissions 61” ศ.ดร.สมคิดกล่าว ซึ่งกำหนดการรับสมัครดังกล่าวเป็นไปตามมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อลดปัญหาการกันสิทธิ การวิ่งรอกสอบ และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างนักเรียนในเมืองและพื้นที่ต่างจังหวัด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล ในเอสซีจี เคมิคอลส์ ได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรมระดับ Eco-Excellence จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ในงานสัมมนาวิชาการ Eco Innovation Forum 2017

การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล ในเอสซีจี เคมิคอลส์ ให้เป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ถือเป็นหนึ่งในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development: SD) ที่เอสซีจีมุ่งมั่นมาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา นิคมฯ อาร์ไอแอล ได้รับการรับรองเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco-Champion ด้วยคะแนนสูงสุดติดต่อกัน 3 ปีซ้อน และได้พัฒนานิคมฯ อย่างต่อเนื่องจนได้ยกระดับเป็น Eco-Excellence ในปีนี้ และพร้อมเดินหน้าสู่ระดับ Eco-World Class ซึ่งเป็นระดับสูงสุดต่อไป

การรับรองนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จัดขึ้นโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ยกระดับมาตรฐานเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยมี 3 ระดับ ได้แก่

Eco-Champion: ระดับที่มีการส่งเสริมการพัฒนาเพื่อสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างผาสุกบนหลักธรรมภิบาลสิ่งแวดล้อม
Eco-Excellence: ระดับที่มุ่งสู่การพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมชั้นนำของประเทศ
Eco-World Class: ระดับที่สามารถเป็นต้นแบบของประเทศ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
โดยมีนายเจริญชัย ประเทืองสุขศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท อาร์ ไอ แอล 1996 จำกัด เข้ารับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจาก ดร. สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนางสาวสมจิณณ์ พิลึก รองผู้ว่ากนอ. และนายวีระศักดิ์ แจ้งการ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกลุ่มมาบตาพุด ร่วมแสดงความยินดี

แม้ว่าโครงการจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ผลจากการทำ “ฟาร์มชุมชน ตำบลดอนรัก” ภายใต้โครงการ ๙๑๐๑ ตามรอยเท้าพ่อ กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการพลิกผืนแผ่นดินเปล่า แปลงเป็นทุนตั้งต้นในการทำอาชีพของผู้คนในตำบลดอนรัก ชุมชนเล็ก ๆ ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

ด้วยแรงร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต.ดอนรัก และขาดไม่ได้ คือ ชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้โครงการเกิดเป็นรูปร่าง เวลานี้ใครขับรถจากสงขลามาปัตตานี ตามถนนหลวงหมายเลข 42 จะเห็นป้ายฟาร์มชุมชนตำบลดอนรักตั้งเด่นหรา ด้านหน้ามีซุ้มจำหน่ายผักผลไม้สดปลอดสารพิษ น้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากฝีมือชุมชน เช่น เสื้อยืด หมวก ลึกเข้าไปด้านในเป็นฟาร์มปลูกผักหลากหลายชนิดที่งอกงาม และกำลังทยอยออกผล

“จักรี เจ๊ะสอเหาะ” กำนันตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก เล่าว่า ก่อนหน้านี้มีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ด้วย มีการพูดคุยกับชาวบ้านในร้านน้ำชาถึงเรื่องปลูกผัก ขณะนั้นได้ทำเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 7-15 คน กระทั่งมีโครงการ ๙๑๐๑ ที่มีงบประมาณมาให้ 2.5 ล้านบาท จึงได้ทำประชาคมร่วมกับชาวบ้านอีกครั้ง ลงความเห็นว่าทำฟาร์มปลูกผักกัน จึงแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน คือ ค่าแรง 1.5 ล้านบาท สำหรับสมาชิก 500 คน คนละ 300 บาท เป็นเวลา 10 วัน และค่าวัสดุ ค่าบริหารจัดการอีก 1 ล้านบาท โดยพยายามทำทุกอย่างตามรอยเท้าพ่อ เช่น ในพื้นที่ปลูกผักจะมีแก้มลิงเล็ก ๆ ไว้กักเก็บน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“วันนี้โครงการจบแล้ว แต่เรายังบริหารให้เดินต่อไป อยู่ระหว่างขยายเครือข่ายของหมู่บ้าน ซึ่งมี 7 หมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่จะทำนา และปลูกผัก เราเลยแบ่งชาวบ้านเป็น 2 ชุด ชุดแรกให้ไปปลูกที่บ้าน แล้วนำมาขายหน้าร้าน เน้นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ อีกชุดต้องหาคนที่อยากจะมาปลูกที่นี่ รายได้เท่าไหร่ต้องแบ่งให้ชาวบ้านได้ประโยชน์มากที่สุด อีกส่วนนำมาบริหารฟาร์ม ซึ่งปัจจุบันฟาร์มมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1 พันบาท”
ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการเกิดความยั่งยืน มีแผนจะพัฒนาให้เป็นฟาร์มเชิงท่องเที่ยว ซึ่งในเรื่องทำเลนั้นหายห่วง เนื่องจากที่ตั้งของฟาร์มเป็นพื้นที่ของชลประทานอยู่ติดกับถนนสายหลักหมายเลข 42 ถามว่าทำเลดีแค่ไหน เอาเป็นว่าราคาที่ดินฝั่งตรงข้ามทะยานไปที่ไร่ละ 10 ล้านบาทแล้ว

“ที่ตั้งเราเหมือนเป็นประตูเมือง จากสงขลาก็ต้องผ่านตรงนี้ จะเข้าเมืองต้องมาตรงนี้หมด ถือเป็นจุดเด่นของเรา และมีชลประทานล้อมรอบ ดังนั้นอนาคตอาจจะทำเชิงท่องเที่ยว เช่น นั่งแพ เรือพาย เปิดร้านกาแฟ เราต้องพยายามทำทุกอย่าง ล่าสุดออกแบบเสื้อยืดขาย เพื่อให้มีรายได้เข้าฟาร์มมาบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน”

ด้าน “ณัฐชนา วาโย” เกษตรตำบลดอนรัก ดูแลฟาร์มดอนรักในโครงการ ๙๑๐๑ เล่าว่า ฟาร์มตั้งอยู่บนพื้นที่ของชลประทาน 6 ไร่ โดยทำหนังสือจากสำนักงานเกษตรอำเภอในนามของคณะกรรมการ ๙๑๐๑ ขอใช้พื้นที่ ซึ่งชลประทานให้เราใช้ได้ตลอด เริ่มต้นมาให้ความรู้ชาวบ้านที่เข้าร่วม 500 คน เช่น การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ตอนนี้ผลผลิตหลัก ๆ คือ ผักบุ้ง เห็ดนางฟ้า แตงกวา ข้าวโพด เป็นต้น โดยเน้นเรื่องปลอดสารพิษ

“สิ่งที่ท้าทายคือ หลังจบโครงการเมื่อไม่มีงบประมาณในการจ้างแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งจากการพูดคุย ฟาร์มต้องเดินต่อไปได้ เราอย่าให้ใครมาดูถูกว่าพอไม่มีเงินแล้วเราจบ กลับเป็นที่รกร้างเหมือนเดิม”

ณัฐชนาบอกอีกว่า จากการพูดคุยกับสมาชิกทั้ง 500 คนแล้ว บางส่วนจะกลับไปเป็นลูกไร่ โดยปลูกที่บ้านของตนเองแล้วส่งมาขายที่ฟาร์ม ขณะที่คนที่ยังอยากทำงานในฟาร์มมีประมาณ 10 คน ที่ไม่มีพื้นที่ของตัวเอง สามารถมาใช้พื้นที่ฟาร์มได้ โดยมาแค่ตัวกับใจที่อยากทำงาน ด้านวัสดุอุปกรณ์ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เรามีให้หมด จากนั้นผลผลิตจำหน่ายได้เท่าไหร่นำมาแบ่งกันคนละครึ่งกับฟาร์ม

“วันนี้เราทำงานให้พ่อหลวงของเรา เดินตามรอยเท้าพ่อ และมีชาวบ้านร่วมอุดมการณ์ทำ เราปลูกฝังเรื่องหนึ่งว่า วันนี้เราได้เงินของพ่อมาสองล้านห้า เงินของพ่อมาฝังอยู่ที่ดอนรักแล้ว เราจะต้องทำให้เงินงอกเงยให้ได้ นี่คือความคาดหวังในอนาคต”

ดังนั้นจึงไม่เพียงส่งเสริมการปลูก วันนี้เกษตรตำบลต้องควบหน้าที่ส่งเสริมการขายด้วย โดยช่วยหาตลาด มีทั้งแบบปากต่อปาก หรือ โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ รวมถึงการประสานกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐเพื่อหาช่องทางจำหน่าย

“ทุกวันนี้ตอนเช้าก่อนจะไปทำงาน จะมาให้เด็ก ๆ เปิดร้าน eocforum.net แล้วจะถ่ายรูปเข้าไลน์กลุ่มสำนักต่าง ๆ ว่าวันนี้ฟาร์มดอนรักมีผักอะไรขายบ้าง เรามีโปรโมชั่น พื้นที่อำเภอเมือง และหนองจิก ส่งฟรี นอกจากนี้เราต่อยอดด้วยการทำเสื้อยืดฟาร์ม เช่น ถ้าใครเป็นลูกค้าใส่เสื้อมา เรามีโปรโมชั่นลดพิเศษ เป็นต้น”

เสียงเกษตรตำบลย้ำอีกว่า ตนเองนั้นเป็นคนต่างถิ่นมาทำงาน วันหนึ่งก็ต้องไป แต่หลังจากที่เราไป ชาวบ้านทุกคนต้องอยู่ได้ และยั่งยืน ซูเปอรบอร์ดสั่ง 7 รัฐวิสาหกิจทำแผนขับเคลื่อนองค์กรสร้างความยั่งยืนระยะยาว หลังฟื้นฟูดีขึ้น รฟท.ตั้งบริษัทลูกบริหารสินทรัพย์-ที่ดิน หวังมีรายได้ 3 แสนล้าน เอาไปใช้หนี้แสนล้าน โครงข่ายบรอดแบนด์เปิดบริการ พ.ย. นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำหนดให้รัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดทำแผนขับเคลื่อนองค์กรเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

หลังจากที่ผ่านมามีการฟื้นฟูองค์กรมาระดับหนึ่งแล้ว จากที่เคยขาดทุนมามีกำไร โดยเป็นแผนที่สอดคล้องกับภารกิจหลัก เน้นการให้บริการแก่ประชาชน พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการรายปีด้วย โดยให้ส่งรายละเอียดของแผนให้ สคร.ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คนร.ภายในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อเสนอ คนร.ต่อไป

นอกจากนี้ คนร.ยังได้รับทราบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ดังนี้คือ ธพว.มีผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างชัดเจน ปล่อยสินเชื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ตามเป้า 25,000 ล้านบาท จากที่ตั้งไว้ 30,000 ล้านบาท ธนาคารอิสลามคืบหน้าด้านการหาพันธมิตรที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่การรถไฟฯ นั้น คนร.เห็นชอบในหลักการรูปแบบการบริหารจัดการโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) โดยจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อเดินรถและซ่อมบำรุงและให้จัดตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารสินทรัพย์ของ รฟท. ที่มีพื้นที่ประมาณ 39,000 ไร่ คาดว่าจะสร้างรายได้รวม 300,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี จะทำให้ใช้หนี้ 100,000 ล้านบาทที่ค้างไว้ได้

ส่วน ทีโอที และ กสท ได้จัดตั้งบริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (เอ็นบีเอ็น) ทำธุรกิจเคเบิลใยแก้วใต้น้ำและอินเตอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ และบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ โดยธุรกิจอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์จะเปิดในเดือน พ.ย.นี้

ประจวบฯ – ผศ.น.สพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ได้นำคณะกลุ่มศึกษาเหยี่ยวและนกอินทรี พร้อมด้วยนักท่องเที่ยว ไปดูเหยี่ยวอพยพ ที่เขาเรดาร์ ตั้งอยู่ก่อนถึงศูนย์บริการทางหลวงเขาโพธิ์ ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจบคีรีขันธ์ เพื่อชมเหยี่ยวอพยพจากจีน มองโกเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น

นายตาล วรรณกูล อาสาสมัครนับนกเหยี่ยวอพยพ กล่าวว่า พบว่ามีนกที่บินผ่านจุดนี้ลงใต้แล้ว 5,000 กว่าตัวแล้ว ขณะที่ ผศ.น.สพ.ดร.ไชยันต์กล่าวว่า นกในฤดูร้อนจะทำรังวางไข่ในรัสเซีย และจะอพยพหนีหนาวเนื่องจากขาดแคลนอาหารจากประเทศไทยในเขตเหนือ เช่น จีน มองโกเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น และอพยพบินผ่านไทยไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะเดินทางมาเป็นฝูง ตั้งแต่กลาง ก.ย. ถึง ต้น พ.ย. 7-8 สัปดาห์ จากการสำรวจที่เขาเรดาร์พบว่ามี 28 ชนิด จากทั้งหมด 55 ชนิด ที่เป็นนกนักล่า ที่ผ่านมาสำรวจพบอพยพผ่านเขาเรดาร์ปีละ 160,000 ตัว ทำให้เขาเรดาร์เป็นสถานที่ในการเรียนรู้ และเป็นจุดที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย 5 ลำดับแรกที่พบเป็นนกเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ, เหยี่ยวหน้าเทา, เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน, เหยี่ยวผึ้ง และเหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น