ยื่นหนังสือค้านนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ชี้อาจทำราคาตก-เนื้อหมู

ส.ผู้เลี้ยงหมู ยื่นหนังสือคัดค้านนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ต่อกระทรวงพาณิชย์ ยันหากนำเข้ากระทบผู้เลี้ยง เกษตรกร ราคาตกต่ำ เนื้อสุกรล้นตลาด วอนให้รัฐออกยืนยันนำเข้าชัดเจน

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังเข้ายื่นหนังสือขอคัดค้านการนำเข้าเนื้อสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐอเมริกาต่อรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุกรไทยมีการพัฒนาการผลิตตลอดห่วงโซ่ และมีการปรับปรุงมาตรฐานการเลี้ยง เพื่อเป็นไปตามนโยบายอาหารปลอดภัย และมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด อีกทั้งเพื่อการยอมรับในตลาดต่างประเทศและการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะการใช้สารเร่งเนื้อแดง ทั้งนี้ หากมีการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ ซึ่งขัดต่อกฎหมายของไทยในการใช้สารเร่งเนื้อแดง จะเป็นการสร้างผลกระทบต่อผู้เลี้ยง และราคาเนื้อสุกรในตลาดด้วย

ทั้งนี้ สมาคมผู้เลี้ยงฯจึงได้ยื่นหนังสือคัดค้านการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐ และชิ้นส่วนเครื่องในสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในการด้านเกษตรที่เป็นรากฐานของประเทศ ตลอดห่วงโซ่การผลิตมีเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ล้านคน ตั้งแต่เกษตรกรพืชไร่ เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมไปถึงผู้เลี้ยงสุกรด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็มีมาตรการเข้มงวดในการตรวจจับ ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างจริงจังด้วย

นอกจากนี้ ยังมีหลายประเทศที่มีการห้ามนำเข้าสารเร่งเนื้อแดงในปศุสัตว์เช่นกัน ทั้งสหภาพยุโรป รัสเซีย จีน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ต้องการให้รัฐบาลยืนยันในการห้ามนำเข้าเนื้อสุกร หรือแม้กระทั่งเนื้อไก่จากสหรัฐ เพื่อป้องกันเนื้อสุกรล้นตลาด ราคาตลาดตกต่ำเช่นเดียวกับเวียดนาม แม้สหรัฐจะมีการเร่งรัดแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ตามนโยบายของประธานนาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างแรงกดดันทางการค้าที่ต้องการให้ประเทศที่สหรัฐขาดดุลมีการนำเข้าสินค้า

“ไทยที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ โดยพยายามให้ไทยมีการนำเข้าเนื้อสุกรที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงนั้นขัดต่อข้อห้ามภายในประเทศที่ไม่ให้ใช้ อีกทั้งการนำเข้าเนื้อไก่ มองว่ามีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อไข้หวัดนกมายังไทย จึงต้องการให้รัฐบาลช่วยพิจารณาประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจังด้วย”

อย่างไรก็ดี สำหรับการผลิตเนื้อสุกรภายในประเทศยังเพียงพอต่อความต้องการบริโภค ซึ่งต่อปีผลิตมากกว่าความต้องการ 4-5% และยังสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ ปัจจุบันมีการเลี้ยงสุกรทั่วประเทศอยู่ที่ 15 ล้านตัน ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ปัจจุบันอยู่ที่ 55-58 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม โดยผู้เลี้ยงยังสามารถอยู่ได้ อีกทั้งก็พยายามลดต้นทุการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เดินหน้าส่งเสริมแนวปฏิบัติแรงงานที่ดี (Good Labour Practices : GLP) ให้นายจ้างนำไปปฏิบัติใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า พร้อมยกระดับผู้ประกอบการทำ GLP แล้วเข้าสู่มาตรฐานแรงงานไทยเพิ่มระดับความรับผิดชอบต่อสังคม

