ยันขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 15 บาท แค่ข่าวลือ ให้รอบอร์ดเคาะ 10 มกราคม

เมื่อวันที่ 8 มกราคม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการปรับขึ้นค่าจ้างรายวันขั้นต่ำ ปี 2561 ว่า เรื่องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 15 บาท นั้นเป็นเพียงข่าวลือ จะมีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ภายในวันที่ 15 มกราคมนี้ สำหรับวาระที่จะพูดคุยในที่ประชุม เบื้องต้นจะเป็นการพิจารณาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานบอร์ดค่าจ้าง ส่วนอัตราในการปรับขึ้นค่าจ้างจะต้องพิจารณาให้เหมาะสม แรงงานจะต้องอยู่ได้ ขณะเดียวกัน นายจ้างต้องมีความสามารถประกอบการได้และมีผลกำไรต่อไป โดยหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจะต้องนำอัตราเงินเฟ้อ อัตราค่าจ้างนอกประเทศ และการวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปรับค่าจ้างอย่างรอบด้าน มาวิเคราะห์ร่วมด้วย ตลอดจนให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล คือ การดูแลแรงงานให้อยู่ได้ ส่วนกำหนดอัตราอยู่ที่ 315 บาท นั้น ขณะนี้ยังไม่มีผลสรุป

ขณะที่นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ดค่าจ้าง กล่าวว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาค่าจ้างต้องเป็นไปด้วยความเหมาะสม และพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน การเสนออัตรา 360 บาท เป็นข้อเสนอจากกลุ่มสหภาพแรงงาน ความจริงแล้วต้องพิจารณาในกลุ่มไตรภาคี ส่วนกระแสข่าวที่จะปรับขึ้น 315 บาท เป็นเพียงการพูดคุยกัน ซึ่งในประชุมยังไม่ได้สรุปตัวเลข โดยวันที่ 10 มกราคมนี้ จะมีการประชุมร่วมกับกลุ่มไตรภาคี หากสามารถตกลงร่วมกันได้ในวันนั้นก็จะมีข้อสรุป แต่ถ้ามีข้อถกเถียงกันมากจะต้องนำเรื่องมาหาข้อสรุปต่อไป หลังจากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ โดยกระทรวงแรงงานต้องการดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปรับขึ้นค่าจ้างยังอยู่ในกรอบพิจารณาภายในเดือนมกราคมหรือไม่ นายจรินทร์กล่าวว่า พยายามดำเนินการในช่วงนี้ เดิมทีเคยมีการปรับขึ้นค่าจ้างในช่วงเดียวกันนี้

“แต่การประชุมรอบเดียวแล้วได้ข้อสรุปเลยเป็นเรื่องยาก แต่เรียนตามตรงว่า เรื่องค่าจ้างไม่ได้ปรับขึ้นมา 3 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2557-2559 ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นสูงสุด 310 บาท อย่างไรก็ตาม คาดปีนี้จะต้องปรับขึ้นค่าจ้างแน่นอน ส่วนอัตราการปรับขึ้นค่าจ้างไม่เท่ากันอยู่แล้วในแต่ละจังหวัด จำเป็นต้องนำปัจจัยต่างๆ มาพิจารณารอบด้าน เช่น อัตราเงินเฟ้อ ค่าจ้างประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ” นายจรินทร์กล่าว

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสนำคณะเข้าพบที่ปรึกษาฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย คุณจางเพ้ยตง เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2561 ในเรื่องความร่วมมือด้านการพัฒนาเกษตรกรของทั้ง 2 ประเทศ และสภาเกษตรกรฯขอความอนุเคราะห์เข้าดูงาน 2 เรื่องที่ประเทศจีน คือ 1.เทคนิคและเทคโนโลยีการปลูกไผ่และการแปรรูปอุตสาหกรรมไผ่ ซึ่งรัฐบาลจีนได้อนุเคราะห์จัดให้ดูงานในเดือน มี.ค.2561 นี้ 2.การจัดอบรมเรื่องเทคโนโลยีการเพาะเห็ด

