มีผู้ที่ได้รับรางวัล 10 รางวัล ประกอบด้วย รางวัล Best Creative Award

5 รางวัลได้แก่ นางสาวดรุณี อ่วมแก้ว จากผลิตภัณฑ์โถดินเผาหุ้มผ้าทอมือ, นายธนา จันทนากร จากผลิตภัณฑ์กล่องไม้ติดกระดาษสา, นางสาวจุฑาทิพ ห่วงสุวรรณ จากผลิตภัณฑ์ชุดสมุดและกล่องนามบัตร, นายวีระเชต สะโรดม จากผลิตภัณฑ์เกลือสปาขัดผิว และ นางกชพร เปี้ยสืบ จากผลิตภัณฑ์น้ำพริกกรอบสมุนไพร

ส่วนรางวัลชนะเลิศ 5 รางวัล ได้แก่ นางพนิดา แต้มจันทร์ จากผลิตภัณฑ์เครื่องเบญจรงค์, นางสาวพนิดา แซ่จิว จากผลิตภัณฑ์จันทร์สมโกลด์ มอยส์เจอร์สเปรย์, นางสาวเธียรรินรดี วิสุทธิแพทย์ จากผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรตราเพชรแดง, นายวิวัฒน์ ชำประชา จากผลิตภัณฑ์ถั่วเทพ และ นายณรงค์ฤทธิ์ เหล่ารุ่งฤทธา จากผลิตภัณฑ์รังนกทอง”

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากเกษตรกรชาวสวนมังคุด ในพื้นที่ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่ากลุ่มเกษตรกรชาวสวนมังคุดจากหลายพื้นที่ นัดรวมตัวกันบริเวณที่ทำการเทศบาลตำบลพรหมคีรี อำเภอพรหมคีรี เพื่อร่วมกันหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามังคุดตกต่ำ โดยตัวแทนเกษตรกรรายหนึ่งระบุว่า หลังจากผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดมาแล้วกว่า 2 สัปดาห์ ราคารับซื้อในช่วงแรกดีดตัวสูงขึ้นถึงกิโลกรัม (กก.) ละ100 บาท ทำให้เกษตรกรดีใจอย่างมาก แต่แค่เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์ ราคาผลผลิตกลับตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ราคาลดลงเหลือเพียง กิโลกรัมละ 40-50 บาท ซึ่งเกินกว่าความเป็นจริงจากราคาท้องตลาด ที่ล้งรับซื้ออยู่ที่ราคา กิโลกรัมละ 80-90 บาท

“สาเหตุจากมีพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง ที่ถูกส่งมาจากแผงรับซื้อรายใหญ่ในพื้นที่ เป็นผู้กำหนดราคา ด้วยวิธีการกระจายลูกจ้างไปตั้งจุดรับซื้อครอบคลุมทุกพื้นที่ เท่ากับเป็นการบีบบังคับเกษตรกรโดยตรง ทั้งยังมีการข่มขู่แผงรับซื้อจากต่างถิ่น ที่รับซื้อในราคาที่แพงกว่า” ชาวสวนมังคุดกล่าว และว่า ในการประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออก โดยเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเพื่อรวบรวมผลผลิตในพื้นที่แต่ละวัน จากนั้นติดต่อหาผู้รับซื้อที่สามารถให้ราคาผลผลิตที่ดีที่สุดกับเกษตรกร อีกทั้งเพื่อเป็นการต่อรองราคากลางของตลาดรับซื้อให้ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อที่จะไม่ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าที่เข้ามากดราคา