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกและอุตสาหกรรมประมงทะเลและแปรรูปอาหารทะเล นำ GLP ไปปฏิบัติใช้ด้วยความสมัครใจ ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการโดยมีอุตสาหกรรมสัตว์ปีก (ฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก) จำนวน ๓,๔๓๕ แห่ง และสถานประกอบกิจการในอุตสาหกรรมประมงทะเลและแปรรูปอาหารทะเล จำนวน ๘๘ แห่ง นำ GLP ไปใช้ รวม ๓,๕๒๓ แห่ง ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานมากกว่า ๗๔,๐๐๐ คน และขณะนี้ได้ส่งเสริมและติดตามให้สถานประกอบกิจการในอุตสาหกรรมประมงทะเลกิจการที่เกี่ยวข้องและฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งให้แสดงความมุ่งมั่นในการนำ GLP ไปใช้ในการจ้างงาน จำนวน ๒๔๐ แห่ง ซึ่งมีสถานประกอบกิจการแสดงความมุ่งมั่นแล้ว ๑๐๘ แห่ง

รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า กสร.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น เช่น ฟาร์มเลี้ยงสุกร ไร่อ้อย สิ่งทอ เกษตรและแปรรูปอาหาร ไม้และเฟอร์นิเจอร์ นำ GLP ไปปฏิบัติใช้อย่างกว้างขวางในส่วนของสถานประกอบกิจการที่ได้มีการจัดทำ GLP แล้ว กสร.จะผลักดันให้จัดทำมาตรฐานแรงงานไทย (Thai Labour Standard : TLS.) เพื่อนำไปสู่ การบริหารจัดการด้านแรงงานที่เป็นมาตรฐาน คำนึงถึงสิทธิแรงงาน และมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

สภาเกษตรกรแห่งชาติผวา ขอหารือกรมเจ้าท่า หวั่นหลักเกณฑ์รายละเอียดการแก้ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำกระทบเกษตรกร ด้านสมาคมการประมงฯจับมือสภาเกษตรกรฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดโครงการฝึกแรงงานไทยทดแทนต่างด้าว 50% ใน 5 ปี

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า แม้กรมเจ้าท่าจะไม่ลงโทษและปรับย้อนหลังแก่ผู้รุกล้ำลำน้ำตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 การไม่เก็บค่าธรรมเนียมผู้เลี้ยงปลาในกระชังและการลดค่าเช่ารายปีแก่ผู้รุกล้ำลำน้ำลง แต่รัฐต้องประกาศรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะผู้เลี้ยงปลาในกระชังทั่วประเทศมีไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นครัวเรือน ที่เป็นห่วงคือ กลัวภาครัฐกำหนดหลักเกณฑ์ให้เลี้ยงไม่เกิน 4 กระชัง กระชังละกี่ตารางเมตร รวมทั้งชนิดของปลาด้วย

ด้าน นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่กังวลในรายละเอียดที่ไม่ชัดเจนที่จะออกมาในเร็ว ๆ นี้จากกรมเจ้าท่า คือ แม้ไม่เก็บค่าธรรมเนียมผู้เลี้ยงปลาในกระชังรายปี แต่กังวลว่าการขออนุญาตอาจไปขัดกับผังเมืองจังหวัดกับกฎระเบียบการควบคุมอาคาร แม้อธิบดีกรมเจ้าท่าแจ้งว่า ไม่ต้องให้วิศวกรเขียนแบบกระชังปลาที่ต้องเสียเงินประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป เขียนแบบเองก็ได้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมการประมงฯจึงต้องหารือกับกรมเจ้าท่าก่อนออกรายละเอียดในหลักเกณฑ์ อาทิ เสาเลี้ยงหอยในทะเลหรือลำน้ำ การสร้างกระเตง (กระท่อมเฝ้าหอยในทะเล) บันไดที่ลงจากท่าเทียบเรือ บ้านเรือนที่รุกล้ำไม่มีบ้านเลขที่ การซ่อมแซมเสาหรือฝาบ้านที่รุกล้ำโดยไม่มีการต่อเติมใหม่ ทำได้หรือไม่ เป็นต้น

ส่วนปัญหา พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ทำให้แรงงานต่างด้าวไหลกลับประเทศ ส่งผลให้เจ้าของเรือประมงขาดแคลนแรงงานนั้น สภาเกษตรกรฯ จะทำหนังสือถึงรัฐบาลให้เปิดรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวตลอดระยะเวลาผ่อนผันการจับกุม 180 วัน ไม่ใช่รับเฉพาะวันที่ 24 ก.ค.-7 ส.ค. 2560 เนื่องจากแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมากจนอาจดำเนินการไม่ทัน ควรรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวสีเทาที่บัตรหมดอายุและสีดำที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย เพื่อนำแรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบ

“นายจ้างควรพาลูกจ้างแรงงานต่างด้าวไปพิสูจน์สัญชาติที่ศูนย์รับขึ้นทะเบียนใช้เวลาประมาณ 1-2 ชม. ค่าทำพาสปอร์ต 1-2 พันบาท ค่าทำวีซ่าเข้าเมือง 450 บาท และการขอใบอนุญาตทำงานอีก 550 บาท ดีกว่าปล่อยให้แรงงานไหลกลับประเทศ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวสูงถึง 1 หมื่นบาท และหากกลับมาไทยก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมมาทำงานเพิ่มอีก 2 หมื่นบาท และใช้เวลานาน อาจทำให้นายจ้างเดือดร้อนในการผลิต”

ขณะเดียวกัน สมาคมร่วมมือกับสภาเกษตรกรฯ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดโครงการฝึกแรงงานไทยทดแทนต่างด้าวที่ขาดแคลน โดยให้สภาเกษตรกรฯช่วยจัดหาแรงงานในแต่ละจังหวัดมาฝึกเป็นแรงงานประมงที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสมาคมการประมงฯ ให้ค่าจ้างรายเดือนเดือนละไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นบาท ไม่รวมสวัสดิการต่าง ๆ การประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ถ้าจ่ายเป็นค่าแรงงานรายวันขั้นต่ำ 400-1,000 บาท โดยวางเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปีจะช่วยให้มีแรงงานไทยเพื่อมาทดแทนต่างด้าวสูงถึงประมาณ 50%

ที่ จ.สงขลา กรณีสมาคมรักษ์ทะเลไทยแฉว่า มีเรือปั่นไฟออกหาปลาโดยนำลูกปลาทูขนาดเล็กจำนวนมากขึ้นมา แล้วนำมาต้ม ตากแห้งวางจำหน่าย ซึ่งพบมากใน จ.ชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากอยู่ในช่วงเพิ่งเปิดอ่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งลูกปลาทูเพิ่งจะมีขนาดเล็ก ออกมาในทะเล เกี่ยวกับเรื่องนี้ จากการสำรวจในตลาดชุมชนหลายแห่งในอ.เมืองสงขลา ยังไม่พบว่ามีลูกปลาทูวางจำหน่ายในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

โดยนายก่อเกียรติ กูลแก้ว ประมงจังหวัดสงขลา กล่าวว่า รับทราบเรื่องนี้จากสื่อโซเชียล ซึ่งในพื้นที่จ.สงขลานั้นยังไม่พบว่ามีการนำลูกปลาทูมาจำหน่ายในลักษณะดังกล่าว คาดว่าจะมีจำหน่ายในจ.ชุมพร และจังหวัดทางฝั่งอ่าวไทยตอนบน เนื่องจากได้มีการปิดอ่าวไปช่วงหนึ่งก่อนที่เริ่มเปิดอ่าวใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงที่กำลังมีปลาทูออกมาพอดี ส่วนเรือที่ทำประมงในลักษณะปั่นไฟนั้น คงจะต้องมีการตรวจสอบว่ามีการดำเนินการที่ผิดกฎหมายในลักษณะใด อาจจะมีขนาดตาอวนที่ต่ำกว่าที่ขออนุญาต เป็นต้น ซึ่งหากพบเบาะแสความผิดก็คงจะต้องขอให้ประชาชนช่วยกันแจ้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในส่วนของการวางจำหน่ายในเรื่องของลูกปลาทูขนาดเล็กนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของชาวประมงที่ออกไปหาปลา เพราะถ้าหากไม่ตั้งใจที่จะจับลูกปลาขนาดเล็กหรือสัตว์น้ำวัยอ่อนก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ในหลายวิธี แต่บางรายเมื่อออกทำประมงแล้วได้อะไรมาก็กวาดมาทั้งหมด นอกจากนั้นผู้บริโภคก็สามารถมีส่วนช่วยในการไม่บริโภคลูกปลาทูขนาดเล็กด้วย เพื่อให้ปลาทูได้เติบโตซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้เพิ่มมากขึ้น

