มีการค้นพบซากกระดูกของไก่งวงป่าบริเวณในมลรัฐเทนเนสซี่

ของสหรัฐ ซากมีอายุประมาณ 1,000 ปี ก่อนคริสตกาลการเลี้ยงไก่งวงในประเทศไทยยังถือว่าไม่แพร่หลาย เนื่องจากคนไทยไม่นิยมรับประทานเนื้อไก่งวง สำหรับไก่งวงที่เลี้ยงในปัจจุบัน เป็นพันธุ์ที่พัฒนามาจากไก่งวงป่า ชนิด Meleagris gallopavo

พันธุ์ไก่งวงที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย ได้แก่ นอร์ฟอล์กแบล็ค แมมโมท, อเมริกันบรอนซ์, เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์, บริทิชไวท์ และไก่งวงพันธุ์ผสมไก่งวงอเมริกันบรอนซ์…จัดเป็นไก่งวงสายพันธุ์ใหญ่ มีขนสีบรอนซ์ปนน้ำตาลดำ ปลายขนสีขาวเล็กน้อย แข้งและนิ้วเท้าสีเทาอ่อนปนชมพูซีด ตามีสีน้ำตาล จะงอยปากมีสีเทาอ่อน มีความสามารถอาศัยหากินตามธรรมชาติได้ดี มีอาหารตามธรรมชาติ เช่น เศษอาหาร แมลง สัตว์ในดิน และหญ้า ให้ผลผลิตไข่ประมาณ 70 ฟอง/ตัว/ปี เมื่อโตเต็มที่ ตัวผู้มีน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 9 กิโลกรัม โดยตัวผู้หนุ่มให้น้ำหนักประมาณ 9 กิโลกรัม ตัวเมียสาวประมาณ 7 กิโลกรัม

ไก่งวงเบลท์สวิลล์ สมอลไวท์…เป็นพันธุ์ไก่งวงขนาดเล็กถึงปานกลาง หนังและขนมีสีขาว แข้งและนิ้วเท้ามีสีชมพูซีด ตามีสีน้ำตาล จะงอยปากมีสีเทาอ่อน หน้าอกมีขนาดใหญ่ ไก่งวงพันธุ์นี้มีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็วมาก และให้รสชาติที่อร่อย เป็นพันธุ์ที่เลี้ยงตามธรรมชาติได้ดี ปริมาณไข่ 80 ฟอง/ตัว/ปี น้ำหนักที่เติบโตเต็มที่ของตัวผู้ ประมาณ 7.7 กิโลกรัม ตัวเมีย 5 กิโลกรัม โดยตัวผู้วัยหนุ่มมีน้ำหนัก ประมาณ 6.7 กิโลกรัม ตัวเมียวัยสาว ประมาณ 4 กิโลกรัม

มีการเลี้ยงการบริโภคไก่งวงในเมืองไทยมานานแล้ว แต่มีแพร่หลายบางภูมิภาคเท่านั้น ต่างจากฝรั่งที่กินไก่งวงกันเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะวันขอบคุณพระเจ้า

สำหรับวันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanksgiving day เป็นเทศกาลสำคัญหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ ชาวอเมริกันจะเฉลิมฉลองวันขอบคุณพระเจ้าในทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน วันสำคัญนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าเมื่อสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว ในวันขอบคุณพระเจ้าที่ขาดไม่ได้ คือ ไก่งวง แม้ว่าไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่า ทำไม ไก่งวงถึงเป็นอาหารจานหลักในวันสำคัญนี้

บางทฤษฎีให้เหตุผลว่า ไก่งวง เป็นสัตว์ที่นักเดินทางจากประเทศอังกฤษและชาวอินเดียนรับประทานในการเฉลิมฉลองการตั้งรกรากในอดีต บางทฤษฎีก็เชื่อว่าพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 เสวยห่านอบในงานเฉลิมฉลองต่างๆ เมื่อนักเดินทางจากประเทศอังกฤษมาตั้งรกรากในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงนำเอาธรรมเนียมนี้ติดมาด้วย แต่เนื่องจากห่านเป็นสัตว์ที่หายาก พวกเขาจึงใช้ไก่งวงแทนห่าน และบางทฤษฎีก็เชื่อว่าเป็นเพราะความพยายามของเบนจามิน แฟรงคลิน ซึ่งเป็นอดีตผู้ร่วมก่อตั้งสหรัฐอเมริกาและผู้ประดิษฐ์สายล่อฟ้า ต้องการผลักดันให้ไก่งวงเป็นสัตว์ประจำชาติของสหรัฐฯ แต่ในที่สุด คนส่วนมากก็ไม่เห็นด้วย และยกให้นกอินทรีกลายเป็นสัตว์ประจำชาติของสหรัฐฯ

