ม่อนไข่ หรือ เซียนท้อ เป็นไม้นอกผมเคยเห็นผลไม้ชนิดหนึ่ง

รูปร่างคล้ายหัวใจ แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลสุกมีสีเหลือง แต่ไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส จึงไม่ทราบว่ามีรสชาติอย่างไร ถามแม่ค้าได้รับคำตอบว่า ม่อนไข่ หรือ เซียนท้อ ผมอยากทราบว่าเป็นไม้พื้นบ้านของไทย หรือเป็นไม้นำมาจากต่างประเทศ ขอคำแนะนำด้วยครับ

ผลไม้ที่ถามมา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เรียก ม่อนไข่ ชาวราชบุรี เรียกว่า ท้อพื้นบ้าน ชาวปราจีนบุรี เรียก ท้อเขมร ชาวเพชรบูรณ์ เรียก ทิสซ่า และในแถบภาคกลางเรียก เซียนท้อ ม่อนไข่ หรือเซียนท้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Xantolis palmere Bachni. ม่อนไข่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เม็กซิโกตอนใต้ กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ บราซิล แล้วแพร่เข้าไปยังฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส

ม่อนไข่ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบบางเป็นมันที่ผิวด้านบน รูปเรียว แหลม ก้านอ่อนมีสีน้ำตาลกำมะหยี่ ดอกสีครีม มีกลิ่นหอม ผลมีรูปร่างคล้ายหัวใจ มีทั้งชนิดกลมป้อม และยาวรี ผลแก่เปลือกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง เนื้อผลมีสีเหลือง ฟูและเหนียวเล็กน้อย รสหวานไม่มาก ในหนึ่งผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ 1-2 เมล็ด

ม่อนไข่ปลูกได้ดีในประเทศเขตร้อน แต่ดินต้องระบายน้ำได้ดี หากปลูกบนที่สูงอากาศหนาวเย็น เก็บเกี่ยวผลได้ระหว่างเดือนธันวาคมไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถ้าปลูกในที่ราบจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนกันยายน การขยายพันธุ์ทำได้ทั้งใช้เมล็ดและกิ่งตอน

เนื้อม่อนไข่อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนี้ ยังมีไนอะซินและเบต้าแคโรทีนสูง มีประโยชน์ในการช่วยชลอความแก่อีกด้วย

ดัชนีรายได้เกษตรกร เดือนสิงหาคม 2561 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.84 เมื่อเทียบกับสิงหาคมปีก่อน คาด กันยายน แนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรยังเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 2.28 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไข่ไก่ และ สุกร

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนสิงหาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2560 ร้อยละ 4.84 โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนสิงหาคม 2561 ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2560 ร้อยละ 2.98 สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง

ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% ราคาลดลงเล็กน้อย เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มภาคกลางทั้ง 13 ทุ่งเริ่มทยอยออกสู่ตลาดและเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากในช่วงเดือนตุลาคม ยางพาราราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการจากต่างประเทศที่ลดลง ซึ่งอาจมีสาเหตุจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น และความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากความต้องการน้อยกว่าผลผลิต อีกทั้งยังมีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการส่งออกชะลอตัว และไก่เนื้อราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการใช้และบริโภค

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลังราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างเพาะปลูกฤดูใหม่ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการส่งออกมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ลำไย ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน แม้ว่าอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกกระจุกตัว

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนสิงหาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2560 ร้อยละ 8.06 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา ลองกอง มังคุด ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรดมัน สำปะหลัง สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม

หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกันยายน 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 2.28 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.84 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และลองกอง ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 6.02 สินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สุกรไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนกันยายน 2561 ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไข่ไก่ สุกร

อย่างไรก็ตาม เดือนตุลาคม 2561 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนดัชนีราคาคาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และไข่ไก่

คุณประดิษฐ์ พรมจันทึก อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 1 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้ทำการเลี้ยงโคแบบใช้พื้นที่น้อยแต่สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อปี จึงนับว่าการเลี้ยงโคไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่หลายๆ คนมองว่ายุ่งยากในการเลี้ยงอีกต่อไป ทำให้เวลานี้ทุกคนในชุมชนได้มาทำการเลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริม ทำให้ทุกครัวเรือนมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

คุณประดิษฐ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพรับจ้างทั่วไปอยู่ในหมู่บ้านซึ่งสมัยก่อนยังไม่ได้มีการนำโคเข้ามาเลี้ยง ต่อมาเมื่อเก็บเงินได้จำนวนมากขึ้น พอมีเงินเป็นต้นทุนในการทำอาชีพต่อไป จึงได้นำเงินไปซื้อโคมาเลี้ยงบริเวณบ้านเพราะมองว่าน่าจะสร้างรายได้ที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้

“สมัยก่อนนั้นพ่อกับแม่ก็เลี้ยงก่อน ก็หยุดไป เพราะมองว่ามันดูเป็นเรื่องไกลตัว ที่การเลี้ยงโคต้องใช้พื้นที่เยอะ เสร็จแล้วพอเรามีเงินทุนก้อนใหม่ ก็เลยทดลองซื้อมาเลี้ยงใหม่ โดยไม่ได้คำนึงเรื่องเนื้อที่แล้วว่า ต้องใช้มากเหมือนสมัยก่อน มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ หรือไม่ถึงไร่ เราก็สามารถเลี้ยงได้ เพราะมองว่าการเลี้ยงโคน่าจะเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้ได้พอสมควร หากมีการจัดการที่ดี ผมจึงเริ่มมาเลี้ยงอย่างจริงจังประมาณปี 2557 มาเลย” คุณประดิษฐ์ บอกถึงที่มา

ในเรื่องของการเลี้ยงโคเนื้อนั้น คุณประดิษฐ์ บอกว่า ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพียงทำโรงเรือนให้โคได้หลบแดดหลบฝน และแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ได้เดินเล่นภายในบริเวณใกล้โรงเรือนที่อยู่เล็กน้อย จากนั้นหาซื้อโคจากแหล่งทั่วไปที่เชื่อถือกัน เช่น จากชาวบ้านในชุมชนที่เลี้ยงมาก่อนหรืออาจจะในหมู่เพื่อนก็ได้ โดยในช่วงแรกนั้นเขาซื้อโคมาเลี้ยงประมาณ 3 ตัว

“ช่วงแรกๆ เราเอาแบบง่ายๆ ก่อน คือซื้อตัวผู้มาเลี้ยงแล้วขุนให้โต จากนั้นก็ค่อยขาย เสร็จแล้วมองว่าแบบนี้ไม่น่าจะทำเงินได้ เพราะซื้อมาแล้วขายไป ต้นทุนก็น่าจะสูงกว่า ก็เปลี่ยนหาซื้อตัวเมีย เพื่อเลี้ยงให้เป็นแม่พันธุ์ เพราะว่าในอนาคตเราสามารถขายลูกที่ออกมาจากแม่พันธุ์ได้ จึงได้มีการซื้อแม่พันธุ์มาเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น โดยเอาตัวเมียที่มีอายุ 8-9 เดือนมาเลี้ยง มาเลี้ยงต่อให้เติบโตจนสามารถเป็นแม่พันธุ์ ก็จะได้แม่พันธุ์ที่มีอายุประมาณ 2 ปีกว่าๆ ก็สามารถผสมพันธุ์ได้” คุณประดิษฐ์ บอกถึงการเลี้ยงโค

การผสมเทียมเพื่อให้ติดลูกส่วนใหญ่ คุณประดิษฐ์ บอกว่า จะเน้นการผสมเทียมโดยให้สัตวแพทย์มาทำการผสมให้ โดยจะเลือกน้ำเชื้อเองว่าต้องการแบบไหนที่จะให้นำมาผสมกับแม่พันธุ์ เมื่อการผสมเทียมเสร็จสมบูรณ์ โคแม่พันธุ์จะตั้งท้องต่อไปอีกประมาณ 9 เดือน

เมื่อได้ลูกโคจากการตั้งท้องของแม่พันธุ์มาแล้ว คุณประดิษฐ์ บอกว่า จะขังให้อยู่ในคอกประมาณ 7 วัน หลังจากนั้น ก็จะปล่อยให้ออกมาเดินนอกบริเวณคอก จากนั้นก็จะทำการฉีดยาบำรุงและทำวัคซีนต่างๆ เพื่อให้ลูกโคมีความแข็งแรง
“อาหารที่ใช้เลี้ยงโค ก็จะเน้นเป็นหญ้าที่หาตัดได้เองตามทุ่งทั่วไป บางส่วนก็จะปลูกเอง พวกหญ้าเนเปียร์ สลับกับการให้อาหารข้นบ้าง โดยลูกโคก็ให้กินอาหารเหมือนกับโคตัวอื่นๆ ในคอก แต่ส่วนใหญ่ก็จะเน้นให้กินนมแม่ พอลูกโคโตได้อายุประมาณ 10-11 เดือน ก็จะเตรียมขายให้กับคนที่รับซื้อในกรณีที่เป็นตัวผู้ ส่วนตัวเมียก็จะดูความสวยงามอีกครั้ง ถ้ารูปทรงดีก็เก็บไว้ผลิตลูกต่อไป แต่ถ้าเราอยากขายก็สามารถขายทำราคาได้เช่นกัน” คุณประดิษฐ์ บอก

ในเรื่องของการทำตลาดสำหรับขายโค คุณประดิษฐ์ บอกว่า จะมีรถพ่อค้ามาขอซื้อถึงที่บ้านโดยที่เขาไม่ต้องไปส่งขายที่ไหน เพราะภายในชุมชนเวลานี้ก็มีการส่งเสริมเลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริมมากขึ้น จนทำให้ทุกคนภายในหมู่บ้านได้รวมกลุ่มและแลกเปลี่ยนความรู้ของการเลี้ยงโคซึ่งกันและกัน จึงทำให้การเลี้ยงโคภายในชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถต่อรองในเรื่องของราคากับพ่อค้าได้

“โคตัวผู้อายุประมาณ 10-11 เดือน ราคาจะขายอยู่ที่ตัวละ 20,000 กว่าบาท ส่วนตัวเมียถ้ามีลักษณะสวย โครงสร้างดี ราคาก็สามารถสูงขึ้นไปได้อีกถึง 30,000 กว่าบาท ซึ่ง 1 ปี สมมุติเรามีแม่พันธุ์ 2-3 ตัว ลูกโคที่ออกมามีลักษณะที่สวย ทรงดี รายได้ต่อปีของการขายโคก็สามารถจับเงินแสนได้ เพราะอาหารบางอย่างเราไม่ต้องลงทุน สามารถเลี้ยงแบบลดต้นทุนได้ ขอให้มีความขยันหาหญ้ามาให้โคกินได้ สิ่งที่เราทำก็จะตอบแทนให้มีรายได้เช่นกัน และที่สำคัญมูลโคยังขายได้อีกด้วย เรียกง่ายๆ ว่าการเลี้ยงโคสามารถทำรายได้ให้ได้หลายอย่าง” คุณประดิษฐ์ บอกถึงราคาขาย

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงโคให้ประสบผลสำเร็จสามารถทำเงินมีรายได้ คุณประดิษฐ์ แนะนำว่า สิ่งที่ต้องมีก่อนที่จะลงมือทำคือใจรัก เมื่อมีใจรักแล้วการเลี้ยงโคก็จะไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องความอดทน เพราะการเลี้ยงโคต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เมื่อทุกอย่างพร้อม โคสามารถขายได้ ผลตอบแทนที่ได้รับก็คุ้มค่าอย่างแน่นอน ถ้ามีหลัก 3 อย่าง คือ ใจรัก อดทน ขยัน ความสำเร็จเกิดขึ้นแน่นอน

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือจัดซื้อผักปลอดภัยระหว่าง ซีพีเอฟ และเกษตรกร ในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผักและผลไม้นครปฐม ภายใต้ “โครงการตลาดนำการผลิต ผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค” สร้างรายได้ยั่งยืนแก่เกษตรกร

จากแนวนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการเชื่อมโยงภาคเอกชน ซึ่งมีความต้องการใช้พืชผลทางการเกษตรที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสำเร็จรูป กับเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักอย่างปลอดภัยตามหลักการ GAP (Good Agriculture Practice) เข้าด้วยกัน อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืนของเกษตรกรและการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เป็นแนวทางให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาด โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการทำงานร่วมกัน นับเป็นแนวคิดด้านการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการสินค้าเกษตรเกิดความสมดุลกัน โดยกระทรวงฯทำหน้าที่สนับสนุนให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ บริษัทเอกชน สหกรณ์การเกษตร หรือผู้ค้า เป็นต้น

ล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ สามารถเชื่อมโยงตลาดขนาดใหญ่ระดับโลกผ่านบริษัทชั้นนำของไทย กับเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัย ใน “โครงการตลาดนำการผลิต ผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค” ซึ่งเป็นการลงนามความร่วมมือสั่งซื้อพืชผักของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผู้ผลิตอาหารปลอดภัยไปจำหน่ายยังทั่วทุกมุมโลกและเกษตรกรในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผักและผลไม้นครปฐม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอีกขึ้นหนึ่งของกระทรวงฯ

ด้าน นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ ระบุว่า บริษัทยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายรัฐที่มุ่งสร้างรายได้และอาชีพอย่างยั่งยืนแก่เกษตรกร โครงการตลาดนำการผลิต ผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ถือเป็นโครงการที่ดีที่จะก่อประโยชน์ให้ทุกฝ่าย โดยในส่วนของการจัดซื้อวัตถุดิบ บริษัทเองจะได้รับผักจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยระบบ QR CODE รับรู้แหล่งปลูกที่ชัดเจนและเป็นผักที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดภัย GAP ภายใต้การคัดบรรจุและตัดแต่งตามมาตรฐานคุณภาพ GMP และที่สำคัญคือการได้ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรไทยให้มีรายได้และอาชีพอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 3 เสาหลักความยั่งยืนที่บริษัทดำเนินการอยู่ อันได้แก่ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่

ทั้งนี้ บริษัทได้ให้การสนับสนุนความรู้ด้านการปลูกผักปลอดภัยและสนับสนุนเงินในการปรับปรุง พื้นที่ โรงตัดแต่ง และโรงคัดบรรจุ ทั้งในรูปแบบเงินให้เปล่าและเงินยืมลงทุน โดยจะเริ่มต้นที่พืชผักประเภท ใบกะเพรา ใบโหระพา และพริกขี้หนูพันธุ์จินดา เขียว-แดง ซึ่งเชื่อว่าเกษตรกรจะสามารถปรับปรุงการผลิตและเพิ่มปริมาณผลผลิตได้ตามที่บริษัทต้องการใช้ได้อย่างเพียงพอในเร็วๆ นี้

นายสุธรรม จันทร์อ่อน ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผักและผลไม้นครปฐม ซึ่งเป็นผู้แทนกลุ่มเกษตรกรในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรมีกำลังใจที่จะผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาเคยผลิตแล้วหาตลาดไม่ได้ต้องไปขายในตลาดเดียวกับผักทั่วไป แต่พอซีพีเอฟเข้ามารองรับก็มีปริมาณความต้องการที่ชัดเจน เกษตรกรเชื่อมั่นว่าเราไม่โดดเดี่ยว มีทั้งส่วนราชการและเอกชน เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนการผลิตด้วยดี จากที่มีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตซีพีเอฟก็เข้ามาช่วยสนับสนุนปรับปรุงการผลิต เช่น โรงบรรจุผัก ทำให้สามารถขับเคลื่อนโครงการได้ดีขึ้น ตลอดจนช่วยคลี่คลายปัญหาแรงงานภาคเกษตรไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เพราะการมีรายได้ที่ทัดเทียมอย่างมั่นคง ก็ช่วยให้แรงงานไหลกลับเข้ามาภาคเกษตร ลดปัญหาสังคมต่างๆ ลงได้อีก

ความร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายคู่ธุรกิจภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิตที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนี้ถือได้ว่าเป็นการต่อยอด นโยบายการส่งเสริมสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐาน GAP ในแปลงใหญ่และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคเรื่องสินค้าคุณภาพปลอดภัย ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ผลลัพธ์ที่ได้ยังทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศซึ่งจะสร้างความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก

ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ และการพัฒนาวิชาชีพ กับ นายอาคม เวพาสยนันท์ สมาคมนักผังเมืองไทย ในการพัฒนาวิชาชีพ ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ชั้น 2 อาคารราชมงคล 36 มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์นนทบุรี

ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดี มทร.สุวรรณภูมิ กล่าวว่า สมาคมนักผังเมืองไทยเป็นแกนหลักผลักดันขับเคลื่อนการพัฒนาวิชาชีพผังเมืองร่วมกัน โดยต้องขอชื่นชมสมาคมที่ดำเนินการมากว่า 25 ปี จนบังเกิดสัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพซึ่งใช้ระยะเวลากว่า 3 ปี ในการผลิตเครื่องมือร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ องค์กรมหาชน จนสามารถขยายผล และนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ในการทดสอบสมรรถนะบุคคลที่จะเป็นนักผังเมือง ซึ่งนักผังเมืองนั้นจะเป็นกำลังการขับเคลื่อนประเทศได้เป็นอย่างดี หากนักผังเมืองนั้นเป็นบุคคลที่มีคุณภาพและจะเป็นผู้วางแผนได้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับชาติ หรือเชื่อมโยงไปในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังต้องเป็นผู้รอบรู้ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การออกแบบ สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค ประชากรศาสตร์ ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ฯลฯ

และในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เราจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนากำลังคนและวิชาชีพในด้านนี้ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมียุทธศาสตร์และเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากร และอื่นๆ อย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน รวมไปถึงการพัฒนาด้านการวิจัยและผลิตผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามความเหมาะสม ความร่วมมือในวันนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่มุ่งไปสู่เรื่องคุณภาพมาตรฐานเพื่อการขับเคลื่อนและสมรรถนะด้านกำลังคนในทุกระดับอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพได้ต่อไปในอนาคต

นายอาคม เวพาสยนันท์ สมาคมนักผังเมืองไทย กล่าวว่า สมาคมนักผังเมืองไทย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ร่วมลงนามความร่วมมือกัน โดยมีประเด็นสาระสำคัญอยู่ 5 ประเด็นใหญ่ๆ คือ ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรสายวิชาการ และนักศึกษา โดยให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน และใช้ทรัพยากรทางวิชาการร่วมกัน ส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ส่งเสริมความร่วมมือในการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ชุมชน ทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่งเสริมความร่วมมือในการจัดประชุมและสัมมนาทางวิชาการ ตลอดจนกิจกรรมทางวิชาการอื่นๆ ทั้งระดับชาติและนานาชาติ และส่งเสริมความร่วมมือการจัดตั้งสำนักงานสมาคมเพื่อใช้ในการเป็นสนามสอบการรับรองมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพร่วมกัน

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังตอบสนองประเด็นยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย คือ ยุทธศาสตร์ที่ 4 ส่งเสริมและสนับสนุนกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยและสังคม ตามกลยุทธ์ที่ 4.2 สร้างพันธกิจสัมพันธ์ทางวิชาการและวิชาชีพกับหน่วยงานภายในและภายนอกประเทศ และยุทธศาตร์ที่ 5 บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความมั่นคงและบริหารจัดการตนเองได้ ตามกลยุทธ์ที่ 5.5 บริการจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีตัวชี้วัดคือจำนวน Inspection body หรือ Certified body ที่สามารถสร้างรายได้ให้มหาวิทยาลัยอีกด้วย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงนามความร่วมมือระหว่างสมาคมนักผังเมือง และ มทร.สุวรรณภูมิ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

คุณเมจิรา สงวนชม เจ้าของสวนชนาภัทร ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 16 ตำบลบ้านพระ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ได้นำต้นหม่อนมาปลูกเพื่อเป็นไม้ขุดล้อม ต่อมาเมื่อไม้สามารถให้ผลผลิตได้ จึงนำมาแปรรูปให้มีความหลากหลาย จึงเกิดเป็นสินค้าติดตลาดสร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดีทีเดียว

คุณเมจิรา เล่าให้ฟังว่า การทำสวนเป็นอาชีพที่ทำมานานตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเธอ แต่ในสมัยนั้นเรื่องเหล่านี้ยังไม่ได้อยู่ในสายตาของเธอเลยก็ว่าได้ เพราะมองว่าเป็นงานที่หนักและไม่น่าจะมีความสุขในสายงานนี้ จึงทำให้ไปหางานทำทางด้านอื่นเพื่อเป็นอาชีพให้กับตนเอง แต่ก็ยังไม่เกิดความสุขในงานบริษัทที่ได้ไปสัมผัส จึงได้ตัดสินใจกลับมาบ้านและลองทำสวนอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

“ช่วงแรกที่จะกลับมาทำ คนเขาก็มองว่าเราจะทำได้เหรอ เพราะสมัยก่อนทำงานบริษัทมันน่าจะสบายกว่าการที่มาทำสวน เสร็จแล้วเราก็ลองมาทดลองทำดู เพราะมองว่าของแบบนี้มันก็เหมือนอยู่ในสายเลือด เพราะช่วงที่เรายังเด็กก็จะเห็นแม่เขาปลูกเงาะ มังคุด ทุเรียน ซึ่งของพวกนี้ปีหนึ่งผลผลิตมันก็จะได้ครั้งเดียว เราก็มามองว่ามันน่าจะมีอย่างอื่น ที่ทำแล้วให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปีมาปลูก ช่วงแรกนี่บอกเลยเหนื่อยมากๆ ในการทำสวน ในการเริ่มต้นใหม่ในชีวิตเรา” คุณเมจิรา เล่าถึงที่มา

โดยประมาณปี 2545 เธอบอกว่า ได้ปลูกกะเพราและพืชผักสวนครัวเพื่อตัดส่งขายก่อน แต่ราคาของผลผลิตก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้พัฒนานำต้นไม้ที่อยู่บริเวณบ้านทำเป็นไม้ขุดล้อมเพื่อขายให้กับลูกค้า เช่น ต้นมะม่วง และไม้ผลอื่นๆ ก็สามารถทำเงินได้ดี ต่อมาได้ไปรู้จักกับต้นหม่อนจึงได้นำมาทดลองปลูกและศึกษาเรียนรู้วิธีปลูกอย่างจริงจัง จนสำเร็จเกิดเป็นรายได้มาถึงปัจจุบันนี้

ในช่วงแรกที่เริ่มปลูกหม่อน คุณเมจิรา บอกว่า ได้เดินทางไปในหลายๆ พื้นที่ เพื่อหาซื้อต้นพันธุ์มาปลูก และเรียนรู้วิธีการขยายพันธุ์ ลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ ซึ่งระยะห่างการปลูกหม่อนไม่มีระยะห่างที่ตายตัวสำหรับสวนของเธอ เพราะสวนทำไม้ขุดล้อมอยู่ก่อน ดังนั้น เมื่อนำหม่อนมาปลูกก็จะปลูกลงในพื้นที่ว่างให้เต็มบริเวณสวน

“การปลูกไม้ ถ้าระยะห่างที่ดี ก็ควรอยู่ที่ 4×4 เมตร แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรที่ตายตัว ตรงไหนที่ไม้ขุดล้อมเราขุดขายไปแล้ว ก็จะเอาหม่อนลงไปปลูก มันก็จะมีคละกันไป โดยที่นี่ปลูกหม่อน การใส่ปุ๋ยจะไม่มีใช้ปุ๋ยเคมีเลย จะใส่เฉพาะขี้ไก่อย่างเดียว บำรุงหลังช่วงที่เราเก็บผลผลิตหมดไป โดยที่นี่สามารถบังคับให้มีผลได้ตลอดทั้งปี ซึ่งหม่อนจริงๆ จะออกผลได้ปีละ 2 ครั้ง แต่เราทำให้ออกได้ตลอดทั้งปี” คุณเมจิรา บอก

ซึ่งวิธีการทำให้หม่อนออกผลได้ตลอดทั้งปีนั้น คุณเมจิรา เผยเทคนิคว่า หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้ว จะตัดยอดเพื่อเป็นการตัดแต่งต้นก่อน จากนั้นลิดใบออกจากต้นให้หมด เพื่อให้ไม้แตกกิ่งและแตกยอดใหม่ เมื่อต้นหม่อนมีกิ่งและยอดใหม่ออกมาก็จะทำให้มีผลตามมาด้วย

ซึ่งหม่อนที่ให้ผลผลิตได้เต็มที่ อายุไม้ควรอยู่ที่ 6 เดือน ขึ้นไป ก็จะทำให้ผลผลิตที่ได้ เก็บได้แบบจำนวนมากๆ และนอกจากนี้ ยังมีการแบ่งโซนเก็บเกี่ยวเพื่อให้มีผลผลิตในปริมาณที่คงที่ และเก็บผลมาแปรรูปได้ตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการดึงลูกค้าในการซื้อขายไม่ให้ผลผลิตขาดช่วงตลาด

“ที่สวนก็จะปลูกหม่อนอยู่ประมาณ 2,000 ต้น บางส่วนก็จะเอาไว้เก็บผลมาแปรรูป และบางส่วนก็จะทำเป็นไม้ขุดล้อม ขายให้กับคนที่เขาสนใจนำไปปลูก ตรงไหนขุดไปก็นำต้นใหม่ที่เราชำไว้มาปลูก มันก็จะหมุนเวียนอยู่แบบนี้ เรียกว่าหม่อนทำรายได้ให้กับเราได้หลากหลาย ขายต้นก็ได้ ผลนำมาแปรรูปก็สร้างมูลค่าได้ค่อนข้างดีอีกด้วย” คุณเมจิรา บอก

ในช่วงทำการตลาดระยะแรก คุณเมจิรา บอกว่า จะเน้นขายแบบผลสด โดยไปขายยังตลาดคลองถมที่อยู่ภายในตัวเมืองปราจีนบุรี ซึ่งช่วงนั้นคนในพื้นที่ยังไม่มีใครรู้จักผลของหม่อนมากนัก เพราะคิดว่าเป็นผลไม้ที่ขึ้นอยู่ตามที่สูงอย่างเช่น ภาคเหนือ ต่อมาเธอก็นำผลผลิตออกขายเรื่อยๆ ทำให้ลูกค้ารู้ว่าไม้ชนิดนี้สามารถปลูกได้ในจังหวัดปราจีนบุรี

“พอคนเริ่มสนใจมากขึ้น มีความสงสัยมากขึ้นว่า ไม้ชนิดนี้สามารถปลูกได้จริงไหมที่นี่ ทีนี้เราก็เลยมองไปเป็นอนาคต ทำสวนเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนได้มาศึกษา ว่าการปลูกหม่อนทำยังไง เพื่อให้เห็นการปลูกและการแปรรูปแบบครบวงจร ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็จะไม่เน้นขายผลสดเท่าไร เพราะจะเน้นเอามาแปรรูปมากกว่า ก็ทำให้สินค้ามีมูลค่าและทำได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น” คุณเมจิรา บอกถึงหลักการทำตลาด

โดยผลจากหม่อนที่สวนของเธอนั้น สามารถนำมาทำเป็นน้ำหม่อน แยม และเป็นหม่อนที่ผสมรับประทานรวมกันกับโยเกิร์ต สินค้าแปรรูปขายตั้งแต่ราคา 20 บาท ไปจนถึงหลักร้อยบาท นอกจากนี้ ยังขายกิ่งพันธุ์ที่ปักชำเองหรือแบบเป็นไม้ขุดล้อมที่ต้นใหญ่หน่อย ราคาอยู่ที่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยบาท จึงนับได้ว่าหม่อนที่เธอสนใจและชื่นชอบสามารถสร้างรายได้ให้กับเธอหลายหลากช่องทางเลยทีเดียว

“สำหรับเรามองว่า การขายผลสด ตลาดอาจจะไม่ดีนัก เพราะหม่อนผลเก็บไว้ได้ไม่เกิน 2 วัน ดังนั้น การนำมาแปรรูปไม่มีทางตัน สามารถต่อยอดและพัฒนาสินค้าไปได้เรื่อยๆ และบางส่วนเราก็ขายต้นได้แบบไม้ขุดล้อม ซึ่งควรที่จะสนใจอยากจะทำอาชีพทางการเกษตร ก็จะบอกว่าความอดทนถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งการทำสวนสำหรับเราไม่ต้องขยันอะไรมาก แต่ต้องทำให้สม่ำเสมอ ทำให้ทุกวันวันละนิดละหน่อย ความเครียดก็จะไม่เกิด เราก็จะมีแต่ความสุข และมองเห็นช่องทางต่างๆ ไปเอง” คุณเมจิรา กล่าวแนะนำ