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่จังหวัดเพชรบูรณ์รวบรวมแหล่งธรณีวิทยาภายในจังหวัดจำนวน 21 แหล่งเพื่อนำเสนอเป็นอุทยานธรณีวิทยา (จีโอปาร์ค) กับยูเนสโก ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีการแจ้งข้อมูลใหม่ให้กับคณะทำงาน ล่าสุด ค้นพบแหล่งธรณีวิทยาภูน้ำหยด “โขดหินฟอสซิลดึกดำบรรพ์อายุ 240 ล้านปี” บริเวณหมู่ 12 บ้านยางจ่า ตำบลภูน้ำหยด อำเภอวิเชียรบุรี แหล่งธรณีวิทยาที่ 22 ที่ชาวบ้านแจ้งว่าพบทุ่งโขดหินประหลาด ภายในมีฟอสซิลหอยอายุหลายล้านปีเต็มไปหมด บนที่ดิน ส.ป.ก.ราว 200 ไร่ ทางทีมสำรวจซึ่งประกอบด้วย ดร. สมบุญ โฆษิตานนท์ นักวิชาการจากกรมทรัพยากรธรณีวิทยา, นายอรุณ เมฆฉาย นายอำเภอวิเชียรบุรี รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จึงลงสำรวจเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายวิศัลย์ กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า บริเวณดังกล่าวเคยเป็นท้องทะเล หรือมหาสมุทรมาก่อน แต่ภายหลังเกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา ทำให้เกิดโขดหินซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาด ภายในโขดหินเหล่านี้มีตั้งแต่ก้อนหินขนาดเล็กไปถึงแนวโขดหินขนาดใหญ่ ภายในมีซากฟอสซิลสัตว์และพืชใต้ท้องทะเลนานาชนิด อาทิ ปะการัง หอยฝาเดียว หอยสองฝา เรดิโอลาเรียน ฟิวซูลินิค และอื่นๆ อีกมากมาย โดยสามารถสังเกตหรือมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญโขดหินเหล่านี้ยังปรากฏไปทั่วพื้นที่มีสภาพเป็นดงหรือเป็นทุ่งโขดหิน

แบบกว้างไกลสุดสายตา ซึ่งประมาณการว่าคงมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 200 ไร่ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เป็นก้นมหาสมุทร หรือก้นทะเล เกิดในยุคเพอร์เมียนอายุราว 240-280 ล้านปี โดยเกิดจากแผ่นดินเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่และดันตัวขึ้นสู่ผิวโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา ซึ่งมีการสะสมของหินปูนใต้ทะเลและยังเป็นตัวเชื่อมเกิดการแตกหักกระจาย หลังกาลเวลาผ่านไปยาวนานทำให้บริเวณนี้กลายเป็นแนวโขดหินซึ่งมีซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวขึ้น สามารถจะทำให้เป็นสถานที่เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นต่อไป

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลเจ้ากันทรลักษ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการการก่อสร้างเขื่อนห้วยขะยุง ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง ตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ มี นายชัด เทียนคูณ ผู้ใหญ่บ้านก่อ ตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ พร้อมด้วยกลุ่มชาวบ้านผู้เสียประโยชน์ที่มาเข้าร่วมประชุมและไม่เห็นด้วยกับการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง นาย ชัดเปิดเผยว่าพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาพระวิหาร และพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก

มีพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์รวม 1,730 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 9 ตำบลของ อำเภอกันทรลักษ์ การก่อสร้างครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ทำมาหากินอยู่บริเวณที่จะก่อสร้างเขื่อนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากชาวบ้านได้ทำกินอยู่บริเวณดังกล่าวมานาน อาศัยที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิทำกินปลูกยางพารา ทำสวน ทำไร่ นา เลี้ยงตนเองและครอบครัว พอมีรายได้ส่งลูกเรียนหนังสือและใช้จ่ายในครอบครัวบ้าง แต่เมื่อทางราชการจะทำการสร้างเขื่อนห้วยขะยุง ที่ดินทำกินของชาวบ้านก็จะถูกน้ำท่วมทั้งหมด จะทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว ชาวบ้านยากจนอยู่แล้ว ก็จะยิ่งยากจนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้หากจะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขอเรียกร้องให้ทางราชการจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินทำกินให้ชาวบ้านอย่างน้อยไร่ละ 200,000 บาท เพื่อให้ชาวบ้านไปหาซื้อที่ดินทำกินแห่งใหม่ หากไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยให้ชาวบ้านได้ก็ควรยกเลิกการสร้าง

