มี 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ทำอย่างไรให้สามารถก้าวเข้ามาทำธุรกิจ

สตาร์ตอัพได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากต่างประเทศ 2.ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ตอัพเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย 3.ส่งเสริมให้มีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด ให้ผู้ลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนได้ง่ายขึ้น และ 4.ส่งเสริมการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เช่น การฝึกอบรมทักษะการเจรจาธุรกิจ เป็นต้น

ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม วท.จะจัดงาน STARTUP THAILAND 2018 ขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นงานที่จะรวบเอางานของสตาร์ตอัพที่ใหญ่และประสบความสำเร็จในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่า 400 เจ้า มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม เกือบทุกสาขา ที่มาแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ทุกคนที่มาร่วมงาน ภายใต้ธีมงานที่ว่า โอกาสที่ไม่สิ้นสุดของทุกคนŽ นอกจากนี้จะได้พบกับวิทยากรระดับโลกที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในการ ทำธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมทั้งการค้นหาสุดยอดสตาร์ตอัพของประเทศไทย ชิงเงินรางวัลกว่า 1 ล้านบาท

เตรียมพร้อมรับอาชีพในอนาคต เตรียมตัวก่อน ย่อมได้เปรียบ

ออกเดินก่อน ย่อมมีโอกาสไปถึงเส้นชัยก่อน.. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คิดค้น ‘เซลล์ต้นกำเนิดบัวหลวง’ สำเร็จสร้างมูลค่าเพิ่มพืชสมุนไพรไทย ชี้จุดเด่นเรื่องกระจ่างใส ลบเลือนริ้วรอย คว้าเหรียญทอง และรางวัลพิเศษการประกวดผลงานวิจัยนานาชาติกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ต่อยอดสู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อความงาม วางจำหน่ายแล้วทั้งในและต่างประเทศ

ดร.ไฉน น้อยแสง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา อาจารย์วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เจ้าของผลงานเผยว่า ได้ศึกษาวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์จากบัวหลวงเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมเครื่องสำอางเพื่อความงาม เหตุที่เลือกบัวหลวงมาวิจัย เนื่องจากเป็นพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมเครื่องยารักษาโรคของคนไทยมาช้านาน และยังเป็นอาหารของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายศตวรรษ

ดอกบัวยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ในศาสนาพุทธและฮินดู เกือบทุกส่วนของบัวหลวงสามารถนำมาสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของวัตถุดิบบัวหลวง เนื่องจากกระบวนการเพาะปลูกของบัวหลวงนั้นมีโอกาสปนเปื้อนสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงได้

จากการสืบค้นข้อมูลภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย พบว่าบัวหลวงมีประโยชน์ทางด้านความงามและมีรูปแบบการใช้แบบพื้นบ้านดั้งเดิม จึงได้ศึกษาวิจัยโดยเพาะพันธุ์เซลล์ต้นกำเนิดบัวหลวงที่ไม่มีการปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนัก และได้นำเซลล์เนื้อเยื่อเจริญของบัวหลวงมาสกัดเพี่อให้ได้สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่อยอดจากภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในรูปแบบอิมัลชั่น ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์อิลาสเตส ช่วยลดเลือนริ้วรอย และไทโรซิเนสและโดปาออกซเดส ช่วยในเพิ่มความขาวกระจ่างใส ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังรวมถึงมีความคงตัวเป็นเวลา 2 ปีภายใต้สภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ

“จุดเด่นของผลิตภัณฑ์จากเซลล์ต้นกำเนิดบัวหลวงที่ต่อยอด แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ กลุ่มไวเทนนิ่ง เช่น โลตัส เซลล์ คัลเจอร์ เซรั่ม ที่ช่วยบำรุงผิวหน้าและคอ ช่วยในเรื่องความกระจ่างใส เหมาะกับคนเอเชียในสภาพอากาศร้อนและท่านที่แต่งหน้า อีกกลุ่มคือเฟิร์มมิ่ง เช่น โลตัส คัสเชอะ รีเจอเนอรีส คอมเพลกซ์ที่บำรุงผิวหน้าและรอบดวงตา จะช่วยทำให้ริ้วรอยแลดูตื้นขึ้น เรียบเนียนและยังเก็บกักน้ำไว้บนผิวเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงผิวจากธรรมชาติ” ดร.ไฉน กล่าว

ดร.ไฉนกล่าวอีกว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวมีการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ต่อยอดเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากเซลล์ต้นกำเนิดจากบัวหลวง โดยร่วมมือกับบริษัทในการผลิตและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Dreamer (ดรีมเมอร์) ออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อย่างเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเลือกนำไปใช้ในธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพและความงาม อีกทั้งประเทศจีนและลาว

ล่าสุด ผลงานนี้ยังเข้าประกวดและได้รับรางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จากเวทีนวัตกรรมนานาชาติครั้งที่ 46 (46th International Exhibition Invention Geneva) รวมถึงรางวัลสเปเชี่ยลอวอร์ด ออนสเตจ (Special Award On Stage) จาก The Korea Invention A Promotion Association ที่จัดขึ้นที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

“การสร้างมูลค่าของบัวหลวง ผ่านงานวิจัยต่อยอดจนมาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่งผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการประกวดและได้รางวัลในระดับนานาชาติ จะสร้างความมั่นใจในคุณภาพแก่ผู้บริโภค และอยากเห็นพืชสมุนไพรไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น” ดร.ไฉน กล่าวสรุป

กรมชลพร้อมเดินหน้าแผนการบริหารจัดการน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี2561 ย้ำทุกโครงการชลประทานทุกแห่ง บริหารน้ำในอ่างเก็บให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม พร้อมเก็บกักน้ำให้มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว กรมชลประทานได้จัดทำแผนการจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูฝนในเขตชลประทานปี 2561 ทั่วประเทศ 16 ล้านไร่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 31 ต.ค. โดยมีเป้าหมายให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการใช้น้ำตลอดฤดูฝนปี 2561 และเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งที่กำลังมาถึง

ด้วยการวางแนวทางในการดำเนินการ คือ การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดทั้งปี การส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝนให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น การบริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยระบบและอาคารชลประทาน การเก็บกักน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสมตามช่วงเวลา เพื่อความมั่นคงด้านการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยในพื้นที่ชลประทาน จะต้องมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทั้งปี

สำหรับแผนการเพาะปลูกฤดูกาลผลิตปี 2561/62 นั้น ได้มีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ทางตอนบนของลุ่มเจ้าพระยา(ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป) ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีพื้นที่รวม 382,000 ไร่ ได้ส่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561

ส่วนพื้นที่ดอนที่มีอยู่ประมาณ 1.857 ล้านไร่ ให้เริ่มเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน โดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก และเสริมด้วยน้ำท่าและน้ำชลประทาน อีกส่วนคือพื้นที่ตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ (ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา) ประกอบด้วยพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่รวม 1.15 ล้านไร่ ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปีตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561

สำหรับพื้นที่ดอนที่มีอยู่ประมาณ 4.27 ล้านไร่ ให้เริ่มเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน โดยใช้น้ำฝนเป็นหลักและเสริมด้วยน้ำท่าและน้ำชลประทาน ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวให้เสร็จก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง ก่อนจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำนองในช่วงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดผลกระทบพื้นที่ตอนล่างได้เป็นอย่างมาก

ในส่วนของพื้นที่ชลประทานลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนหลัก 2 แห่ง คือ เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ นั้น ในพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีอยู่ประมาณ 0.08 ล้านไร่ แนะนำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน ส่วนพื้นที่ดอนที่มีอยู่ประมาณ 0.80 ล้านไร่ ปกติฤดูเพาะปลูกจะเริ่มเดือนกรกฎาคม คาดว่าปีนี้จะมีปริมาณน้ำเพียงพอ จึงแนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

สำหรับพื้นที่โครงการชลประทานอื่นๆ ทั่วประเทศ การเพาะปลูกพืชฤดูฝน จะดำเนินการตามมติคณะกรรมการจัดการชลประทาน ของแต่ละพื้นที่ โดยในเขต ภาคเหนือ ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.67 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูก ได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ภาคกลาง มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.45 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูก เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 3.33 ล้านไร่ แยกเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.60 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.73 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม

ภาคตะวันออก ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 1.31 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ภาคใต้ ที่มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.699 ล้านไร่ แยกเป็น ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.029 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 0.67 ล้านไร่ แนะนำให้เพาะปลูกได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในส่วนของพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทาน แนะนำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกตามฤดูกาลปกติ เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนตกชุก สำหรับพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ฤดูฝนจะแตกต่างจากภาคอื่น แนะนำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกตามฤดูกาลปกติประมาณเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าพื้นที่ใดประสบปัญหาเรื่องน้ำ ผู้นำท้องถิ่นสามารถประสานขอความช่วยเหลือไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ได้ตลอดเวลา หรือโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนกรมชลประทานหมายเลข 1460 เจ้าหน้าที่ชลประทานยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำด้วยความเต็มใจ

“มติชน” ขนทัพ “ทุเรียน” 100 สายพันธุ์ โชว์ในงานเกษตรมหัศจรรย์ 24-27 พ.ค.นี้ พร้อมจับมือดีแทค-สวทช.-มธ.โชว์นวัตกรรมเกษตร 4.0 ในแนวคิด “เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิทัล”

นายพาณิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการบริหารนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 ของนิตยสาร “เทคโนโลยีชาวบ้าน” นิตยสารเกษตรอันดับหนึ่งของไทยได้ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรธุรกิจภาคเอกชน จัดงาน เกษตรมหัศจรรย์ 2561 ขึ้น ระหว่าง วันที่ 24-27 พฤษภาคม 2561 ณ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ภายใต้แนวคิด “เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิทัล” โดยไฮไลต์สำคัญจะมีการนำราชาผลไม้อย่าง “ทุเรียน” กว่า 100 สายพันธุ์ จากทุกภาคของประเทศไทย อาทิ มูซังคิง, ก้านยาวปราจีนบุรี, เม็ดในยายปราง, หลิน-หลงลับแล, ห้าลูกไม่ถึงผัว, จระเข้สุโขทัย เป็นต้น มาจัดแสดง

“งานครั้งนี้จะนำนวัตกรรมการทำการเกษตรยุคใหม่ในทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมาจัดแสดง โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล ผลักดันให้ปรับวิถีเกษตรกรรมเป็น digital farmer พัฒนาให้เกษตรกรไทยก้าวสู่การเป็น smart farmer ได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล”

ภายในงานมีนิทรรศการฟาร์มสุข และมีการจัดแสดงสินค้าเกษตรอื่นนอกจากทุเรียนแล้วยังมีทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ผลไม้เศรษฐกิจอื่น เช่น มะม่วง กว่า 50 สายพันธุ์, มังคุด, สะละสุมาลี และลองกอง เป็นต้น

นิทรรศการฟาร์มรู้ดิจิทัล ซึ่งได้นำนวัตกรรม-แอปพลิเคชั่นสุดล้ำของภาคเกษตรยุค 4.0 จากโลกออนไลน์ อาทิ application ชาวนาไทย, Rice Product, Farmer Info, Agriconnect, WSMC กรมชลประทาน เป็นต้น มาให้ทดลองโหลด และนำไปใช้งานได้ทันที

พร้อมกันนี้ มีการจัดแสดงโชว์เคส digital farmer คนต้นแบบและหน่วยงานต้นแบบ ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้กับภาคการเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ได้แก่ การปลูก, การจำหน่าย, การแปรรูป และการสร้างนวัตกรรม เช่น การจำลองสวนโคโค่ เมล่อน ฟาร์ม จากเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี ที่ได้นำเทคโนโลยี internet of things (lOT) เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต จากการเข้าร่วมฟาร์มอัจฉริยะ โดยความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำนวัตกรรมเพื่อเกษตรยุคใหม่มาโชว์ ได้แก่ ระบบแนะนำการคำนวณขนาดแปลงเกษตรบน smart phone ระบบสำรวจพื้นที่ด้วย UAV/drone และนำไปแสดงผลใน Google Earth Pro ระบบตรวจสอบสภาพอากาศพื้นฐาน ด้วย lOT และระบบการควบคุมให้น้ำด้วย smart farm kit ระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบหมุนตามตะวัน เพื่อจ่ายไฟฟ้าในแปลงเกษตร และจ่ายให้กับระบบ lOT และการแจ้งเตือนฝนตกล่วงหน้าด้วย ap-plication การออกแบบ business model แบบครบวงจร รวมทั้งเครื่องตรวจสอบความแก่อ่อนของทุเรียน การใช้แทนนินจากเปลือกมะพร้าวเคลือบทุเรียน เป็นต้น

