มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562

ภายใต้แนวคิด“เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science, Technology and Innovation)” และเสด็จพระราชดำเนินทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการ และทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย และนิทรรศการผลงานวิจัย อาทิ การแสดงผลงานวิจัยทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีความสําคัญต่อประเทศ

มีมูลค่าการลงทุนสูง มีการใช้แรงงานจํานวนมาก และมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูงที่สุดเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ของประเทศ โดยจัดแสดงในรูปแบบของ BCG Café & restaurant เทคโนโลยีและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน โครงความร่วมมืองานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจ ฐานชีวภาพ (Bioeconomy) เพื่อความยั่งยืน ระหว่าง สถาบัน Forschungszentrum Jülich สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และ สวทช. ไฮโดรเจลกักเก็บโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์น้ำ

นาโนวัคซีนเทคโนโลยีดูดซึมทางเหงือกต้านโรคในปลา TPMAP : ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน ต้นแบบอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบค่าความถูกต้องและแม่นยำของหุ่นยนต์อุตสาหกรรม สานพลังเทคโนโลยียางพารา สานชุมชน สานอุตสาหกรรม น้ำยางพาราข้นชนิดใหม่ ParaFIT สำหรับการผลิตหมอนและที่นอน ยางพาราโดยเฉพาะ ความร่วมมือและสื่อการเรียนรู้ Fabrication Lab โดยมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง สนุกกับเครื่องมือ/อุปกรณ์ Fabrication Lab โครงงานวิทยาศาสตร์ Smart Farm, Smart Energy, Smart Industry เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกร โครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร และสมาคมระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะไทย เป็นต้น

พร้อมทั้งได้เสด็จฯ เยี่ยมชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สวทช. ภายใต้โครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่ หรือ BIG ROCK ของรัฐบาล ซึ่งโรงงานผลิตพืชเป็นเทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิด ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่างๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้แสงจากหลอดไฟ LED สีต่างๆ เช่น สีแดง ใช้เร่งดอก สีน้ำเงินบำรุงใบพืช

ทดแทนแสงอาทิตย์จากธรรมชาติ อีกทั้งยังมีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช และนักปรับปรุงพันธุ์พืชยังใช้องค์ความรู้ในการคำนวณและออกแบบการให้ความเข้มข้นของสารอาหารที่เหมาะสมตามช่วงวัยของพืชด้วย ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตเร็วช่วยร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ ผลผลิตที่ได้มีความสะอาดปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง คุณภาพดีและมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 1.3 เท่า ซึ่งขณะนี้โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สวทช. สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นแห่งแรก ของประเทศไทยบนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร ในอาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และได้เริ่มทดลองปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบบัวบก ฟ้าทลายโจร รวมถึงพืชชนิดอื่นๆ เพื่อนำมาสกัดเป็นสารสำคัญมูลค่าสูงและนำไปพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในอาหารเสริม เวชสำอางเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่พืชสมุนไพรในประเทศ

นอกจากนี้แล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษเปิดบ้าน สวทช. (NSTDA Open house) การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและหน่วยงานทดสอบมาตรฐานต่างๆ ของ สวทช. ซึ่งจะผู้เยี่ยมชมจะได้พบกับอุปกรณ์และเครื่องมือในการวิจัยที่ทันสมัยระดับโลก โดย สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมเปิดบ้านต้อนรับนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักลงทุนที่สนใจ ได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการ สวทช. ตลอดจนนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ พร้อมคำแนะนำบริการและมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนของ สวทช. ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้โดยง่าย

ทั้งนี้ งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NAC2019) จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 25-28 มีนาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ผู้สนใจสามารถร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-564-8000 หรือ www.nstda.or.th/nac

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สวทช. ตอบโจทย์โครงการ “BIG ROCK” (บิ๊กร็อก) ตั้งโรงงานผลิตพืช หรือ Plant Factory (แพลนต์แฟคตอรี) ที่อุทยานวิทย์ฯ ปทุมธานี โดยใช้เทคโนโลยีสุดล้ำจากญี่ปุ่น ผลิตพืชในระบบปิด สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมที่พืชใช้เจริญเติบโตตามต้องการ มีระบบกรองอากาศ ปราศจากเชื้อโรค ตั้งเป้าผลิตพืชสมุนไพรไร้สารตกค้าง เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับสกัด “สารสำคัญมูลค่าสูง” ป้อนตลาดยา-อาหารเสริม-เวชสำอาง เสริมจุดแข็งทรัพยากร มุ่งสู่เศรษฐกิจชีวภาพ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2562 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดตัว “โรงงานผลิตพืช” หรือ “Plant factory” ภายใต้โครงการพัฒนาพิเศษ ขนาดใหญ่ หรือ BIG ROCK ในงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NAC2019) (สวทช. จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มีนาคมนี้) พร้อมเดินหน้าวิจัยและผลิตพืชมูลค่าสูง โดยเฉพาะกลุ่มพืชสมุนไพรไทยที่มีสารออกฤทธิ์สำคัญต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยาจากกระบวนการชีวภาพ เวชสำอาง และสารเสริมสุขภาพที่ปลอดภัย นับเป็นการเพิ่มมูลค่าความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ตอบโจทย์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)

ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ดำเนินโครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่ หรือ BIG ROCK และให้การสนับสนุนงบประมาณแก่ไบโอเทค สวทช. ในการดำเนินโครงการโรงงานผลิตพืช ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งไบโอเทคได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงงานผลิตพืชด้วยแสงไฟเทียม หรือ Plant Factories with Artificial Lighting (PFALs) จากมหาวิทยาลัยชิบะ ประเทศญี่ปุ่น และได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์โทโยกิ โคไซ (Prof. Toyoki Kozai) บิดา Plant Factory ของโลกมาเป็นที่ปรึกษาในโครงการ

“โรงงานผลิตพืช เป็นเทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิด ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่างๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยแหล่งกำเนิดแสงที่นำมาใช้แทนแสงอาทิตย์จากธรรมชาติ คือแสงจากหลอดไฟ LED ซึ่งให้ความร้อนน้อยกว่าและประหยัดไฟมากกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ ที่สำคัญคือเลือกสี ความยาวคลื่นแสง ตามความเหมาะสมของชนิดพืชและระยะการเจริญเติบโตได้ ซึ่งจะช่วยให้พืชที่ปลูกให้ผลผลิตสูงและผลิตสารสำคัญตามต้องการ

ปัจจุบันนี้โรงงานผลิตพืชสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะได้เริ่มทดลองปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบบัวบก ฟ้าทลายโจร รวมถึงพืชมูลค่าสูงชนิดอื่นๆ ไบโอเทคจะดำเนินงานวิจัยเพื่อศึกษาปัจจัยการเพาะปลูกที่ทำให้พืชสมุนไพรสร้างสารออกฤทธิ์สำคัญต่างๆ ได้ปริมาณสูง เนื่องจากประเทศไทยมีการใช้และส่งออกสมุนไพรและผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 3.2 ล้านล้านบาท

ซึ่งสาเหตุที่ประเทศไทยยังไม่สามารถขยายตลาดการส่งออกได้ เพราะการปลูกสมุนไพรในระบบเดิมยังมีปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และความไม่คงที่สม่ำเสมอของปริมาณสารสำคัญต่างๆ ดังนั้นโรงงานผลิตพืชจะช่วยการควบคุมปัจจัยที่จะทำให้สมุนไพรเจริญเติบโต และให้ผลผลิตสารออกฤทธิ์สำคัญได้ในปริมาณสูงและสม่ำเสมอ สำหรับนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร เช่น ยา เวชสำอาง และอาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และจะช่วยสร้างจุดแข็งให้กับประเทศในการยกระดับเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจชีวภาพได้สำเร็จ”

ด้าน ดร.เฉลิมพล เกิดมณี หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า โรงงานผลิตพืชของไบโอเทค สวทช. มีการบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งด้านพันธุ์พืช สรีรวิทยาพืช การผลิต และวิศวกรรม รวมถึงการจัดการเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้การผลิตพืชมีผลิตภาพและคุณภาพสูงตามศักยภาพของพันธุ์พืชที่ใช้ในการผลิต

