มีวงจรชีวิตอาศัยอยู่ในทะเลสาบที่มีน้ำสะอาดและเย็นจัด

เมื่อถึงช่วงฤดูร้อนจะอพยพไปผสมพันธุ์และวางไข่ในทะเลหรือดินดอน สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ปูขนที่มีร่างกายสมบูรณ์จะมีขนเป็นประกายสีเหลืองทองอ่อน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว คือช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอาหารที่มีราคาแพง นับเป็นอาหารระดับฮ่องเต้ เนื่องจากมีจำหน่ายเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เพราะเป็นฤดูผสมพันธุ์ ที่ปูตัวผู้จะมีเนื้อรสชาติหวาน และปูตัวเมียจะมีไข่ ทั้งนี้ ชาวจีนมีความเชื่อว่าปูขนต้องมีความทรหดอดทนมาก เนื่องจากสามารถใช้ชีวิตผ่านฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บมาได้ เชื่อว่าหากได้กินเนื้อแล้วจะทำให้แข็งแรงเหมือนปู ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้โรคคออักเสบ รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ รวมทั้งมีผลในการถอนพิษด้วย ทำให้มีราคาซื้อขายที่สูงมาก ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง

สำหรับชาวไทยรู้จักรับประทานปูขนมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว เมื่อก่อนถึงขนาดเมื่อถึงฤดูหนาวจะเดินทางไปฮ่องกงเพื่อรับประทานปูขน หรือซื้อกลับมาโดยแช่แข็งไว้ในกระติกน้ำแข็ง แต่ปัจจุบันก็สามารถหารับประทานได้ในประเทศไทย โดยวิธีการปรุงปูขนก็กระทำได้โดยง่าย โดยใช้วิธีการนึ่งเพียง 15 นาที รับประทานพร้อมกับจิ๊กโฉ่หรือซอสเปรี้ยวของจีน หรือสุราแบบจีน และต้องรับประทานน้ำขิงเป็นของตบท้าย เพื่อปรับสภาพหยินหยางในร่างกายให้สมดุล

ที่สำคัญต้องปรุงให้สุก เพราะจากการศึกษาพบว่า ปูขน เป็นพาหะของโรคพยาธิใบไม้ในปอด “กฤษฎา” ฮึ่ม! จี้ปลัดเกษตร แก้ผลผลิตราคาตกต่ำ ล้นตลาด ผุดเขตเกษตรเศรษฐกิจ ลั่นเกษตรกรทำตามแผนได้รับความคุ้มครองจากรัฐ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ด้วยแผนการผลิตทางการเกษตร ว่า ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการบริหารจัดการเกษตรกรรมแผนใหม่ โดยให้มีการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตร ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาตกต่ำ ในขณะเดียวกันยังช่วยคาดการณ์ผลผลิตทางการเกษตรที่ขาดแคลนได้ ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งข้าราชการ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีผู้รับผิดชอบผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญเป็นรายสินค้า โดยเรียกว่า Mr. (มิสเตอร์) เช่น Mr.ข้าว Mr. มันสำปะหลัง Mr.สับปะรด Mr.ยางพารา ฯลฯ นั้น

เนื่องจากการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม ทำให้เมื่อมีผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ เช่น ยางพารา สับปะรด กุ้งขาวแวนนาไม จึงมีกลุ่มเกษตรกรหรือองค์กร ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำผ่านการสนับสนุนงบประมาณชดเชยต้นทุนการผลิตหรือขอรับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต

การรับจำนำและประกันราคาผลผลิต ซึ่งอาจจะนอกเหนือภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบหรือเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรได้
ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดแผนการผลิตทางการเกษตรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เป็นรูปธรรม มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการดำเนินการจึงให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ ดังนี้

1. มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบ (Mr.) ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญในแต่ละชนิดพืช ประมง ปศุสัตว์ สำรวจและจัดทำข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร ของแต่ละฤดูกาลผลิต ในด้านพื้นที่การผลิต และปริมาณผลผลิต รวมถึงข้อมูลอื่นที่จำเป็นต่อการวางแผนการผลิต โดยจัดทำข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี และคาดการณ์ปริมาณการผลิตทางการเกษตร ในปี 2561/2562 พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละปี

ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อขอทราบข้อมูลความต้องการผลผลิตทางการเกษตร ของแต่ละชนิดพืช ประมง ปศุสัตว์ ที่เป็นข้อมูลปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศตลอดจนความนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำข้อมูลทั้ง 2 ส่วนข้างต้น ความต้องการผลผลิตทางการเกษตร และ ข้อมูลผลผลิตทางการเกษตรมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรโดยจะกำหนดพื้นที่ ชนิด ปริมาณ ที่เหมาะสมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรในแต่ละปี เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนไม่เกินความต้องการของตลาด และราคาตกต่ำ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการผลิตสินค้าเกษตรที่ไร้ทิศทางหรือปราศจากแผน ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ศึกษาแนวทางตามพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ประกอบด้วยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสามารถอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว

ประกาศเขตเกษตรเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรต้องทำการเกษตรตามแผนการผลิตทางการเกษตรหรือกำหนด เงื่อนไขอื่นๆ ในการผลิต เช่น ต้องทำการเกษตรตามสภาวะแวดล้อม คุณภาพดิน (Zoning By Agri Map) การรวมกลุ่มทำการเกษตร การปรับเปลี่ยนมาทำการปลูกพืชหรือปศุสัตว์ที่มีต้นทุนต่ำ และตลาด มีความต้องการสูงได้หรือไม่ และเมื่อเกษตรกรรายใดทำการเกษตรกรรมตามแผนดังกล่าวแล้วจะได้รับการช่วยเหลือ และคุ้มครองจากหน่วยงานรัฐเมื่อผลผลิตเสียหาย แต่หากเกษตรกรรายใด ไม่ทำการผลิตตามแผนการผลิตทางการเกษตรดังกล่าว ก็จะไม่สามารถมาร้องขอความช่วยเหลือใดๆ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือหน่วยงานของรัฐได้อีกต่อไป ทั้งนี้ ขอให้เร่งรัดรวบรวมข้อมูลทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 10 กรกฎาคมนี้

ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.34 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ระบุ แนวโน้มดัชนีรายได้เดือนมิถุนายน คาดว่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.87 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.34 ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.44 ส่วนกรกฎาคม 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกรยังอยู่ในเกณฑ์ดี

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร ซึ่งวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพฤษภาคม 2561 พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2560 ร้อยละ 10.34

สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เดือนพฤษภาคม 2561 ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2560 ร้อยละ 4.89 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายสูงขึ้น ยางพารา ราคาลดลง เนื่องจากความต้องการซื้อภายในประเทศลดลง สับปะรด ราคาลดลง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกกระจุกตัวและมีปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาด และ สุกร ราคาลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการ จากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝน

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง รวมทั้งผู้ประกอบการส่งออกมีความต้องการข้าวในทิศทางที่เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมการส่งมอบตามคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้า เงาะโรงเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทุเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และ ไข่ไก่ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงเรียนเปิดเทอม จึงมีความต้องการใช้ไข่ไก่เพื่อการบริโภคมากขึ้น ประกอบกับมาตรการเพิ่มการส่งออกไปยังต่างประเทศ

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เดือนพฤษภาคม 2561 เพิ่มขึ้น จากเดือนพฤษภาคม 2560 ร้อยละ 16.00 โดยสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ยางพารา สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ ทุเรียน และสุกร

หากมองถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ของเกษตรกรในเดือนมิถุนายน 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2560 ร้อยละ 7.87 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.34 ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.44 สำหรับสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ได้แก่ ยางพารา โดยผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2561 เนื่องจากเกษตรกรเริ่มเปิดกรีดยาง ขณะที่ผู้ซื้อต้องการยางเพื่อส่งมอบ สับปะรด คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคม 2561 และ สุกร คาดว่าผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น เป็นผลจากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝนจะทำให้สุกรโตเร็ว

ทั้งนี้ เดือนกรกฎาคม 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนดัชนีราคา คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และ เงาะ

สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด ผลิตนมโรงเรียนคุณภาพ ติดอันดับต้นของประเทศ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นมโปรตีนสูง ส่งป้อนร้านกาแฟ เอาใจคนรุ่นใหม่

นมโค เป็นอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รัฐบาลพยายามรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนมกันเพิ่มมากขึ้น บริษัทนมพยายมพัฒนาผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มออกมาเพื่อดึงดูดและจูงใจผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ แหล่งที่มาของน้ำนมโคที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบในการนำมาแปรรูปเป็นนมพร้อมดื่ม ต้องมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้บริโภคนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสหกรณ์ผู้ผลิตนมพร้อมดื่มเกรดพรีเมี่ยม ด้วยรสชาติเข้ม มันทุกหยด สดจากฟาร์ม อุดมด้วยโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ แคลเซียม ฟอสฟอรัส สามารถดื่มได้ในทุกเพศทุกวัย แถมราคาไม่แพง ซึ่งเบื้องหลังความอร่อยของนมที่นี่ ต้องเริ่มตั้งแต่การดูแลใส่ใจอาหารที่ใช้เลี้ยงโคนมอย่างพิถีพิถัน เพราะคุณภาพนมโคที่ดี ขึ้นอยู่กับอาหารที่ดี และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ผ่านการคัดสรรน้ำนมดิบคุณภาพเยี่ยมเป็นเวลายาวนานกว่า 18 ปี ทำให้สมาชิกสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์นมโคแท้ คุณภาพดีออกสู่ตลาด เพื่อส่งคุณค่านมโคแท้ 100% ป้อนสู่โครงการนมโรงเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมคุณภาพดีที่สุดทุกวัน โดยมีรางวัลจากกรมปศุสัตว์การันตีว่าสหกรณ์แห่งนี้ผลิตนมที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย

ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงในตลาดนมภายในประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ผลิตนมพร้อมดื่มที่จะสร้างความแตกต่าง เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้ออย่างสม่ำเสมอทุกวัน แต่สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด ได้ปั้นแบรนด์น้องใหม่ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนพาสเจอไรซ์แบบบรรจุถุงของสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด สามารถเจาะตลาดนมโรงเรียนในอันดับต้นๆ ของประเทศได้แล้ว และสร้างเม็ดเงินให้สหกรณ์ได้อย่างงดงาม ด้วยผลตอบรับจากลูกค้าที่ดีอย่างต่อเนื่อง บวกกับความเชื่อมั่นในคุณภาพนมพร้อมดื่มของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด มีแนวคิดที่จะฉีกตลาดนมพร้อมดื่มใหม่ ด้วยการผลิตนมรสจืดที่มีโปรตีนสูง เพื่อส่งจำหน่ายให้กับร้านกาแฟ สำหรับนำไปเป็นส่วนผสมและทำให้รสชาติกาแฟมีความเข้มข้นด้วยน้ำนมโคที่มีคุณภาพ

นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของสหกรณ์แห่งนี้ว่าสหกรณ์ได้เริ่มผลิตนมส่งให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ 2 ราย คือ บริษัทเอฟแอนด์ เอ็นแดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เนสท์เล่ ไทย จำกัด ก่อนที่จะทำผลิตภัณฑ์นมสดพาสเจอไรซ์แบบบรรจุถุงเป็นสินค้าตัวแรก ในปี 45 และส่งให้โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี และ กทม.บางพื้นที่ หลังจากเริ่มผลิตน้ำนมดิบมากว่า 18 ปี ปัจจุบัน มีสมาชิกกว่า 200 ราย และมีโคนม 1,800 ตัว กำลังการผลิต 20 ตัน ต่อวัน

สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 23 ล้านบาท ต่อเทอม ที่ผ่านมาสหกรณ์ผลิตแค่นมโรงเรียนอย่างเดียว ซึ่งในเดือนกันยายนนี้จะได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรในการแปรรูปนมจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จากงบไทยนิยมยั่งยืน เพื่อนำมาผลิตนมพาณิชย์ ซึ่งจะเน้นนมรสจืดที่มีโปรตีนสูง คุณภาพดีที่สุด และจะส่งขายให้กับร้านกาแฟโดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมในขณะนี้ว่า ยังสามารถเจาะกลุ่มร้านกาแฟได้ เนื่องจากยังต้องการนมสดเพื่อนำไปตีฟอง เพื่อให้กาแฟมีรสชาติหอม เข้มข้น และกลมกล่อม ซึ่งได้มีการทดลองนำนมสดของสหกรณ์ไปตีฟองกับกาแฟแล้ว

จะได้รสชาติกลางที่กลมกล่อมกำลังพอดี ดังนั้น สหกรณ์จะผลิตนมสด วันละ 1 ตัน แบ่งเป็น 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กบรรจุขวดเพื่อทดลองขายให้เด็กมัธยม และขนาดใหญ่สำหรับส่งร้านกาแฟ ขวดละ 80-85 บาท ประมาณวันละ 5,000 ขวด สร้างรายได้ประมาณ 400,000 บาท ต่อวัน โดยจะเริ่มเจาะตลาดร้านกาแฟในจังหวัดกาญจนบุรีก่อน แล้วจะค่อยๆ ขยายไปตามจังหวัดใกล้เคียงและในกรุงเทพฯ ต่อไป คาดว่าไม่เกิน 2 ปี จะเห็นภาพตลาดนมสดที่ชัดเจน จากนั้นก็จะขยายกำลังการผลิตเพิ่ม เชื่อว่าเมื่อนมของสหกรณ์ออกสู่ตลาดแล้ว สามารถตีฟองแล้วทำให้รสชาติกาแฟไม่หายไป ตลาดก็จะวิ่งเข้ามาหาสหกรณ์เอง

“นมโคแท้ 100% ของสหกรณ์เราเป็นเบอร์หนึ่งประเทศไทยในด้านน้ำนมคุณภาพมาโดยตลอด ผมมองว่าการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนมโคแท้ที่ดีและมีคุณภาพสูง จะต้องมาจากอาหารคุณภาพ มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน กระบวนการรีดนมโค การออกแบบโรงเรือน การผสมเทียม การบันทึกข้อมูล และการดูแลสุขภาพโคนมตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อพัฒนานมโค 100% ให้มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งลักษณะของน้ำนมที่คุณภาพดีจะมีกลิ่นธรรมชาติ มีสีขาวปนเหลืองเล็กน้อย สะอาด ปลอดภัย รสชาติมันเข้มอร่อย

จะช่วยสร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากนมทั่วไปในท้องตลาด สร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ได้สัมผัสครั้งแรก เพราะปัจจุบันตลาดมีตัวเลือกหลากหลาย สหกรณ์ต้องเน้นผลิตนมคุณภาพดีเป็นหลัก ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะใช้น้ำนมดิบคุณภาพจากธรรมชาติจริงๆ ไม่จำเป็นต้องซื้ออย่างอื่นมาผสม ตอนนี้ลูกค้าให้การตอบรับดีและขายหมดทุกวัน จึงไม่กังวลเรื่องการตลาด และไม่เกิน 2 ปี สหกรณ์จะทำเป็นท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดกาญจนบุรี แวะมาดื่มนมสหกรณ์ และเที่ยวฟาร์มโคนมด้วย” นายปภณภพ กล่าว

ด้าน นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ พยายามยกระดับกระบวนการผลิตนมของสหกรณ์โคนมทุกแห่งให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งคุณภาพของนมที่ได้จะขึ้นอยู่กับอาหารที่เลี้ยงโคนม พันธุ์โคนม มาตรฐานฟาร์มที่ดีและการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ และนับเป็นความโชคดีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในอำเภอท่าม่วง อยู่ในพื้นที่การปลูกข้าวโพดฝักอ่อนและมีความหลากหลายของวัตถุดิบที่ใช้ในการเลี้ยงโคนม ทำให้โคสามารถผลิตนมที่มีคุณภาพ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวคิดที่จะใช้สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เป็นโมเดล

นำร่องสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ เนื่องจากสหกรณ์แห่งนี้มีพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบจนเป็นที่ยอมรับ และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย จึงอยากสนับสนุนให้สหกรณ์โคนมท่าม่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาให้ผู้บริโภคได้บริโภคมากขึ้น เพื่อสอดรับกับการพัฒนาเมืองที่กำลังเจริญขึ้นและมีชายแดนติดกับเมืองทวายของพม่า ซึ่งจะทำให้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนั้น จึงอยากให้ยกระดับผลิตภัณฑ์นมโคแท้ 100% ของสหกรณ์ ให้เป็นสินค้าเอกลักษณ์ของกาญจนบุรี และหวังว่าสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตนมคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย

“ผมมองเห็นความแตกต่างของสหกรณ์แห่งนี้ เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากปัจจุบันสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ มีประมาณ 100 แห่ง แต่ละสหกรณ์ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นชัดเจนว่าสหกรณ์โคนมท่าม่วงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 20 ตัน ต่อวัน เชื่อว่าที่นี่น่าจะพัฒนาและขยายธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งจากการดำเนินงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการดำเนินงานและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ พยายามมุ่งเน้นให้สมาชิกสหกรณ์โคนมท่าม่วงหันมาให้ความสนใจเรื่องคุณภาพ โดยเฉพาะอาหารโค พันธุ์โค

และการเข้าร่วมโครงการวิจัยการลดต้นทุนและปรับประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์โคนมท่าม่วง เป็น 1 ใน 20 สหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน นมดีนมเด่น นมคุณภาพ สะอาดใส่ใจผู้บริโภค ดังนั้น ก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสหกรณ์อื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจัดการฟาร์ม จนทำให้น้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมท่าม่วงได้มาตรฐานไม่แพ้ต่างประเทศ เพราะน้ำนมผ่านการตรวจสอบค่าวิเคราะห์โปรตีน 3.1 ไขมัน 4.7 และเนื้อนมไม่รวมไขมัน 8.46 ซึ่งตัวเลขค่าวิเคราะห์จะเป็นตัวการันตีที่ดีที่สุดว่า น้ำนมดิบดีมีคุณภาพที่สุด จึงมั่นใจว่าสหกรณ์โคนมท่าม่วงจะสามารถขยายตลาดและสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดกาญจนบุรีได้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมจะสนับสนุนศักยภาพทุกๆ ด้าน ให้กับสหกรณ์” นายเชิดชัย กล่าว

กรณีโค้ชและเยาวชน รวม 13 คน ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เป็นวันที่ 4 นั้น มีการพูดถึงตำนานของถ้ำดังกล่าวหลายกระแสด้วยกัน ตำนานหนึ่งที่มีคนพูดถึงกันมาก

เล่ากันว่า เจ้าหญิงงดงามเมืองหนึ่งแอบรักชายเลี้ยงม้าที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาจนๆ คนหนึ่ง เเล้วทั้งสองก็พากันหนีออกจากเมืองไปยังถ้ำแห่งนี้ เสด็จพ่อของเจ้าหญิงทราบข่าวจึงส่งทหารตามล่าฆ่าชายเลี้ยงม้า ในขณะที่เจ้าหญิงรออยู่ในถ้ำ พอรู้ว่าสามีถูกทหารของพ่อฆ่าตาย เธอจึงใช้ปิ่นปักผม แทงศีรษะตัวเองตายคาถ้ำ และยังคงสิงสถิตอยู่ ณ ถ้ำนางนอน แห่งนี้

เป็นหนึ่งในตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา ขณะที่ปัจจุบันทีมปฏิบัติการค้นหา ยังคงมุ่งมั่นที่จะตามหาน้องๆ กันต่อไป นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี (ศทอ.สุพรรณบุรี) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 (สสก.2 จังหวัดราชบุรี) โดย ศทอ.สุพรรณบุรี ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight or Bacterial) ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก พบว่า ขณะนี้ได้มีการระบาดของโรคขอบใบแห้ง ในข้าวระยะแตกกอ ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกและความชื้นในอากาศสูงเหมาะกับการระบาดของโรคดังกล่าว สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. Oryzae

สำหรับอาการของโรคนี้ เป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงออกรวง มีลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ 7-10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว แผลอาจมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด หลุดไปตามน้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ในบางกรณีที่เชื้อมีปริมาณสูงเข้าทำลาย ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวทั้งต้นจะเหี่ยวเฉาและตายโดยรวดเร็ว เรียกอาการของโรคนี้ว่า ครีเสก

เกษตรกรสามารถป้องกันกำจัดได้โดยการใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น ในภาคกลางใช้ พันธุ์สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 และ กข 23 ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับลำต้น ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากในดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น ควรเฝ้าระวังการเกิดโรคโดยเฉพาะถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข 6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2 และถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมี แนะนำให้ใช้ สารเสต็บโตมัยซินซัลแฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ (แคงเกอร์เอ็กซ์) หรือคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (ฟังกูราน) หรือไอโซโปรไธโอเลน (ฟูจิ-วัน) หรือไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต เมื่อเริ่มพบอาการของโรคบนใบข้าว สิ่งสำคัญคือ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคจะได้รีบหาวิธีการป้องกันกำจัดได้อย่างทันท่วงที ลดผลกระทบที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอี แบงก์ กล่าวว่า ธนาคารดำเนินการปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อเพื่อการเก็บตุน วัตถุดิบเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป จากไม่เกิน 3 เท่า ของยอดขายต่อเดือน เป็น 9 เท่า ของยอดขายต่อเดือน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี กลุ่มโรงงานอาหารแปรรูป สินค้าเกษตรแปรรูป และห้องเย็น มีเงินทุนมากยิ่งขึ้น สำหรับนำไปซื้อวัตถุดิบเกษตรต่างๆ ที่ล้นตลาด โดยเฉพาะสับปะรดและกล้วย ช่วยพยุงราคาสินค้า ลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป และเพิ่มโอกาสการระบายสินค้าแก่เกษตรกร ขณะเดียวกันช่วยให้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบการเกษตรจำนวนมากๆ ได้ซื้อวัตถุดิบคุณภาพดีในราคาถูก เป็นการลดต้นทุน และยังมีวัตถุดิบเก็บตุนไว้แปรรูปจำนวนมาก ช่วยให้ธุรกิจไม่สะดุด

ทั้งนี้ สินเชื่อที่ธนาคารปรับเกณฑ์เป็นกลุ่มสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0 สำหรับนิติบุคคล คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 7 ปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน เปิดโอกาสให้รายย่อยที่มีปัญหาทางการเงินสามารถกู้ได้ แม้เคยปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนชำระไม่ต่อเนื่องมาก็ตาม โดยให้ชำระแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว ปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุด 3 ปี ผ่อนชำระเพียง 410 บาท ต่อวัน และสินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว สำหรับกลุ่มบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลประเภทธุรกิจเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงต่อเนื่องรวมทั้งผู้ประกอบการใหม่มีนวัตกรรม ธุรกิจผลิต หรือบริการต่างๆ ในชุมชนจะพาเข้าใช้บริการ คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนาน 7 ปี ไม่มีหลักประกัน สามารถใช้บสย. ค้ำประกันฟรี 4 ปีแรก โดยกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียง 460 บาท ต่อวันเท่านั้น โดยการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะมุ่งใช้เกณฑ์กับคุณสมบัติเป็นหลักสำคัญซึ่งจะทำให้การพิจารณาเกิดความเท่าเทียม และรวดเร็ว สามารถรู้ผลการพิจารณาได้ในเวลาเพียง 7 วัน เท่านั้น