มุ่งจัดมหกรรมค้าชายแดน ที่แม่สาย กระตุ้นเศรษฐกิจพ้นซบเซา

เชียงราย – นางสาวผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย เผยว่า จากการที่กรมการค้าต่างประเทศ และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนที่โรงแรมแม่โขงเดลต้า อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่าง 25-29 สิงหาคม ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนที่ระยะหลังเกิดภาวะซบเซามานาน อีกทั้งยังเจอปัญหาน้ำท่วมน้ำล้นตลิ่งอีก จะได้เกิดความคึกคัก ซึ่งถ้าจัดได้ทุกปีจะดีมาก

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สองกรมร่วมมือกันจัดแบบนี้ โดยทางรัฐมนตรีจากทางรัฐฉานกับอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จะร่วมกันทำพิธีเปิด การจัดที่แม่สายเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ซื้อจากฝั่งรัฐฉาน ที่เป็นรัฐใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมา และติดกับประเทศจีน

สถานที่จัดนั้นห่างจากชายแดนเมียนมา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินท่าขี้เหล็กเพียง 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและกลุ่มโรงงาน จะได้มีโอกาสเสนอสินค้ากับทางฝ่ายรัฐฉาน โดยเฉพาะกับหอการค้าทั้ง 4 เมืองในรัฐฉาน อาทิ ท่าขี้เหล็ก ตองจี เชียงตุง และมูเซน้ำคำ ที่ติดกับชายแดนจีน และในกรณีที่ผู้ประกอบการจากรัฐฉานต้องการซื้อสินค้าจากไทยจำนวนมากก็สามารถติดต่อบริษัทรับส่งสินค้าได้เลยในงานนี้

ในส่วนหอการค้าทั้ง 4 เมืองของรัฐฉานที่มาร่วมงานนั้น มีทั้งผู้ประกอบการด้านโรงงาน การเกษตร และการขนส่ง ซึ่งจะได้มาเจรจาธุรกิจกับทางหอการค้าในกลุ่มภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย แพร่ พะเยา และน่าน โดยในส่วนของรัฐฉานนั้นสินค้าจากประเทศอื่นเข้าไปได้ยาก หากเทียบกับสินค้าไทย เนื่องจากมีชายแดนติดกับฝั่งไทยหลายด้าน

“ผู้ประกอบการรายใดที่ไม่เคยส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศมาก่อน งานครั้งนี้จะเป็นช่องทางการขายอย่างดี” เชียงราย – นางสาวผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย เผยว่า จากการที่กรมการค้าต่างประเทศ และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะจัดงานมหกรรมการค้าชายแดนที่โรงแรมแม่โขงเดลต้า อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระหว่าง 25-29 สิงหาคม ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนที่ระยะหลังเกิดภาวะซบเซามานาน อีกทั้งยังเจอปัญหาน้ำท่วมน้ำล้นตลิ่งอีก จะได้เกิดความคึกคัก ซึ่งถ้าจัดได้ทุกปีจะดีมาก

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สองกรมร่วมมือกันจัดแบบนี้ โดยทางรัฐมนตรีจากทางรัฐฉานกับอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จะร่วมกันทำพิธีเปิด การจัดที่แม่สายเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ซื้อจากฝั่งรัฐฉาน ที่เป็นรัฐใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมา และติดกับประเทศจีน

สถานที่จัดนั้นห่างจากชายแดนเมียนมา เพียงแค่ 3 กิโลเมตร และห่างจากสนามบินท่าขี้เหล็กเพียง 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและกลุ่มโรงงาน จะได้มีโอกาสเสนอสินค้ากับทางฝ่ายรัฐฉาน โดยเฉพาะกับหอการค้าทั้ง 4 เมืองในรัฐฉาน อาทิ ท่าขี้เหล็ก ตองจี เชียงตุง และมูเซน้ำคำ ที่ติดกับชายแดนจีน และในกรณีที่ผู้ประกอบการจากรัฐฉานต้องการซื้อสินค้าจากไทยจำนวนมากก็สามารถติดต่อบริษัทรับส่งสินค้าได้เลยในงานนี้

ในส่วนหอการค้าทั้ง 4 เมืองของรัฐฉานที่มาร่วมงานนั้น มีทั้งผู้ประกอบการด้านโรงงาน การเกษตร และการขนส่ง ซึ่งจะได้มาเจรจาธุรกิจกับทางหอการค้าในกลุ่มภาคเหนือตอนบน ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย แพร่ พะเยา และน่าน โดยในส่วนของรัฐฉานนั้นสินค้าจากประเทศอื่นเข้าไปได้ยาก หากเทียบกับสินค้าไทย เนื่องจากมีชายแดนติดกับฝั่งไทยหลายด้าน

“ผู้ประกอบการรายใดที่ไม่เคยส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศมาก่อน งานครั้งนี้จะเป็นช่องทางการขายอย่างดี” สุราษฎร์ธานี – นายเอกรักษ์ ชูหนู อายุ 31 ปี เกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลลีเล็ต อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ฯ ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี ก็เป็นเกษตรกรเต็มตัว สมัยพ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เนื่องจากใกล้ทะเล ในเนื้อที่ 39 ไร่ แต่เกิดปัญหาน้ำจืดเกินไป ต้องใส่เกลือเพิ่มทำให้ขาดทุนจนต้องหยุดเลี้ยง

อย่างไรก็ตามได้ลองเลี้ยงใหม่ แต่ลงแค่บ่อเดียว จาก 5 บ่อ ที่เหลือปลูกมะพร้าวน้ำหอมตามเพื่อนบ้าน เนื่องจากเป็นดินกร่อย ทำให้รสชาติหวานหอมกว่าที่อื่น โดยปลูกบนเนื้อที่ 15 ไร่ จำนวน 300 ต้น

ทั้งนี้ครั้งแรกลงทุน 10,000 บาท ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องรดน้ำ เก็บผลผลิต 15 วัน ต่อครั้ง ซึ่งตั้งเป้าไว้ 140 บาท ต่อต้น หรือ 40,000 บาท ต่อรอบ มีรายได้เทียบเท่ากับปาล์มน้ำมัน 50 ไร่ นกจากนั้นรอบบ่อยังปลูกกล้วยน้ำว้า ทำให้บ่อกุ้งร้างกลับมามีประโยชน์ สร้างมูลค่าให้กับครอบครัวได้อีกครั้ง ซึ่งในพื้นที่นี้มีเกษตรกรหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ ควบคู่กับปาล์มน้ำมัน จากเดิมในพื้นที่แถวนี้เป็นบ่อกุ้งเกือบทั้งหมด

“อุตตม” วางโมเดลภาคอีสานปั้น “ฟู้ดวัลเลย์-เขตส่งเสริมไบโอชีวภาพ” หนุนตั้งนิคมใหม่ 3 จังหวัด “อุดรธานี หนองคาย มุกดาหาร” นำร่อง “เกษตรแปรรูป” พร้อมจูงใจนักลงทุน ปักธงอีสานใช้อุตสาหกรรมเป็นตัวกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุน

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามแผนการพัฒนาประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเป้าหมายการพัฒนา เพื่อให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมด้านการเกษตร ดังนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้จัดทำยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่โดยกำหนดให้ 1 จังหวัดของภาคอีสานจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหารในรูปแบบของ “ฟู้ดวัลเลย์” และอีก 1 จังหวัดจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพในรูปแบบของ “เขตส่งเสริมไบโอชีวภาพ”

ขณะเดียวกันกำหนดให้อีก 3 จังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย มุกดาหาร จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม โดยให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่วางรูปแบบโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรมให้ชัดเจน เช่น การแบ่งโซนเพื่อเช่าหรือขายสำหรับสร้างโรงงาน SMEs ลานประชารัฐให้เป็นพื้นที่กิจกรรมแสดงสินค้าท้องถิ่น ห้องปฏิบัติการด้านการทดสอบ โดยให้เอกชนสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์เพื่อช่วยการพัฒนาสินค้า กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้รายเล็กโรงกำจัดขยะอุตสาหกรรม และนิคมทุกแห่งจะต้องเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