นายวงศ์พันธ์ วงศ์สมุทร ผอ.สำนักงานก่อสร้าง ชลประทานขนาดใหญ่ที่ 8 กล่าวว่า การที่ชาวบ้านเรียกร้องให้จ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินทำกินไร่ละ 200,000 บาทนั้น เป็นสิทธิที่จะเรียกร้องได้ แต่การจ่ายเงิน ชดเชยนั้นจะมีคณะกรรมการในการพิจารณาว่าจะต้องจ่ายเงินชดเชยได้เท่าไรตามระเบียบของทางราชการ และจะมีการจ่ายเงินชดเชยค่าต้นยางพารา รวมทั้งพืชไร่ต่างๆ ของชาวบ้านด้วย โดยจะมีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ในเขตที่จะทำการก่อสร้างเขื่อนได้รับความ พึงพอใจ และได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร อำเภอสังขละบุรี นำหัวหอม จำนวน 630 กระสอบ รวมน้ำหนัก 10,800 กิโลกรัม ที่ตรวจยึดจากการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนบาท เผาทำลายในบ่อขยะของเทศบาลตำยลวังกะ พื้นที่บ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

ทั้งนี้ การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร โดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบศัตรูพืช อาจทำให้เชื้อราแพร่ระบาดเข้าสู่แปลงพืชของเกษตรกรไทย ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย แต่ที่ผ่านมาราคาหัวหอมในประเทศราคาสูงขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางคนนำเข้าหัวหอมจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาถูกกว่าลักลอบนำเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติเพื่อนำมาขายในประเทศ

ธนาคารน้ำใต้ดิน อีกหนึ่งเบื้องหลังที่ช่วยทำให้ระดับน้ำในถ้ำหลวงลดลงอย่างรวดเร็ว จนเจ้าหน้าที่สามารถช่วยกันนำ 13 หมูป่า ออกจากถ้ำ เผยช่วยพร่องน้ำได้ในรัศมี 50 กิโลเมตร เผยเทคนิคการขุด
จากกรณีภารกิจช่วยชีวิต 13 ชีวิต ทีมหมูป่า ซึ่งติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา กระทั่ง เจ้าหน้าที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือ หน่วยซีล ได้ค้นหาจนพบตัวทั้งหมดอยู่บริเวณเนินนมสาว ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีต ผวจ.เชียงราย ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย ได้แถลงเริ่มต้นภารกิจสำคัญ คือการนำตัวทั้ง 13 ชีวิต ออกจากถ้ำ
ธนาคารน้ำ / หลังจากหลายหน่วยงานระดมสรรพกำลังช่วยกันสูบน้ำ เบี่ยงทางน้ำ และหาแนวทางเพื่อให้ระดับน้ำในถ้ำหลวงลดลง จนช่วง 3 วันที่ผ่านมา ระดับน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถวางแผนนำตัวน้องๆ ทีมหมูป่า พร้อมโค้ช ออกมาจากถ้ำได้สำเร็จ และยังคงทยอยนำตัวน้องๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องนั้น

เบื้องหลังส่วนหนึ่งที่ทำให้ระดับน้ำในถ้ำลดลงอย่างรวดเร็วนั้น มาจากวิธีการสร้างช่องลมขนาดใหญ่ 9 หลุม โดยใช้หลักการแทนที่ลมในชั้นใต้ดินด้วยน้ำ ทำให้น้ำภายในถ้ำ และบริเวณโดยรอบลดลง โดยไม่ต้องระบายออกทางปากถ้ำ ซึ่งเทคนิคที่ว่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการน้ำธนาคารน้ำใต้ดิน

พ.อ.ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ในฐานะหัวหน้าทีมอาสาสร้างช่องลมธนาคารน้ำ เปิดเผยว่า การสร้างช่องลมขนาดใหญ่ หนึ่งในวิธีจัดการธนาคารน้ำใต้ดิน โดยขุดหลุมดิน 9 หลุม ซึ่งห่างจากปากทางเข้าถ้ำ ประมาณ 800 เมตร โดยเทคนิคนี้ จะใช้การขุดหลุมขนาดกว้างประมาณ 4×4 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร

พ.อ.ธนศักดิ์ เล่าต่อว่า ก่อนใส่วัสดุ เช่น ต้นและผลสับปะรด รวมถึงหินคลุก เทลงไปในหลุม จากนั้น ก็กลบดินบางๆ ซึ่งหลุมธนาคารน้ำนี้สามารถช่วยพร่องน้ำ ในระยะรัศมีโดยรอบประมาณ 50 กิโลเมตร ได้ เป็นเสมือนการสร้างท่อลม โดยใช้หลักการแทนที่ลมในชั้นใต้ดินด้วยน้ำ

รอง ผบ.มทบ.22 เล่าอีกว่า ทำให้น้ำภายในถ้ำ หรือบริเวณโดยรอบลดลง โดยไม่ต้องระบายออกทางปากถ้ำ ซึ่งเคยใช้ได้ผลมาแล้ว ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำชี และลุ่มน้ำสงคราม อย่างไรก็ดี นอกจากการสร้างธนาคารน้ำแล้ว ทีมสูบน้ำท่อซิ่งจิตอาสา ก็เป็นอีกหนึ่งกำลังหลัก ที่มุ่งมั่นช่วยสูบน้ำจนสามารถพาเด็กๆ ออกมาจากถ้ำได้

‘สมคิด’ บี้คลังเร่งผลงานในช่วง 7 เดือนก่อนเลือกตั้ง ขู่โยกย้ายแน่หากเกียร์ว่าง สั่งสรรพากรเว้นภาษีช่วยผู้มีรายได้น้อย พร้อมทั้งให้เร่งช่วยเกษตรกรแก้หนี้ สั่งผุดบ้านราคาถูกขายคนจน คาดยูนิตไม่เกินล้าน ผ่อนเดือนละ 3 พันบาท ยาว 40 ปี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า ช่วงที่เหลือ 7-8 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ไม่ต้องการให้ข้าราชการคลังทำงานแบบเกียร์ว่าง ต้องทำงานหนักเพิ่มเป็น 2 เท่า เป็นไปตามเป้าทั้งในปีงบประมาณ 2561 และ 2562 ทั้งการลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตุลาคมนี้มีการโยกย้าย จะนำผลงานผู้บริหารมาพิจารณาด้วย

ส่วนกรมสรรพากรสั่งการให้ลดภาระผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะการเสียภาษีทางอ้อมของคนจน ไม่ต้องไปสร้างภาระทำให้คนจนมีรายได้เหลือไปใช้ในการบริโภคเพิ่มจะส่งผลดีเศรษฐกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุป 3-4 เดือน รวมทั้งเร่งดำเนินการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ สั่งให้กระทรวงการคลังเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรที่เป็นหนี้อยู่ 30 ล้านคน ปัญหาจากเกษตรกรไม่มีรายได้ เมื่อขายผลผลิตได้ก็ต้องนำไปชำระหนี้คืน รวมทั้งปรับโครงสร้างหนี้ไม่ปล่อยให้เกษตรกรลำบาก ต้องสรุปภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้ ปัญหาที่มีคือหนี้เก่า ก็ต้องเข้าไปช่วยดูแล

วันเดียวกัน นายสมคิดไปเป็นประธานเปิดงานบ้าน ธอส.เอ็กซ์โป @กรุงเทพฯ 2561 พร้อมกล่าวว่า ให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติ จัดทำโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูกสำหรับผู้มีรายได้น้อยให้ครบทั่วทั้งประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ที่ยังไม่มีบ้านมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยรูปแบบอาจสร้างเป็นคอนโดมิเนียมกระจายไปทั่วประเทศ เพราะมีต้นทุนถูกราคาไม่แพง

“เดือนนี้เป็นเดือนเกิดของผม ปกติผมไม่เคยขอของขวัญใคร แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่จะขอ ให้ธอส.-การเคหะฯ ช่วยให้ความฝันเป็นจริง โดยจะต้องปูพรมทำเป็นสเกลขนาดใหญ่พร้อมกันทั่วประเทศ กลุ่มแรกต้องทำให้กับคนผู้มีรายได้น้อย เช่น ที่คลองเตย ดินแดง”

นายฉัตรชัย ศิริไล กก.ผจก.ธอส. กล่าวว่า เดือนนี้จะนำเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยหารือกับคณะกรรมการ ธอส. เพื่อเดินหน้าภายใน 3-4 เดือน เบื้องต้นทำห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม ผ่อนชำระ 40 ปี ราคาต่อหน่วยไม่เกิน 1 ล้านบาท ผู้มีรายได้น้อยผ่อนชำระได้ไม่เกินเดือนละ 3,000 บาท รูปแบบเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุน และหาแหล่งเงินทุนให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้มีรายได้น้อย

บุรีรัมย์ – นายชัยศรี โชติรุ่งโรจน์ ผอ.การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เขคภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธี “คิก ออฟ เงินหมุนเวียนเพื่อสำรองจ่ายค่ายาง” ที่ตลาดกลางยางพารา จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า จุดประสงค์ที่ทาง กยท.อนุมัติงบประมาณเพื่อมาสำรองจ่ายในการรับซื้อยางพาราในครั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรได้รับเงินในทันที ทั้งเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ให้เกษตรกรสามารถซื้อขายยางได้ในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นด้วย ซึ่งเปิดวันแรกก็ได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี

ทั้งนี กยท.ได้อนุมัติงบประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบฯ จากเงินกองทุนสวนยางพาราเพื่อให้ตลาดกลางยางพารา 6 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย ตลาดกลางยางพาราในจังหวัดบุรีรัมย์ หนองคาย ยะลา สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี

สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ เปิดตัวเลขผลผลิต ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง เตรียมออกตลาดครึ่งปีหลัง เผยส่วนใหญ่เป็นแหล่งผลิตภาคใต้ ชวนผู้บริโภคเตรียมลิ้มลองรสชาติ อุดหนุนเกษตรกร มั่นใจ ปีนี้ทุกจังหวัดเตรียมแผนพร้อมบริหารจัดการพร้อมในพื้นที่อย่างรอบด้าน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ปี 2561 โดย สศก. ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ (ข้อมูล ณ 12 มิถุนายน 2561) ภาพรวมทั้งประเทศ (รวมทุกจังหวัดที่มีเนื้อที่ให้ผลแล้ว) พบว่า ทุเรียน มีผลผลิตรวม 726,809 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 91,778 ตัน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.45) เงาะ มีผลผลิตรวม 275,366 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 26,253 ตัน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.54) มังคุด มีผลผลิตรวม 167,156 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 42,724 ตัน (ลดลง ร้อยละ 20.36) และลองกอง มีผลผลิตรวม 103,145 ตัน เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2561 พบว่า ทุเรียน ออกสู่ตลาดแล้ว 435,368 ตัน หรือร้อยละ 60 เงาะ ออกสู่ตลาดแล้ว 159,715 ตัน หรือ ร้อยละ 58 มังคุด ออกสู่ตลาดแล้ว 55,800 ตัน หรือร้อยละ 33 และ ลองกอง ออกสู่ตลาดแล้ว 4,424 ตัน หรือ ร้อยละ 4 โดยมีแหล่งผลิตจากภาคตะวันออกขณะที่ผลไม้ภาคใต้กำลังเริ่มทยอยให้ผลผลิต

สำหรับสถานการณ์การผลิตผลไม้ 4 ชนิด ในช่วงครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม-ธันวาคม) ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจากภาคใต้ พบว่า ทุเรียน จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก ร้อยละ 40 รวมประมาณ 291,441 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนสิงหาคม เงาะ จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก ร้อยละ 42 รวมประมาณ 115,651 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงสิงหาคมถึงกันยายน มังคุด จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก ร้อยละ 64 รวมประมาณ 111,356 ตัน และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน แต่จะออกมากสุดในช่วงเดือนสิงหาคม และ ลองกอง จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอีก ร้อยละ 96 รวมประมาณ 98,721 ตัน ซึ่งจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม แต่ออกมากสุดในเดือนกันยายน

แม้ทุเรียนและมังคุดของภาคตะวันออก ได้ออกสู่ตลาดไปแล้ว แต่ผู้บริโภคสามารถรอผลผลิตจากภาคใต้ที่จะออกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมได้เช่นกัน ส่วน ลองกอง โดยเฉพาะลองกองตันหยงมัส ผลผลิตจะออกสู่ตลาดในเดือนสิงหาคม เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคที่ชื่นชอบรับประทานช่วยกันสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรในช่วงเวลาดังกล่าว และหากท่านที่ต้องการอุดหนุนหรือสั่งจองในปริมาณมาก สามารถติดต่อโดยตรงไปยังเกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด หรือสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่

ทั้งนี้ ปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เน้นหลักการบริหารจัดการผลไม้ให้มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม โดยให้จังหวัดมีการบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง จัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก เชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในจังหวัด ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นบริหารจัดการเชิงปริมาณจัดสมดุลอุปสงค์ อุปทาน ด้วยการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลคุณภาพตามระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตไม้ผลคุณภาพนอกฤดู พร้อมเชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