ในส่วนกิจกรรมด้านวิชาการ จะมีการเสวนาการเกษตรยุคใหม่เพื่ออัพเดตความรู้เกษตรกรยุคใหม่ เช่น ธรรมดาโลกไม่จำ จอน นอนไร่, เลี้ยงไส้เดือนสไตล์ลุงรีย์ ยุค 4.0 เกษตรยุคใหม่กับการใช้เทคโนโลยี lOT, ปลูกขายสะละออนไลน์ ทำได้จริง, การส่งออกทุเรียนไทย, ทำสวนเกษตรแนวใหม่เพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเวิร์กช็อป เช่น การเพาะเห็ดและบิสซิเนสโมเดลเพื่อคนรุ่นใหม่, การปั้นผลไม้จิ๋ว, เมนูอาหารจากทุเรียน และสบู่ออร์แกนิกจากผัก เป็นต้น และที่พิเศษกว่าทุกปีงานในครั้งนี้ได้เปิดโซน “ตลาดเกษตรอินดี้” เป็นครั้งแรก โดยเกษตรกรยุคใหม่ จะนำสินค้าสุดฮิปมาจำหน่าย รวมแล้วกว่า 200 ร้านค้า ซึ่งจะมีการลงทะเบียนเข้างาน เพื่อร่วมลุ้นรางวัลใหญ่ได้ทันที

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น ปี 2561 สำหรับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เป็นต้นแบบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่ด้วย พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2561 พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 6 คืบ และการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ผลเสี่ยงทาย พระโคกินน้ำ หญ้า และเหล้า

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 เวลาประมาณ 08.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยรถยนต์พระที่นั่ง มายังพลับพลาที่ประทับ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2561

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2561 และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธี ในวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก กำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี อันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา
การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ในระหว่างช่วงเวลา 08.29 – 09.19 น. ผู้ทำหน้าที่ เป็นพระยาแรกนา คือ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวนันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน นางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร ส่วนพระโคแรกนาขวัญ ได้แก่ พระโคพอและพระโคเพียง

สำหรับผลการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ ซึ่งในปี พ.ศ.2561 นี้ นายสัตวแพทย์ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์ เสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนา และพระโคกินเลี้ยง โดยพระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่

ขณะที่การเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ผลเสี่ยงทาย พระโคกินน้ำ หญ้า และเหล้า ซึ่งผลเสี่ยงทายกล่าวว่าถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และถ้าพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

และในโอกาสเดียวกันนี้ ยังมีเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้แก่ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2561 จำนวน 16 สาขาอาชีพ คือ 1) อาชีพทำนา ได้แก่ นายชัชวาลย์ ท้าวมะลิ จังหวัดอุดรธานี 2) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายธีรภัทร อุ่นใจ จังหวัดจันทบุรี 3) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นางทองแดง แดนดี จังหวัดบุรีรัมย์ 4) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายใจ สุวรรณกิจ จังหวัดพัทลุง 5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางกุลกนก เพชรเลิศ จังหวัดบุรีรัมย์ 6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นายมูฮำมัดกาแมล เจะมะ จังหวัดนราธิวาส 7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ จังหวัดกาญจนบุรี

8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายวศิน ธนภิรมณ์ จังหวัดปัตตานี 9) อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นายสิทธิธรรม เรืองจรุงพงศ์ กรุงเทพมหานคร 10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นางธวัลรัตน์ คำกลาง จังหวัดนครราชสีมา 11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ พจท.เฉลียว น้อยแสง จังหวัดชัยนาท 12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นายสัญญา หิรัญวดี จังหวัดภูเก็ต 13) สาขาการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช ได้แก่ นายบุญมี นามวงศ์ จังหวัดชัยภูมิ 14) ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายศรีราชา บัวเบา จังหวัดราชบุรี 15) สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายศุภวิชญ์ บำรุงรัตน์ จังหวัดจันทบุรี และ 16) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นายสฤษดิ์ โชติช่วง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 จำนวน 11 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านควนสามโพธิ์ จังหวัดพัทลุง 2) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำทุ่งช้าง จังหวัดน่าน 3) กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นตำบลหาดเล็ก จังหวัดตราด 4) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปถนอมอาหาร จังหวัดแพร่ 5) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองเหรียง จังหวัดพัทลุง 6) กลุ่มยุวเกษตรกร

ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเพียงหลวง 12 ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จังหวัดอุบลราชธานี 7) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่าไม้ จังหวัดนครสวรรค์ 8) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทาน ท่ายางบ้านลาดพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี 9) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด 10) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่นๆ ได้แก่ ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนพัฒนาบ้านบึงประดู่ จังหวัดพิจิตร และ 11) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด