ยอมรับว่าไม่สามารถประเมินจีดีพีภาคเกษตร เพราะตัวเลขหลาย

ตัวผกผันราคาแกว่งตัวมาก และยังมีเรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศ น้ำดีกว่าปีก่อน ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นในแบบกระจุกตัวทำให้ราคาลดลง รวมถึงเศรษฐกิจโลก จึงต้องนำปัจจัยทั้งหมดที่เปลี่ยนแปลงมาประเมินใหม่” นางสาวจริยา กล่าว และว่า หากให้เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จีดีพีภาคเกษตรจะดีขึ้น แต่หากให้เทียบราคาทั้งเรื่องของยางพารา ข้าว ยอมรับว่าไม่ค่อยมั่นใจว่าจะดีขึ้น แม้ทั้งปีจีดีพีภาคเกษตรจะปรับตัวดีขึ้นได้ตามเป้าหมายที่ 2.5-3.5% หรือมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3% นั้น แต่เป็นไปได้ที่ราคาสินค้าที่เกษตรกรขายได้อาจจะต่ำลงกว่าต้นปี หรือช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะผลผลิตอาจมีการเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน และการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านมีมากขึ้น

ตกเป็นข่าวดังชั่วข้ามคืน หลังการเผยแพร่คลิป “อัยการ” หาทางไปกินอาหาร “ร้านลาบ” บนถนนบางแสนสาย 2 ซอย 11 ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล ชื่อ “ร้านป้าแดง ลาบอุบล สาขา 5” ถูกนำมาพูดถึง และปักหมุดตามหากันอย่างต่อเนื่อง พร้อมคำถามตามมา “อาหารรสชาติอร่อยขนาดไหน ไยจึงต้องตามไปลองลิ้มชิมรส”

แท้จริงแล้ว เป็นเพียง “ร้านลาบปกติทั่วไป ที่เน้นคุณภาพอาหารเป็นหลัก ราคากันเองเท่านั้น จึงมีลูกค้ามาอุดหนุนกันเยอะ” เป็นคำยืนยันจาก เชาวลิต รอบโลก หรือ “ตุ๊” เจ้าของร้านป้าแดง ลาบอุบล 5

“ตุ๊” เล่าว่า ร้านป้าแดงเปิดจำหน่ายในพื้นที่ อำเภอเมืองชลบุรี มานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยแม่ของตน วารุณี รอบโลก หรือ ชาวบ้านเรียก “ป้าแดง” ปัจจุบันอายุ 60 ปีแล้ว เป็นชาวบ้านนาไฮ ตำบลนาสะไม อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมาตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดชลบุรี เดิมเป็นร้านเล็กๆ ตั้งอยู่บนถนนสายเลี่ยงเมืองชลบุรี ขายอาหารสูตรของคนอีสาน ตั้งโต๊ะบริการลูกค้าเพียง 7-8 โต๊ะ จากจำนวนลูกค้าไม่มาก ทำให้ป้าแดงมักจำลูกค้าได้แม่นยำ รวมถึงรสชาติที่ถูกปากลูกค้าแต่ละคนด้วย

พร้อมทั้งปรุงรสน้ำจิ้มตามที่ลูกค้าชอบ ดังนั้น หากมีลูกค้ามา 4 คน จะได้น้ำจิ้ม 4 ถ้วย เอกลักษณ์ดังกล่าวทำให้ลูกค้าชื่นชอบและบอกต่อกันปากต่อปาก ส่งผลให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างหลากหลาย ทั้งชาวบ้านทั่วไป คนขับรถบรรทุก ข้าราชการทั่วไป รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะ “กลุ่มฟ้าสาง” ซึ่งมี “กำนันน้อง” หรือ “วัฒนา ตั้งประกอบ” อดีตนายกเทศมนตรีตำบลห้วยกะปิ และประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเมืองชลบุรี คนดังเมืองชลบุรี มักพาพรรคพวกมาอุดหนุนเป็นประจำ ทำให้ร้านลาบเล็กๆ มีจุดเด่นตรงที่มีคนดังมานั่งรับประทาน จากนั้นลูกค้า “กลุ่มฟ้าสาง” ตั้งชื่อร้าน “ลาบอุบล” และกลายเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งขยายกิจการร้านไปอีกหลายสาขา

“สำหรับการขยายสาขา 5 เกิดขึ้นหลังจากผมจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา สาขาไฟฟ้าอุตสาหกรรม และไปทำงานบริษัท แต่ไม่ชอบจึงกลับมาช่วยแม่ช่วงปลายปี 2549 ช่วงนั้น ร้านขยายเพิ่มขึ้นมากถึง 30 โต๊ะ ผลพวงจากพรรคพวกที่สนับสนุน และแม่ทำเอง ทำให้มีลูกค้าเต็มร้านแทบทุกวัน หลังช่วยแม่ได้ 4 ปีเศษ ผมได้แต่งงาน จึงมาเปิดร้านของตัวเองชื่อ “ร้านป้าแดง ลาบอุบล 5” ที่บริเวณถนนบางแสน สาย 2 ตำบลแสนสุข เพราะมีพรรคพวกอยู่แถวนี้เยอะ ประกอบกับผู้ให้เช่าใจดีจึงได้ขยายสาขา มีโต๊ะรองรับลูกค้าประมาณ 50 โต๊ะ โดยอาหารที่มีชื่อเสียงเป็นอาหารอีสานที่ถูกปากนักชิม อาทิ คอหมูย่าง ราวนมย่าง ต้มแซ่บกระดูกอ่อนใส่ไข่ รวมทั้งเนื้อสัตว์ เครื่องในย่างทั้งหมด จุดเด่น คือ เนื้อสัตว์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องใน ต้องย่างด้วยเตาถ่าน จะมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน รสชาติอร่อย ที่สำคัญวัตถุดิบต้องสด สะอาด ทำให้ลูกค้าติดใจในรสชาติ

กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร้านที่มีหญิงสาวมาให้บริการมากมายภายในร้านนั้น เป็นภาพการจัดงานฉลองครบ 5 ปี เมื่อปี 2559 ซึ่งมีการจัดคอนเสิร์ต และมีสาวๆ มาร่วมงานมากมาย แต่ในความเป็นจริง ภายในร้านมีเพียงพนักงานเสิร์ฟและสาวเชียร์เบียร์เหมือนร้านปกติทั่วไปเท่านั้น ขอยืนยันว่าเน้นคุณภาพอาหารอร่อย และการดูแลให้บริการลูกค้า

กรณีมีคลิปอัยการมาร้านลาบไม่ถูกนั้น มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะไม่เคยมา จึงมาไม่ถูก ยอมรับว่าทำให้มีลูกค้าเข้าร้านมากกว่าปกติ คงเป็นกระแส เพราะปกติคนเต็มร้านอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หลังตกเป็นข่าวร้านไม่นิ่งดูดาย ได้ขออนุญาตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดป้ายบอกทางตามถนนหนทางต่างๆ แล้ว 8 ป้าย จะได้ไม่มีปัญหาอีก” เจ้าของร้านสาขา 5 กล่าว

นอกจากร้านลาบดังของเมืองชลบุรี ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีร้านอาหารอีสานดังที่ถูกพูดถึงเสมอ ถ้าไปเชียงใหม่ต้องไม่พลาดไปสัมผัสรสชาติ และบรรยากาศ ร้านลาบ “เมียด่ายังมาอยู่” ด้วยชื่อร้านที่ตั้งขึ้นเรียกความสนใจมากกว่ารายชื่ออาหารบนเมนู ช่วยเรียกลูกค้าเข้ามาใช้บริการในร้านมากขึ้น

สำหรับ ร้าน “เมียด่ายังมาอยู่” เป็นเพิงขายอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่ที่บ้านม่วงโตน หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ขายอาหารพื้นเมืองทั้งอาหารเหนือ และอาหารอีสาน อาทิ ลาบควาย ลาบหมู แกงอ่อม เนื้อย่าง ไส้ย่าง คอหมูย่างส้าดิบ ตำแซ่บ และส้มตำ

กานต์ ทิพย์จักร อายุ 38 ปี เจ้าของร้านเล่าว่า เดิมร้านชื่อ “โค้งเสน่ห์” เพราะตั้งอยู่ทางโค้งถนน จำหน่ายอาหารสูตรพื้นเมืองดั้งเดิม ทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะชายสูงวัย บางรายมีภรรยามาตามกลับบ้าน แต่ไม่ยอมกลับ และมาใช้บริการอยู่ จึงเปลี่ยนชื่อร้านเป็น เมียด่ายังมาอยู่ จนมีผู้นำไปเผยแพร่ทางโซเซียลมีเดีย กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้น บางรายจองโต๊ะล่วงหน้า มีโต๊ะบริการ 5-6 โต๊ะเท่านั้น

“ส่วนพนักงานบริการในร้าน เดิมเป็นเครือญาติ ต่อมามีลูกค้ามาใช้บริการมากขึ้นจึงจ้างพนักงานบริการเพิ่ม รวม 4-5 คน ส่วนใหญ่แต่งกายแบบเซ็กซี่ แต่ไม่โป๊ หรือเข้าข่ายอนาจาร พนักงานมีอัธยาศัยต้อนรับลูกค้าทุกคน ทำให้ลูกค้าชื่นชอบ และมีลูกค้าประจำมากขึ้น บางรายนำครอบครัวมารับประทานด้วย แต่ละวันมีลูกค้ามาใช้บริการวันละ 100 ราย มีรายได้เฉลี่ย 3,000-4,000 บาท/วัน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว พอเหลือกำไรอยู่บ้าง แม้ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี แต่พออยู่ได้ ช่วงนี้ได้ปิดบริการชั่วคราว เพื่อปรับปรุงร้าน 4-5 วัน เพื่อขยายร้านให้ดูทันสมัยและรองรับลูกค้ามากขึ้น โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคมนี้” เจ้าของร้านกล่าว

นับเป็นเทคนิคทางการตลาด ที่ใช้ชื่อร้านเรียกลูกค้า แต่ที่สุด ร้านจำหน่ายอาหารยังคงต้องมีจุดเด่นในรสชาติ คุณภาพอาหารเป็นหลัก จึงจะผูกใจลูกค้าให้ตามมาอุดหนุนในระยะยาว

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ปีบัญชี 2560 มีกำไร 23 ล้าน ได้จัดสรรกำไรสุทธิตามข้อบังคับ เป็นเงินปันผล ร้อยละ 7 กับทั้งเฉลี่ยคืนตามส่วนแห่งธุรกิจต่างๆ

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด มีสมาชิก ณ 31 มีนาคม 2560 จำนวน 3,008 คน มีทุนเรือนหุ้น 167 ล้าน เงินรับฝากจากสมาชิก 166 ล้าน มีทุนดำเนินงาน 464 ล้าน สหกรณ์ดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกและเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ ใน 4 ด้าน คือ 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 3.ธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และ4.ธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร จากการดำเนินธุรกิจทั้ง 4 ด้าน เมื่อสิ้นปีทางบัญชี 31 มีนาคม 2560 สหกรณ์มีผลประกอบการมีกำไร 23.49 ล้านบาท กำไรดังกล่าว ได้จัดสรรตามข้อบังคับ

เป็นทุนสำรองของสหกรณ์ 4.76 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.28 ของกำไร จ่ายเป็นเงินปันผลให้กับสมาชิกตามส่วนแห่งหุ้น ร้อยละ 7 หรือคิดเป็นร้อยละ 45.17 จากกำไรสุทธิ และจ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนแห่งธุรกิจที่สมาชิกได้มาทำธุรกิจกับสหกรณ์ เช่น คืนตามส่วนจากที่สมาชิกมาซื้อปุ๋ย กระสอบละ 5 บาท คืนตามส่วนที่สมาชิกนำข้าวโพดมาขายให้กับสหกรณ์ ตันละ 300 บาท คืนตามส่วนแห่งการขายข้าวเปลือกให้กับสหกรณ์ ตันละ 100 บาท นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรกำไรเป็นทุนเพื่อการศึกษาอบรมให้กับกรรมการและสมาชิก จำนวน 1.5 ล้านบาท ทุนเพื่อกิจการสาธารณะประโยชน์ 40,000 บาท ทุนส่งเสริมอาชีพเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก 40,000 บาท และทุนเพื่อสวัสดิการของสมาชิกและสังคม 1.5 ล้านบาท

นายอนันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เป็นต้นแบบของบรรดาสหกรณ์ต่างๆ ที่คณะกรรมการได้บริหารงานมาอย่างโปร่งใส ด้วยการใช้ หลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางการบริหารงาน จนได้รับการประเมินชั้นคุณภาพการควบคุมภายใน อยู่ในเกณฑ์ดีมาก แต่ก็มีข้อสังเกตุอยู่บ้างในด้านการกู้เงินจาก ธกส. เป็นการกู้ระหว่างปี 217 ล้าน แม้สิ้นปีจะสามารถชำระได้เสร็จสิ้นทั้งจำนวน แต่หากสหกรณ์สามารถระดมทุนภายในจากสมาชิก ทั้งในด้านทุนเรือนหุ้นหรือเงินฝาก ก็จะทำให้ประโยชน์ตกอยู่กับสมาชิกสหกรณ์ทั้งจำนวน และที่น่าชื่นชม คือ สมาชิกมีวินัยทางการเงินต่อสหกรณ์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก พิจารณาจากการที่สมาชิกสามารถชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่กับสหกรณ์ได้ถึงร้อยละ 93.89 เป็นต้น

วันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางประนอม ชุมเรือง ผู้อำนวยการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 ต.ตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูล พร้อมนางสาวไซนับ ตาวาโต เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัย นำสื่อมวลชนลงดูป่าโกงกางที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะลงไปเก็บใบต้นโกงกางใบใหญ่ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-30 เมตร (บ้างก็ว่าสูงประมาณ 30-40 เมตร) ตามริมชายฝั่งทะเลที่มีน้ำเค็มท่วมถึงเป็นระยะเวลานาน โดยโกงกางชนิดนี้จะชอบขึ้นในบริเวณที่เป็นดินเลนปนทราย

ส่วนใบโกงกางใบใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับตรงข้ามกัน โดยใบแต่ละคู่จะออกแบบสลับทิศทางกัน มีลักษณะเป็นรูปใบมนค่อนไปทางรูปหอก ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแข็งเล็ก ๆ ส่วนฐานใบสอบเข้าหากันคล้ายกับรูปลิ่ม หน้าใบเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนหลังใบเรียบเกลี้ยง เป็นสีเขียวอมเหลือง และยังมีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ เห็นได้ชัดเจนอยู่ทั่วหลังใบ โดยใบมีความกว้างประมาณ 5-13 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-18 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาวประมาณ 2.5-5.5 เซนติเมตร และยังมีหูใบสีแดงเข้มยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร

โอกาสนี้ทางศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 นำเสนอเมนูท้องถิ่น ที่มีใบโกงกางใบใหญ่ชุบแป้งทอดหน้ากุ้งสด ให้ได้ชิม โดย นางสาวไซนับ ตาวาโต เจ้าพนักงาน ศูนย์วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 ต.ตำมะลัง กล่าวว่า ถือได้ว่าเป็นอาหารประจำถิ่นพื้นบ้าน ที่ไม่ค่อยนิยมทานกันแล้ว และหลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ใบโกงกางใบใหญ่สามารถทานสด และนำมาปรุงเป็นอาหารได้ อีกทั้งยังเป็นตัวยาสรรพคุณรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร อีกทั้งรากของโกงกางใบใหญ่สามารถทำยารักษาโรคเบาหวานได้

จากการคัดเลือกใบโกงกางใบใหญ่มาปรุงอาหารในครั้งนี้ ให้เลือกจากปลายยอดหูใบคู่แรก หากใบอ่อนให้เลือกคู่ที่ 2 ได้แล้วเสร็จตามความต้องการ ก่อนมาเตรียมส่วนผสม ที่มีในท้องถิ่น วันนี้ทำหน้ากุ้งสด – ผงปรุงรส – ใบโกงกางใบใหญ่- แป้งทอดกรอบ – น้ำเปล่า – น้ำมันทอด – น้ำจิ้มไก่

สำหรับวิธีการทำ นำใบโกงกางมาแช่น้ำ ล้างฝุ่นออก และนำมาใส่ตะกร้าสะเด็ดน้ำ รอให้แห้ง พักไว้ก่อน ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำเปล่าที่เย็นจัด ใส่ผงปรุงรสเล็กน้อยและคนเบาๆจากนั้น ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ท่วมร้อนพอประมาณ พร้อมนำใบโกงกางและกุ้งสดๆ นำไปชุบแป้งที่เตรียมไว้ และนำไปทอดในน้ำมันให้เหลืองกรอบ เมื่อสีเหลืองกรอบแล้ว ให้ใช้กระชอนในการตักขึ้นมาพักไว้ ให้สะเด็ดน้ำมันบอกได้เลยว่าอร่อยไม่แพ้ผักทอดชนิดอื่นๆแถมทางวิจัยพบว่า ใบโกงกางใบใหญ่เมื่อรับประทานเข้าไปซึ่งมีสรรคุณช่วยสมานแผลภายในร่างกายได้ดี

สำหรับป่าโกงกางที่อยู่ตามริมคลองและริมชายฝั่งมีทั้งหมดในประเทศไทยที่พบบ่อยคือ โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ถั่วดำ ถั่วขาว พังกาหัวสุมดอกแดง โปรงขาว โปรงแดง ตะบูนดำ ตะบูนขาว แสมขาว แสมทะเล ลำพู ลำพูทะเล ตาตุ่มทะเล เหงือกปลาหมอ ประโยชน์มากมายของป่าโกงกาง นอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ กันคลื่นลมกัดเซาะตลิ่งได้เป็นอย่างดีแล้ว โกงกางหลายสายพันธุ์ก็สามารถนำมาปรุงเป็นอาหาร และยารักษาโรคได้ และเร็ว ๆนี้ศูนย์วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 ต.ตำมะลัง กำลังคิดค้นการใช้ฟัก “พังกาหัวสุมดอกแดง” มาปรุงเป็นเมนูของหวาน เพื่อรับประทานได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ของผลผลิตจากต้นไม้ป่าชายเลน

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม สถานการณ์ราคายางพาราเริ่มมีทิศทางที่ดีหลังจากมีการรวมตัวแสดงพลังความเดือดร้อนของชาวสวนยางสัปดาห์ก่อน โดยล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำยางสดปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 46 บาท

สถานการณ์ราคายางพาราเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ภายหลังการรวมตัวกันของชาวสวนยางในจังหวัดพัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลาและปัตตานี เพื่อแสดงพลังความเดือดร้อนเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีการยื่นข้อเรียกร้องและแนวทางในการแก้ไขปัญหาในหลายประเด็นด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคายางพาราในตลาดท้องถิ่นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยน้ำขณะนี้ยางสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 46 บาท ปรับเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 5-7 บาท ซึ่งแกนนำชาวสวนยางเห็นว่า ถือเป็นทิศทางที่ดี แม้ราคาจะอยู่ในสภาวะที่ทำให้เกษตรกรขาดทุนอยู่เช่นเดิม

นายปรีชา สุขเกษม เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดสงขลา ระบุว่าได้รับรายงานจากชาวสวนยางพาราในหลายจังหวัดว่า ทิศทางราคายางในแต่ละพื้นที่นั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4-5 บาท นับจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชาวสวนยางพารามีความหวังมากขึ้น แต่ยังจะต้องรอดูท่าทีการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่าจะสามารถผลักดันให้ราคายางพารา ไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท ได้หรือไม่ โดยจะมีการประเมินการแก้ปัญหาอีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวอย่างไรหรือไม่

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย นำคณะผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้าง กยท.ร่วมประกาศเจตจำนงต่อต้านการทุจริต ประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ พร้อมเป็นองค์กรที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะร่วมมือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ต่อต้านการคอรัปชั่นให้หมดไปจากประเทศไทย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความพร้อมในการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม สามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานอย่างครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในระดับการบริหารงานของผู้บริหาร และระดับปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในทุกๆ ด้าน ประกอบด้วย ด้านความโปร่งใส ในการที่จะเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทั่วไปได้รับทราบ และสามารถตรวจสอบได้ ด้านความพร้อมรับผิดต่อข้อผิดพลาด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากนโยบายการบริหารหรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ด้านวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร ด้วยสิ่งสำคัญคือการปลูกฝังให้เจ้าหน้าที่ กยท. ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริต สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมได้ เพื่อป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ด้านคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน การสร้างความเป็นธรรมต่อเกษตรกร ประชาชน ผู้มาติดต่อรับบริการ อย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ โดยมีการกำหนดขั้นตอน และระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน และสุดท้ายคือ ด้านความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน ต้องไม่มีการไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเอื้อประโยชน์เรียกรับสินบน หรือ ผลประโยชน์อื่นใดจากเกษตรกร หรือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนทั้งองค์กร กยท. และขับเคลื่อนประเทศให้ไปในทิศทางที่ดีได้

“สิ่งสำคัญ คือเราทุกคนต้องตระหนักรู้หน้าที่ของตนเอง pezmalo.com ซึ่งชาวการยางแห่งประเทศไทยทุกคน มีความตั้งใจในการประกาศเจตจำนงต่อต้านการทุจริต พร้อมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม และโปร่งใส และจะยืนหยัดต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมกับให้ความร่วมมือกับทุกองค์กร หน่วยงานเพื่อต่อต้านการคอรัปชั่นให้หมดจากประเทศไทยให้ได้” ผวก.กยท. กล่าวทิ้งท้าย

เศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนใต้เจอมรสุมหลายเด้ง เจอราคายางพาราตกต่ำ เรือประมงเหลือรอด 30% หลังเจออุปสรรคเทียร์ 3-ไอยูยู ล่าสุด พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวซ้ำเติมหนักอีก ด้านกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่จังหวัดชายแดนภาคใต้จับมือพลิกฟื้นเศรษฐกิจพื้นที่

นายวรุต ชคทิศ ประธานกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Young Executive Network @ Southern Border Provinces Administrative Centre : YES) และเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่ม YES ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้การสนับสนุนของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มีสมาชิกทั้งหมด 3 รุ่น จำนวน 90 คน ซึ่งในระยะกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ยังเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง จึงมีแนวคิดที่จะรีแบรนด์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) โดยการสร้างระบบธุรกิจใหม่ มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นอยู่กับภาคการเกษตรและปศุสัตว์เป็นหลัก เช่น จังหวัดปัตตานีพึ่งพาการประมง โดยมีการส่งออกมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย แต่ตอนนี้ก็ประสบกับอุปสรรคเทียร์ 3 และไอยูยู ล่าสุดก็มาประสบกับปัญหา พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวอีก จึงได้รับผลกระทบหนักมาก ตอนนี้เรือประมงสามารถออกไปทำการประมงได้เพียง 30% เท่านั้น ส่วนอีก 70% ต้องจอดเรือทิ้งไว้ในส่วนของจังหวัดยะลาและนราธิวาสก็มีรายได้หลักมาจากยางพารา ซึ่งขณะนี้ราคายางก็ผันผวนตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รัฐต้องดำเนินการใหม่หันมาส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงซ้อน เช่น ปลูกมะพร้าวน้ำหอม และกล้วยสายพันธุ์ต่าง ๆ เป็นต้น ขณะเดียวกันเรื่องยางพาราต้องตัดวงจรพ่อค้าคนกลางออกไป

“เรื่องแรงงานต่างด้าว รัฐต้องพิจารณาแก้ปัญหาแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และควรจะมีการพูดคุยกันก่อน โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะการที่คนมาอาศัยอยู่ และมาทำงานในพื้นที่ก็มีบุญอยู่แล้ว มีแต่คนอาศัยจะออกไป ซึ่งแรงงานกรีดยางส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา และเข้ามาทำงานในอาชีพที่คนในพื้นที่ไม่ทำ”

นายวรุต กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประชาชนกลุ่มฐานรากไม่มีเงิน ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการก็หนักเช่นกัน เพราะฐานรากไม่มีกำลังซื้อ แต่กลุ่มที่ยังพอมีกำลังซื้ออยู่ในตอนนี้ คือ ข้าราชการ พนักงานของรัฐ และผู้มีเงินเดือนเป็นประจำ

สำหรับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ชายแดนภาคใต้รุ่นที่ 3 มีจำนวน 32 คน ประกอบด้วยนักธุรกิจในจังหวัดยะลา 14 คน ปัตตานี 10 คน และนราธิวาส 8 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการอบรมศึกษาดูงาน รวมไปถึงการจัดทำ Business Model และจัดทำเมกะโปรเจ็กต์เพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายวรุต ชคทิศ กล่าวอีกว่า ผลงานของกลุ่ม YES มีการดำเนินการกิจการตลาดน้ำปัตตานี ถนนคนเดินปัตตานี โดยจำลองภาพงานมาจากจังหวัดเชียงใหม่ และจัดงานสตาร์ตอัพที่จังหวัดปัตตานีและยะลา ซึ่งแต่ละกิจกรรมได้รับการตอบรับที่ดีมาก

ด้าน นายอิสระ ละอองสกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ชายแดนภาคใต้ถือเป็นทรัพยากรและเป็นกำลังหลักที่สำคัญของการก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งทุกคนต้องเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก 6 เดือนยอดตั้งบริษัทพุ่ง เอกชนเชื่อเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้อง