ในแต่ละปี มีไก่งวงถูกนำมาเป็นอาหารเลี้ยงฉลองในวันขอบคุณพระเจ้า จำนวน 45 ล้านตัว แต่หากนับรวมกับการบริโภคทั่วไป ปีหนึ่งมีไก่งวงถูกกินไปราว 300 ล้านตัว

คุณดรุณี โสภา หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลว่า ไก่งวงในไทยเลี้ยงมานานก็จริง แต่ไม่แพร่หลายอย่างสัตว์ปีกชนิดอื่น แหล่งเลี้ยงที่สำคัญอยู่แถบจังหวัดสระบุรี รวมทั้งจังหวัดในภาคอีสาน ฝรั่งกินไก่งวงโดยการอบ ส่วนคนไทยโดยเฉพาะทางภาคอีสาน นิยมทำลาบ

คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ถือว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงไก่งวงมากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน เพราะนอกจากเลี้ยงแล้ว ยังมีร้านอาหารจากไก่งวงด้วย

“สาเหตุที่ภาคกลาง นิยมเลี้ยงและบริโภคไก่งวงไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าไก่งวงเมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ ต่างจากไก่ทั่วไป ที่มีขนาดเล็ก เหมาะต่อการบริโภคในครัวเรือน…ส่วนที่ภาคอีสาน นิยมกันมาก เป็นเพราะไก่งวงเข้ากับวัฒนธรรมการกินในท้องถิ่น คือนิยมทำลาบ แล้วก็กินกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ งานบุญบ้าง งานสังสรรค์อื่นๆ…ผมมรีร้านอาหารที่ปรุงจากไก่งวง หากช่วงเทศกาลต้องไปซื้อไก่จากเครือข่ายจังหวัดอื่น เนื่องจากความต้องการมีมาก”

คุณเชษฐากล่าว และบอกต่ออีกว่า

“ที่นครพนม มีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่บ้าง วันขอบคุณพระเจ้า เดือนพฤศจิกายน ก็มีคนมาสั่งให้อบสำหรับงานเลี้ยงเมื่อก่อนเทศกาลละ 20 ตัว ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 70 ตัว”

คุณทองพูน สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ บอกว่า ที่บึงกาฬ ได้ตั้งชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงขึ้น เพื่อพัฒนาการเลี้ยง รวมทั้งสร้างตลาด ปัจจุบัน มีสมาชิก 25 คน มีพ่อแม่พันธุ์ไก่งวง มีไก่งวงพร้อมบริโภคจำหน่าย “เปรียบเทียบกับไก่บ้านแล้วไก่งวงโตเร็วกว่า ไก่บ้านเลี้ยง 6 เดือน ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 100 บาท ไก่งวงใช้เวลาเลี้ยง 6-8 เดือน น้ำหนัก 6 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 150 บาท..ไก่งวงชอบกินหญ้า หากไม่กินหญ้าจะไม่โต” คุณทองพูน เล่า

คุณทองพูน บอกว่า ความต้องการพันธุ์ไก่งวงทุกวันนี้มีมากขึ้น นั่นแสดงว่า ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น นอกจากจังหวัดริมโขง อย่างนครพนม บึงกาฬ และจังหวัดเลย นิยมเลี้ยงแล้ว แถวหนองบัวลำภู มหาสารคาม ก็เลี้ยงไก่งวงกัน ส่วนใหญ่เลี้ยงในระบบไร่นาสวนผสม มีสัตว์ชนิดอื่นรวมอยู่ด้วย

“สมัยก่อนมีงาน อาจจะซื้อหมูมาเชือด ปัจจุบันนิยมใช้ไก่งวงมาทำอาหารกัน อย่างไก่งวง 2 ตัว น้ำหนักตัวละ 6 กิโลกรัม นำมาทำลาบ ต้ม เลี้ยงคนได้ 30 คน” คุณทองพูน ยกตัวอย่าง

พืชและสัตว์ เมื่ออยู่แปลกที่แปลกทาง ก็ได้รับการดัดแปลงเสริมแต่ง ให้เหมาะสมกับท้องถิ่นนั้นๆ

ปีใหม่ กลับบ้านเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หาไก่งวงมาลาบ ต้ม สังสรรค์กัน อิ่มทั้งคนจากแดนไกล สุขใจทั้งคนที่อยู่บ้าน “พื้นที่ภาคกลางน้ำดี อยู่ใกล้ตลาด…ใช้การตลาดนำหน้าการผลิต”

การเกษตรในภาคกลางมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ ประมง ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และอื่นๆ ภูมิภาคนี้สามารถปลูกพืชอายุสั้น เช่น ข้าว (โดยเฉพาะการปลูกข้าวนาปรัง) พืชไร่ พืชผักมากกว่า 1 ครั้งในรอบปี โดยจังหวัดที่มีความถี่ของการใช้พื้นที่เพื่อเพาะปลูกค่อนข้างสูงคือ ชัยนาท สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง

ส่วนการทำการเกษตรแบบผสมผสานนั้นสิ่งที่จะต้องมีและพร้อมมากที่สุดคือ ที่ดิน ทุน แรงงาน ที่เหมาะสมกับการทำการเกษตร จะต้องมีความอดทนสูง มีความขยัน จึงจะสามารถที่จะประสบความสำเร็จในการวางแผนและการจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้ดีและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าธุรกิจเกษตรพืชไร่ในภาคกลางจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีความน่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการควรที่จะศึกษาถึง จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจลงทุนและการวางแผนต่อยอดธุรกิจต่อไปในระยะยาว

กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณทวี มาสขาว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง 9 จังหวัด

น่าสนใจไม่น้อย ลองติดตามดูค่ะผลผลิตข้าว 3 ล้านตันข้าวเปลือก

จะเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวพื้นนุ่ม กข 79

“ปัจจุบันรับผิดชอบอยู่ 9 จังหวัด โซนภาคกลางรวมๆ แล้วเรามีพื้นที่ปลูกข้าวอยู่ประมาณ 3 ล้านกว่าไร่ แต่ว่าข้อเท็จจริงที่ภาคกลางนั้นปลูกข้าวหรือทำนาประมาณ 2 ฤดูเศษๆ เพราะฉะนั้น ในพื้นที่ 3 ล้านไร่ก็จะมีผลผลิตรวมๆ ออกมาประมาณ 6 ล้านไร่รวมนาปรังด้วย ก็จะมี 3 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งใน 3 ล้านตันข้าวเปลือกนี้ แนวทางการพัฒนาทางด้านนี้ โดยเฉพาะข้าวเราจะปรับอยู่ 2-3 เรื่อง โดยเรื่องที่หนึ่งคือพันธุ์ ซึ่งตอนนี้มีพันธุ์ที่เป็นข้าวพื้นนุ่ม กข 79 ซึ่งกรมการข้าวเขารับรองแล้ว จะเป็นข้าวพื้นนุ่มซึ่งไม่แข็งเหมือนชัยนาท เพราะฉะนั้น ก็จะเพิ่มปริมาณตัวนี้ซึ่งเกษตรกรทดลองปลูกแล้วมีความนิยมค่อนข้างมาก ก็จะทำการขยายพันธุ์ กข 79 ให้เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อได้พันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูงและตลาดต้องการแล้ว เราก็จะดูเรื่องการลดต้นทุนผลผลิตลงมาเน้นเรื่องการลดการเผาด้วย เน้นการย่อยสลายฟางข้าวให้เป็นปุ๋ยทำให้ต้นทุนของปุ๋ยนั้นลดลง ในขณะเดียวกัน ก็จะลดมลพิษ หมอกควันไปด้วย ก็จะมาเพิ่มเติมในส่วนเหล่านี้”

“ส่วนในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าของข้าวก็จะมีการแปรรูป ในขณะเดียวกัน ก็จะมีเรื่องของการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ โดยให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้ามาทำ มีการขายเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องในเขตภาคกลางก็จะมาพัฒนาพวกนี้ ส่วนข้าวก็จะเน้นในเรื่องของการแปรรูปด้วย เมื่อลดต้นทุนเพิ่มมูลค่าก็ต้องทำเข้าไป เพราะฉะนั้น ก็จะมีโรงสีแปรรูปของกลุ่มซึ่งเป็นองค์กรของชุมชนเขาเอง ก็จะเพิ่มพวกนี้เข้าไป ในขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ไม่กระทบต่อโรงสีขนาดใหญ่ของเอกชน”