โรงงานผลิตพืชของไบโอเทค สวทช. มีพื้นที่ปลูกพืช 1,200 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซนวิจัยและโซนการทดลองระดับ production scale โดยการทดลองปลูกพืชในโซนวิจัยจะมีการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากการวิจัยของไบโอเทค สวทช. เกี่ยวกับการจัดการสารอาหารพืช โดยเพิ่มเติมอาหารเสริมและวิตามินบางชนิดเข้าไปในระบบสารอาหารหลัก อาหารรอง ร่วมกับการปรับค่า pH ตามความต้องการ ซึ่งทำให้สามารถออกแบบสูตรสารอาหารที่เหมาะสมตามการเจริญเติบโตของพืช

ดร.เฉลิมพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จุดเด่นของโรงงานผลิตพืชคือสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ขึ้นกับฤดูกาล การปลูกพืชในชั้นปลูกซึ่งสามารถปลูกซ้อนกันได้สูงสุดถึง 10 ชั้น ทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากถึง 10 เท่า ที่สำคัญการปลูกพืชในระบบปิดและมีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ได้ผลผลิตที่ได้สะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีและมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 1.3 เท่า โรงงานผลิตพืชหรือ Plant Factory ของ สวทช. นับเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการผลิตพืชที่จะยกระดับการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรแบบแม่นยำ (precision farming)

ทั้งนี้ ข้อมูลและองค์ความรู้ที่ได้จากการทดลองปลูกพืชในโรงงานผลิตพืชจะถ่ายทอดไปยังภาคเกษตร ชุมชน และอุตสาหกรรม โดยในขณะนี้มีบริษัทที่แสดงความสนใจอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ ไบโอเทคยังมี Plant Factory ต้นแบบระดับชุมชนอยู่ที่ตำบลนาราชควาย จังหวัดนครพนม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตสมุนไพรของจังหวัดนครพนม ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพสำหรับผลิตยาให้แก่โรงพยาบาลเรณูนคร เพื่อใช้ในโรงพยาบาลและกระจายในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของจังหวัดนครพนม และยังมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในชุมชนนาราชควาย ของกลุ่มผู้สูงอายุ จากโรงเรียนผู้สูงอายุ ตำบลนาราชควาย เพื่อเป็นการส่งเสริมสังคมสุขภาพและเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ที่สอดคล้องกับบริบทและชุมชนในพื้นที่บนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ วิจัยยาหม่องจากสารสกัดหอมแดง สามารถบรรเทาอาการอักเสบ ลดอาการบวม และลดการเกิดผื่นแดงจากพิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ดี อีกทั้งยังสามารถใช้บรรเทาอาการหวัดคัดจมูกได้ด้วย เนื่องจากในหอมแดงมีสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ส่วนในน้ำมันหอมละเหย มีสารไดอัลลิลไตรซัลไฟด์

นอกจากนี้ ยังพบว่าในหอมแดงมีสารที่มีความสามารถในการยับยั้งการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรีย ดังนั้น ยาหม่องจากสารสกัดหอมแดงที่ได้พัฒนาขึ้นจึงมีสรรพคุณลดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ลดอาการบวม ลดการเกิดผื่นแดง ลดอาการอักเสบ และบรรเทาอาการหวัด

ผศ. ชื่นสุมณ ยิ้มถิน อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ กล่าวว่า กระบวนการทำคือ นำหอมแดงมาสกัดด้วยไขมัน นำไปเป็นส่วนผสมของยาหม่องจากสารสกัดหอมแดง จึงได้ผลิตภัณฑ์ยาหม่องสมุนไพรที่ทำจากสารสกัดหอมแดง ที่มีประสิทธิภาพในการสามารถลดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยลดอาการบวม ลดการเกิดผื่นแดงลดอาการอักเสบ และบรรเทาอาการหวัดได้เป็นอย่างดี ล่าสุดงานวิจัยดังกล่าวได้ไปคว้ารางวัลเกียรติยศจากการประกวดและจัดแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม 1 เหรียญทองแดง มุ่งสู่การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์ ในเวที “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2018) ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งมีผลงานเข้าร่วมจัดแสดงกว่า 800 ผลงาน จาก 30 ประเทศทั่วโลก