ในการขอความอนุเคราะห์ดังกล่าวเกษตรกรจะมีความรู้ในเรื่องของ การผลิต การแปรรูป อุตสาหกรรมทั้งไผ่และเห็ด เพราะประเทศจีนมีความก้าวหน้าใน 2 เรื่องนี้มากกว่าไทยเยอะ และในอนาคตเกษตรกรจีนก็จะขอเข้ามาดูงานเรื่องไม้ผล อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมปศุสัตว์และอื่นๆที่เขาสนใจเพื่อจะได้นำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน อย่างไรก็ตาม การนำเกษตรกรเข้าไปดูงานยังประเทศจีนนั้นจะคัดจากตัวแทนกลุ่มที่มีความพร้อม มีความสนใจและมีกิจกรรมการเพาะเลี้ยงเห็ดอยู่แล้ว เพื่อที่ว่าเมื่อไปดูงานกลับมาแล้วสามารถลงมือทำพัฒนาการผลิตของตัวเองได้เลย ส่วนอุตสาหกรรมไผ่นับเป็นเรื่องใหม่ของไทย จะนำเกษตรกรในภาคเหนือที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว และพร้อมที่จะรับเทคโนโลยีมาปรับปรุงการผลิต “ไปแล้วกลับมาต้องทำ” หากกลับมาแล้วทิ้งขว้างไม่พัฒนาการผลิตของตนเองจะเสียดายเวลา เงินลงทุนและโอกาสของเกษตรกรคนอื่น

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการสร้างความร่วมมือในด้านของการดูแลเกษตรกร ด้านการแก้ปัญหาขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและพ่อค้าจีนกรณีซื้อผลไม้จากไทยแล้วหลอกกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเห็นตรงกันว่าอนาคตต้องมีการวางระบบในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน รวมทั้งเรื่องที่ควรทำแผนร่วมกันคือเกษตรกรทั้ง 2 ประเทศไม่ควรแข่งขันกันผลิตสินค้าเกษตร ควรมีการวางแผนการผลิตที่ไม่ต้องแข่งกันในตลาด ราคาจะได้ไม่ตกต่ำเกินไป ซึ่งจะทำให้มีการวางแผนการผลิตทั้ง 2 ฝ่าย และจะมีการพูดคุยในรายละเอียดต่อไป โดยความร่วมมือที่ได้พูดคุยกันนี้จะทำข้อสรุปรายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ พร้อมกับทำหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต่อไป

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายทัน สายปัน หรือ ลุงทัน ที่ขายไก่ย่างบริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคแม่สอด ริมถนนแม่สอด – บ้านแม่ปะใต้ หมู่บ้านสันทราย หมู่ที่ 9 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตากกลายเป็นขวัญใจของเด็กนักเรียน , นักศึกษา และชาวบ้านในละแวกนั้นไปแล้ว เมื่อลุงใจดี นำไก่มายางขายใน ราคาถูก ให้กับนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ในราคาไม้ละ 5 บาท ชนิดราคาถูกแบบสุดๆ เพราะมีเพียงที่เดียวในแม่สอด ที่ขายไก่ย่างราคาถูก ทำให้ลูกค้าหลากหลายอาชีพต่อคิวซื้อไก่ย่างกัน

นายทัน เปิดเผยว่า เคยทำอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง เห็นนักเรียน นักศึกษาขับรถไปเรียนหนังสือ จึงคิดสงสารเด็ก ไหนต้องเสียค่าเช่าหอพัก ค่าเรียนหนังสือ เงินที่พ่อแม่ให้มาเป็นค่าเรียนหนังสือ ก็คงไม่มาก จึงตัดสินใจไปขายไก่ยาง ไม้ละ 5 บาท ข้าวเหนียวห่อละ 5 บาท ส่วนกำไรนั้น มีเพียงน้อยนิด ได้กำไรจากไก่ย่างไม้ละเพียง 1 บาทเท่านั้น โดยจะเริ่มขายไก่ย่างระหว่างเวลา 08.00 – 10.00 น. และหยุดวัน เสาร์ – วันอาทิตย์ ที่นักเรียน นักศึกษา ไม่มาเรียนหนังสือเท่านั้น

