มะไฟจีนเป็นผลไม้ที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

น่านมาอย่างยาวนาน เพราะนอกจากจะเป็นสมุนไพร ผลยังสามารถรับประทานสดและนำไปแปรรูปเป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้ง ทำเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่ขึ้นชื่อประจำเมืองน่าน จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้ตลอดปี

มะไฟจีนเชื่อมแห้ง เป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งที่มีมาตั้งแต่โบราณของชาวจีนเพราะเนื่องจากในประเทศจีนส่วนใหญ่จะนิยมบริโภคมะไฟจีนเชื่อมแห้ง โดยการนำมาต้มหรือแช่น้ำร้อนบริโภคแทนน้ำอุ่นธรรมดา มีกลิ่นฉุนคล้ายยาสมุนไพรจีน เมื่อเชื่อมแห้งแล้วจะสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 2 ปี ทำให้ไม่มีปัญหาด้านการเก็บรักษา

ประชาชนจังหวัดอื่น จะเห็นมะไฟจีนเป็นผลไม้แปลก เมื่อมาที่จังหวัดน่านก็จะหาซื้อไปเป็นของฝาก แต่ด้วยมะไฟจีนจะมีช่วงฤดูให้ผลผลิตในช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม ของทุกปี ทำให้ผู้มาถามหาชื้อมะไฟจีนนอกฤดู ต้องไปซื้อมะไฟจีนเชื่อมแห้งของชาวจีนในตลาดนำไปเป็นของฝากแทนมะไฟจีนสด

จุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์

มะไฟจีนเชื่อมแห้งบ้านกอก เกิดจากแนวความคิดที่ต้องการแก้ไปปัญหาราคามะไฟจีนสดที่ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางในเรื่องของราคา ทำให้จำเป็นต้องหาหนทางการเพิ่มมูลค่าให้กับมะไฟจีนซึ่งเป็นผลไม้ที่มีอยู่มากที่สุดในชุมชน ตลอดจนต้องการแก้ไปปัญหาการว่างงานนอกฤดูกาลเกษตรและต้องการใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กลุ่มสตรีในชุมชนบ้านกอก ทดลองทำมะไฟจีนเชื่อมแห้งไปจำหน่ายในหมู่บ้านและตลาดในตัวจังหวัด แต่รสชาติยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากกระบวนการผลิตนั้นได้มาในรูปแบบของครูพักลักจำและนำมาลองผิดลองถูก ทำให้รสชาติยังไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จนวันหนึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน เข้ามาอบรมส่งเสริมอาชีพแก่สตรีในชุมชนและได้ถามความต้องการพัฒนาศักยภาพ ทำกลุ่มมีโอกาสได้รับการสนับสนุนความรู้การแปรรูปมะไฟจีนและได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเกษตรจังหวัดน่าน

มะไฟจีนเชื่อมแห้งบ้านกอก ได้พัฒนารสชาติ ปรับปรุงกระบวนการผลิต ส่วนผสมตลอดจนพัฒนาบรรจุภัณฑ์มาเป็นใส่กล่องพลาสติกรูปแบบต่างๆ เช่น กล่องจานบิน กล่องรูปเพชร กล่องรูปหัวใจ ชะลอมจำลองและตระกล้าขนาดเล็ก ทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มขึ้น ทำให้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้นและมีกำไรเพิ่มขึ้นหลังจากหักต้นทุนแล้ว

พัฒนารสชาติและปรับกระบวนการผลิตจนได้รสชาติที่กลมกล่อม ทำให้มีสตรีในชุมชนได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอกขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้าวและหน่วยงานราชการ ชื้อวัตถุดิบ เครื่องซิลล์และสมทบกับทุนกลุ่มสร้างโรงเรือนที่ได้มาตรฐาน

บริหารและวางแผนการผลิตการผลิตในกลุ่มจะมีการวางแผน ประชุมปรึกษากันภายในกลุ่ม ซึ่งการผลิตนั้นจะเป็นการผลิตขนาดเล็ก กำลังการผลิตไม่สูงมากนักเนื่องจากไม่มีเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต อีกทั้งการผลิตแต่ละปีขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและภูมิอากาศในช่วงการผลิต