“ข้าวของภาคกลางนั้นมีข้อดีก็คือมีผลผลิตข้าวออกอยู่ทุกเดือน มีปลูกทุกเดือน มีออกผลผลิตทุกเดือน ฉะนั้น การกระจายตัวของผลผลิตก็จะเป็นสิ่งที่ดีทำให้โรงสีสามารถที่จะแปรรูปได้ทัน ไม่กระจุกหรือถูกกดราคาเพราะว่าผลผลิตมันล้น ถือเป็นจุดเด่นเรื่องข้าวของภาคกลาง โดยสรุปก็คือจะพัฒนาใน 3-4 ประเด็นนี้ ทั้งเรื่องของพันธุ์ ซึ่ง กข 79 ก็จะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็จะให้พี่น้องเกษตรกรลดต้นทุนและทำการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยดูเรื่องของฟางข้าว ลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยตรงนี้ลง แล้วก็จะไปพัฒนาพันธุ์ข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการ เมล็ดพันธุ์ข้าวปีๆ หนึ่งมีเยอะมาก เพราะว่าทำ 2 รอบ มีการเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป โดยการสีแล้วก็ส่งตลาดโดยตรงด้วย” คุณทวี พูดถึงข้าวในภาคกลาง

ผลิตดูความต้องการของตลาด

คุณทวีพูดถึงพืชเศรษฐกิจ

“ในส่วนของพืชไร่ก็จะมีพืชสำคัญทางเศรษฐกิจอยู่ 2-3 ตัวนะครับ ตัวแรกคือมันสำปะหลัง ซึ่งมันสำปะหลังเรามีทั้งหมด 800,000 ไร่ ใน 800,000 ไร่ผลผลิตที่นำมาคิดครึ่งหนึ่งก็จะมีประมาณ 400,000 ตันของมันสำปะหลัง ปลูกอันดับหนึ่งก็จะเป็นจังหวัดลพบุรี อันดับสองจังหวัดชัยนาท อันดับสามเป็นจังหวัดสระบุรี ส่วนอันดับที่สี่ที่ห้าก็มีเพียงเล็กน้อย ในสามจังหวัดนี้ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักเราก็จะพัฒนา โดยเฉพาะทุกวันนี้จะไม่ให้กระทบเรื่องโรคใบด่างซึ่งเป็นเหมือนเชื้อเอดส์เชื้ออะไรก็ตามที่พี่น้องเกษตรเรียกต่อการเกิดโรคในมันสำปะหลัง เพราะฉะนั้น เราก็จะป้องกันเรื่องโรคพวกนี้ไม่ให้เข้ามา มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไม่ให้นำท่อนพันธุ์เป็นเชื้อสาเหตุของโรคนี้เข้ามา”

“ขณะเดียวกัน ก็จะมีการพัฒนาเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น เพราะตลาดมันสำปะหลังนั้นมีราคาการรับซื้อที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ก็จะพัฒนาเรื่องผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ให้พี่น้องเกษตรกรมีความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพมันสำปะหลังให้ดีขึ้น ให้มีคุณภาพมีเปอร์เซ็นต์แป้งที่สูงขึ้น พวกนี้ก็จะมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น ส่วนตัวที่สองก็จะเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เรามีอยู่ประมาณ 400,000 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เน้นทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ก็จะพัฒนาให้ทั้งคุณภาพของผลผลิตให้สูงขึ้น ข้าวโพดมีการประกันราคาที่ชัดเจน ก็จะมีการพัฒนาผลผลิต”

“ในส่วนของโรคระบาดก็จะมีหนอนกระทู้ สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ได้เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรนั้น หนึ่งใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดหนอนตัวนี้ เกษตรกรมีความรู้ สองเกษตรกรสามารถที่จะคำนวณได้ว่าเขาควรเฝ้าระวังการปลูกในช่วงระยะไหนที่หนอนจะเข้าไปทำลาย ในขณะเดียวกัน ก็จะใช้วิธีผสมผสาน ถ้าอาการหนักก็อาจจะต้องใช้สารเคมี เพื่อการป้องกันจะมีการคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด การคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจะป้องกันโรคในข้าวโพดได้จนข้าวโพดอายุประมาณ 20-30 วัน ถ้ารุนแรงก็จะใช้เคมี ในขณะเดียวกัน

หลังจากอายุ 50-60 วันแล้วก็จะใช้การผสมผสานกับชีวภัณฑ์ หรือใช้ตัวห้ำตัวเบียน ปล่อยแตนเบียนบ้างปล่อยแมลงหางหนีบเข้าไปทำลายศัตรูพืช ไปจนสุดท้ายจะมีการใช้กับดักล่อแมลงที่เป็นผีเสื้อ ผีเสื้อจากหนอนกระทู้ตัวหนึ่งสามารถวางไข่ได้โดยเฉลี่ยประมาณ 1,500 ฟอง เพราะฉะนั้น ถ้ากำจัดได้ตัวหนึ่งก็เท่ากับสามารถลดประชากรไปได้ 1,500 ตัว ก็จะใช้วิธีผสมผสานพวกนี้กับหนอนกระทู้ศัตรูที่สำคัญต่อข้าวโพด ส่วนตัวที่สามก็เป็นอ้อย จะมีโรงงานอ้อยโรงงานน้ำตาลในพื้นที่สระบุรี ลพบุรี พวกนี้ก็จะปลูกมากที่ 2-3 จังหวัดนี้ เพราะฉะนั้น จะสามารถดูแลพืชเศรษฐกิจพวกนี้ให้ได้ตามปริมาณที่ตลาดต้องการ ตลาดต้องการเท่าไร ลักษณะการผลิตก็จะให้มีความสอดคล้องกัน”