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายวรภัทร ขำสุวรรณ นายอำเภอวังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ได้รับการประสานหลังนายเอนก วงศ์ษา รองหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เขาอ่างฤาไน ขอกำลังเข้าผลักดันช้างสีดอแดง ซึ่งหนีออกจากป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี เข้ามายังหมู่บ้านซับทรายทอง ต.วังสมบูรณ์ อ.วังสมบูรณ์ โดยช้างมีท่าทางดุร้าย หลังทราบเรื่องจึงสั่งห้ามชาวบ้านออกจากที่พักช่วงกลางคืน ก่อนระดมกำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าสมทบกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เพื่อผลักดันช้างสีดอแดง กลับไปยังเขตป่าเขาสอยดาว แต่ช้างไม่ยอมกลับ ยังเดินวนเวียนอยู่ในหมู่บ้าน กระทั่งช่วงเช้ามืด ช้างเดินมุ่งหน้าไปยังเขาตาง็อก ต.คลองไก่เถื่อน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามกดดันให้ช้างหันหัวกลับเขาสอยดาว แต่ไม่เป็นผล ทางเจ้าหน้าที่ จึงประชาสัมพันธ์ ให้ชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวไม่เข้าใกล้ช้างโดยเด็ดขาด รวมทั้งงดเข้าไปในไร่ เนื่องจากช้างกำลังหงุดหงิด อาจเข้าทำร้ายได้

ล่าสุด นายวรภัทร และ นายประสิทธิ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองไล่ต้อนช้างออกจากเขตชุมชนไปได้ แต่ยังคงเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงระมัดระวังด้วย
นายเอนก กล่าวว่า ช้างพลายตัวนี้ คือ “พลายสีดอแดง” ซึ่งเดินข้ามฝั่งจากเขตเขาสอยดาว จ.จันทบุรี มาหลายวันแล้ว มีเจ้าหน้าที่เขาสอยดาวติดตามอยู่ ขณะนี้ทราบว่าช้างกำลังเข้าไปสู่ป่าที่เขาตาง็อก ติดเขตแดนกัมพูชา ซึ่งยังคงเฝ้าติดตามทุกระยะต่อไป

ต่อมา นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ นายอำเภอคลองหาด สั่งการปลัดอำเภอคลองหาด ประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้ประชาชนพื้นที่ตำบลคลองไก่เถื่อนระวังภัยอันตรายจากช้างพลายสีดอแดงที่เข้าพื้นที่หลังวัดคลองไก่เถื่อน หมู่ 5 ต.คลองไก่เถื่อน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว

กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้ทุนลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเรียนต่อระดับปริญญาตรีใน 3 มหาวิทยาลัยหวังนำความรู้เทคโนโลยีกลับมาพัฒนาเพื่อสร้างความก้าวหน้าและความเข้มแข็งให้อาชีพการเลี้ยงโคนม

กรมส่งเสริมสหกรณ์สานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน ทำข้อตกลงความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีให้บุตรหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ ได้มีโอกาสศึกษาต่อ ระดับปริญญาตรี ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมให้อยู่คู่กับคนไทย

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งนับว่าเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์ให้บุตรสมาชิกสหกรณ์โคนม ได้รับการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการเลี้ยงโคนม โดยคาดหวังให้ได้นำความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ มาพัฒนาเพื่อสร้างความก้าวหน้าและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมให้อยู่คู่กับคนไทย