“รัฐบาลมีแผนตั้งนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง เพื่อดึงอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) มาลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมไอโบชีวภาพ เพราะ 3 พื้นที่เคยทำการศึกษาไว้แล้ว และมีเอกชนเสนอโครงการเข้ามา และมีวัตถุดิบป้อนให้อุตสาหกรรมได้ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โดย จ.มุกดาหารและหนองคายกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) อยู่แล้ว จึงง่ายที่จะสานต่อ ขณะที่อุดรธานีมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสูง ทั้งหมดเราเปิดทางให้นักลงทุนทำจะร่วมกับ กนอ. หรือ กนอ. ลงทุนทำเองก็ได้ หลังจากนี้จะเริ่มศึกษาว่าควรเป็นรูปแบบใดเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมในอีก 1-2 ปีนี้”

สำหรับพื้นที่ภาคอีสานจะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ลงทุนคล้ายกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่จะมีความแตกต่างกัน คือ EEC ปักธงให้ 3 จังหวัดใช้พื้นที่เป็นตัวกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุน แต่อีสานจะปักธงใช้อุตสาหกรรมมาเป็นตัวกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุน คือ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจะเป็นไปตามอุตสาหกรรมที่สนับสนุน แต่จะไม่สูงไปกว่าสิทธิประโยชน์ใน EEC

ทั้งนี้ ได้ดึงให้ภาคเอกชนที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าร่วมประชารัฐในกลุ่มส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs & Startup) หรือกลุ่ม D2 และกลุ่มพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) หรือกลุ่ม D5 เพื่อร่วมกำหนดและวางกรอบของแนวทางการพัฒนาให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการพัฒนาทั้งวัตถุดิบ ต่อยอดทุกอุตสาหกรรมสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตด้วยหุ่นยนต์ วางกลยุทธ์ให้บุคลากรทำงานด้านที่ยังพึ่งพาแรงงานร่วมกับมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยีที่มีงานวิจัยมาช่วยให้นำไปสู่อุตสาหกรรมไบโอชีวภาพเต็มรูปแบบ

แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า คาดว่า จ.นครราชสีมาจะเป็นพื้นที่เป้าหมายในการตั้งฟู้ดวัลเลย์เพราะศักยภาพของจังหวัดมีแหล่งวัตถุดิบ ส่วนเขตส่งเสริมไบโอชีวภาพคือ จ.ขอนแก่น เพราะมีโรงงานน้ำตาลพร้อมลงทุน รอเพียงหลักเกณฑ์ที่จะประกาศเป็นเขตส่งเสริมพิเศษ เพราะหากจะให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคอีสานไม่ง่าย ต้องมี พ.ร.บ.ออกมารองรับขั้นตอนนานเกินกว่าที่นักลงทุนจะรอได้

ส่วนสิทธิประโยชน์สามารถใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เรื่องการยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 13 ปี และ พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (กองทุน 10,000 ล้านบาท) ยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 15 ปี หากมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยสนับสนุนพัฒนาด้านผู้เชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

กกพ. เดินหน้าผลักดันการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ เปิดให้จองความสามารถในการให้บริการสถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ภายหลัง จากที่ กพช. ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 เห็นชอบเรื่องแผนระบบรับส่งและโครงการสร้างพื้นฐานก๊าซ ธรรมชาติเพื่อความมั่นคง ในการรองรับการจัดหาและนำเข้า (LNG) โดยให้ดำเนินโครงการ ขยายกำลังการแปรสภาพ LNG ของมาบตาพุด LNG Terminal เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านตันต่อปี ในวงเงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดส่งก๊าซเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในปี 2562 โดยโครงการดังกล่าวมี บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ และเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออก ประกาศเชิญชวนจองความสามารถในการให้บริการของมาบตาพุด LNG Terminal สำหรับกำลังการแปรสภาพ LNG ส่วนขยายเพิ่มเติม 1.5 ล้านตันต่อปี (กำลังการผลิตสูงสุดรวมเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี)

