มอบของขวัญปีใหม่ 2561 ให้บริการโรงรมลำไยด้วยก๊าซซัลเฟอร์

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอบของขวัญปีใหม่ 2561 ให้บริการโรงรมลำไยด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฟรี! เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2561 หวังลดต้นทุนการผลิต เสริมความเข้มแข็งผู้ประกอบการ สร้างความมั่งคั่งยั่งยืนเศรษฐกิจประเทศ

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า เนื่องในเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2561 โดยนโยบายของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ วว. จัดแคมเปญมอบของขวัญปีใหม่ด้วยการให้บริการโรงรมลำไยด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จังหวัดลำพูน ฟรี! เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2561 ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไยจังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ควบคุมตลอดกระบวนการ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนของเศรษฐกิจประเทศต่อไป

ทั้งนี้ โรงรมลำไยด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตั้งอยู่ภายใน ศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมการยืดอายุลำไยเพื่อการส่งออก ในบริเวณสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ายาว ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มีกำลังการผลิต 100 ตัน/วัน (9,000 ตัน/ปี) มีประสิทธิภาพในการควบคุมปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในเนื้อลำไยได้ ช่วยลดการใช้กำมะถัน ลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ช่วยยืดอายุการเก็บลำไยหลังการเก็บเกี่ยว ให้สามารถเก็บได้นานขึ้น 30-45 วัน รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถการส่งออกลำไยที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศ

นายมาโนช ชูทับทิม อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด (Egg Board) เปิดเผยว่า ในฐานะเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ขอสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ ของคณะกรรมการ Egg Board ด้วยการลดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อยู่ที่ 500,000-550,000 ตัวต่อปี จากเดิมที่มีการนำเข้า 610,000 ตัวต่อปี หากทำได้จริงจะช่วยสร้างความสมดุลของการผลิตไข่ไก่และความต้องการบริโภค ส่งผลให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพมากขึ้น ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำจากปริมาณผลผลิตล้นตลาดสะสมในขณะนี้ได้

“การลดนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ให้อยู่ที่ 500,000-550,000 ตัว เป็นอีกแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความสมดุลระหว่างการผลิตไข่ไก่ให้เหมาะสมกับการบริโภคตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะเห็นผลระยะยาว และเมื่อดำเนินการควบคู่กับมาตรการอื่น โดยเฉพาะความร่วมมือช่วยกันปลดแม่ไก่ยืนกรงร่วมด้วย เชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาราคาไข่ไก่ได้อย่างแน่นอน” นายมาโนช กล่าว

ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เผชิญกับการขายไข่ไก่ในราคาต่ำกว่าต้นทุน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปี โดยปัจจุบันราคาขายไข่ไก่หน้าฟาร์มเฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.10-2.20 บาท ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุต้นทุนการผลิตไข่ไก่ไว้ที่ฟองละ 2.80-2.90 บาท เท่ากับว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกคน ต้องแบกภาระขาดทุนสะสมมาโดยตลอด โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อยที่ต้องขาดทุนมานาน หลายรายไม่สามารถรับสภาพขาดทุนต่อไปได้อีก จึงจำเป็นต้องเลิกเลี้ยงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ทั่วประเทศได้ร่วมกันดำเนินมาตรการเร่งด่วน ทั้งการเร่งปลดแม่ไก่ยืนกรง ควบคู่กับการจัดหาตลาดเพื่อระบายไข่ไก่ออกจากระบบ แต่ยังไม่สามารถลดผลผลิตไข่ไก่ลงได้ เนื่องจากเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางอย่างเดียว ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ครบวงจร จึงทำให้ปริมาณการผลิตไข่ไก่ยังคงมีปริมาณมากกว่าความต้องการผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อราคาไข่ไก่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่ผู้เลี้ยงไก่ร่วมกันปลดแม่ไก่ยืนกรงเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านตัว ควบคู่กับการลดนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ จะช่วยให้สถานการณ์การผลิตไข่ไก่มีความสมดุลกับการบริโภคในปีนี้ได้ดีขึ้น
“เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เดือดร้อนมานาน ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันช่วยดำเนินมาตรการลดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ให้ได้ตามที่ Egg Board ขอความร่วมมือ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่อยู่ได้ และสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรมการผลิตไข่ไก่ของไทย” นายมาโนช กล่าว

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการกำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุม ปี 2561 รวมทั้งสิ้น 53 รายการ แยกเป็น สินค้า 48 รายการ และบริการ 5 รายการ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ซึ่งได้มีการเพิ่มเติมรายการสินค้าอีก 6 รายการ จากในปี 2560 ที่มีอยู่ 47 รายการ