ดี๊ด๊าเป็นพิเศษ สำหรับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” จัดเส้นทางท่องเที่ยวเอาใจคุณผู้หญิง ชวนดาราสาวหน้าหวาน “จ๊ะจ๋า พริมรตา เดชอุดม” ร่วมเดินทางท่องเที่ยวภาคกลาง จังหวัดสมุทรสาคร สัมผัสบรรยากาศสุดชิลชมวิวบนเรือข้ามฟากท่าฉลอม พร้อมช็อปปิ้งอาหารสดที่ตลาดทะเลไทย และชิมลำไยเนื้อแน่นที่บ้านแพ้ว

รายการหลงรักยิ้ม ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวเอาใจคุณผู้หญิง ชวนเที่ยวภาคกลาง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สุขกลางใจ ใกล้แค่เอื้อม” ควงดาราสาว “จ๊ะจ๋า พริมรตา เดชอุดม” สัมผัสวิถีน่ารักๆ ที่จังหวัดสมุทรสาคร เริ่มด้วยการนั่งรถไฟมาลงสถานีมหาชัย เพื่อนั่งเรือข้ามฟากไปท่าฉลอม ซึ่งเป็นเรือข้ามฟากที่ค่อนข้างพิเศษ มีวิถีชีวิตน่ารักๆ การค้าขายที่เกิดขึ้นบนเรือให้ได้สัมผัส จากนั้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่วัดแหลมสุวรรณาราม แล้วไปเลือกช็อปวัตถุดิบที่นำมาทำอาหารทะเลสดๆ พร้อมรับประทานที่ร้านได้เลย จากนั้นไปสัมผัสวิถีเกษตรที่ชุมชนชาวสวน บ้านแพ้ว ชิมลำไยพวงทอง ลำไยเนื้อแน่นชื่อดังที่ปลูกในภาคกลาง

เที่ยวภาคกลาง จังหวัดสมุทรสาคร กับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม มาพร้อมแขกรับเชิญสาวสวย “จ๊ะจ๋า พริมรตา เดชอุดม” วันเสาร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2561 เวลา 16.30 น. ทาง

อุตสาหกรรมไม้ยางพาราแปรรูปวิกฤตหนัก 9 เดือนอ่วม ราคาดิ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ วอนรัฐบาลอุ้มส่งเสริมการใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะหนุนหน่วยงานรัฐใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางภายในสถาบันการศึกษา-โรงเรียน พร้อมขอความชัดเจนนโยบายโรงไฟฟ้าชีวมวล ด้านคลัสเตอร์ยาง จ.ตรัง เผยโรงงานแปรรูป 30 ราย ปิดกิจการชั่วคราวไปกว่า 50% แถมยังอาจทยอยปิดต่อเนื่อง

นายวิถี สุพิทักษ์ อุปนายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาไม้ยางพาราที่ทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีทิศทางว่าราคาจะดีขึ้น ล่าสุดขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000-40,000 บาท ต่อไร่ ลดลงเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงที่ราคาดี เคยขึ้นไปประมาณ 50,000-60,000 บาท ต่อไร่ โดยปัจจัยสำคัญมาจากการโค่นต้นยางจำนวนมาก บางปีมีปริมาณการโค่นต้นยางพุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 400,000-500,000 ไร่ เพื่อหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน ทุเรียน ฯลฯ ทั้งที่นโยบายการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีเป้าหมายโค่นประมาณ 300,000-350,000 ไร่ ต่อปี ส่งผลให้ไม้ยางพาราล้นตลาด

ดังนั้น ทางสมาคมจึงอยากให้รัฐบาลสนับสนุนการใช้ไม้ยางพาราภายในหน่วยงานภาครัฐ เช่น สถาบันการศึกษา ฯลฯ ในการทำโต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ นอกจากนี้ รัฐบาลต้องให้ความชัดเจนเรื่องนโยบายพลังงานทดแทน เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล รวมถึงการอำนวยความสะดวกในเรื่องมาตรฐานต่างๆ และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จากภาครัฐ เพื่อเป็นทางออกให้โรงงานแปรรูปและเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา

ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดเสถียรภาพวงการไม้ยางพารา ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพัฒนาค้นคว้านวัตกรรมการแปรรูปไม้ยางพาราออกมาเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ขึ้นมาเอง