“วิธีการทำงานทางด้านการเกษตรทุกวันนี้จะเน้นที่การพัฒนาพี่น้องเกษตรกรก่อน คือให้มีการรวมตัวกันในการทำรูปแบบของแปลงใหญ่ คำว่าแปลงใหญ่คือการรวมตัวของกลุ่มคนเป็นหลักมาตัดสินใจในการวางแผนการผลิต มาวางแผนจำหน่ายทางด้านการตลาด เพราะฉะนั้น ตัวแปลงใหญ่ก็จะเข้ามาทำพวกนี้ ซึ่งในภาคกลางก็มีแปลงใหญ่ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง คละกันอยู่ประมาณ 400 กว่ากลุ่ม เพราะฉะนั้น ก็จะมีการพัฒนาพวกนี้ โดยจุดเด่นของแปลงใหญ่คือการที่พี่น้องเกษตรกรมาร่วมกันวางแผนตัดสินใจไปถึงกระบวนการผลิตและการตลาดด้วย ซึ่งพวกนี้ถือเป็นสิ่งที่ดี นาข้าวที่ชัยนาทก็โดดเด่น เราพยายามที่จะหาต้นแบบในปี 2562 นี้ก็จะมีการพิจารณาประกวดแปลงใหญ่ อีกไม่นานนะครับจะรู้ว่าว่าเขตภาคกลางนี้แปลงใหญ่ที่ดีที่สุดอยู่ที่ไหน โดยการค้นหาและก็ประกวด”

คุณทวีพูดถึงเกษตรแปลงใหญ่ และพูดถึงการใช้สารเคมีของเกษตรกรว่า

“เรามีการพัฒนาผลผลิตออกมาให้มีคุณภาพ การที่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพนี้ก็จะต้องมีความปลอดภัยจากสารเคมี เพราะฉะนั้น สารเคมีต้องมีการควบคุมให้ถูกต้องต้อง ควบคุมสารเคมีไม่ให้มีอันตรายต่อตัวของผู้บริโภค โดยสาร 3 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น ไกลโฟเสต พาราควอต คลอร์ไพรินฟอส ก็จะมีการดำเนินการโดยการควบคุมทั้งเกษตรกรที่จะใช้กับพืช ซึ่งในภาคกลางเราก็จะมีการอบรมให้ความรู้พี่น้องเกษตรกรและจะมีกระบวนการสอบ โดยให้เกษตรกรสอบผ่านในลักษณะที่มีการใช้ที่ถูกต้อง ผู้ที่รับจ้างทางด้านการเกษตรในการฉีดพ่นต้องผ่านการฝึกอบรมทางด้านการเกษตรด้วย

และผู้จำหน่ายสารทั้ง 3 ชนิดนี้ต้องมีการขึ้นทะเบียนและผ่านการฝึกอบรมควบคุมกับกรมวิชาการทางการเกษตรด้วย เพราะฉะนั้น เราจะทำงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ นี้ไปด้วยกัน ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร คือกรมส่งเสริมการเกษตรก็จะมีหน้าที่ในการให้ความรู้อบรมพี่น้องเกษตรกรก่อน จนพี่น้องเกษตรกรสามารถใช้ได้ถูกต้องและแม่นยำไปจนถึงที่สุดของความอันตรายของสารทั้ง 3 ชนิดนี้ ถ้าหากเป็นอันตรายมากจริงๆ ก็จะหมดไปจากการใช้และก็จะนำตัวใหม่เข้ามาใช้ทดแทน ช่วงนี้อยู่ในระหว่างการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรจะมาขึ้นทะเบียนที่สำนักงานเกษตรอำเภอ โดยการสอบจะเริ่มสอบตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือที่อำเภอเขานัดหมาย” คุณทวี กล่าว

“การเพิ่มมูลค่าอีกอย่างหนึ่งคือการสร้างมูลค่าจากการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น วิถีชีวิตเกษตรที่ภาคกลางนั้นมีทุกจังหวัดนะ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ปทุมธานี พวกนี้ก็มีแหล่งท่องเที่ยว อย่างเช่น ปทุมธานีก็จะโดดเด่นในเรื่องของกล้วยหอม ในเรื่องของพืชผัก พระนครศรีอยุธยาก็จะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีการแปรรูปด้วย ที่ชัยนาทเองก็จะมีผลไม้ โดยเฉพาะส้มโอ เพราะฉะนั้น พวกนี้ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย มีทุกจังหวัด ลพบุรีก็มีกระท้อน เป็นการเพิ่มมูลค่าให้คนมาสัมผัสชีวิตการทำการเกษตร ตอนนี้ก็มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ไต้หวัน ซึ่งมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรเรียกว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าตัวหนึ่งของสินค้าเกษตร”

“กรมส่งเสริมการเกษตร…ก็จะไปพัฒนาใน 2-3 ประเด็นนะครับ คือหนึ่งพัฒนาการทำการเกษตรให้มีคุณภาพ สองไปดูในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวความปลอดภัยหรือการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความเหมาะสม ให้สอดคล้องกับลักษณะของการทำการเกษตรที่เป็นชีวภัณฑ์ชีวภาพ ในขณะเดียวกัน ก็จะไปให้ความรู้พี่น้องเกษตรกรให้เขาสามารถเป็นคนที่จะถ่ายทอดได้ มีความรู้ พัฒนาให้เป็น Smart farmer พัฒนาให้เป็น Young smart farmer สามารถอธิบายให้ผู้คนเข้าใจได้ เป็นแบบอย่างคล้ายๆ ศูนย์เรียนรู้ ข้อมูลเหล่านี้ดูได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักเกษตรจังหวัดหรือกรมส่งเสริมการเกษตรหรือสำนักงานส่งเสริมการเกษตรในเขต 1 ถึงเขต 6 ทั่วประเทศ เพียงพิมพ์คำว่าการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตามเว็บไซต์ก็จะมีข้อมูลพวกนี้ปรากฏขึ้น”

“คือตอนนี้นโยบายของรัฐบาลกำลังเน้นเรื่องตลาดนำการผลิต เพราะฉะนั้น ตลาดสินค้าเกษตรก็มีหลายลักษณะเหมือนกัน คือหนึ่งให้ผลิตสินค้าที่ตลาดมีความต้องการ ไม่มีปัญหาเรื่องตลาดเรื่องราคา พวกนี้เขาจะผลิตให้มีความสมดุลต่อความต้องการซื้อและความต้องการขาย ตลาดตัวที่สองจะเน้นตลาดในชุมชน คือให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของเอง ขายทั้งในชุมชนดึงนักท่องเที่ยวให้เข้าไปซื้อให้เขาเห็นซึ่งตลาดสินค้าทางการเกษตร มีทั้งสหกรณ์การเกษตร มีทั้งวิสาหกิจชุมชน องค์กรต่างๆ ที่มีอยู่ประจำหมู่บ้าน และไปเชื่อมโยงกับหมู่บ้าน

ตลาดประชารัฐของรัฐบาลในพื้นที่ ซึ่งในลักษณะพวกนี้ตลาดจะมีการขยายตัวไปถึงในระดับชุมชนเอง ตลาดที่เรียกว่าตลาดของเกษตรกรซึ่งกรมส่งเสริมทางการเกษตรเป็นผู้ดูแลและควบคุมบริหารจัดการ ก็จะมีจังหวัดละหนึ่งจุดสามารถที่จะเอางบประมาณลงไปสนับสนุน เช่น พัฒนาในเรื่องของที่จะจำหน่าย พัฒนาอาคาร พัฒนาในเรื่องของการคัดแยกคุณภาพสินค้าทางการเกษตรพวกนี้ ไปจนถึงการตรวจวัดคุณภาพของสินค้าทางการเกษตร ตัวนี้ก็จะมีเป็นจุดนำร่องของทุกจังหวัด อย่างน้อยจังหวังละหนึ่งจุด ดำเนินการทั้ง 9 จังหวัดในเขตภาคกลาง”