ถ้าเอ่ยชื่อ กิตติพงษ์ เต็มยงค์ ชาวขอนแก่น โดยเฉพาะคนในเขตอำเภอเมือง จะคุ้นชื่อแน่นอน แม้จะไม่ได้เป็นคนดังระดับซุปเปอร์สตาร์ แต่ก็ทำงานในวงการข้าราชการการเมืองมาเกือบทุกระดับ ตั้งแต่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ไล่ตำแหน่งหน้าที่ก้าวขึ้นไปตามลำดับ

มีโอกาสได้จับเข่าคุย ทำให้รู้ลึกซึ้งว่า คุณกิตติพงษ์ ไม่ใช่ข้าราชการการเมืองที่มุ่งหวังแต่ประโยชน์ทางตำแหน่งหน้าที่ แต่เพราะมีพื้นฐานทางด้านเกษตร และเห็นว่า เกษตร คือตัวบ่งชี้ความสุขของประชาชน

พื้นฐานที่บ่มเพาะให้คุณกิตติพงษ์เจริญรอยตามคือ คุณพ่อ ที่เคยทำงานในสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่นมาก่อน และคุณแม่ที่เคยทำสวนมะลิซ้อน ในเขตอำเภอเมืองขอนแก่นรายแรก แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้ทำแล้วทั้งสองท่าน แต่ก็สืบทอดมาทางพันธุกรรมให้กับคุณกิตติพงษ์เต็มสายเลือด

ปี 2535 คุณกิตติพงษ์ กลับจากต่างประเทศ คุณพ่อชวนลงทุนนำเข้าโคสายเลือดนอก เพื่อมาเพาะเลี้ยงในไทย ขายเป็นพ่อพันธุ์และขุนเนื้อขาย การนำเข้าในยุคนั้น เรียกได้ว่า เป็นกลุ่มแรกๆ ที่นำเข้าโคพ่อพันธุ์ฮินดูบราซิล จนเป็นที่ฮือฮาในวงกว้างระดับประเทศ แต่ท้ายที่สุดโคสายพันธุ์นี้ก็ไม่ได้ช่วยฟื้นตลาดเนื้อโคในเมืองไทย ทำให้คุณกิตติพงษ์ต้องเลิกเลี้ยงไปในที่สุด

จบจากวงการโคเนื้อ ก็หันหน้าเข้าวงการม้าแข่ง หวังตีตลาดให้จังหวัดขอนแก่นเป็นที่รู้จักในวงการม้าแข่ง แต่ทำได้ไม่นานก็เลิก

คุณกิตติพงษ์ บอกว่า วงการม้าแข่ง ไม่ได้รับการยอมรับเป็นที่เปิดเผยจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ มีเพียงกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่สนใจ ทำให้ไม่สามารถผลักดันให้เป็นม้าแข่งอาชีพหรืออาชีพม้าแข่ง สร้างรายได้เข้าจังหวัด เมื่อติดขัดในหลายระบบ ทำให้ต้องยกเลิกการเลี้ยงม้าเพื่อแข่งและการแข่งม้าของจังหวัดขอนแก่น

เมื่อก้าวสู่ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็ไม่ได้วางมือจากการเกษตร แม้จะยุติการทำม้าแข่งไปแล้วก็ตาม คุณกิตติพงษ์หันมาจับสัตว์เล็กกว่า จัดอยู่ในกลุ่มของปศุสัตว์ตามเดิมคือ ไก่ชน

“ที่ผมเลือกไก่ เพราะเป็นสัตว์เล็ก คนเข้าถึงได้มาก แต่เน้นไปที่ไก่ชน เพราะเป็นกีฬาพื้นบ้านของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ”

คุณกิตติพงษ์ เลือกเลี้ยงไก่ชน เพื่อเพาะเป็นไก่กีฬาเท่านั้น ไม่ได้เลือกเลี้ยงเพื่อเพาะเป็นไก่สวยงาม หรือเก็บอนุรักษ์สายพันธุ์ ดังนั้น เมื่อมีเป้าหมายเลี้ยงเพื่อไก่กีฬา จึงทำสนามและฟูมฟักให้เกิดไก่กีฬาคุณภาพ

ในระยะแรกเริ่ม ใช้วิธีพุ่งเข้าหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากสนามแข่งต่างๆ ซื้อตัวไก่คุณภาพที่ได้แชมป์ในสนาม เพื่อนำมาพัฒนาสายพันธุ์ให้นิ่ง ตามภาษาวงการไก่ชน ที่เรียกชื่อเหล่าตามชื่อซุ้มที่มาของไก่ตัวนั้นๆ กระทั่งปัจจุบัน คุณกิตติพงษ์ พัฒนาสายพันธุ์ไก่ชนในซุ้มของตนเองให้ได้สายเลือดนิ่งมานานเป็นเวลา 14 ปีแล้ว และยังคงพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นไก่กีฬาที่ดีต่อเนื่องต่อไปอีก

ด้วยประสบการณ์ที่มีคุณพ่อทำงานเกี่ยวข้องกับงานด้านปศุสัตว์มานาน ทำให้การซึมซับในวัยเด็กเก็บสะสมมาถึงปัจจุบัน การทำงานในแวดวงการเมือง จึงไม่ได้เปลี่ยนคุณกิตติพงษ์ไปแม้แต่น้อย

“พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงไก่ชนมีหลายแห่ง” คุณกิตติพงษ์ บอก

ซุ้มกิตติพงษ์แท้จริงแล้วมีเพียงแห่งเดียว แต่สถานที่ที่ทำเป็นโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่ชนของซุ้ม แบ่งเลี้ยงออกไปยังหลายแห่งในพื้นที่อำเภอเมือง และมีคนดูแลแต่ละโรงเรือนในทุกวัน การดูแลไก่ชนต้นตอเริ่มจากคุณกิตติพงษ์ เป็นผู้ตัดสินใจว่า ไก่ตัวใดควรซ้อมเพื่อลงสนามให้เป็นไก่กีฬา ไก่ตัวใดไม่มีลักษณะพิเศษ ไม่เหมาะกับการเป็นไก่กีฬาก็จะขายเป็นไก่เนื้อ ส่วนแม่พันธุ์ไก่จะทำลายทิ้ง ไม่มีการขายออก เพราะต้องการรักษาสายพันธุ์ที่พัฒนาภายในซุ้มไว้ไม่ให้แพร่กระจายออกไปที่อื่น

ในการดูแลทุกวัน คุณกิตติพงษ์ บอกว่า ไก่ต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง นำออกมาวิ่งลู่ เพื่อออกกำลังกายวันละหลายชั่วโมง และซ้อมบินหลุมหรือบินท่อ เป็นการซ้อมให้ไก่กระโดดได้สูง เป็นผลไปถึงการกระโดดตีของไก่เมื่อลงสนาม การอาบน้ำ ให้วิตามินบำรุง หรือแม้กระทั่งการให้ยาสมุนไพรกินและทาลำตัว ซึ่งเป็นความเชื่อว่าทำให้ไก่มีสุขภาพดี เช่นเดียวกับซุ้มอื่น แต่ทั้งนี้ คุณกิตติพงษ์ บอกว่า แต่ละซุ้มมีสูตรการซ้อมไก่ที่ไม่เหมือนกัน

สายพันธุ์ไก่ของซุ้มกิตติพงษ์คือ สายพันธุ์พม่า

“จริงๆ ผมชอบไก่ไทย แต่ที่เลือกสายพันธุ์พม่า เพราะไก่พม่าชนหัวล่างเก่ง ตีแป๊บเดียวก็แตกแล้ว ความคมของไก่พม่าสุดยอดกว่าพันธุ์อื่น ลีลาก็สวย และเอาตัวรอดเก่ง เมื่อไรที่กระโดด เมื่อนั้นคู่ต่อสู้ก็ถูกตีเจ็บแน่นอน”

ไก่ชนจากซุ้มกิตติพงษ์ เมื่อลงสนามแล้วได้แชมป์เกือบทุกตัวแทบไม่ได้กลับมาที่ซุ้ม เพราะจะมีแมวมองมาจ้องขอซื้อหลังจากชนะสนามนั้นๆ แต่การซื้อขายก็เป็นไปตามราคาประสบการณ์ของไก่แต่ละตัว โดยเริ่มจากหลักพัน หลักหมื่น ไปถึงหลักแสนบาท
ไก่ที่ฟักภายในซุ้ม จะเริ่มถูกนำมาลองเชิงเมื่ออายุได้ 8 เดือน

หากลองเชิงกับไก่ในซุ้มด้วยกัน แล้วเห็นแววว่า เป็นไก่กีฬาที่ดีได้ ก็จะถูกคัดออกมาต่างหาก เพื่อเริ่มซ้อมและลงสนาม

คุณกิตติพงษ์ บอกว่า แม้ว่าพ่อแม่พันธุ์จะชนะสนามราคาแพง ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกไก่ที่ได้จากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นๆ จะเก่งเหมือนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพราะในจำนวนไข่ 10 ฟอง ฟักมา อาจได้ลูกไก่เก่งเหมือนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 2-3 ตัวเท่านั้น

ไก่ที่ถูกซ้อมเพื่อเตรียมลงสนาม จะบำรุงหนักมากกว่าไก่ที่ต้องดูแลปกติทุกวัน เพื่อให้ไก่เกิดความคึก กระชุ่มกระชวย พร้อมชนเมื่อลงสนาม

ไก่ชนะ จะถูกตามซื้อหลังจากการแข่งขัน
ไก่แพ้ จะถูกขายไปทำสายพันธุ์ทันที

“กรณีไก่แพ้ บางทีต้องดูก่อนว่า เป็นที่ไก่ หรือเป็นที่คนเลี้ยงไก่ ในบางครั้งไก่แพ้เพราะถูกวางยา ซึ่งเป็นที่คนเลี้ยงไก่ แต่ถ้าไก่ป่วย สภาพไม่พร้อม ก็ถือว่าเป็นที่ไก่ ต้องมาพิจารณา ไม่ใช่ว่าจะขายไก่แพ้ออกจากซุ้มไปทุกตัว”

สำหรับคุณภาพของไก่ที่ออกจากซุ้มกิตติพงษ์ไป ถามว่ามีรับประกันคุณภาพระดับไหน คุณกิตติพงษ์ ตอบว่า 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ซื้อก็ต้องเชื่อซุ้มด้วย เช่น กรณีซื้อไก่ชนะสนามหลักพัน แต่เอาไก่ไปลงชนในสนามหลักแสน เปอร์เซ็นต์แพ้ก็สูง หรือซื้อไก่เก่งไปแล้ว แต่ไม่ดูแล ไม่ซ้อม ไก่ก็ไม่พัฒนาขึ้น เมื่อเอาไปลงชนในสนามไก่แพ้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดของซุ้ม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่พบกรณีนี้เกิดขึ้น เพราะคนในวงการไก่ชนด้วยกัน ก็จะทราบดีว่า ควรปฏิบัติเช่นไร

แม้ว่าไก่ชนจากซุ้มกิตติพงษ์จะขายออกเมื่อไก่ผ่านการชนในสนาม แต่คุณกิตติพงษ์ ก็เห็นใจผู้ที่รักกีฬาชนไก่ แต่มีทุนทรัพย์น้อย หากต้องการซื้อลูกไก่จากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ ชนะมาหลายสนาม คุณกิตติพงษ์ก็ยินดีขายลูกไก่ให้ในราคาคู่ละ 1,500-3,000 บาท แต่การรับประกันว่าจะเก่งเหมือนพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์หรือไม่นั้น คงไม่สามารถรับประกันได้ ขึ้นกับผู้เลี้ยงเองที่ต้องซ้อมไก่ให้ได้คุณภาพ

ซุ้มกิตติพงษ์ เป็นชื่อเรียกติดปากของผู้ที่อยู่ในแวดวงไก่ชน แต่ชื่อซุ้มที่ถูกต้องคือ ซุ้มไก่ กิตติพงษ์ เต็มยงค์ หากจะแวะเข้าไปชมไก่ ก็ไม่ขัดความต้องการ ติดต่อขอแวะเข้ามาชมได้ที่ โทร. (064) 464-1595 ส่วนซุ้มตั้งอยู่ที่ เลขที่ 189 บ้านราชการ หมู่ที่ 15 ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ว่าไปแล้วบ้านเราเพิ่งตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์เมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่สำหรับ “โจน จันได” แห่งสวนพันพรรณ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เขาทำเกษตรอินทรีย์มากว่า 20 ปีแล้ว และยังเป็นผู้ขับเคลื่อนการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นเมือง ซึ่งถ้ามีโอกาสไปออกบู๊ธที่งานไหน เขาก็จะนำไปแจกแล้วแต่ผู้รับจะหย่อนเงินให้ตามศรัทธา นอกจากนั้น ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศอินเดีย พม่า และศรีลังกา ได้เชิญให้ไปเป็นวิทยากรสอนเรื่องการสร้างบ้านดิน

หนุ่มใหญ่วัย 50 กว่าปีคนนี้ เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้การพึ่งตัวเอง สวนพันพรรณ อำเภอแม่แตง เมื่อปี 2546 ซึ่งมีผู้สนใจจากทั้งต่างประเทศและในประเทศแวะเวียนเข้ามาเรียนรู้จำนวนหลายพันคน มีสมาชิกอยู่ร่วมกัน 20 กว่าคน

ชื่นชมสามพรานโมเดล
เขาเล่าที่มาที่ไปของสวนนี้ให้ฟังว่า เริ่มทำเกษตรอินทรีย์มา 20 กว่าปีแล้ว โดยเริ่มตั้งกลุ่มที่จังหวัดยโสธร หลังจากนั้น 4-5 ปี เมื่อกลุ่มอยู่ได้แล้วก็ย้ายมาที่เชียงใหม่ พร้อมทำเรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ และมีการฝึกอบรมตลอดมาอย่างต่อเนื่อง

เขาฉายภาพปัจจุบันและในอนาคตของเกษตรอินทรีย์ในบ้านเราว่า เกษตรอินทรีย์บ้านเราเติบโตค่อนข้างมั่นคงมาก มันโตไม่เร็วแต่มีความมั่นคงสูง คนที่มาทำมาด้วยใจที่เชื่อมั่นมาก ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ อย่างในอเมริกาเองเป็นการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้า ซึ่งไม่ถือว่ายั่งยืน แต่ในบ้านเราเป็นเกษตรอินทรีย์เพื่อมีอยู่มีกินก่อน เหลือแล้วค่อยๆ ขาย ทำให้เห็นถึงความยั่งยืนพอสมควร เกษตรกรส่วนมากที่มาทำเกษตรอินทรีย์สามารถจะอยู่ได้อย่างสบาย ปลดหนี้ปลดสินได้หลายๆ คน แต่ถ้าทำแบบอเมริกาเพื่อการขายอย่างเดียวจะยังอยู่ในวงจรหนี้สินอยู่

ตอนนี้ปริมาณที่คนทำแบบนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ทำให้เครือข่ายเติบโตขึ้น แต่เป็นเครือข่ายที่ไม่หนักแน่น มีการรู้จักกัน ไม่ใช่เครือข่ายที่มีการประชุมกันแบบทั่วไป ไม่มีการผูกขาดทางความคิด มีการทดลองที่แตกต่าง

“คนไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ เพราะไทยเป็นประเทศที่มีการทำจุลินทรีย์สูงที่สุดในโลก จุลินทรีย์จากปลวก จุลินทรีย์โน่นนี่มากมาย ไม่มีที่ไหนหลากหลายเท่า ทุกวันนี้ที่อื่นยังมาเรียนรู้ ตรงนี้เรามีนวัตกรรมทางการเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างก้าวหน้ากว่าทุกประเทศบนโลกใบนี้ เพราะแม้ไม่มีเงินมาก แต่ใช้จินตนาการ ใช้นวัตกรรมมากขึ้น จึงเกิดเทคนิคทางเกษตรอินทรีย์แบบทำนาปล่อยให้หญ้าขึ้น ตัดทั้งหญ้าและข้าว และมีอะไรต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งเป็นการเลิกใช้สารเคมีที่น่าสนใจมาก และเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางกระแสของสารเคมีที่บีบคั้นอย่างรุนแรง แต่ก็เดินหน้าไปอย่างมั่นคง”