นายก่อเกียรติกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ปี ปลาทูหายไปจากอ่าวไทย จากการจับปลาทูในช่วงวางไข่ แต่เมื่อมีการปิดอ่าวในช่วงปลาวางไข่ ทำให้ในปีนี้ลูกปลาทูกลับมาในอ่าวไทยอีกครั้ง แต่ก็มาประสบปัญหาการทำประมงแบบทำลายล้าง
อย่างไรก็ตาม ในเฟสบุ๊คของนายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ยังคงมีการโพสต์ข้อความในเรื่องของการหยุดกินลูกปลาทูอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้แชร์ข้อความจำนวนมากเช่นเดียวกัน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการอุรุกวัยจะอนุญาตให้ร้านขายยาทั่วประเทศจำหน่ายกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เริ่มในวันพุธหน้า(19 ก.ค.)นี้ ซึ่งจะทำให้อุรุกวัย ชาติเล็กๆในอเมริกาใต้ กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่การผลิตและขายกัญชาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การควบคุม หลังจากที่ในปี 2013 สภานิติบัญญัติอุรุกวัยได้ผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยกัญชา ที่อนุญาตให้ชาวอุรุกวัยปลูกกัญชาเองได้และให้สูบกัญชาได้ภายในสโมสร แต่ในส่วนของข้อบัญญัติให้ร้านขายยาจำหน่ายกัญชาได้นั้น ซึ่งถือเป็นระยะที่ 3 อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกฎหมายฉบับนี้นั้น เพิ่งจะได้ข้อลุล่วงเห็นชอบ

ข่าวแจ้งว่า ภายใต้กฎหมายการฉบับนี้ประชาชนที่ต้องการซื้อกัญชาจะต้องทำการลงทะเบียนที่จะซื้อกัญชาในร้านขายยา ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วราว 4,700 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในช่วงอายุ 30-40 ปี ขณะที่อุรุกวัยมีประชากรทั้งสิ้นราว 3.4 ล้านคน ขณะที่ในระยะแรกของกฎหมายปี 2013 มีประชาชนกว่า 6,600 คน ที่ลงทะเบียนเพื่อขออนุญาตปลูกกัญชาที่บ้านและมีสโมสรผู้สูบกัญชา 51 แห่ง ที่ได้รับอนุญาตให้มีการสูบกัญชาเพื่อสันทนาการได้ ขณะที่ตามกฎหมายนี้จะอนุญาตให้ขายกัญชาได้ใน 2 รูปแบบเท่านั้นคือ บรรจุห่อน้ำหนัก 5 กรัม และ 10 กรัม

ด้านร้านขายยาในอุรุกวัยระบุว่า ยังไม่มั่นใจว่าจะมีกำไรจาการขายกัญชาหรือไม่ ในขณะที่ผู้สูบกัญชาสามารถซื้อกัญชาได้คนละไม่เกินเดือนละ 40 กรัม สนนราคาขายที่กรัมละ 1.30 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 44 บาท) และผู้ประกอบการร้านขายยายังมีความกังวลในเรื่องของการอบรบลูกจ้างในการขายกัญชาและเรื่องความมั่นคงปลอดภัยจากกลุ่มโจร รวมถึงคุณภาพของกัญชา ทั้งนี้ มีบริษัทเอกชนในอุรุกวัยเพียง 2 แห่งเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตจากทางการให้ผลิตกัญชาเพื่อป้อนร้านขายยาได้และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพ

นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพจัด 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมาถึงวันที่ 24 ก.ค. ซึ่งล่าสุดผ่านมากว่า 2 เดือนแล้ว สามารถสร้างยอดจำหน่ายถึงวันที่ 13 ก.ค. รวมทั้งสิ้น 170,311,339 บาท และมีผู้เยี่ยมชมงาน 271,593 คน

นายอภิชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับงานธีมงานของเดือนก.ค.นี้ซึ่งเป็นช่วงที่ 3 ธีม “Local Tourism” นอกจากเราเน้นการเสนอผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนแล้ว กรมการพัฒนาชุมชนยังได้ร่วมกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทยจำกัด จัดกิจกรรม “ประชารัฐชวนชิมสับปะรดห้วยมุ่นแท้หวานกรอบจากไร่” สุดพิเศษลูกละ 20 บาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลุกสับปะรด จ.อุตรดิตถ์ โดยจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า เทสโก้โลตัส บิ๊กซี เดอะมอลล์ สยามพารากอน ถือว่าได้ช่วยเกษตรกรในช่วงที่ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำอย่างมาก