ภาคกลาง น้ำดี-ใกล้ตลาด

“กรมส่งเสริมการเกษตร มีการพัฒนาความรู้ความสามารถต่อตัวเกษตรกรเอง คือจะพัฒนาให้เขาเป็น smart farmer ให้ได้ ซึ่งในการที่จะพัฒนาให้เขา smart farmer ได้ จะให้เขามีความรู้ มีข้อมูลข่าวสาร มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการควบคุมคุณภาพ ไม่เป็นพิษต่อตัวเองและชุมชน เมื่อพัฒนาพวกนี้ได้เขาก็จะเป็น smart farmer คนที่จะชี้ว่าเขาเป็น smart farmer คือกรมส่งเสริมทางการเกษตร ก็จะมีทั้งเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัดในพื้นที่เข้าไปดูในสิ่งเหล่านี้ ในส่วนของภาคกลางประเด็นที่มีความได้เปรียบคือเรื่องของความรู้และทรัพยากรที่มี ภาคกลางมีระบบชลประทานที่เอื้อต่อการเกษตรที่โดดเด่น การทำนาก็สามารถที่จะทำได้ทั้ง 2 ฤดู ผสมผสานก็สามารถทำได้เนื่องจากมีต้นทุนเรื่องน้ำ ถือว่ามีความโดดเด่นของพี่น้องเกษตรกรในภาคกลาง อีกประการที่สามถือเป็นความโดดเด่นคือการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าซึ่งเป็นศักยภาพของพี่น้องเกษตรกรในภาคกลางและใกล้แหล่งตลาดใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ก็อยู่ใกล้ เป็นตลาดของเอกชนสามารถที่จะรวบรวมและก็คัดกรองสินค้าพวกนี้ออกต่างประเทศได้”

อยากให้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกันมากๆ

“ในเขตภาคกลาง ผลไม้ที่มีความโดดเด่นสำคัญๆ จะมีประมาณ 3-4 ชนิด อันดับหนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกเยอะคือมะม่วง อันดับสองรองลงมาจะเป็นส้มโอ ซึ่งส้มโอก็จะเป็นในเขตภาคกลาง พันธุ์ขาวแตงกวาเป็นส้มโอที่มีความโดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้เขตภาคกลางมาก คุณภาพของผลผลิตในเรื่องของกุ้งใหญ่ ไม่แฉะ รสชาติไม่หวานเยิ้ม ตัวที่สามเป็นกระท้อนที่ปลูกมากในจังหวัดลพบุรี เพราะฉะนั้น เราก็จะมีการพัฒนาในเรื่องของทั้งคุณภาพให้มีความปลอดภัยให้มีการรับรองนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพืชปลอดภัยได้มาตรฐานตามระบบจัดการคุณภาพ (GAP) ไปจนถึงเรื่องของอินทรีย์”

“ฉะนั้น ถ้ามาในเขตของภาคกลาง โดยเฉพาะที่ชัยนาทก็จะมีส้มโอวางขายตลอดทั้งปีเพราะว่าส้มโอสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี มะม่วงที่อ่างทองก็เช่นกันก็จะพัฒนาให้ผลผลิตออกสู่ตลอดทั้งปี กระท้อนจะมีเป็นบางฤดูเท่านั้น อีกตัวหนึ่งคือกล้วยหอมที่มีมากในเขตภาคกลางที่จังหวัดปทุมธานี จะมีการพัฒนาในเรื่องของคุณภาพ จะมีการพัฒนาในเรื่องของตลาด มีการพัฒนาในส่วนของการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ยกตัวอย่างการเพิ่มมูลค่าของส้มโอ โดยตัดส้มโอที่มีคุณภาพเหมาะสมที่สุดไม่ว่าจะเป็นเปลือกส้มโอนั้นก็จะนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เชื่อม แปรรูป สามารถจำหน่ายเพิ่มมูลค่าได้ ในขณะเดียวกัน ก็จะทำแพ็กเกจจิ้งในการส่งออกตลาดให้มากขึ้น มีการพัฒนาในเรื่องของตลาดดิจิตอลสามารถที่จะสั่งซื้อได้ทางออนไลน์ ส่งสินค้าได้ทุกฤดูกาล”

ผมภูมิใจกับตัวเองมากที่ได้เป็นต้นไม้มงคลพระราชทาน ประจำจังหวัดสมุทรสาคร และมีคำนำหน้าว่า “พญา” ฟังดูแล้วเป็นเหมือนผู้ดีเก่า ที่คลุกคลีกับชาวบ้านทั่วไปไม่ถือเนื้อถือตัว จนกระทั่งลดตัวลงมาเป็นสามัญชน คนรุ่นหลังๆ เรียกกันง่ายๆ ว่า “ตีนเป็ด” จริงๆ น่าจะให้ผมเป็น “ท่านท้าว” ดูจะดีกว่า แต่ไม่เป็นไร

เพราะผมยังภูมิใจในความเป็น “พญา” อยู่ดี กับรูปทรงพุ่ม ทรงต้น ที่มีความสูงสง่า เพรียวลม ลำต้นตรง แข็งแรง เพียงแต่เนื้อในลำต้นเท่านั้น ที่เขาจัดไว้ในประเภท “ไม้เนื้ออ่อน” แต่สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่ผมภูมิใจมากกว่าใดๆ เนื่องจากผมเชื่อว่า ผมเคยอยู่ในมือของทุกคนที่เข้าโรงเรียน เรียนหนังสือ ตั้งแต่ ก.ไก่ ข.ไข่ ชั้นอนุบาลจนเป็น ดอกเตอร์ หรือเป็น ศาสตราจารย์ ซึ่งสมัยก่อนอาจจะเป็นถึง “เจ้าพระยา”