การผลิตมะไฟจีนเชื่อมแห้งจะต้องทำให้เสร็จภายใน 2 วัน เนื่องจากอายุของสีผิวและรสชาติอยู่ได้ 3 วัน แต่ถ้าแช่เย็นจะอยู่ได้ 7 วัน ทำให้ต้องระดมกำลังสมาชิกมาช่วยในการผลิตเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูกาล

นอกเหนือจากมะไฟจีนเชื่อมแห้งแล้ว กลุ่มยังนำมะไฟจีนมาแปรรูปเป็นน้ำมะไฟจีนและมะไฟจีนกวน เพราะบางปีมะไฟจีนจะสุกงอมมากหรือบีบไม่สวยนำไปทำเป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้งก็ไม่ได้ กลุ่มจึงนำมาแปรรูปเป็นมะไฟจีนกวนจำหน่ายอีกทางหนึ่งซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี ส่วนน้ำมะไฟจีนนั้น กลุ่มจะผลิตตามความต้องการของลูกค้า หรือผลิตจำหน่ายในงานโอกาสต่างๆ เพราะน้ำมะไฟจีนนั้นมีอายุการเก็บรักษาได้ 2 เดือนเท่านั้น ผลิตเก็บไว้ในปริมาณมากไม่ได้

กระบวนการผลิต

การผลิตมะไฟจีนเชื่อมแห้ง ส่วนผสม/วัตถุดิบ หลักๆ คือ มะไฟจีนสด เกลือปน และน้ำตาลทราย

กระบวนการผลิตมะไฟจีน เริ่มจากเด็ดมะไฟออกจากขั่วและล้างน้ำให้สะอาด บีบเม็ดทิ้งจากนั้นนำมาคลุกกับเกลือปนและน้ำตาลทราย ขยำพอประมาณให้ส่วนผสมเข้ากัน ใช้เวลาประมาณ 3 นาที จากนั้นนำไปใส่ถาดสังกะสีที่รองผืนด้วยผ้าพลาสติก นำตาข่ายคลุมเพื่อป้องกันผึ้ง แมลงวัน และฝุ่น ตากแดดประมาณ 5-7 วัน ก่อนเก็บใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้จำหน่าย

เทคนิคการผลิตอยู่ที่ การคลุกและขยำของส่วนผสม เพื่อให้เกลือและน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียว และการตากต้องกลับบ่อยๆ ทุกเย็นต้องเก็บห้ามปล่อยทิ้งตากน้ำค้าง การเก็บต้องใส่ในกะละมังไว้ ตอนเช้าจึงนำไปตากในถาดสังกะสีใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยกลับอีกครั้ง

มะไฟจีนเชื่อมแห้งบ้านกอก ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของจังหวัดน่านที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชน ตลอดจนยังเป็นผลิตภัณฑ์นำร่องการแปรรูปอาหารทางภาคเหนือตอนบน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีในแห่งเดียวของประเทศไทย สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก เลขที่ 89 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

53 ปี ธ.ก.ส. ชูนโยบาย Go Green เพื่อเกษตรยั่งยืน ผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผลักดันการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว 4,837 ราย พื้นที่กว่า 22,000 ไร่ ควบคู่การยกระดับธนาคารต้นไม้สู่ชุมชนไม้มีค่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า และร่วมดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก หนุนสร้างธุรกิจชุมชน 928 ชุมชนภายในสิ้นปี เพื่อเป็นหัวขบวนในการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน นำสินค้าเกษตรกว่า 1,700 รายการ เปิดจำหน่ายสู่ตลาดออนไลน์ A-Farm Mart พร้อมขับเคลื่อนแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบปีที่ 53 ธ.ก.ส. มุ่งสานต่อนโยบาย Go Green ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีบัญชี 2562 โดยส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การปลูกสู่การแปรรูป และการจำหน่าย การเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้ง ผลักดันให้สินค้าเกษตรได้รับมาตรฐานรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่ผลิตเกษตรปลอดภัย (GAP) จำนวน 774 ราย พื้นที่ 3,649 ไร่ เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองการผลิตแบบมีส่วนร่วม (PGS) จำนวน 2,569 ราย พื้นที่ 12,804 ไร่ และเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับมาตรฐาน Organic Thailand หรือ IFOAM และมาตรฐานอื่นๆ จำนวน 1,494 ราย พื้นที่ 5,736 ไร่ รวมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยทั้งสิ้น จำนวน 4,837 ราย พื้นที่ 22,189 ไร่