“อย่างไรก็ตามสถานการณ์สับปะรดล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้เข้าไปแก้ไขปัญหาสับปะรดในจ.อุตรดิตถ์ ซึ่งมีผลผลิตรวมเดือนมิ.ย.-ก.ค.รวมทั้งหมด 144,767 ตัน ทำให้เกิดการล้นตลาด โดยบริษัทประชารัฐฯได้เพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านตลาดคลองผดุง หน้าอาคารไทยเบฟเวอเรจ ตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทประชารัฐจังหวัดทั่วประเทศ ยอดจำหน่ายรวม 309.3 ตัน ยอดสั่งซื้อ 111.5 ตัน รวมทั้งสิ้น จนถึงขณะนี้ 501.8 ตัน มูลค่ารวม 3,809,825 บาท

สำหรับประชาชนที่สนใจสับปะรดห้วยมุ่น และอยากช่วยอุดหนุนเกษตรกรโดยตรง ขอเชิญได้ที่ตลาดคลองผดุงฯซึ่งจะมีงานไปจนถึงวันที่ 24 ก.ค. นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆที่หมุนเวียนกันมาจำหน่าย อย่าพลาดงานนี้ ช้อปของดี มีของแถม” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าว

จับตาราคาสินค้าเกษตรดิ่งเหว ทั้งข้าว-มันสำปะหลัง-ยางพารา-ข้าวโพด-ผลไม้ ทุบกำลังซื้อรากหญ้าไตรมาส 3 วูบ ชาวสวน-ชาวไร่ โอดรัฐบาล “หมดมุข” เอาแต่อัดมาตรการเดิม ๆ เหมือนให้ยาแก้ปวด ไม่แก้ปัญหาตรงจุด ทั้งการลักลอบนำเข้ามันเส้นแนวชายแดน นอมินีจีนสวมรอยตัดราคา เปิดนำเข้าข้าวสาลีกดราคาข้าวโพด ปาล์มสต๊อกล้น โรงสีมีปัญหาสินเชื่อยางถูกลอยแพ มังคุดราคาดิ่งเหว ทำรายได้เกษตรกรหดลงต่อเนื่อง

แม้ว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สคก.) จะเผยแพร่รายงาน 6 เดือนแรกของปีนี้ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นก็ตาม สวนทางกับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังต่อไตรมาส 1/2561 ต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว-มันสำปะหลัง-ข้าวโพด-ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ตามฤดูกาล ส่งผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มรากหญ้าโดยตรง

ขณะที่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ “ล่วงหน้า” แต่เลือกที่จะใช้วิธีรอจนเกิดวิกฤตการณ์ด้านราคาเกิดขึ้นแล้ว จึงเข้ามาดำเนินการแก้ไข โดยตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แถมมาตรการที่รัฐนำออกมาใช้ก็เป็นมาตรการเดิม ๆ การต่ออายุโครงการเดิม ๆ ซึ่งถูกพิสูจน์ในครอปที่ผ่านมาแล้วว่า ใช้ไม่ได้ผล

ข้าวผันผวนหนัก

นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ขณะนี้ได้ลดลงเหลือตันละ 8,000 บาท หลังจากที่ปรับขึ้นมาเพียง 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ชาวนา “ยังต้องลุ้น” ต่อไปว่า

ผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2560 รอบที่ 2 ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคมนี้ จะมีราคาลดลงต่อเนื่องหรือไม่ (ผลผลิตใกล้เคียงกับปี 2559) โดยเป็นที่น่าสงสัยก่อนหน้านี้ ผู้ส่งออกข้าวได้ออกมาแถลงราคาส่งออกข้าวปรับตัวสูงขึ้น 20-30% สวนทางกับราคาข้าวเปลือกในประเทศ ทำให้ “ราคาข้าวขึ้นไปในระยะสั้น ๆ แล้วก็ปรับลดลงมา”

ในขณะที่มาตรการช่วยเหลือของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ประกาศออกมา ส่วนใหญ่ใช้มาตรการเช่นเดียวกับปี 2559/2560 โดยมุ่งชะลอการขายข้าวด้วยการให้เก็บไว้ในยุ้งฉาง (มาตรการจำนำยุ้งฉางของ ธกส.) แต่ชาวนาอยากจะให้รัฐบาลช่วยประกาศราคาขั้นต่ำที่จะซื้อข้าวเปลือกให้ทราบล่วงหน้า ก่อนที่ผลผลิตข้าวนาปีจะออก จะได้ไม่ไปขายราคาต่ำ แหล่งข่าวจากโรงสีข้าวยอมรับว่า ราคาข้าวที่ปรับตัวลดลงในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ปรับตัวลงไปตันละ 1,000-2,000 บาท โดยข้าวเปลือกที่เคยขึ้นไปตันละ 9,500 บาท ลดเหลือ 8,100 บาท ส่วนราคาข้าวสารจากตันละ 14,000 บาท ลดลงเหลือ 12,000 บาท สาเหตุสำคัญมาจากผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ไปขายตัดราคากันเอง ทั้งได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนแรงงานขนข้าว ทำให้ส่งมอบข้าวล่าช้า และปริมาณฝนที่ตกลงมามากในช่วงนี้ ทำให้ข้าวมีความชื้นสูง จึงส่งผลกระทบทำให้ราคาข้าวปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

“โรงสีข้าวก็ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง เนื่องจากถูกธนาคารจำกัดวงเงินให้สินเชื่อ เรื่องนี้ร้องเรียนไปยังรัฐบาลแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข” ล่าสุด ในที่ประชุมรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบ โครงการปรับลดพื้นที่ปลูกพืชให้เหมาะสมภายแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/2561 จำนวน 3 โครงการ วงเงิน 1,296.53 ล้านบาท เป้าหมาย 700,000 ไร่ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ จากก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือในการทำการตลาดข้าวอินทรีย์

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการดูแลเสถียรภาพราคาข้าวว่า “ตอนนี้กำลังติดตามสถานการณ์ราคาข้าวอย่างใกล้ชิด” จากช่วงก่อนหน้าที่ราคาข้าวปรับสูงขึ้น แต่ต้องหารือภายใน นบข. ก่อนว่า จะมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรสำหรับข้าวทั่วไป ส่วนโรงสีจะใช้โครงการชดเชยดอกเบี้ย 3% ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่ผ่าน นบข. การชะลอขายในยุ้งฉางก็คงเดิม

ไร่มันฮือราคาร่วงเหลือ 90 สต.

นายราศี ไผ่สะอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้ทำหนังสือร้องเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหาราคาหัวมันสดตกต่ำภายใน 30 วัน โดยหัวมันในพื้นที่อีสานตอนบน ขายกันอยู่เพียง กก.ละ 0.90-1.10 บาทเท่านั้น ถ้ารัฐบาลยังไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลือก็จะกระทบกับผลผลิตมันสำปะหลังในฤดูกาล 2560/2561 แน่นอน

“ราคามันสำปะหลังปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2559 ทั้ง ๆ ที่ปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังมี 42 ล้านตัน หรือเกินกว่าผลผลิตที่ไทยผลิตได้ ประมาณ 31 ล้านตัน จนต้องนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ปีละ 4 ล้านตัน แต่กลับเกิดปัญหาราคาปรับตัวลดลง จากสาเหตุสำคัญมีผู้ส่งออกมันเส้นที่เป็นนอมินีของบริษัทจีนเข้าไปแข่งขันขายมันเส้นในราคาต่ำแล้วมากดราคารับซื้อภายในประเทศ ยกตัวอย่าง ราคา FOB เคยสูงถึง 195 เหรียญ แต่ขณะนี้เหลือเพียง 141-144 เหรียญ หรือเท่ากับว่าขายมันเส้นได้ราคาแค่ กก.ละ 4.50 บาท จากที่เคยขายได้ 6.20 บาท เมื่อคิดทอนเป็นราคาหัวมันเหลือ กก.ละ 1.10-1.20 บาท เกษตรกรขาดทุนจากต้นทุนการเพาะปลูก กก.ละ 1.90 บาท รวมค่าขนส่ง-ค่าขุดจะมีต้นทุนสูง กก.ละ 2.40 บาท” นายราศีกล่าว

ดังนั้น สมาคมชาวไร่มันฯจึงยื่นข้อเสนอ 6 ข้อ ให้รัฐบาล ได้แก่ 1) ขอให้ยกเลิกการนำเข้าข้าวสาลี 2) ขอให้เพิ่มสัดส่วนการผลิตเอทานอลจากมันเส้นจาก 34% เป็น 50% 3) ขอให้ยกเลิกการใช้เบนซิน 91 และเพิ่มการใช้ อี 20 4) ขอให้ควบคุมการนำเข้ามันเส้นคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน และควบคุมการส่งออกมันเส้นโดยบริษัทจีนที่ไปขายราคาต่ำ 5) ควรมีการขึ้นทะเบียนและติดตามสถานการณ์ส่งออก และ 6) กำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกและราคาที่รับซื้อจากเกษตรกร โดยคำนวณจากราคาที่ควรจะขายมันเส้นเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ให้กับประเทศจีนขณะที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เห็นชอบ 14 มาตรการดูแลชาวไร่

มันสำปะหลัง วงเงิน 616 ล้านบาท แต่ “มาตรการเหล่านี้เกษตรกรยังไม่ได้ประโยชน์” ด้าน นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เตรียมประกาศเพิ่มมาตรการการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการให้ผู้ประกอบการนำเข้าต้องแจ้งวัตถุประสงค์การนำเข้า

สต๊อกปาล์มล้น 4.5 แสนตัน

ด้านมาตรการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันตกต่ำ sananegerek.com ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเก็บสต๊อกไบโอดีเซลเพิ่มเป็น 90 ล้านลิตร (หรือคิดเป็นผลปาล์มประมาณ 7.6 ล้านตัน) จากเดิมที่สต๊อก 50 ล้านลิตร เพื่อดูดซับน้ำมันปาล์มออกจากตลาดจากปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด 11.7 ล้านตันนั้น ปรากฏสถานการณ์ราคาผลปาล์มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่มาจากการกำหนดมาตรการข้างต้น เพราะผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถสต๊อกไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นได้ แต่เป็นเพราะปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดลดลง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าห่วงก็คือ ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ยังคงค้างอยู่ในประเทศในเดือนมิถุนายน น่าจะมีมากถึง 454,070 ตัน หรือสูงกว่าปริมาณสต๊อกเพื่อความปลอดภัยที่กำหนดไว้ ประมาณ 200,000 ตัน ในขณะที่สามารถส่งออกได้เพียง 4,632 ตัน ตรงนี้จะ “กดดัน” ราคาผลปาล์มในครอปหน้า

ด้านนายบุญรักษ์ อุ่นยวง กรรมการผู้จัดการ บริษัทเพื่อกระบี่ปาล์มออยล์ กล่าวว่า ตอนนี้ราคาปาล์มลดลงเหลือ 3.5 บาท เนื่องจากปัจจัยนโยบายนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบรัฐบาล ทำให้โรงสกัดกดราคารับซื้อปาล์มทะลายจากเกษตรกรที่อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาเดิม ๆ เหมือนทุกปีที่ผ่านมา

ข้าวสาลีทุบราคาข้าวโพดดิ่ง

นายทรงศัก ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวถึงราคาข้าวโพดที่ตกต่ำลงมาว่า มาตรการที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (มาตรการ 3 ต่อ 1) โดยให้ซื้อราคา กก.ละ 8 บาทนั้น แม้จริงแล้วเกษตรกรขายได้ราคาแค่ กก.ละ 7.20-7.70 บาท/กก.เท่านั้น หรือไม่ถึง 8 บาท เนื่องจากโรงงานอาหารสัตว์ใช้มาตรฐานจัดเกรดข้าวโพด จนกระทั่งตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2560 ราคาข้าวโพดหน้าโรงงานปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ กก.ละ 8.50 บาท

ดังนั้น สมาคมการค้าพืชไร่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการเพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด โดยขอให้เพิ่มมาตรการทางภาษีนำเข้าข้าวสาลี-DDGS (กากข้าวโพด)-รำข้าวสาลี-ปลายข้าวสาลี ในอัตราที่เคยใช้ก่อนมีการปรับลดภาษีนำเข้ามาเป็น 0% ในปัจจุบัน

สถาบันชาวสวนยางขาดทุนยับ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ราคายางพาราทุกชนิดทั้งน้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันตกต่ำและผันผวนต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะราคาน้ำยางสด (ท้องถิ่น) ที่ลดลงใกล้จะถึง 3 กก. 100 บาท (37-39 บาท/กก.) ส่วนยางแผ่นดิบในบางวันลดลงมาอยู่ที่ 47-48 บาท/กก., ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 52-53 บาท/กก. ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีมาตรการใหม่ ๆ ออกมา เพียงแต่ใช้ “ต่ออายุ” มาตรการเดิม อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกร, โครงการสร้างความเข้มแข้งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคายางได้