มีการเซ็นสัญญาซื้อหมอนยางพารา 2,000 ใบ/เดือน ระหว่างชุมนุม

สหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัด บึงกาฬ กับบริษัทรับเบอร์วัลเล่ย์กรุ๊ป ประเทศจีน ซึ่งทางจีนมีความต้องการเป็นหลักหมื่นใบแต่กำลังผลิตเรายังน้อยอยู่ ครั้งนี้เป็นการซื้อขายจากชาวสวนยางโดยตรง เป็นมิติของการค้าขายโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง หลังจากการจับคู่ธุรกิจแล้ว คณะนักธุรกิจจากมณฑลซานตงจะเดินทางไปดูพื้นที่อีอีซี” นายพินิจ กล่าว

นายนิพนธ์ คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ และที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์ กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ครั้งนี้มีการเซ็นสัญญาซื้อขายหมอนยางพาราล็อตเเรก 2,000 ใบ เป็นความต่อเนื่องจากโครงการเดิมที่ทำมาตั้งแต่งานยางพาราบึงกาฬ ต่อยอดจนโรงงานยางพาราครบวงจร เริ่มจากการผลิตหมอน ก็มีการประสานกับทางจีนมาต่อเนื่อง จนมาถึงการเซ็นสัญญาซื้อขายครั้งนี้ ขณะนี้โรงงานสามารถผลิตได้วันละ 200 ใบ กำลังเพิ่มกำลังการผลิตโดยติดตั้งเครื่องจักรตัวใหม่จะผลิตได้วันละ 1,000 ใบ คาดว่าอีก 5 เดือนจะแล้วเสร็จ

“หมอนยางพาราของเรามีคุณภาพ ทำจากเนื้อยาง 100% ได้มาตรฐานและมีราคาถูก รวมปลอกหมอนแล้วใบละ 400 บาทเท่านั้น ที่สำคัญเป็นหมอนยางพาราที่เป็นของเกษตรกรโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าวและว่า นอกจากประเทศจีนที่เซ็นสัญญาซื้อขายแล้ว ทางสถานกงสุลเวียดนามประจำขอนแก่นพาพ่อค้าเวียดนามมาเจรจาและลงนามความร่วมมือแล้ว ก่อนนำหมอนบางพาราไปจำหน่ายที่เวียดนามต่อไป

ต่อมามีการเซ็นสัญญาซื้อขายหมอนยางพาราจำนวน 2,000 ใบ ระหว่าง นายอารี โพธิ์จันทร์ ประธานชุมนุมสหกรณ์ กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด และ นายเฉิน หู้ เซิง (โทนี่ เฉิน) ผู้จัดการบริษัท รับเบอร์วัลเล่ย์ จำกัด สาขาประเทศไทย ร่วมลงนาม โดยมีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกฯ และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์, นายหลิว เสี่ยว เจียง รองประธานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งมณฑล ซานตง และรองเลขาธิการรัฐบาลมณฑลซานตง รองอธิบดีกรมพาณิชย์มณฑลซานตง พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ และ นายนิพนธ์ คนขยัน นายก อบจ.บึงกาฬ ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอุตตม กล่าวว่า นโยบายวันเบลต์วันโรดของจีน ถือว่าเป็นนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมโยงกับหลายประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งรัฐบาลไทยพัฒนายุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะยกระดับขีดความสามารถเศรษฐกิจไทยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะเดียวกันยังสร้างความพันธ์และความร่วมมือกับประเทศที่เป็นมิตร โดยเฉพาะประเทศที่ใกล้ชิดมานาน เช่น จีน

“ประเทศไทยกำหนด 11 อุตสาหกรรมที่จะส่งเสริมเป็นพิเศษ หลายอุตสาหกรรมประเทศจีนมีความชำนาญ และจะมาร่วมมือกับไทย เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เรามุ่งไปสู่รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และมีโครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอีอีซี เพื่อเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่พัฒนาให้เป็นสมาร์ทซิตี้ รวมถึงยกระดับเมืองเดิมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น” นายอุตตม กล่าว

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จังหวัดขอนแก่น พบวัวและควายของชาวบ้าน อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น ล้มตาย 3 ตัว หลังถูกสุนัขจรจัดเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ส่วนอีกตัวเริ่มมีอาการคลุ้มคลั่ง ชาวบ้านวอนเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบก่อนแพร่เชื้อ

นายโสม พรดอนก่อ อายุ 68 ปี เจ้าของวัว เล่าว่า ก่อนหน้านี้ 1 เดือน สังเกตเห็นว่าที่บริเวณใบหูด้านซ้ายของวัวที่เลี้ยงไว้มีบาดแผลและมีเลือดไหลออกมา อาจจะไปเกี่ยวกับตะปูภายในคอก กระทั่งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา วัวตัวนี้เริ่มมีอาการผิดปกติ แสดงอาการก้าวร้าว กินหญ้าและน้ำได้น้อยลง น้ำลายฟูมปากและไหลยืดอยู่ตลอดเวลา บางครั้งยืนอยู่ดีๆ ก็ล้มลง จึงแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ ก่อนแยกออกมาไว้ต่างหาก รอให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอมาตรวจสอบว่าติดเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ตั้งแต่เลี้ยงวัวมาหลาย 10 ปี เพิ่งเคยเห็นวัวที่มีอาการแบบนี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึงสัปดาห์ได้มีวัวและควายของ ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันล้มตายลงในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 ตัว แต่ละตัวต่างมีอาการป่วยคล้ายกัน เกิดขึ้นหลังจากถูกสุนัขที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้ากัดเข้าที่ใบหูและลำคอ

นายไชยวัฒน์ สมอเขียว เจ้าของวัว 2 ตัว ที่ตายเล่าให้ฟังว่า คืนวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา วัวที่เลี้ยงไว้ในคอกได้ถูกสุนัขตัวสีดำเข้ามากัด พบบาดแผลที่ใบหู ยังไม่ทราบว่าเป็นสุนัขที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านรับทราบไม่คิดว่าต่อมาจะต้องเสียวัวไปทั้ง 2 ตัวหลังจากถูกสุนัขกัดได้ราว 1 เดือน หลังจากที่วัวทั้ง 2 ตัวตาย ได้ตัดเอาส่วนหัวของวัวส่งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบหาสาเหตุ

กาฬสินธุ์ – นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดตลาดอาหารปลอดภัยจากสารพิษ หรือตลาดกาฬสินธุ์กรีนมาร์เก็ต ที่ลานอเนกประสงค์ ร.พ.กาฬสินธุ์ ว่า

กาฬสินธุ์มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เพราะมีเขื่อนลำปาว ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางกระจายไปถึง 13 อำเภอ รวมทั้งยังมีจุดกักเก็บน้ำไว้ให้ประชาชนได้ใช้ แต่ยังขาดในเรื่องของแหล่งน้ำขนาดเล็กที่จะต้องเข้าถึงชุมชน ในส่วนการพัฒนานั้น เมื่อได้รับคำชมเชยจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว จะเริ่มรวบรวมสินค้าภาคการเกษตรออกจำหน่าย จะได้เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ให้มาเลือกซื้อ เพื่อสร้างรายได้ที่มีความมั่นคงให้กับประชาชน

นพ.ประวิตร ศรีบุญรัตน์ นายแพทย์สสจ. กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ผลการตรวจผลิตภัณฑ์ทางอาหารสด พืชผัก ผลไม้ ทุกชนิดที่เป็นอาหารจากภาคการเกษตร จังหวัดกาฬสินธุ์ มีคะแนนผ่านการประเมินถึงร้อยละ 92.4 อยู่ในเกณฑ์ที่สูงที่สุดในประเทศ และที่ผ่านมาร.พ.กาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการตลาดปลอดภัยจากสารพิษ โดยนำสินค้าสดทุกชนิดเข้ามาจัดจำหน่าย และตรวจสารพิษ พร้อมแนะนำให้เกษตรกรลดละการใช้สารเคมี จนทำให้อาหารสดในตลาดปลอดภัยจากสารพิษ

“การทำงานเป็นไปในรูปแบบบูรณาการ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯในกาฬสินธุ์สนับสนุนวัตถุดิบอาหารปลอดภัย เพื่อใช้ในการปรุงอาหารภายในโรงครัวของร.พ. จึงเกิดความมั่นใจได้ว่า ผู้ป่วยที่รักษาในร.พ.กาฬสินธุ์ ได้ทานอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ”
ด้าน นพ. บรรพจน์ สุวรรณชาติ ผอ.ร.พ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า มีการสุ่มตรวจสอบสารเคมี สารพิษ ในอาหารทุกวัน รวมถึงสินค้าสดทุกชนิดที่นำมาจำหน่าย ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบาย ของทางจังหวัดในการยกระดับให้กาฬสินธุ์ เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศความพร้อมขับเคลื่อนโครงการ หลังงบกลางปีอนุมัติงบในส่วนของกรมฯ กว่า 5,690 ล้าน พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนบนพื้นฐานความต้องการของชุมชนเกษตร สู่ความยั่งยืน

ภายหลังจากพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ประกาศใช้ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาชีพเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมเดินหน้าภายใต้ 2 แผนงาน ที่ได้รับการอนุมัติวงเงินงบประมาณ ได้แก่ 1. แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต จำนวน 31,104,000 บาท 2. แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร จำนวน 5,659,575,200 บาท

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร ดูแลจำนวน 5 โครงการสำคัญ ภายใต้ 2 แผนงาน พร้อมขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต กรมฯ จะเข้าไปสนับสนุนในการอบรมเกษตรกร ผ่านศูนย์ปฏิบัติการ 40 ศูนย์ ทั้งหมด 85 หลักสูตร ภายใต้โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมี กระทรวงการคลัง เป็นผู้ดำเนินการหลัก และ สำหรับแผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร จะมีอีก 4 โครงการ ที่กรมฯ เข้าไปสนับสนุน ได้แก่ 1. โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน กิจกรรมส่งเสริมการลดพื้นที่ปลูกยาง โดยร่วมมือกับ การยางแห่งประเทศไทย โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับลดพื้นที่การปลูกยาง

และให้มีอาชีพเสริมต่อไป งบประมาณ 45,690,000 บาท 2. โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพันธุ์พืชที่ดีออกสู่ตลาด โดยเฉพาะ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ, ท่อนพันธุ์ และต้นพันธ์ รวม 8 ล้านต้น ภายใต้การกำกับของศูนย์ขยายพันธุ์พืช ทั้ง 10 ศูนย์ งบประมาณ 268,800,600 บาท 3. โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ โดยพัฒนา Young smart farmer จำนวน 4,850 ราย ให้ได้รับการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตร และเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 งบประมาณ 66,690,500 บาท และ 4. โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย งบประมาณ 5,278,394,100 บาท

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย งบประมาณ 5,278,394,100 บาท เป็นโครงการที่ได้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง แบ่งกิจกรรม ออกเป็น 2 กิจกรรม ได้แก่

1. กิจกรรมฝึกอบรมเกษตรกร ชุมชนละ 200 ราย ในจำนวน 9,101 ชุมชน มีเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์ จำนวน 1,820,200 ราย สำหรับคุณสมบัติ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งจะต้องไม่สมัครเข้ารับการอบรมในกิจกรรมอื่นๆ ของโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมีหลักสูตรการฝึกอบรมจำนวน 1 หลักสูตร ประกอบด้วย 3 กลุ่มวิชา 1) กลุ่มวิชาสร้างการรับรู้ ความเข้าใจร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ 2) กลุ่มวิชาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร และ 3) กลุ่มวิชาการบริหารจัดการองค์กรเกษตรกร รวมจำนวน 18 ชั่วโมง โดยสามารถเข้าไปพิจารณาทางเลือกได้ http://k-room.doae.go.th

2. กิจกรรมการพัฒนากลุ่มเกษตรกร โดยรัฐจะสนับสนุนการดำเนินการประกอบการของเกษตรกรชุมชนละ 300,000 บาท สำหรับคุณสมบัติของกลุ่มที่จะยื่นขอสนับสนุนโครงการจะต้องมีเกษตรกรสมาชิกกลุ่มละ ไม่น้อยกว่า 25 ราย และต้องมีเกษตรกรสมาชิกที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรการพัฒนาการเกษตร จำนวนไม่น้อยกว่า 10 ราย โดยลักษณะของโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุน ต้องเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์กับชุมชน และมีความยั่งยืน และงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ต้องใช้สำหรับ การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เท่านั้น ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการใช้แรงงานในชุมชนเอง

ซึ่งขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายรองอธิบดีทุกท่านและเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด กำชับการปฏิบัติงาน ทุกขั้นตอนให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส หากพบปัญหาจะระดมทีมเข้าไปช่วยเหลือและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ ทันที และพร้อมเปิด War room สำนักงานโครงการฯ เพื่ออำนวยการในการบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที หากพบปัญหาสามารถแจ้งเหตุตรงถึงคณะทำงาน รวมทั้งเน้นย้ำว่า การดำเนินโครงการฯ ครั้งนี้ งบประมาณทั้งหมดผ่านบัญชีของเกษตรกร และลงสู่ชุมชนเพื่อประโยชน์ ในการพัฒนาการเกษตรอย่างแท้จริง

รายงานข่าวแจ้งจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับ กลุ่ม อบต.แม่พูล จ.อุตรดิตถ์ พร้อมส่งทุเรียน “หลงลับแล” พันธุ์แท้ สดจากสวนอุตรดิตถ์ ช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตรส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ด้วยการสั่งซื้อผ่าน http://www.thailandpostmart.com
รับรองคุณภาพด้วยกลุ่ม อบต.แม่พูล ที่จะคัดสรรขนาดและคุณภาพบรรจุใส่กล่องบรรจุภัณฑ์อย่างดี แต่ละกล่องมีน้ำหนักรวมกล่องละ 8 กก.(ประมาณ 5-6 ผล) จำหน่ายในราคา 3,700 บาท (รวมค่าจัดส่งแล้ว) โดยราคาอาจมีการปรับขึ้น – ลงตามราคาตลาดกลางผลไม้ ทุกวันศุกร์ เวลา 14.00 น.

สำหรับทุเรียนหลงลับแล มีความโดดเด่นอยู่ที่ลูกขนาดเล็กพอดี เม็ดเล็กลีบ เปลือกบาง กลิ่นอ่อน เนื้อแห้งและเนียน มีเส้นใยที่นุ่ม คงรูปดีมาก เมล็ดลีบ หวานมัน หอมเหมือนกลิ่นดอกไม้ การันตีความอร่อยด้วยรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดของกรมวิชาการเกษตรเมื่อปี พ.ศ.2520

วันที่ 17 พฤษภาคม นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผวจ.สตูล ยอมรับว่า การจัดนิคมให้กับลิงในพื้นที่ จ.สตูล ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อจังหวัดวิกฤตในด้านการแก้ปัญหาลิง จากทั้งหมด 12 จว.นั้น หลังได้ส่งรอง ผวจ.สตูล และ ทศจ.เข้าร่วมประชุมกับกรรมาธิการรัฐสภา ก็เห็นว่าปัญหาการสร้างนิคมให้ลิงเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยคณะกรรมาธิการเห็นว่าสถานที่เหมาะสมในการจัดสร้างนิคมให้ลิงต้องเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลต่างๆ โดยในส่วนของจังหวัดสตูลได้เริ่มมีขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 2559 ที่เกาะโกย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามประเมินผลว่าได้ผลมากน้อยเพียงไร

ทั้งนี้ที่เกาะโกยต้องมาดูผลหลังการทดลองว่าที่มีการปลูกอาหารไว้ให้ ขุดแหล่งน้ำไว้ให้ จะได้ผลไหมสำหรับการเป็นที่อยู่ของลิง ส่วนแนวคิดที่บอกว่าทำหมันก่อนปล่อยนั้น แค่จับมาก็ยากอยู่แล้วส่วนการทำหมันก่อนนั้นมีค่าใช้จ่ายตามมา เรื่องไม่ง่าย ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันอีกเยอะ

โดยในเดือน พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา หลังเกิดปัญหาประชากรลิงที่เพิ่มมากขึ้น จังหวัดสตูลได้นำลิงเสมหลายร้อยตัวมาปล่อยที่เกาะโกย ซึ่งเป็นเกาะกลางทะเล หมู่ที่ 2 ต.ตันหยงโป อ.เมือง จ.สตูล เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองสตูล และพื้นที่ อ.ควนโดน หลังจากลิงลงมากัดกินพืชผลทางการเกษตรและทำลายทรัพย์สินข้าวของได้รับความเสียหายมาเป็นเวลายาวนาน

เกาะโกยมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ห่างจากชายฝั่งตำบลตันหยงโป ประมาณ 20 กิโลเมตร ไม่มีบ้านเรือนและผู้คนอาศัยอยู่ ชาวประมงส่วนใหญ่มักจะนำเรือมาหลบพายุฝนในช่วงออกหาปลา มีความสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ และไม้น้อยใหญ่ ซึ่งทางจังหวัดเห็นว่าเหมาะที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของลิง พร้อมจัดหาแหล่งอาหารเพิ่มเติม เช่น ต้นไทร ลูกตะขลบนา กล้วย มะม่วง และมะขาม รวมกว่า 500 ต้น พร้อมทั้งแหล่งน้ำด้วย

ช่วงเดือนเศษที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเห็น “ลางบอกเหตุ” ไม่สู้ดีนัก สำหรับพืชสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ตั้งแต่ภาพรถบรรทุกอ้อยในพื้นที่เพาะปลูกหลัก ใน จ.นครราชสีมากว่าพันคันจอดนิ่ง รอคิวขายให้กับโรงงานน้ำตาลที่ประกาศเลื่อนการปิดหีบอ้อยหรือเปิดรับซื้อให้เร็วขึ้นเกือบ 2 สัปดาห์ ทำให้ชาวไร่อ้อยต้องเร่งตัดเร่งขนมาขาย ส่งผลให้ราคาขายตกทันทีจากตันละ 1,200 บาท เหลือไม่ถึง 1,000 บาท

ในเวลาใกล้เคียงกัน เกิดกระแสร้องเรียนให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือเกษตกรในสินค้าเกษตรต่างๆ นานา อาทิ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือยางพารา ที่มีเจอวิกฤตราคาตก ขอให้แก้ไขด่วน ลากยาวจนถึงวันนี้

ยังไม่นับรวมถึงกลุ่มปศุสัตว์ ที่กลุ่มผู้เลี้ยงในแต่ละพื้นที่สลับออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียนขอให้ช่วยอยู่เนื่องๆ ทั้งกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรที่ออกมาคัดค้านที่รัฐบาลยังไม่ชัดเจนที่จะปล่อยนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐและโอดครวญขอให้ผลักดันราคาขาย เพื่อให้พ้นขีดขาดทุนมาต่อเนื่อง 7-8 เดือนแล้ว

ซึ่งกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ก็เป็นคิวของกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 14 จังหวัดนับพันราย ประกาศนัดรวมตัวที่บริเวณเชิงสะพานติณสูลานนท์ อ.เมือง จ.สงขลา มาเคลื่อนไหว 17 พฤษภาคมนี้ เพื่อขอให้รัฐบาลเปิดโครงการรับจำนำหลังแบกภาระขาดทุนมาแล้ว 2 เดือน

ปาล์มน้ำมัน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพืชการเมืองชนิดหนึ่ง ก็น่าตกใจไม่น้อย!! จากตัวเลขสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเมินผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2561 มีถึง 15.4 ล้านตันผลปาล์ม เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 8% คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 17.61%) จะเท่ากับ 2.7 ล้านตันซีพีโอ

ขณะที่ความต้องการใช้จริง ที่แยกเป็น 2 ส่วนคือ เพื่อบริโภคและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 1.19 ล้านตันซีพีโอ และเพื่อผลิตไบโอดีเซล 1.15 ล้านตันซีพีโอ นำยอดผลิตกับปริมาณต้องการใช้หักลบกัน จะเกินใช้ 3.7 แสนตันซีพีโอ บวกกับสต๊อกปี 2560 อีก 4.8 แสนตันซีพีโอ จะมีปริมาณซีพีโอเกิน 8.5 แสนตันซีพีโอ

บวกสต๊อกปกติเพื่อความมั่นคงอีก 2.5 แสนตันซีพีโอ ก็จะทำให้น้ำมันปาล์มดิบล้นสต๊อกถึง 6 แสนตัน น่าจะเป็นตัวเลขที่สูงมากในรอบหลายปี !!

ตอนนี้คงมีเพียงข้าวและทุเรียน ยังมีข่าวดี ไม่ออกมาเรียกร้องอะไร เพราะข้าวได้อานิสงส์จากประเทศผู้ผลิตและนำเข้าข้าวของโลกเจอภัยพิบัติ ผลผลิตต่ำกว่าความต้องการจึงต้องหันนำเข้าแทน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยดีติดลมบนมานานหลายเดือน ปลื้มใจว่าปีนี้ไทยส่งออกข้าวทะลุ 10 ล้านตันแน่นอน

ส่วนทุเรียนยังขายได้ราคาดีตามกระแส “อาลีบาบา” ของจีนสั่งซื้อนาทีเดียว 8 หมื่นลูก ถึงเป็นเพียงจุดทศนิยมของผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศ แต่ส่งผลทางจิตวิทยาดันราคาสูงกว่าปีก่อนมากโข ส่วนผลไม้ไทยที่กำลังออกสู่ตลาดจากนี้ก็ยังต้องลุ้นว่าราคาจะดีวันดีคืนแค่ไหน ทั้งมังคุด เงาะ ลำไย จะไปทิศทางเดียวกับข้อมูลทางการออกมาระบุว่าผลผลิตปีนี้ไม่มากนัก

แม้พืชนั้นๆ จะทำเงิน ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้ และอาจกลายเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะตามธรรมชาติ เมื่อปีใดสินค้าชนิดนั้นขายดีราคาแพง ก็จะแห่กันเพาะปลูกในรอบต่อไป วงในค้าข้าวจึงเชื่อว่าข้าวนาปรังและนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2561 ที่กำลังเริ่มเพาะปลูก ฟันธงว่าเพิ่มขึ้น

เพียงชาวนารอความมั่นใจ หลังจากรู้ผลพระโคเสี่ยงทายกินอะไรในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ วันพืชมงคล ตรงกับวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จึงจะตัดสินใจได้ว่าควรเพิ่มเพาะปลูกอีกเท่าไหร่ ถ้าผลเสี่ยงทาย น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ การค้าดี ผลผลิตเพิ่ม 10-20% ได้เห็นแน่ !!

ดังนั้น เมื่อปัญหาเก่ายังไม่คลี่คลาย ปัญหาใหม่ก็ไล่ตาม หากยังปล่อยสะสมนานวัน ก็จะเป็นชนวนสั่นคลอนรัฐบาลได้ ปัจจุบันภาคใต้มีพื้นที่เหมาะแก่การทำเกษตร มีสภาพอากาศที่ร้อนชื้นตลอดปี ทำให้มีพืชทางการเกษตรมากมาย รวมถึง หมาก เป็นพืชที่ปลูกกันมาก และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งหมากแห้ง และหมากสด

ปกติเกษตรกรจะนำหมากสดไปตากแดดเพื่อทำเป็นหมากแห้ง สามารถตากแดดแบบทั้งลูก และแบบผ่าซีกก่อนตากแดด การตากแดดแบบทั้งลูกจะใช้เวลา 25-30 วัน จะได้หมากแห้งตามต้องการ และนำหมากออกจากเปลือกได้

ส่วนวีธีผ่าสดแบบผ่าซีกก่อนตากแดด จะใช้เวลาตากประมาณ 1 สัปดาห์ ทั้ง 2 วิธีมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ หากแสงแดดไม่เพียงพอ หมากจะมีความชื้น และเกิดเชื้อรา

นายเฉลิมพล เสนเรือง และ นายสัจพงษ์ สิงห์พันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ขนอม คิดค้นสร้าง “เครื่องอบหมากแบบพาความร้อนด้วยพลังงานไฟฟ้า” ที่เกิดจากการเรียนรู้การทำงานของระบบไฟฟ้า

โดยตัวเครื่องจะควบคุบความร้อนด้วย Heater เป็นอุปกรณ์ทำความร้อนในอุตสาหกรรม เมื่อมีกระแสไหลผ่านลวดตัวนำที่มีค่าความต้านทานสูง ลวดตัวนำจะร้อน ส่วนตัวควบคุมเครื่องจะใช้ตัวควบคุมแบบ PID โดยใช้ Arduino เป็นส่วนประมวลผล และมีโปรแกรมในการสั่งการควบคุมเครื่องอบหมาก

การทำงานของระบบไฟฟ้าดังกล่าว สามารถอบหมากให้แห้งเหมือนตอนนำไปตากแดด และได้ผลดีกว่า ทั้งยังลดระยะเวลาในการตากผลหมาก ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และมีปริมาณที่เพียงพอในการส่งออก ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ

นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับเขต ปี 2561

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนต้นแบบให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นกิจการเพื่อสังคม ซึ่งได้ดำเนินการคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับเขต จากวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด 8 จังหวัด ให้เหลือวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต 3 เขต

โดยขณะนี้ได้คัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด จนเหลือ 3 จังหวัด เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านต้นโจ้ก (คำซาว) อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 2. วิสาหกิจชุมขนศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลจุน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา และ 3. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปกาแฟสวนยาหลวง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 4 – 6 มิถุนายน 2561 คณะกรรมการประกวดวิสาหกิจชุมชน ระดับเขต จากหน่วยงานภาคี ได้แก่ กรมการพัฒนาชุมชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้กำหนดลงพื้นที่จริงของ 3 จังหวัดดังกล่าวที่ได้คัดเลือกไว้ เพื่อดำเนินการคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับเขต ปี 2561 ต่อไป