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ได้รายงานผลการเตรียมความพร้อมต่อสำนักงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ทราบถึงรายละเอียดการเปิดให้จองความสามารถในการ ให้บริการของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด ส่วนขยายเพิ่มเติม 1.50 ล้านตันต่อปี ว่า บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะให้ผู้ที่ ประสงค์จะขอใช้บริการยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2560 ในเวลา 10.00 น. ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ในเวลา 17.00 น. (เฉพาะในเวลาทำการของบริษัท) โดยบริษัทฯ จะประกาศผล การจัดสรรปริมาณความสามารถในการให้บริการในวันที่31 ตุลาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ซึ่งขณะนี้ได้มีการ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ใช้บริการ (Shipper) ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุดแล้ว จำนวน 2 ราย คือ บริษัท ปตท. จ ากัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

“ที่ผ่านมา กกพ. ได้พยายามผลักดันให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานรายใหม่เข้าใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซ ธรรมชาติหรือสถานีแอลเอ็นจีผ่านการจัดสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจถึงหลักการและข้อกำหนดในการใช้หรือ เชื่อมต่อกับระบบส่งก๊าซธรรมชาติ หรือการใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี (TPA Code) ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด โดย กกพ. มุ่งหวังที่จะให้เกิดการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และมีความโปร่งใส เพื่อให้ผู้ใช้พลังงานได้รับประโยชน์สูงสุด” นายวีระพล กล่าวเสริม

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “พื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของไทย ที่มีผลิตผลการเกษตร มีสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่น ที่เป็นอัตตลักษณ์ของท้องถิ่น ที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน ผัก และผลไม้ ที่น่าสนใจ หลากหลาย แต่ปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพของประชาชน และต่อเนื่องถึงทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีบทบาทในการเข้าร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการจัดกิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้” จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับพี่น้องชายแดนใต้

กิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้” ได้เริ่มจัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2551 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยได้มีการจัดอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 10 โดยกิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้ ครั้งที่ 10” จะเป็นการรวบรวมสินค้าคุณภาพ ราคาพิเศษ อาทิ สินค้าแปรรูป งานหัตถกรรม จากชาวบ้าน จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มารวบรวมไว้ ให้ประชาชนที่สนใจได้จับจ่ายภายในงาน

นอกจากนี้ยังมีการ ออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมือง อาทิ ปลากุเลา ไก่กอและ ข้าวมันไก่เบตง ใบไม้สีทอง ผลไม้สด ลองกอง ทุเรียน รวมถึงผักพื้นเมือง และกิจกรรมสาธิตการทำหัตถกรรม การแสดงศิลปะพื้นเมืองฯลฯ

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาส และเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าให้กับพี่น้องประชาชน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นที่รับรู้ได้เป็นอย่างดี และเป็นการช่วยเศรษฐกิจของชาวบ้านในพื้นที่ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ผู้ที่สนใจยังได้มีโอกาสพบปะกับชาวบ้าน และเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า ทำให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรกรรม และหัตถกรรมมากขึ้น

ผู้ที่มาจับจ่ายสินค้าภายในงานยังจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ และราคาถูกอีกด้วย กิจกรรม “ของดีจากชายแดนใต้ครั้งที่ 10” เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ บริเวณตลาด อ.ต.ก. ( พหลโยธิน ) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

“ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่” เล็งเจรจาดิวโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น 1-2 โครงการปีนี้ ล่าสุด EXIM Bank ปล่อยกู้ 2,257.50 ล. ลุยชีวมวล 3 โรง 22.2 MW พร้อมโชว์งบฯครึ่งปี 2560 กำไรสุทธิ 224.74 ล้านบาท

ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ประธานกรรมการ yourplanforthefuture.org และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ 224.74 ล้านบาท โดยที่กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นในส่วนของโครงการใหม่ ๆ ทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีโรงไฟฟ้าที่สร้างแล้วเสร็จ รวม 4 โรง นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ขนาด 1 เมกะวัตต์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งสิ้น 37 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขายรวม 298.42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นในประเทศ 29 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขาย 121.7 เมกะวัตต์ และประเทศญี่ปุ่น จำนวน 8 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขายจำนวน 176.72 เมกะวัตต์

โดยช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ บริษัทมีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น อีกประมาณ 3.24 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนที่จะเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น เพิ่มเติมอีกจำนวน 1-2 โครงการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาและศึกษาโครงการ คาดว่าจะสามารถเห็นความชัดเจนได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 154.98 เมกะวัตต์

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 โครงการ รวม 22.2 เมกะวัตต์ ล่าสุดบริษัท ออสการ์ เซฟ เดอะ เวิลด์ จำกัด (OSCAR) และบริษัท บางสวรรค์ กรีน จำกัด ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank วงเงิน 2,257.50 ล้านบาท สำหรับลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลโดยบริษัท ออสการ์ เซฟ เดอะ เวิลด์ จำกัด (OSCAR) 2 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขายโครงการละ 8.8 เมกะวัตต์ รวม 17.6 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีสัญญาขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้ว โดยโรงไฟฟ้า OSCAR 1 จะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561และโรงไฟฟ้า OSCAR 2 เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2562

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 1 โครงการ จะดำเนินการโดยบริษัท บางสวรรค์ กรีน จำกัด (BSW) กำลังการผลิตเสนอขาย 4.6 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะ COD ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 “ปลาทะเล กุ้ง ปู” ราคาพุ่งกระฉูดสวนกระแสกำลังซื้อซบ เหตุเรือประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้านอ่วมกฎเหล็กไอยูยู-ปัญหาแรงงาน-มรสุม ออกทำประมงไม่ได้ ปริมาณสัตว์น้ำทะเลลดฮวบ บางจังหวัดเริ่มขาดแคลน ปลาทูไทยแท้หายากจ่อสูญพันธุ์ ขณะที่ปลาทูอินเดีย ปากีสถาน มาเลย์ กัมพูชา เวียดนามยึดตลาดเบ็ดเสร็จ ด้านอุตสาหกรรมแปรรูป-โรงงานน้ำปลาเร่งปรับตัวหนีตาย หันนำเข้าวัตถุดิบทดแทน ดันต้นทุนพุ่งเท่าตัว

คนกินสัตว์น้ำทะเลแพงไม่รู้ตัว นายสุรพงษ์ อินทรประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมประมงจังหวัดตราด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การบังคับใช้ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และคำสั่ง คสช.ที่ 10/2558 เรื่องการแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม ประมาณ 2 ปีเศษ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน และเรือประมงพาณิชย์กว่า 30% ต้องจอดหยุดทำการประมง และบางรายเลิกอาชีพประมง ประกอบกับช่วงฤดูมรสุมด้วย ส่งผลให้ปริมาณปลาออกสู่ตลาดน้อยลง ราคาอาหารทะเลปรับราคาสูงขึ้นทั้งปลาสดและวัตถุดิบแปรรูป

รง.หมักน้ำปลา-ผลิตน้ำปลาอ่วม

นายวิบูลย์ เครือลอย ผู้จัดการ บริษัท เทพพรชัย อุตสาหกรรม จำกัด จ.ตราด เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำปลาแท้ตราสามกระต่าย เปิดเผยว่า ปัญหาเรือประมงพาณิชย์และแรงงานที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เรือประมงปลากะตักของไทยต้องนำเรือไปขึ้นที่ท่าเทียบเรือในเกาะกง กัมพูชา และบรรทุกปลากะตักเข้ามาส่งโรงงานใน จ.ตราด ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเป็น 10,000 บาท/เที่ยวรถบรรทุกสิบล้อ และราคาปลากะตักเพิ่มขึ้นจาก 4-5 บาท/กก. เป็น 10 บาท/กก. ขณะนี้โรงงานหมักน้ำปลาปรับราคาขึ้น 10-15% ขณะที่โรงงานผลิตน้ำปลาก็จำเป็นต้องปรับราคาตามไปด้วย และเร็ว ๆ นี้โรงงานหมักน้ำปลาแจ้งว่าจะปรับราคาอีกครั้ง