การดำเนินโครงการฯจะสนับสนุนให้บุตร-ธิดา รวมถึงหลานของสมาชิกสหกรณ์โคนม หรือสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่เลี้ยงโคนม ได้เข้าศึกษาต่อใน 3 สถาบัน รวม 30 คน ต่อปีการศึกษา ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี (ปีการศึกษา 2560 – 2562) โดยจะสนับสนุนทุนการศึกษาซึ่งเป็นเงินจากดอกผลของเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ตลอดหลักสูตร รวม 10.080 ล้านบาท ซึ่งจะเบิกจ่ายทุนการศึกษาเป็นรายปี และจะเริ่มสนับสนุนทุนการศึกษาในปี 2561 เป็นปีแรก โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ได้อนุมัติเงินอุดหนุนจ่ายขาดสำหรับเป็นทุนการศึกษาตามโครงการฯ ในปี 2561 นี้แล้ว 3.36 ล้านบาท

โดยแบ่งเป็นทุนการศึกษาในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดสรรทุนฯ ให้แก่ผู้ผ่านการคัดเลือกไว้ รวม 1.2 ล้านบาท สำหรับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดสรรทุนฯ เป็นเงิน 1.92 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตรการศึกษา ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงานเพื่อให้เกิดความร่วมมือตามวัตถุประสงค์โครงการต่อไปในอนาคต

สำหรับบุตร-ธิดา รวมถึงหลานสายตรงของสมาชิกสหกรณ์โคนมและสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่เลี้ยงโคนมที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกและมีสิทธิเข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2561 ของคณะเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สาขาสัตวศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2561 หรือในโครงการพิเศษ สาขาสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2561 และสามารถแจ้งความจำนงและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สหกรณ์ที่ตนเองสังกัด และที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

เมื่อประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว พื้นที่หลายแห่งของประเทศ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยหนาวเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนทั้งเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุต่างเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้สานต่อโครงการ “KUBOTA พลังใจสู้ภัยหนาว” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เราได้ร่วมมือกับกองทัพบกต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยนำคณะผู้บริหาร ผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้า และพนักงานสยามคูโบต้าที่มีจิตอาสา ลงพื้นที่มอบเสื้อกันหนาว จำนวน 10,000 ตัว มูลค่า 4,000,000 บาท ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก อุดรธานี เลย และกาญจนบุรี เพื่อสร้างไออุ่นและกำลังใจให้แก่พี่น้องชาวไทยในพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งยังเป็นการแสดงความห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กและเยาวชน รวมถึงพี่น้องเกษตรกรของไทยด้วย

“สยามคูโบต้าดีใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ และแบ่งเบาความทุกข์ของพี่น้องชาวไทยที่ประสบปัญหาภัยหนาวในแต่ละปี และทุกครั้งที่คาราวานเดินทางไปมอบเสื้อกันหนาว เราจะได้พบกับรอยยิ้มที่สดใส และเสียงหัวเราะของเด็กๆ สื่อให้เห็นได้ถึงความสุขและกำลังใจที่ผู้ประสบภัยหนาวทุกคนได้รับจากกิจกรรมในครั้งนี้” นายสมศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย

นายมาร์ค เพลิทิเยร์ (แถวที่2 กลาง) ประธาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เปิดบ้านต้อนรับ นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมคณะกรรมการ IEEE PES เข้าเยี่ยมชมสุดยอดเทคโนโลยี EcoStruxure™ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายในโชว์รูม ที่ช่วยสนับสนุนกระบวนการด้านการจัดการพลังงาน และออโตเมชัน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเพื่อส่งเสริมกระบวนการผลิต/จำหน่ายไฟฟ้าของไทยในแบบฉบับไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบ ณ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย อาคารรุ่งโรจน์ธนกุล เมื่อเร็วๆ นี้

จากกรณีที่มีคลิปแม่ค้าขายยำหอยแครง หอยนางรมในตลาดเซฟวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา พูดจาไพเราะ มีมารยาทงาม ขณะให้บริการลูกค้าเผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลจนมีผู้กดไลค์ กดแชร์และแสดงความชื่นชมเป็นอย่างมาก