โดยสินค้าควบคุม 6 รายการที่เพิ่มเติมเข้ามาในบัญชี ประกอบด้วย สินค้าในหมวดอุปโภคบริโภคประจำวัน 5 รายการ คือ 1.สบู่ก้อน สบู่เหลว 2.แชมพู 3.น้ำยาปรับผ้านุ่ม 4.ผลิตภัณฑ์ล้างจาน เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่าผู้ผลิตปรับลดขนาดบรรจุ แต่ยังคงราคาเดิมหรือไม่ลดราคาลงตามสัดส่วนปริมาณที่ลดลง ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค 5.ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับเด็กและผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีความนิยมใช้กันมากขึ้น

สินค้าในหมวดเกษตร เพิ่มเติม 1 รายการ คือ น้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง ยางเครพ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ชาวสวนยางพารา เนื่องจากเกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และมีข้อร้องเรียนว่าเกิดจากระบบการซื้อขายของผู้ประกอบการที่รับซื้อยางในปัจจุบันที่ไม่เป็นธรรม และมีการเอาเปรียบชาวสวนยาง

เมื่อเร็วๆนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ลงพื้นที่จัดกิจกรรม CSR สร้างสนามฟุตซอลปูพื้นยางให้แก่โรงเรียนในชุมชนใกล้เคียง นำโดย นายเสนีย์ จิตตเกษม ประธานอนุกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม คณะอนุกรรมการฯ ผู้บริหาร และพนักงานร่วมพิธีเปิดและส่งมอบสนามฟุตซอล ณ โรงเรียนองค์การสวนยาง 1 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราชหวังเป็นแหล่งพัฒนาทักษะด้านกีฬาเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเยาวชนและคนในชุมชน ควบคู่การส่งเสริมการแปรรูปยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าและเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศพร้อมปลูกผังจิตสำนึกด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมกับพนักงาน กยท.

นายเสนีย์ จิตตเกษม กรรมการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานอนุกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. เผยว่า กยท. ให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านอื่น ๆโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ในการดำเนินกิจกรรมอันนำไปสู่การมีส่วนร่วมทั้งจากคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืนถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง กยท. และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยกิจกรรมสร้างสนามฟุตซอลปูพื้นยางครั้งนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งตามแผนการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. ประจำปี 2561 เน้นการนำยางพารามาแปรรูปเป็นแผ่นยางแล้วปูพื้นสนามฟุตซอลแทนการปูพื้นซีเมนต์แบบทั่วไป ถือเป็นกิจกรรมด้าน CSR ที่สอดรับกับมาตรการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราในประเทศให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพาราอีกทางหนึ่ง

“การนำแผ่นยางมาปูพื้นสนามฟุตซอลทดแทนพื้นซีเมนต์จะทำให้พื้นสนามจะมีความยึดหยุ่น สามารถลดแรงกระแทกบริเวณข้อเท้าในขณะวิ่ง และลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งการผลิตแผ่นยางปูพื้นมีการใช้ยางธรรมชาติ 9 กิโลกรัมต่อตารางเมตรครั้งนี้ กยท. สนับสนุนการปูพื้นยางสนามฟุตซอลแก่โรงเรียนองค์การสวนยาง 1 คิดเป็นพื้นที่ 425 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้ยางแห้ง จำนวน 3,808 กิโลกรัม มาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นแผ่นยาง สำหรับแผ่นยางพาราที่นำมาปูพื้นสนามฟุตซอล เป็นงานวิจัยของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ที่ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผ่นยางปูสนามฟุตซอล เลขที่ มอก. 2739-2559 ถือเป็นการนำงานวิจัยของ กยท. ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม สามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังสามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนและคนในชุมชนให้มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย” นายเสนีย์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนายชฎิล ทองเลี่ยมนาค ผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การสวนยาง 1 กล่าวว่า โรงเรียนองค์การสวนยาง 1 เป็นโรงเรียนที่ กยท. (องค์การสวนยางเดิม) ได้มอบพื้นที่จำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อสร้างเป็นโรงเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกหลานของ กยท. (องค์การสวนยางเดิม) และชุมชนใกล้เคียงประมาณ 347 ครัวเรือน มีโอกาสได้รับการศึกษา สำหรับ กยท. ซึ่งมอบสนามฟุตซอลปูพื้นยางพาราให้โรงเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นการมอบสิ่งที่ดีๆกับนักเรียน และชุมชนใกล้เคียง เนื่องจากสนามฟุตซอลที่ปูพื้นด้วยยางจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักเรียนและคนในชุมชนที่มาใช้สนามฟุตซอลแห่งนี้ และถือเป็นการสนับสนุนการออกกำลังกายให้คนในชุมชนมีสุขภาพแข็งแรง

วันที่ 17 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้ปลูกพริกในตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา หลายรายกำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น มีน้ำค้างลงแรงในช่วงกลางคืน ส่งผลทำให้พริกเป็นโรคเชื้อรา ผลผลิตเน่าเสียหาย ไม่สามารถเก็บผลผลิตออกมาจำหน่ายได้อย่างที่ต้องการ

นางมาลี เยี่ยงย่าง อายุ 57 ปี เกษตรกรผู้ปลูกพริก ในตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช รายหนึ่ง ได้เล่าว่า ได้ลงทุนปลูกพริก พันธุ์ซุปเบอร์ฮอต บนพื้นที่ 2 ไร่ โดยพริกที่ปลูกไว้ กำลังประสบกับปัญหาโรคเชื้อราระบาด ที่มาจากสภาพอากาศหนาวเย็น และมีหนูนาบุกเข้ามากัดกินพริกในไร่จนได้รับความเสียหาย ก่อนที่สภาพอากาศจะหนาวเย็นลง ปกติในแต่ละวัน สามารถเก็บพริกมาจำหน่าย ได้เฉลี่ยวันล่ะ 50-60 กิโลกรัม เมื่อพริกที่ปลูกไว้เสียหายทำให้ทุกวันนี้เก็บพริกมาจำหน่ายได้เพียง 20-30 กิโลกรัมเท่านั้น รายได้จึงลดลงจำเป็นต้องลงทุนซื้อยาเคมีมาฉีดพ่น เพื่อป้องกันโรคเชื้อราระบาดที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรปลูกพริกหลายรายในอำเภอจักราชได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

วันที่ 17 มกราคม 2561 นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า กรณีกระทรวงพาณิชย์ ได้ มีการประชุมชุมเชิงปฎิบัติการ อนาคตข้าวไทย เพื่อความยั่งยืน เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ถึงสถานการณ์ข้าว โดยมีการประชุมกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจ เป็นสมาคม ผู้ส่งออก ข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าว สมาคมชาวนา ตนเองมองว่ามาถูกทางแล้ว เนื่องจากรัฐบาลคำนึงตั้งแต่การเพาะปลูกที่ จะมาการปรับปรุง ลดต้นทุน ในเรื่องของการใช้พันธุ์ข้าว และการลดต้นทุนในการปลูกข้าว

ทั้งนี้ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวชุติมา บุณยประภัศร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งดูแลกระทรวงเกษตรฯมาก่อน และมีการบริหารถูกทางเป็นประโยชน์ต่อระบบการค้าข้าว ซึ่งช่วงเดือนมิถุนายนจะเป็นช่วงของฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวมากที่สุดตลอดทั้งปีการมีนโยบายให้เกษตรกรชาวนาเก็บข้าวขึ้นไว้ในยุ้งฉาง โดยให้ค่าฝากเป็นตันละกว่า 1 พันบาท ปีหนึ่งหมดไม่กี่พันล้านบาทถ้า เก็บข้าวล้านตันรัฐบาลจ่าย 1500ล้านขณะที่เกษตรกรรับประโยชน์ไปเต็มๆ ยอมรับว่า รัฐบาลทำได้ดี สำเร็จในการยกระดับราคาข้าวเปลือก ราคาสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ถึง 35-40% ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจของเกษตรกรชาวนา

อุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีมูลค่าส่งออกเกือบ 7 แสนล้านบาท ดังนั้น การเติบโตของอุตสาหกรรมยางพารา จึงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงการเพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

หากใครอยากรู้ว่า ตลาดการค้า การลงทุนของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในปีนี้ จะเติบโตไปในทิศทางไหนนั้น สามารถหาคำตอบได้จาก บทสัมภาษณ์พิเศษ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้ในฉบับนี้

สถานการณ์ยางพาราของประเทศไทย

ช่วงที่ผ่านมา ราคายางพาราอยู่ในทิศทางขาลง ขายยางแทบไม่เหลือผลกำไรติดกระเป๋าหรือบางรายอาจขาดทุนได้ หากบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้ไม่ดีพอ วิกฤตราคายางตกต่ำอาจทำให้เกษตรกรชาวสวนยางบางรายรู้สึกเสียขวัญกำลังใจไปบ้าง เพราะต้องใช้ชีวิตอย่างฝืดเคือง แต่อาชีพการทำสวนยางยังมีข้อดีอยู่บ้างคือ มีเงินสดหมุนเวียนไหลเข้ามือเกษตรกรได้ทุกวัน

แม้สถานการณ์ราคาน้ำยางสดในวันนี้ไม่สู้ดีเหมือนในอดีต แต่ราคาไม้ยางกลับพุ่งสูงขึ้นมาก สำหรับเกษตรกรที่มีต้นยางเก่า หมดอายุการกรีดแล้ว หากตัดต้นยางออกขายในตอนนี้ จะมีรายได้จากการขายไม้ยาง ไม่ต่ำกว่าไร่ละ 70,000-80,000 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยของเนื้อไม้ยางเป็นหลัก

ทุกวันนี้ ประเทศที่ไม่มีต้นยาง ไม่มีสวนยาง กลับเป็นผู้ควบคุมกำหนดราคายางพาราในตลาดโลกได้ เพราะเขามีโรงงานและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการแปรรูปยางล้อรถยนต์ ยางล้อเครื่องบิน ผลิตภัณฑ์ยางสำหรับอุปกรณ์เครื่องจักรประเภทต่างๆ ซึ่งประเทศไทยขาดแคลนเทคโนโลยีเหล่านี้ จึงไม่สามารถกำหนดราคาขายยางพาราได้ เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน ฯลฯ

นโยบายส่งเสริมการแปรรูปยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นับเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องที่สุด เพราะส่งเสริมให้เกษตรกรไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตต้นน้ำ เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินกิจการแปรรูปยาง เพิ่มบทบาทเป็นผู้ผลิตกลางน้ำ ซึ่งกระบวนการแปรรูปน้ำยางสด เป็นน้ำยางข้น ก็เพิ่มมูลค่าสินค้าได้อีกกิโลกรัมละ 6-7 บาท หากแปรรูปเป็นยางแท่ง ก็เพิ่มรายได้มากขึ้นอีกหลายสิบบาทต่อกิโลกรัม หากสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้ ยิ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้สุดยอดที่สุด เพราะยางล้อรถยนต์ในปัจจุบัน มีราคาเกือบหมื่นบาท

จีนยินดีแลกยางล้อรถกับยางไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงงานผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน ผมได้เสนอแนวคิดว่า ขอให้ไทยนำยางแท่ง ยางแผ่น มาแลกยางล้อรถยนต์ของจีนได้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลจีนยินดีแลกเปลี่ยนยางไทยกับยางล้อรถยนต์ของจีน ผมจึงอยากนำเสนอแนวคิดให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคมของไทย ซึ่งปกติต้องซื้อยางล้อรถจำนวนมาก ในกิจการรถขนส่ง รถเมล์ รถบรรทุก ประกาศรับซื้อยางแท่ง ยางแผ่นรมควันจากกลุ่มเกษตรกรสวนยาง ในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำยางที่ซื้อจากเกษตรกรไปแลกกับล้อยางรถยนต์ของจีนในอนาคต

ทางฝ่ายจีนยินดีเปิดการเจรจาในประเด็นนี้ โดยเปิดโอกาสให้ไทยกำหนดสเปกคุณภาพล้อยาง และกำหนดราคาตามสภาพสินค้า หากแนวคิดนี้สามารถนำไปใช้ ในอนาคตจะช่วยดึงผลิตภัณฑ์ยางแปรรูปของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเข้าสู่ตลาดและช่วยยกระดับราคายางภายในประเทศแล้ว สินค้ายางประเภทอื่นๆ ก็มีโอกาสส่งออกไปด้วยเช่นกัน ได้แก่ หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ฯลฯ

ฟันธง ราคายางปีนี้แตะ 65 บาท/กิโลกรัม

ผมมั่นใจ ราคายางพาราในปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้น วิเคราะห์จากแนวโน้มการใช้ยางในตลาดโลก สังเกตว่า ปริมาณผลผลิตยางโดยรวมยังไม่สูงกว่าปริมาณการใช้ยางจริง ประกอบกับตัวเลขราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงตลอด ปริมาณสต๊อกยางที่อยู่ในมือประเทศผู้ใช้ยางก็มีสัดส่วนไม่มาก ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ ยกตัวอย่าง เช่น

กลุ่ม BRIC ประกอบด้วยประเทศ บราซิล รัสเซีย อินเดีย แอฟริกาใต้ และจีน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปีนี้ เศรษฐกิจของจีนมีโอกาสเติบโตถึง 7% รัสเซียแม้เจอมาตรการคว่ำบาตร (sanctions) ทางการค้าจากหลายประเทศ แต่เศรษฐกิจรัสเซียก็ยังเติบโตต่อเนื่อง

อินเดีย เป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ อันดับ 4 ถึงอันดับ 5 ของโลก แต่ละปีมีผลผลิตไม่ถึงล้านตัน อินเดีย นอกจากเป็นทั้งผู้ผลิตยางแล้ว ยังเป็นผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ของโลกอีกด้วย เศรษฐกิจอินเดียเติบโตมาก จึงสั่งซื้อยางจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะยางแท่ง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยางล้อรถยนต์ ด้านเศรษฐกิจของบราซิล แอฟริกาใต้ ก็เติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นกัน

หลังจากจีนประกาศใช้ นโยบาย One Belt One Road ประเทศไทย ในฐานะเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียน ก็มีแนวโน้มได้รับประโยขน์จากจีน ทั้งมิติเศรษฐกิจ มิติทางสังคม และด้านวัฒนธรรม เนื่องจากนโยบาย One Belt One Road ของจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคอาเซียน สร้างเครือข่ายเชื่อมต่อท่าเรือต่างๆ ตามเส้นทางสายไหมทางทะเล และเส้นทางสายไหมทางบก

เมื่อวิเคราะห์จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ผมเชื่อว่า สถานการณ์ราคายางแผ่นชั้น 3 ของไทย ในปี 2561 จะมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 65 บาท อย่างแน่นอน ทุกวันนี้ต้นทุนการผลิตยางแผ่นอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท หักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังเหลือผลกำไร หากเจ้าของสวนยางรายใดสามารถดูแลจัดการสวนได้ดี ดึงต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง จะทำให้มีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นไปอีก

เป้าหมายการจัดงาน วันยางพาราบึงกาฬ

ทุกวันนี้ การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ถือว่า หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของไทย เพราะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม มีผลต่อ จีดีพี ของประเทศ เป็นแหล่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับเกษตรกรกว่าแสนครัวเรือนทั่วประเทศ ดังนั้น ตัวเลขรายได้จากอุตสาหกรรมยางพารา จึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงปากท้องคนไทยทั่วประเทศ

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึง ปี 2560 ประสบความสำเร็จอย่างน่าพึงพอใจ เพราะสร้างคุณค่าด้านวิชาการ โดยเปิดเวทีแห่งการเรียนรู้วิชาชีพเรื่องยางพาราในทุกแง่มุม ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูกกล้ายาง การเลือกซื้อพันธุ์ยาง การดูแลให้ปุ๋ย ให้น้ำ ในสวนยาง เพิ่มทักษะเรื่องการกรีดยาง การแปรรูปยาง ฯลฯ

เมื่อเกษตรกรเรียนรู้และเข้าใจขั้นตอนการปลูกดูแลสวนยางพาราอย่างเหมาะสม เท่ากับลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตยางคุณภาพดีป้อนเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาที่ดี ขณะเดียวกันเกษตรกรได้เรียนรู้เทคนิคการแปรรูปยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ แม้ประสบปัญหาราคายางตกต่ำ

กล่าวได้ว่า การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬทุกครั้ง ช่วยยกระดับความรู้ และเพิ่มขีดความสามารถเรื่องการปลูกดูแลยางที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมาก นับเป็นสุดยอดเวทีแห่งการเรียนรู้เรื่องยางพาราแบบครบวงจรอย่างแท้จริง

กิจกรรม “วันยางพารา บึงกาฬ 2561”

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ ระหว่าง วันที่ 17-23 มกราคม 2561 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจยางพาราของไทยให้เติบโตก้าวหน้า โดยจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ มากมาย เช่น “ประกวดชิงแชมป์กรีดยางระดับจังหวัด” โดยใช้มีดกรีดยางแบบเก่าและมีดกรีดยางนกเงือก เพื่อชิงเงินรางวัลหลักแสน คาดว่ามีเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วประเทศ รวมทั้งเกษตรกรชาวสวนยาง จาก สปป.ลาว เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างคึกคัก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมประกวดร้องเพลง ประกวดกองเชียร์ ภายในงานดังกล่าวด้วย

ตื่นตากับนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ยกตัวอย่าง เช่น “มีดกรีดยางนกเงือก” ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมของคนไทย ที่ออกแบบพัฒนามีดกรีดยางรูปแบบใหม่ ที่มีจุดเด่นสำคัญคือ ช่วยยืดอายุการกรีดยางให้ยาวนานมากขึ้น ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำยางต่อต้นให้สูงขึ้น มีดกรีดยางนกเงือก กำลังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางของไทยและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฯลฯ

เมื่อปีที่แล้ว จีนได้นำเสนอนวัตกรรมเครื่องกรีดยางอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะสะดวก ทันสมัย แต่มีราคาค่อนข้างสูง ตกราคาตัวละ 5,000 บาท ผมเจรจาขอเช่าเครื่องกรีดยางอัตโนมัติ และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันกับจีน ในอัตราส่วน 40:60 หรือ 50:50 แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ สำหรับในปีนี้คาดว่าจีนจะนำอุปกรณ์เครื่องกรีดยางไฟฟ้า (ใช้แบตเตอรี่) มาโชว์ให้ชมในงานวันยางพาราบึงกาฬ

เปิดเวทีเจรจาคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ซื้อซึ่งเป็นนักธุรกิจไทยและต่างชาติ กับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ภายในงานเตรียมจัดกิจกรรมเซ็นสัญญาความร่วมมือ (MOU) ระหว่างนักธุรกิจไทยกับนักธุรกิจจีน ซึ่งเป็นการยืนยันบทบาทงานวันยางพาราบึงกาฬว่า เป็นเวทีกลางในการเจรจาการค้ายางพาราที่สำคัญของประเทศไทยกับนานาชาติไปแล้ว

นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยางพารา เช่น การนิคมแห่งประเทศไทย การยางแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สถาบันเอ็มเทค ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการศึกษาหลายแห่ง บริษัทผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ โรงงานแปรรูปยางประเภทต่างๆ จะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการแปรรูปยาง ในรูปนิทรรศการและการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติ ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางและประชาชนทั่วไป

ทุกวันนี้ การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ กลายเป็นศูนย์กลางรวบรวมองค์ความรู้และอุปกรณ์สินค้าเกษตร จึงดึงดูดความสนใจให้เกษตรกรไทยและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมากแล้ว งานดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น เกษตรกรจาก สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย อินเดีย เป็นต้น

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในแต่ละปี ยิ่งเพิ่มดีกรีความยิ่งใหญ่ ทั้งจำนวนร้านค้า บู๊ธ งานนิทรรศการ กิจกรรมสัมมนาวิชาการ เกษตรกรและประชาชนที่เข้าชมงานวันยางพาราบึงกาฬ จะได้ทั้งองค์ความรู้เรื่องการทำสวนยางและอบรมวิชาชีพ จากมติชนอคาเดมีแล้ว ยังมีโอกาสเลือกซื้ออุปกรณ์ทางการเกษตรอีกมากมาย เช่น มีดกรีดยาง ถุงมือยาง กรรไกรตัดไม้ ปุ๋ย กล้ายางพันธุ์ เมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์ไม้นานาชนิด รถแทรกเตอร์ เครื่องตัดหญ้า ฯลฯ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้สนใจร่วมเยี่ยมชมงาน วันยางพารา-กาชาดบึงกาฬ 2561 ณ ลานหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ระหว่าง วันที่ 17-23 มกราคม 2561

เมืองเลยแหล่งแมคาเดเมียอันดับ 1 ของประเทศ เผยราคาดี ยังไม่แปรรูป 80-100 บาท/กก. สร้างรายได้ให้จังหวัดปีละ 25 ล้านบาท ชี้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อตลาดทั้งใน-ต่างประเทศเร่งผนึกสถาบันการศึกษาหนุนการแปรรูป พร้อมร่วมหน่วยงานต่าง ๆ สร้างมาตรฐาน

นางเกศษิณ ลำมะยศ เกษตรจังหวัดเลย กล่าวว่า ปี 2560 จ.เลย มีพื้นที่ปลูกแมคาเดเมีย 1,728 ไร่ เป็นพื้นที่ที่เก็บเกี่ยวได้ 759 ไร่ มีเกษตรกร 668 ครัวเรือน โดยพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจากปี 2558 และ 2559 ที่มีอยู่ 1,220 และ 1,210 ไร่ ตามลำดับ ส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอภูเรือ นาแห้ว และด่านซ้าย ซึ่งพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะให้ผลผลิตได้เพียง 530 กว่ากิโลกรัม