ผมเชื่อว่า ถ้าใครไม่เคยมีผมอยู่ในมือ เพื่อหัดเขียน ก.ไก่ ก.กา แล้ว ไม่มีวันที่จะได้เป็น “บัณฑิต” หรอก ในที่นี้หมายถึง ผมก็เป็นหนุ่มทันสมัยคือหลังรุ่น “ดินสอหินกระดานชนวน” นะครับ พูดตรงๆ ก็แล้วกันว่า ทุกคนที่รู้หนังสือ ก็ต้องหัดเรียนรู้ด้วย “ดินสอ” และกระดาษ ซึ่งผมนี่แหละที่เขาใช้แปรรูป ทำเป็นทั้งสองสิ่งนี้ คุณอาจจะมองข้ามผมไป ไม่รู้ว่า “ดินสอ” ที่ทำให้คุณรู้หนังสือทำมาจาก “ไม้ตีนเป็ด” หมายถึงส่วนที่เป็นแท่งไม้นะครับ สำหรับไส้ดินสอที่เขียน ก็ใช้วัสดุผสมอื่นๆ เช่น กราไฟต์ ผงสี ดินเหนียว ขี้ผึ้ง กาว ตามชนิดใช้งาน

ผมขอคุยเรื่อง “ดินสอ” หน่อยนะครับ เพราะผมคือวัตถุดิบหลักที่ต้องใช้หากจะกล่าวถึงประเทศที่มีชื่อเสียงก็คือ อินโดนีเซีย ที่เกาะสุมาตรา ซึ่งเขาใช้ไม้ “เยลูตุง (Jelutong)” ที่มีอายุเกิน 9 ปี สำหรับในเมืองไทยก็ใช้ ไม้งิ้ว ไม้ตีนเป็ดแดง ไม้ตีนเป็ด

ซึ่งผมก็อยู่ในตระกูลกลุ่มไม้ทำแท่งดินสอด้วย วิธีการก็คือ เขาแปรรูปไม้เป็นแผ่นบางๆ มาเซาะร่องเพื่อใส่ไส้ดินสอ ประกบอัดกาว เป็นแท่งที่เราเห็น นำไปอบให้ติดกัน แล้วตัดเป็นท่อนๆ ตามที่เราเขียนอยู่ทุกวันนี้ โดยเลือกใช้ไส้ดินสอตามระดับความเข้ม ระดับ H หรือ B คุณสมบัติของไม้ตีนเป็ดที่เหมาะทำแท่งดินสอเพราะมีเสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เบา เหลาง่าย

นอกเหนือจากจุดเด่นที่ทำแท่งดินสอแล้ว ผมยังเป็นไม้สมุนไพรไทยพื้นบ้านด้วย แต่ก็อยู่ในกลุ่มไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 เป็นไม้โตเร็ว ลำต้นสูงได้มากกว่า 30 เมตร โคนต้นมีพูพอน เปลือกต้นหนา ดอก ขนาดเล็กสีขาวอมเขียว กลีบดอกมีขนปุกปุย ผล เป็นฝักยาวห้อย เมื่อแก่จะแตกปลิวกระจาย เนื้อไม้ไม่มีแก่น ไสกบ ตกแต่งง่าย เหมาะสำหรับปลูกในระบบนิเวศร่วมปัจจัยสิ่งแวดล้อม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด คุณภาพเนื้อไม้ไม่เหมาะจะก่อสร้างสิ่งถาวร แต่ใช้ได้ดีสำหรับทำเครื่องใช้ในร่ม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หีบใส่ของ ฝักมีด ของเด็กเล่น ทำลูกทุ่นอวนประมง ไม้จิ้มฟัน ตะเกียบ ในประเทศศรีลังกา นิยมทำ “โลงศพ” ประเทศอินเดีย รู้จักไม้นี้ดีเรียก “Devil tree” รวมทั้งแท่งดินสอในมือคุณนั่นแหละ

ด้านสมุนไพร เปลือกแก้ไข้ ขับระดู ขับพยาธิ น้ำเหลืองเสีย ใบอ่อนต้มดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด ไข้หวัด ลำต้นมียาง “Latex” อุดฟันแก้ปวด แก้แผลอักเสบ หยอดหูแก้ปวดได้ดี