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่ร้านป้าจ๋า ซึ่งอยู่ในตลาดเซฟวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบกับเจ้าของร้านที่ปรากฏในคลิปชื่อว่า น.ส.ยุพา กำลังเจริญ อายุ 28 ปี ซึ่งกำลังทำยำหอยแครง หอยนางรมให้แก่ลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อกันอย่างคึกคัก หลังจากที่ปรากฏตามโซเชี่ยลและสื่อต่างๆทำให้ ร้านขายดีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

น.ส.ยุพา กำลังเจริญ อายุ 28 ปี เจ้าของร้าน เล่าว่าตนเองนั้นประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายยำมานานกว่า 10 ปีแล้ว เมื่อก่อนขายอยู่กับแม่แต่เพิ่งแยกตัวออกมาขายเองได้ 2-3 ปีที่ตลาดเซฟวัน ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้ขายยำและพูดจาเหมือนแม่ค้าตามปกติทั่วไป แต่ต่อมาได้คิดหาวิธีดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ จึงได้ไอเดียพูดจาไพเราะและขอบคุณลูกค้าทุกครั้งที่มาอุดหนุน

ซึ่งช่วงแรกๆก็รู้สึกเขินบ้างแต่ต่อมาลูกค้าก็ชื่นชมและขายได้ดีขึ้น aussierulesinternational.com ทำให้ตนใช้เทคนิคนี้ขายของตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนเป็นที่รู้จักของลูกค้าที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาดเซฟวัน แต่หลังจากที่มีลูกค้าใช้โทรศัพท์มือถืออัดคลิปเผยแพร่ลงในโซเชี่ยลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ทำให้มีเสียงชื่นชมและมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

สำหรับร้านของตนตั้งอยู่ในตลาดเซฟวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 16.00 น. ถึง 21.00 น. โดยยำที่ตนขายมี 2 อย่าง คือยำหอยแครงและยำหอยนางรม ยำหอยแครงขายอยู่ที่ราคาชุดละ 70 บาท ยำหอยนางรมขายอยู่ที่ราคาชุดละ 60 บาท ถ้าเอาเพิ่มหอยนางรมเป็น 2 กระปุกจะขายอยู่ที่ราคาชุดละ 100 บาท

เมื่อวันที่ 9 มกราคม น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า ภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนมากทางตอนล่างของภาค ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานีขึ้นไป มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น

น.ส.พะเยาว์เปิดเผยว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่ง จากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศเวียดนามและประเทศลาวตอนบนแล้ว และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสภาวะอากาศของภาคใต้และอ่าวไทย ในวันที่ 10-15 ม.ค.61

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมหารือแนวทางการเสนอกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ร่วมกับนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้ได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับกิจการสหกรณ์การเงินขนาดใหญ่ พ.ศ….ซึ่งในเบื้องต้นจะกำกับดูแลสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์เกิน 5,000 ล้านบาทขึ้นไป และโครงสร้างการกำกับดูแลจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการสหกรณ์การเงินขนาดใหญ่ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านการกำกับ การส่งเสริมและการพัฒนา การกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไขและแนวปฏิบัติในการกำกับสหกรณ์การเงินขนาดใหญ่ ซึ่งจะเน้นเรื่องการเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบสหกรณ์และระบบการเงินของประเทศ จากนี้จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และดำเนินการปรับปรุงจนได้ร่างพระราชบัญญัติฯที่สมบูรณ์ คาดว่าเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบกลาง เดือนมีนาคม 2561 นี้

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายสุพงษวินัย ชูยก นายอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พร้อมด้วย นางวิไลวรรณ พลจร ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองท้ายเหมือง น.ส.ประไพ พุกงาม สถิติจังหวัดพังงา นายชาติ คงรื่น เกษตรอำเภอท้ายเหมือง นายโสภณ เคี่ยมการ ผอ.สวท.พังงา นำชาวบ้านในพื้นที่นิคมสร้างตนเองกว่า 60 คน ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวไร่ดอกข่า ในพื้นที่ 13 ไร่ ในแปลงยางพาราปลูกใหม่ของนายศักดิ์ชัย-นางฐิติมา สุคนธชาติ ข้าราชการครูบำนาญ ที่มอบให้ชุมชนใช้เป็นแปลงสำหรับปลูกข้าวไร่ไว้บริโภค และอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวประจำถิ่น ให้อยู่คู่ชาวจังหวัดพังงาตลอดไป

นายอำเภอท้ายเหมือง กล่าวว่า เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมการกินการอยู่ของชุมชนและการช่วยกันเก็บรักษาพันธุ์ข้าวไร่ดอกข่า เป็นสายพันธุ์ข้าวไร่ชื่อดังของจังหวัดพังงาเอาไว้ ในพื้นที่นี้เริ่มปลูกกันเมื่อปี 2558 และปีนี้ชุมชนในตำบลทุ่งมะพร้าวได้ร่วมกันปลูกรวม 3 แปลง เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ผลดีที่เกิดขึ้นคือ การได้รวมกลุ่มของชาวบ้านมีทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมร่วมปลูกข้าวด้วยกัน ส่วนผลผลิตก็มาแบ่งแจกจ่ายกันไป

นายชาติ คงรื่น เกษตรอำเภอท้ายเหมือง กล่าวว่า ข้าวดอกข่า เป็นข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองที่มีต้านทานต่อโรค เมล็ดยาว สีของเมล็ดข้าวสารมีสีน้ำตาลแดงอมม่วง เมื่อหุงสุกจะมีกลิ่นหอม คล้ายกลิ่นใบเตย รสชาติอร่อย ข้าวไม่แข็ง หุงขึ้นหม้อ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 60-70 บาท ที่ผ่านมาผลผลิตยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดภายในจังหวัด โดยเริ่มปลูกในพื้นที่ตำบลบางทอง อำเภอท้ายเหมือง เป็นการปลูกแซมในแปลงปลูกยางพารา หรือแปลงปลูกปาล์ม ในระยะแรกปลูก 3 ปีแรก และต่อมาได้ขยายปลูกในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดพังงา ล่าสุดเมื่อปี 2560 ทางศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดกระบี่ได้รับรองสายพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในชื่อ “ข้าวไร่ดอกข่า 50”

กฎเหล็ก IUU ทำประมงอ่วม วัตถุดิบต้นน้ำขาด ราคาพุ่ง เผยปูม้าเป็นสุดฮิต เมืองไทยไม่พอจากน้ำท่วมภาคใต้ ต้องนำเข้ากัมพูชา ตราดเตรียมยกระดับปูม้าติดคิวอาร์โค้ดระบุที่มาเพิ่มมูลค่า ขณะที่ซัพพลายเชนโตพรึ่บ แม่ค้าออนไลน์แห่ขายปูไข่ดอง อู้ฟู่รายได้วันละแสนบาท

นายประเสริฐ ศิริ เจ้าของเรือประมงและกิจการท่าเทียบเรือกัลปังหา บ้านคลองสน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด กล่าวว่า พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และคำสั่ง คสช.ที่ 10/2558 เรื่องการแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU ที่มีผลการบังคับใช้ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรือประมงในจังหวัดตราดมีการปรับตัวขนานใหญ่ ซึ่งต้นทุนการทำประมงที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานชาวกัมพูชา และโทษปรับสูง ทำให้ปริมาณเรือประมงที่จดทะเบียนถูกต้องลดลง หรือเลิกอาชีพไป เห็นได้ชัดจากเรือประมงที่ใช้ท่าเทียบเรือกัลปังหาลดลงถึง 60% และปริมาณสัตว์น้ำลดลง 50%