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ Earth Safe และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการเกษตรลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ขับเคลื่อนการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์สู่วงกว้าง ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สาร ชีวภัณฑ์ การรับรองมาตรฐาน GAP การรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee System (PGS) และมาตรฐานอินทรีย์วิถีไทย

Earth Safe Standard เป็นต้น เพื่อส่งผลผลิตให้กับ Modern Trade โดยมีแผนเชื่อมโยงชุมชน 9 แห่ง ในการผลิต และมีการนำร่องโครงการ 459 บ้านไร่ ตำบลบ้านไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ร้อยเอ็ด จำกัด ที่สนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิ GAP และอินทรีย์ โดยเชื่อมโยงกับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 352 ราย พื้นที่ 7,136 ไร่ โดย สกต. รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นข้าวสาร A-Rice เพื่อจำหน่าย

ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส.ได้มอบหมายให้ ธ.ก.ส.ทุกจังหวัดดำเนินโครงการ Projected Based เพื่อสนับสนุนเกษตรอินทรีย์จำนวน 78 โครงการ พื้นที่การเกษตร 126,441 ไร่ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดย ธ.ก.ส. ได้กำหนดเครื่องหมาย A-Green เพื่อแสดงถึงผลผลิตที่ ธ.ก.ส.ให้การสนับสนุนแก่เกษตรกร ชุมชน ทั้งด้านการผลิต การตลาดและสินเชื่อ ในส่วนของ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ 459 อาคารบางเขน โดยจัดอบรมให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แก่พนักงาน ผู้ช่วยพนักงานและแม่บ้าน พร้อมใช้พื้นที่บริเวณโดยรอบสำนักงานปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อใช้บริโภค ส่วนที่เหลือแบ่งปันและจำหน่าย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายอภิรมย์ กล่าวต่อไปว่า ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการยกระดับธนาคารต้นไม้ จำนวน 6,836 ชุมชน สู่ชุมชนไม้มีค่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าแล้วกว่า 1,974 ชุมชน และร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme) หรือ LESS โดยปัจจุบันมีชุมชมเข้าร่วมแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ บ้านท่าลี่ จังหวัดขอนแก่น บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี บ้านนาซำจวง จังหวัดหนองบัวลำภู และ บ้านศรีเจริญ จังหวัดพิษณุโลก คิดเป็นจำนวนที่กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ด้านการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธ.ก.ส. มุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในชุมชนประกอบด้วย กิจกรรมการผลิตโดยใช้ทรัพยากรภายในชุมชน การขายผลผลิต การซื้อและบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน มีการแบ่งปัน ผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม เริ่มจากการค้นหาศักยภาพและความต้องการของชุมชน นำไปสู่พัฒนาการยกระดับเป็นธุรกิจชุมชน มีการบูรณาการความร่วมมือกับส่วนงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมให้การสนับสนุนสินเชื่อที่ตรงความต้องการ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสวัสดิการสังคม มีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น นำไปสู่ความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ กองทุนหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชน ลูกค้า ธ.ก.ส. ชุมชนต้นแบบฯ ชุมชนท่องเที่ยว และชุมชนอุดมสุข จำนวน 928 ชุมชนภายในสิ้นปีนี้

และเพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าของชุมชนสู่ผู้บริโภค ธ.ก.ส. ยังสนับสนุนช่องทางการตลาด ทั้งตลาด Offline ได้แก่ ตลาดชุมชน ตลาด อ.ต.ก. Modern Trade ตลาดไทยเด็ดที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ร้านอาหาร โรงพยาบาล และตลาดประชารัฐที่ตั้งอยู่ในบริเวณ ธ.ก.ส. สาขาต่างๆ และตลาด Online ได้แก่ Platform A-Farm Mart ซึ่งมีสินค้าจากเกษตรกรที่ถูกคัดสรรคุณภาพกว่า 1,700 รายการ จากทั่วประเทศ ให้สามารถเลือกซื้อได้ง่ายๆ ผ่านทางออนไลน์ ส่งตรงถึงบ้าน ซึ่งปัจจุบันมียอดจำหน่ายแล้วกว่า 56.9 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังมีความพร้อมในการขับเคลื่อนแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลไปสู่เกษตรกรผ่านโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่จะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกร โดยปัจจุบัน ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปแล้วกว่า 34,600 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ในอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 24,810 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านครัวเรือน ดำเนินการโอนเงินแล้ว จำนวน 3.99 ล้านครัวเรือน เป็นเงิน 23,929 ล้านบาท

โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2562-2563 วงเงิน 13,000 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 263,107 ครัวเรือน ดำเนินการโอนเงิน รอบที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ไปแล้ว 254,667 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,351 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2562/63 วงเงิน 20,940 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านราย มีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องได้รับเงินในรอบที่ 1 ทั้งสิ้น 349,300 ครัวเรือน โดย ธ.ก.ส. โอนเงินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ไปแล้วกว่า 9,411 ล้านบาท และโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งเจ้าของสวนและคนกรีดยางรวมกว่า จำนวน 1.7 ล้านราย ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลการปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย โดยเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 23,472 ล้านบาท (เริ่มดำเนินการโอนเงินได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้)

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยช่วงปี 2562 งบประมาณ จำนวน 3,120 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือนให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 จากพายุ “โพดุล” และ “คาจิกิ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้มอบหมายให้ สศก. วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตร จากการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่ง สศก. พบว่า การดำเนินงานตามแผนปฎิบัติการทั้ง 5 โครงการ จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร จำนวน 1.08 ล้านครัวเรือน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 36,881 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1,282 % ของงบประมาณที่ใช้ไป ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 40,002 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการดำเนินงานของแต่ละโครงการ จะส่งผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ ดังนี้

1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,429 ล้านบาท จากการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,147 ล้านบาท เฉลี่ย 51,471 บาท/ครัวเรือน และถั่วเขียว 1,282 ล้านบาท เฉลี่ย 25,654 บาท/ครัวเรือน โดยโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิง ช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ ของพื้นที่เสียหาย อัตราช่วยเหลือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ เฉลี่ยครัวเรือนละ 2,450 บาท ส่วนถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ เกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,600 บาท จากพื้นที่เป้าหมายโครงการฯ เกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่

2.โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต2563/64 ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมจากการผลิตข้าวในโครงการฯ 27,894 ล้านบาท จากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน เฉลี่ยไร่ละ 10 กิโลกรัม เพื่อรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว รวมทั้งเพื่อคงความสามารถในการค้าและการส่งออกข้าวของประเทศไทย แก่เกษตรกรผู้ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย 827,000 ครัวเรือน 6.32 ล้านไร่ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 1,223 บาท/ครัวเรือน
โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง:การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อ ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 1,073 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 21,480 บาท จากการสนับสนุนพันธุ์ ปลานิลแปลงเพศ ขนาด 5 – 7 เซนติเมตร จำนวน 800 ตัว/ราย และอาหารสัตว์น้ำนำร่องให้เกษตรกร จำนวน 120 กิโลกรัม/ราย เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 50,000 ราย

โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชนส่งผลเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต รวม4,216 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชุมชนละ 21,080 บาท จากการสนับสนุนปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ตามประมาณการแหล่งน้ำชุมชน มีเป้าหมายในการดำเนินการ 1,436 แห่ง จำนวน 200,000 ตัว/แห่ง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ปี 2562 รวมทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในด้านผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต ใน 3 กรณี คือ ไก่ไข่387 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 8,081 บาท เป็ดไข่ 361 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 7,526 บาท และ ไก่พื้นเมือง 80 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,669 บาท โดยสนับสนุนสัตว์ปีก และปัจจัยการผลิต รายการละ 4,850 บาท เลือกได้ครัวเรือนละ 1 รายการ รวม 48,000 ราย

เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์ปีกเป็นอาชีพเสริมลดรายจ่าย
นายระพีภัทร์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินงานทั้ง 5 โครงการฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการการทำงาน 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว ซึ่งเริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมถึง 10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2563 ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า โครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย ปี 2562 ทั้ง 5 โครงการ เมื่อสิ้นสุดโครงการจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ซึ่ง สศก. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งผลักดันให้การดำเนินโครงการเกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วย นายณัฐกฤช ศิวะศรี กรรมการ และ นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด เป็นประธานเปิดงาน “30 ปี ซีพี-เมจิ ยิ่งเติบโต ยิ่งแข็งแรง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ภายในงานได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 โดยมีผู้บริหารและพนักงานซีพี-เมจิ รวมทั้ง ภาครัฐ และประชาชน ร่วมกิจกรรม ณ วัดหนองครก อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

ซีพี-เมจิ ได้ขับเคลื่อน 3 กิจกรรม เพื่อพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ ให้กับชาวสระบุรีตลอดระยะเวลา 30 ปี ประกอบด้วย ด้านสังคม โดยให้บริการ ตรวจสุขภาพ รับบริจาคโลหิต ทำฟันฟรี ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผมชาย ทำหมันสัตว์เลี้ยงพร้อมฉีดวัคซีน และมอบทุนการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ เปิดรับสมัครงานและแนะนำอาชีพให้คนในท้องถิ่นได้ทำงานที่มั่นคงใกล้บ้าน ตลอดจนรับปรึกษาด้านการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และด้านสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปล่อยปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ ปลูกต้นไม้เพิ่มความอุดมสมบูรณ์กับต้นน้ำ และการสนับสนุนพร้อมสาธิตการคัดแยกขยะให้แก่ชุมชน

บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์อันดับ 1 ในประเทศไทย ถือกำเนิดจากการร่วมลงทุนระหว่าง บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ บริษัทเมจิ จำกัด ผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ของประเทศญี่ปุ่นและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยได้มาตรฐานระดับโลก บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 บนพื้นที่ 155 ไร่ ตำบลหนองนาก อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

ปัจจุบัน เป็นผู้นำอันดับ 1 ตลาดนมสดพาสเจอไรซ์ในประเทศไทยด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้นเทียบเท่าระดับสากลด้วยการคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพเยี่ยมจากธรรมชาติ สะอาด สด ใหม่ ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อส่งต่อคุณภาพความสดใหม่ และยังคงคุณประโยชน์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมไปยังผู้บริโภคและด้วยความพิธีพิถันและใส่ใจ ทำให้บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด สามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งตลาดนมสดพาสเจอร์ไรส์ของประเทศไทยและครองใจผู้บริโภคชาวไทยตลอดมา

นอกจากนี้ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ยังได้มีโครงการกิจกรรม CSR ในการที่จะร่วมพัฒนาสังคม และประชาชน ให้มีความเติบโตอย่างยั่งยืน ตาม “ปณิธาน” ว่าด้วยหลักสามประโยชน์ สู่ความยั่งยืน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงงานจนถึงปัจจุบันตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาล และได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมตลอดมา จึงได้ทำโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม จนเป็นที่ยอมรับ

โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญพร้อมถ่ายทอดและต่อยอดแนวความคิดการพัฒนาและดูแลสังคม อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ที่ผ่านมาบริษัทฯมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ไม่สามารถทำโดยลำพังได้ จึงมุ่งสร้างพันธมิตรและเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ โดยสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการดำเนินกิจกรรมให้บรรลุตาม เป้าหมายและสร้างประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางควบคู่ไปกับการปลูกฝั่งพนักงานให้มีจิตอาสา มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม