มาอีกแล้ว! ตร.สั่งเข้มห้ามนั่งท้ายกระบะช่วงปีใหม่ ชาวเน็ตพ้อ

ซ้ำเติม‘คนจน’กลับบ้านที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยและอำนวยการด้านการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ว่า ทั้งตำรวจและทหารห่วงความปลอดภัยของประชาชน เน้นย้ำทุกปี ทุกเทศกาล ทั้งปีใหม่ สงกรานต์ ในเรื่องการจราจร ที่ต้องปลอดภัยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ทุกมาตรการที่ออกมาก็เพื่อรักษาชีวิตของประชาชน ของท่านเองทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เพราะเราตระหนักว่าทรัพยากรมนุษย์นั้นสำคัญ ชีวิตและอวัยวะที่เสียไป แขน ขา ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน มาตรการที่ออกมาประชาชนอาจไม่ชอบ แต่เจ้าหน้าที่ต้องทำปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน 80 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุคือการไม่รักษาวินัยจราจรของผู้ขับขี่นั่นเอง บางครั้งแหกด่านมาชนตำรวจของตนด้วย นี่ก็นอนไม่มีอะไหล่อยู่โรงพยาบาลเยอะแยะเลย

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า ปีนี้ก็จะเน้นย้ำกวดขันระเบียบวินัยจราจร เป้าหมายเพื่อลดการสูญเสีย จะกวดขันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการนั่งท้ายรถกระบะ เมาไม่ขับ จำไว้เลยถ้าเมามากก็ไม่ต้องขับรถอันตราย ที่ต้องกวดขันเพื่อรักษาชีวิตประชาชน ไม่ได้หวังประโยชน์หรือเงินค่าปรับแต่อย่างใด โดยปีนี้กำลังพิจารณาว่าจะนำมาตรการยึดรถที่เมาขับ ผิดกฎหมายมาใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้อีกหรือไม่

ผบ.ตร. กล่าวว่า สำหรับมาตรการยึดรถได้ผลดี ปีที่ผ่านมาลดการสูญเสียได้เยอะจากมาตรการนี้ ซึ่งตำรวจไม่ได้อยากยึดรถมาหรอก แต่ก็ย้ำว่าเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียนั่นเอง ยึดรถมาเยอะแยะก็เต็มโรงพักไปหมด ปีนี้ก็ยังดำเนินการในโครงการฝากบ้านกับตำรวจต่อเนื่องถ้าประชาชนไว้ใจตำรวจก็เชื่อว่าจะมีผู้ร่วมโครงการตำรวจมาก ตำรวจเป็นมิตรกับประชาชนอยู่แล้ว ตำรวจที่เป็นศัตรูก็เอาออกหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนโยบายห้ามนั่งท้ายรถกระบะเป็นอีกมาตรการที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เคยเข้มงวดมาแล้วตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา โดยมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากชาวบ้านที่เดินทางกลับภูมิลำเนาต่างได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ผู้มีรายได้น้อยต่างต้องจับกลุ่มกับเดินทางกลับด้วยกัน เพื่อลดค่าใช้จ่าย การที่เจ้าหน้าที่เข้มงวดห้ามนั่งท้ายรถกระบะ จึงถูกมองว่าเป็นการซ้ำเติมคนจน

โดยการที่ตำรวจเตรียมเข้มงวดในมาตรการนี้อีกครั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้เริ่มเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านที่มีรายได้น้อยและต้องเดินทางกลับบ้านในต่างจังหวัด เพราะการนั่งท้ายกระบะเป็นอีกวิธีในการเดินทาง พร้อมแนะนำให้เจ้าหน้าที่ไปเข้มงวดกวดขันในจุดอื่น ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดมากกว่า

เป็นอีกเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น เมื่อเฟซบุ๊ก ประชิด ทวีเดช ได้เผยภาพผลฟักในสวนเกษตร 100 ไร่ สถานีวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยผลฟักแต่ละลูก มีข้อความขีดเขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย รวมถึงบอกรัก ซึ่งพบถูกเขียนเกือบ 100 ลูก สร้างความเสียหายอย่างมาก

ขณะที่ส่วนใหญ่มองเป็นฝีมือกลุ่มวัยรุ่นมือบอนที่เข้ามาท่องเที่ยวแล้วเขียนไว้ แม้ว่าไทยจะมี “ยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมัน” แต่ไทยยังต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทุกปี โดยในปี 2561 ข้อมูลจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รายงานต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ตั้งแต่ต้นปีว่าคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2560 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2559

ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นไม่มากนัก จึงควรเตรียมมาตรการรับมือปัญหา “ราคาน้ำมันปาล์มดิ่ง” ซึ่งเป็นไปตามคาด ในเดือนตุลาคมสต๊อกน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น 520,000 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าปริมาณสต๊อกเพื่อความมั่นคงโดยปกติมีปริมาณ 230,000-250,000 ตัน กดราคาผลปาล์มสดลดลงเหลือ กก.ละ 2.40-2.60 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบ 10 ปี เทียบกับต้นทุนของเกษตรกรที่ กก.ละ 3.10-3.80 บาท

สะท้อนถึงการบริหารจัดการสต๊อกที่ผิดพลาด ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาเดือดร้อน ขาดทุน กระทั่ง ล่าสุดที่ประชุม กนป. เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 60 มีมติให้ผู้ส่งออก โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ และกระทรวงพลังงานประสานผู้ค้าน้ำมันเพิ่มการรับซื้อน้ำมันปาล์มไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล (บี 7) เพื่อลดสต๊อกน้ำมันปาล์มส่วนเกินออกไป ทั้งยังให้กระทรวงพาณิชย์เร่งประสานกับฝ่ายความมั่นคง (ทหาร) กระทรวงการคลัง เพิ่มความเข้มงวดการลักลอบนำเข้า

ผ่านไปไม่ถึง 1 เดือน ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ว่าในปี 2561 ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะมีปริมาณ 14.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.0% จากปี 2560 เนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้นในทุกภาค จากต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่เมื่อปี 2558 ที่เริ่มให้ผลในปีนี้ ประกอบกับปริมาณน้ำฝนมาก จึงอาจส่งผลให้จำนวนทะลายปาล์มเพิ่มขึ้น ประเด็นนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาปาล์มที่อาจจะซ้ำรอยในปีนี้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายกิตติกรณ์ เทพอยู่อำนวย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องชายหาดตลอดแนว 200 กิโลเมตร ตั้งแต่ชายหาด อ.หัวหิน ถึง อ.บางสะพานน้อย มีคลื่นสูง 2 – 4 เมตร พัดเข้าชายฝั่ง

ล่าสุดผู้ว่าราชการราชจังหวัดได้แจ้งไปทุกอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลให้ระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรงและคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง และให้สำรวจบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างบริเวณชายหาดหากได้รับความเสียหายจากคลื่นพัดถล่ม

มีรายงานว่า อ่าวประจวบฯ ในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เกิดคลื่นสูงประมาณ 4 เมตร ตลอดแนวชายหาดยาว 8 กิโลเมตร ทำให้น้ำทะเลไหลทะลักข้ามเขื่อนบ่าเข้าท่วมผิวการจราจรบางช่วง ร้านค้า ร้านอาหารบริเวณแนวชายหาดต้องปิดให้บริการชั่วคราว นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เตือนให้งดเล่นกีฬาทางน้ำทุกชนิด ขณะที่เรือประมงพานิชย์ ประมงเรือเล็กชายฝั่งกว่า 100 ลำจอดหลบคลื่นบริเวณเขาตาม่องล่าย

สำหรับอ่าวมะนาว ภายในกองบิน 5 แหล่งท่องเที่ยวตากอากาศชื่อดังบรรยากาศเงียบเหงา ผู้ประกอบการร้านค้าต้องยกเตียงผ้าใบให้พ้นแนวชายหาดเพื่อป้องกันความเสียหาย หลังจากมีคลื่นลมแรงเจ้าหน้าที่ทหารได้ปักธงเหลืองเพื่อเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังอันตรายจากการลงเล่นน้ำทะเล

กระบี่เดินหน้าพัฒนาเมืองต้นแบบธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “น้ำพุร้อน” แบบครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเร่งศึกษาเมืองสปา เตรียมชงคณะรัฐมนตรีไฟเขียวพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ

นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำเมืองต้นแบบสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อนแบบครบวงจรนำร่องในจังหวัดกระบี่ ว่า นโยบายรัฐบาลต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (medical hub) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่ออนาคตในลักษณะ New S -curve ในอุตสาหกรรมกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

สำหรับตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Global Wellness Institute พบว่าปี 2559 ธุรกิจ Medical and Wellness มีมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นอีก 49% รวมทั้ง Wellness Tourism เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของไทยที่น่าจับตามอง ข้อได้เปรียบคือ มีทรัพยากรที่เหมาะสมกับเทรนด์ดังกล่าวหลายอย่าง
นอกจากนั้น การท่องเที่ยวที่ให้การสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ในแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมกำลังเป็นที่นิยม และสะท้อนถึงแนวโน้มตลาดท่องเที่ยวที่หันมาให้ความสำคัญกับ Wellness Tourism มากขึ้น และจะเติบโตควบคู่ไปกับตลาด Medical Tourism ซึ่งเป็นตลาดหลักของธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

“ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลกมาโดยตลอด ปัจจุบันในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาถึง 29.9 ล้านคน มีจังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำของไทยถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดในประเทศไทย เช่น แม่ฮ่องสอน ภูเก็ต เลย และหวังว่าจังหวัดกระบี่ จะได้รับการจัดอันดับต่อไป”

นายแพทย์ภานุวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับประเทศได้อย่างมาก กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Medical & Wellness Tourism และได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พ.ศ. 2560-2569 ระยะ 10 ปี ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.medical service hub 2.wellness hub 3.academic hub และ 4.product hub

ทั้งนี้ มีโครงการสำคัญในระยะเร่งด่วนเป็นวาระแห่งชาติคือ การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นเมืองสปา และเส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อนของไทย โดยนำร่องในจังหวัดกระบี่ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และนำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการระยะ 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี

สำหรับเมืองสปาต้นแบบนี้จะเน้นการพัฒนาอัตลักษณ์ จุดขาย การเข้าถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนารูปแบบกิจกรรม และแพ็กเกจบริการอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยว โดยเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับวิถีการดูแลสุขภาพแบบไทย และทำการตลาดในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้

“การเป็น Spa Town จะต้องมีการวางผังเมือง ปรับปรุงสถานที่ให้มีความพร้อม พัฒนาโมเดลธุรกิจ สร้างเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวภายในกระบี่และจังหวัดอื่น ๆ ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโครงการ สร้างอาชีพให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งข้อสรุปครั้งนี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” นายแพทย์ภานุวัฒน์กล่าว

คณะกรรมการวัตถุอันตรายสั่งตั้ง “อนุกรรมการเฉพาะกิจ” เลิก-ไม่เลิก “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส-ไกลโฟเซต” ขีดเส้นสรุปใน 3 เดือน ระหว่างรอผล กรมวิชาการฯลุยต่อทะเบียนให้ แต่ชะลอเฉพาะคำขอทะเบียนใหม่

กรณีคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2560 ที่กระทรวงสาธารณสุข มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือพาราควอต สารเคมีฆ่าหญ้า และคลอร์ไพริฟอส สารเคมีฆ่าแมลง โดยไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และให้ยุติการนำเข้าในวันที่ 1 ธ.ค. 2560 และยุติการใช้วันที่ 1 ธ.ค. 2562 รวมถึงเตรียมควบคุมการใช้ “ไกลโฟเสต” นั้น ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรได้ต่อทะเบียนใบอนุญาตให้ 3 บริษัทใช้พาราควอตไปอีก 6 ปี

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) และเครือข่ายภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้มีการพิจารณายกเลิกและจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอตคลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้เป็นสารกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงและมีความประสงค์ให้แก้ไขบัญชีสารเคมีเหล่านี้ จากเดิมที่เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ให้เป็นประเภทที่ 4 ที่ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง พร้อมทั้งควบคุมห้ามไม่ให้ประกอบกิจการใด ๆ เพราะสารดังกล่าวอาจตกค้างและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนนั้น

กรอ.ได้นำเรื่องดังกล่าวประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีนายสมบูรณ์ ยินดียั่งยืน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ

ที่ประชุมเห็นควรให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อหาข้อเท็จจริงในการพิจารณาให้มีการยกเลิกสารหรือไม่ อย่างเข้มงวดภายใน 3 เดือน โดยจะนำข้อมูลด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายมาพิจารณา รวมถึงแนวทางการเพิกถอนใบอนุญาตหรือการชะลอสำหรับการต่ออายุขึ้นทะเบียน หลังจากนี้หากมีการยกเลิกจริงให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณาตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย

นายสมบูรณ์ ยินดียั่งยืน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ที่ตั้งขึ้นจะมีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นประธาน เพื่อใช้กรอบ 3 เดือนพิจารณาข้อมูลจากทั้ง 3 กระทรวง หาก “แบน” สารดังกล่าว จะต้องกำหนดกรอบระยะเวลาที่จะยกเลิกให้ชัดเจน มาตรการเยียวยา สารที่จะนำมาทดแทน หรือหากอนุญาตให้ใช้ต่อจะมีมาตรการรับมือเรื่องผลกระทบทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน

นายอุทัย นพคุณ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำหรับการพิจารณาคำขอต่อทะเบียน และคำขอต่ออายุใบสำคัญฯ ระหว่างรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย หากยังไม่มีผลสรุป กรมวิชาการฯจะดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ส่วนคำขอขึ้นทะเบียนใหม่ยังคงชะลอ แต่สมมุติหากอนุกรรมการพิจารณาแล้ว เสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาให้ยุติหรือแบนสารเคมีดังกล่าว เอกชนที่ได้ต่อทะเบียนต้องห้ามมีสารเคมีดังกล่าวไว้ในครอบครอง จำหน่าย นำเข้า ส่งออก ตามกฎหมายในที่สุดนั้น กรมวิชาการเกษตรจะเสนอกรรมการชุดนี้ให้เป็นยึดใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบอันตรายหรือ วอ.4 ทำให้ไม่สามารถมีไว้ในครอบครอง ผลิตหรือซื้อขายได้

“ระหว่างรอการพิจารณา กรมต้องศึกษากฎหมาย หารือการใช้สารทดเเทน หากบางสารที่ไม่ถูกแบนต้องมีมาตรการควบคุมเข้มงวดอย่างไร หรือกรณีต้องจำแนกพื้นที่ เป็นข้อกำหนดลักษณะก้ำกึ่ง เป็นอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ต้องพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ กรมยึดนโยบายรัฐบาลและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร”

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมปริมาณและมูลค่านำเข้าสารเคมีฆ่าวัชพืช ฆ่าแมลง ใน 4 พิกัด ในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ปี 2560 พบมีปริมาณนำเข้ารวม 300,863,752 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 32,343 ล้านบาท

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะผู้บริหาร สวทช. ประกอบด้วย ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) แถลงผลงาน สวทช. ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits หรือ “นวัตกรรมเหนือคาดหมาย พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย 4.0”

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. knifelesstechsystems.com กล่าวว่า ตลอด 1 ปี ที่บริหารงาน สวทช. เป็นช่วงที่ สวทช. ได้รับโอกาสในการทำงานหลายๆ เรื่องจากรัฐบาล โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมผลักดันระบบวิจัยของประเทศอย่างเข้มข้น จนเกิดแผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ 20 ปี และเป็นที่น่ายินดีว่าในรอบปีที่ผ่านมา ผลงานที่ สวทช. ทำมาอย่างต่อเนื่องมีผลงานและตอบสนองความต้องการของภาคเกษตร บริการ และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เป็นที่น่าพอใจ เกิดเป็นผลงานที่จับต้องได้ และพร้อมใช้ ได้แก่ 1. การสนับสนุนการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาของประเทศ บริหารงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ โดยเชื่อมโยงกับภาคเอกชน 2. การปฏิรูประบบการให้สิ่งจูงใจ ระเบียบ และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการนำงานวิจัยและพัฒนาไปต่อยอดหรือใช้ประโยชน์

สำหรับตัวอย่างผลงานวิจัยเด่นของ สวทช. ในปีงบประมาณ 2560 ในด้านต่างๆ มีดังนี้ Smart Farm: ข้าวพันธุ์ไรซ์ เบอรี่ ข้าวมูลค่าสูง ข้าวพันธุ์หอมชลสิทธิ์ ชุดโครงการศึกษาตรวจโรคกุ้ง และ ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ หรือ Agrimap online และ Agrimap Mobile Smart Food: ไข่ออกแบบได้ ไส้กรอกไขมันต่ำ และ Active Pack บรรจุภัณฑ์เพื่อการเก็บรักษาและยืดอายุผลิตผลสด Smart Health: เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สำหรับงานทันตกรรมและศัลยกรรมใบหน้าและขากรรไกร หรือ Dentii Scan 2.0 / รถพยาบาลปกป้องการพลิกคว่ำ และ ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ หรือ Thai School Lunch Smart Energy: การใช้วัสดุนาโนและเทคนิคการเคลือบผิวบนวัสดุสแตนเลส สำหรับแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน Smart Industry: NETPIE แพลตฟอร์มสื่อสารเพื่อเชื่อมต่อทุกสรรพสิ่ง เอนบลีช (ENZBleach) และเอนอีซ (ENZease) นอกจากนี้ ยังมี สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร เช่น โครงการข้าวอินทรีย์ จ.ยโสธร โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง และเทคโนโลยีการผลิตบิวเวอเรียหัวเชื้อสดและก้อนเชื้อระดับมาตรฐาน

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2561 สวทช. มีนโยบายในการขับเคลื่อนด้วยประเด็นมุ่งเน้น 5 ด้าน ตามแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 6 (2560 – 2564) โดยกำหนดประเด็นมุ่งเน้นที่ สวทช. จะมุ่งดำเนินการเพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นที่ประจักษ์ 5 ด้าน ได้แก่ 1. อาหารเพื่ออนาคต 2. ระบบขนส่งสมัยใหม่ 3. การสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนไทย 4. เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ และ 5. นวัตกรรมเพื่อการเกษตรยั่งยืน

สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมที่จะ Go Beyond Limits โดยใช้ศักยภาพของ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวพ้นคำว่า “ประเทศกับดักรายได้ปานกลาง” ไปสู่ ประเทศไทย 4.0 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป มะอึก คุณปู่รากเหง้ามะเขือ

หลายพื้นที่จะมีพืชชนิดนี้ขึ้น ใบเหมือนมะเขือ มีหนามเหมือนมะเขือพวง มีลูกออกมาเป็นช่อ ช่อพวงละหลายลูก มีขนปกคลุมผลมาก เมื่อตอนผลแก่สุกจะดูสวยงาม ก็สวยกว่าผลของพืชอื่น แต่ถ้าดูให้น่ากลัว ก็จะเกรงกลัว ขนปุกปุยที่ดูเหมือน ขนของตัวบุ้งตัวหนอน ที่พร้อมจะทำร้ายคนที่จะเข้าไปเด็ด สัตว์ที่จะเข้าไปกัดกินหรือทำลาย ยิ่งหนามขนที่ขึ้นทุกส่วนของต้น ยิ่งน่ากลัวอยู่น้อยเสียเมื่อไร แต่สำหรับผู้คนที่รู้จักพืชชนิดนี้ จะบอกว่า น่ารักดี นี่แหละอาหารที่น่ากิน

“มะอึก” ชื่อเขาแปลกๆ เหมือนเป็นคำที่เคยใช้ล้อคนอาภัพผม สมัยก่อนเขาล้อกันเล่น แต่ก็เป็นเรื่องกันเยอะ เพราะคนที่ถูกล้อว่า มะอึกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หลากมากดี เศรษฐี เจ้าขุนเจ้าคุณ อย่างน้อยก็ระดับกำนัน และเป็นผู้ชาย ซึ่งมะอึกนั้นทางภาคเหนือเรียก “มะเขือปู่” หรือ “มะปู่” ภาคอีสานเรียก “หมักอึก”หรือ “หมากอึก” เชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้จัก เคยกิน หรือไม่ก็เคยผ่านหูผ่านตา มาบ้างแล้ว มะอึก เป็นไม้ในวงศ์เดียวกับมะเขือ มะเขือพวง มะแว้ง คือวงศ์ SOLANACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum Stramonifolium Jacq.