รมต.ยก “ชุมชน-โรงเรียน” กลไกสำคัญ พัฒนาการศึกษา

สร้างความมั่นคงชายแดนใต้พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการกระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้าเคลื่อนที่ ที่โรงเรียนอนุบาลระแงะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยมี นายดนัย เส้งสีแดง รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา (สพป.) นราธิวาส เขต 3 คณะครูและนักเรียนสังกัดต้อนรับ กิจกรรมภายในงานมีการจัดแสดงของนักเรียนและจัดนิทรรศ การแสดงผลงานของนักเรียน โดยส่วนใหญ่เน้นการจัดทำอาหารพื้นบ้าน และการทำขนมพื้นเมืองชนิดต่างๆ การทำชุดเฟอร์นิเจอร์จากไม้ ที่ทางผู้ปกครองและแม่บ้านของในแต่ละพื้นที่ชุมชนได้เสียสละเวลาว่างมีส่วนร่วมมาสอนเด็กนักเรียน

กิจกรรมนี้เน้นการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เพื่อปูพื้นฐานนำไปสู่ระบบการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน และขยายผลไปสู่ความร่วมมือต่างๆ ของชุมชนที่จะขับเคลื่อนและเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในอนาคตได้ ทั้งการศึกษาและแก้ไขปัญหาความมั่นคง ที่ถือว่าทางชุมชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

พล.อ. สุรเชษฐ์กล่าวว่า ดีใจที่เห็นทางชุมชนมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นบันไดก้าวแรกที่จะขับเคลื่อนทำให้การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะค่อยๆ ดีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ และตนขอฝากให้ทุกๆ คนต้องทำคือความดี มีคุณธรรม และสิ่งที่ต้องจำคือบุญคุณคน จะทำให้ชุมชนและสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเกิดสันติสุขกลับมาสู่ด้ามขวานทองอย่างแน่นอน

พล.อ. สุรเชษฐ์ยังกล่าวเชิญชวนด้วยว่า วันที่ 22-28 ก.ค. 61 รัฐบาลจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา 28 ก.ค. ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ถือเป็นโอกาสมหามงคลอย่างยิ่ง รัฐบาลมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันเป็นพลังแห่งการทำความดี แสดงความจงรักภักดี และสดุดีพระเกียรติคุณสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องความกตัญญูที่มีต่อสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี

ทั่วโลกกำลังจับตาภารกิจ ช่วยเหลือ “13 ชีวิตทีมหมูป่า” ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาร่วมช่วยเหลือ ข่าวภาษาอังกฤษเรียกว่า herculean effort แปลว่า ภารกิจหรือการกระทำระดับใหญ่หลวง

คำว่า herculean นี้ มาจาก Hercules หรือ เฮอร์คิวลิส ชื่อวีรบุรุษในเทพนิยายกรีกซึ่งมีพละกำลังมากและต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในการผจญภัย

ปฏิบัติการช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิต ประกอบไปด้วยการพยายามสูบน้ำออกจากถ้ำ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจจะไม่มีผลใดๆ เพราะฝนตกลงมามากเหลือเกิน การทำในสิ่งที่ยากลำบากเช่นนี้ สำนวนไทย เรียก “เข็นครกขึ้นภูเขา” สำนวนฝรั่งเรียก Sisy phean task ซิสซีเฟียน ทาสก์

ที่มาคำนี้มาจากเทพนิยายกรีกเช่นกัน คือมนุษย์ชื่อ Sisyphus – ซิสซีฟอส ที่ถูกเทพเจ้าให้เข็นก้อนหินขนาดยักษ์ขึ้นภูเขา แต่ก็ต้องไถลลงมาเรื่อยๆ ทำซ้ำอยู่ตลอดกาล

แต่ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหนทีมกู้ภัยก็ยังเดินหน้าอย่างไม่ย่อท้อ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายฯ พูดเองว่าจะไม่เอาเด็กออกมาถ้าไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ ถ้าหากรีบวู่วาม พยายามเอาทั้ง 13 คน ออกมาจนเด็กบางคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แน่นอนว่าคงเป็นความสำเร็จที่ไม่คุ้มกัน

ตรงกับคำว่า pyrrhic victory ในภาษา อังกฤษ หรือหมายถึง ชัยชนะที่ไม่คุ้มกับความสูญเสีย

มาจากชื่อ Pyrrhus – พีร์รุส กษัตริย์กรีกโบราณที่รบชนะกองทัพโรมันหลายครั้ง แต่ตนเองกลับสูญเสียไพร่พลมากกว่าข้าศึกหลายเท่าตัว เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี 2561

เมื่อเร็วๆ นี้ สพฐ.เตรียมความพร้อมโดยกำหนดให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทั่วประเทศประกาศรับสมัครสอบแข่งขันตามสาขาวิชาเอกที่ต้องการ ภายในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ขณะเดียวกัน สพฐ.เตรียมป้องกันการทุจริต ทั้งนี้ ส่วนตัวมั่นใจในระบบการป้องกันการทุจริต และคิดว่าโอกาสที่จะเกิดทุจริตแทบไม่มี หรือโอกาสเป็นศูนย์ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการหลอกลวง ต้มตุ๋น โดยจะมาในรูปแบบการติว อาทิ ถ้าติวกับสถาบันนี้ คนนี้แล้ว จะสอบติดแน่นอน หรือบอกว่าสามารถวิ่งเต้นผู้ใหญ่ได้ ซึ่งไม่จริง และอยากให้ระมัดระวัง

“ผมยืนยันว่าระบบการจัดสอบที่มี กศจ.ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ดำเนินการ เป็นระบบที่ป้องกันการทุจริตอย่างเข้มข้น จากที่เคยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมที่ จ.หนองคาย ผู้ว่าฯหนองคายลงมาคุมเองทุกสนามสอบ ขณะเดียวกันฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ทหาร และตำรวจ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งการป้องกันการทุจริตก่อนการสอบ การหาข่าวทุจริต และการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สนามสอบ ซึ่งอาจมีคนนำเครื่องมือสื่อสารติดตัวเข้าห้องสอบ ดังนั้นจึงคิดว่าการทุจริตทำได้ยากมาก” นายบุญรักษ์ กล่าว

นายบุญรักษ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ สพฐ.มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาป้องกันการทุจริตในทางลับ มีการสืบหาการทุจริตทางโซเชียล หากพบว่ามีการเปิดติวที่ส่อไปในทางทุจริต ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดูเพื่อระงับเหตุ เนื่องจาก สพฐ.ประกาศชัดเจนว่าไม่ให้ข้าราชการของ สพฐ.เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติวเพื่อสอบครูผู้ช่วย ขณะที่นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศชัดเจนว่าห้ามไม่ให้ ข้าราชการของ ศธ.ไปยุ่งเกี่ยวกับการติวเช่นกัน ถ้าพบถือว่าผิดทางวินัย และต้องถูกลงโทษแน่นอน กรณีหลอกลวงต้มตุ๋น มีโทษวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก ปลดออก

“ส่วนที่มีกระแสอออกมาว่าพื้นที่ภาคอีสานเริ่มมีทุจริตเรียกรับเงิน 2 แสนบาท เพื่อแลกกับการมีชื่อขึ้นบัญชีครูผู้ช่วยนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหน การดำเนินการป้องกันจะเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน และเท่าที่สอบถาม ยังไม่มีรายงานข่าวว่ามีทุจริต สำหรับการจัดทำข้อสอบนั้นอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้างหาผู้จัดทำข้อสอบ ซึ่ง สพฐ.จะไม่เปิดชื่อสถาบันออกข้อสอบเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาข้อสอบรั่ว โดยทำข้อสอบคู่ขนานหลายชุด แต่ละจังหวัดข้อสอบอาจไม่เหมือนกัน แต่มาตรฐานต้องเท่ากัน โดยข้อสอบจะถึงสนามสอบตอนเช้าวันสอบเท่านั้น” นายบุญรักษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กศจ.จะประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วยตามสาขาวิชาที่เปิดรับ ภายในวันที่ 11 กรกฎาคม รับสมัครสอบแข่งขันวันที่ 18-24 กรกฎาคม ไม่เว้นวันหยุดราชการ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ วันที่ 31 กรกฎาคม สอบข้อเขียนภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม และอุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา วันที่ 18 สิงหาคม สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 19 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 27 สิงหาคม สอบสัมภาษณ์ภาค ค วันที่ 1 กันยายน ประกาศผลสอบแข่งขัน วันที่ 6 กันยายน และบรรจุแต่งตั้งภายในวันที่ 1 ตุลาคม

ปัจจุบันหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ตลอดจนนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อีกหลายคนก็เลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติ อาหารคลีน ขณะที่อีกหลายคนเชื่อว่ารูปร่างตนเองดีอยู่แล้ว คิดว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน จึงกินโดยไม่กลัวอะไร เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ นักโภชนาการระดับโลกจะมาให้คำแนะนำ

พญ. โรซิโอ เมดินา รองประธานกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในโลกไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสัดส่วนร่างกาย น้ำหนัก และโรคอ้วน เพราะคิดว่าไม่ส่งผลกระทบอะไร อย่างคนอเมริกันและเม็กซิกันที่ประสบปัญหาโรคอ้วน พบว่า 8 ใน 10 มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารไม่ดี ขณะที่ในโซนเอเชียแปซิฟิกซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารที่ดี มีทั้งผัก ผลไม้ ปลา กลับพบว่าก็มีปัญหาโรคอ้วนเช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อลงลึกไปถึงสาเหตุของโรคอ้วน พบว่าไม่เพียงการบริโภคอาหารเกินความจำเป็นของร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด การไม่เคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน

“ตอนนี้คนเอเชียเริ่มมีปัญหาน้ำหนักเกินปรากฏออกมาในลักษณะไขมันช่องท้อง หรือพุง แม้จะไม่ใช่คนอ้วนรูปร่างใหญ่อะไร โดยจากงานวิจัยพบว่าการมีไขมันช่องท้องเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงระบบเผาผลาญ ที่แย่ลง นำมาสู่ความเสี่ยงเกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง”

สำหรับ “ไขมันช่องท้อง” จะใช้สูตรคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) มาวัดอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้อัตราส่วนของ “รอบเอว” ต่อ “รอบสะโพก” (Waist-to-hip Ratio: WHR) มาคำนวณด้วย โดยเอา “ความยาวรอบเอว” และ “ความยาวรอบสะโพก” มา “หาร” กัน (ความยาวรอบเอว หาร ความยาวรอบสะโพก) หากค่าออกมาเกิน 1.0 ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน

กินยังไงห่างไกล “โรคอ้วน”

พญ. โรซิโอ กล่าวอีกว่า โดยรวมของปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่เกิดจากการกิน จึงอยากแนะนำการกินอาหารที่สมดุลต่อร่างกาย ด้วยการแยกโภชนาการบนจานอาหารที่ต้องกินให้ได้ทุกมื้อออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. คาร์โบไฮเดรต 40% อาทิ ผัก ผลไม้ นม ถั่ว จริงๆ มีอยู่ในอาหารทุกอย่างที่ประกอบไปด้วยแป้ง ข้าว กระทั่งธัญพืช 2. โปรตีน 30% อาทิ นม ถั่วเหลือง เนื้อไม่ติดมัน และ 3. ไขมัน 30% ซึ่งอยากให้เป็นไขมันดี อาทิ ปลา อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ถั่ว ร่วมไปกับสารอาหารรอง ได้แก่ วิตามิน เกลือแร่ เส้นใยอาหาร และน้ำ

“อย่างการกินของดิฉันมีเคล็ดลับว่า ทุกมื้อจะเน้นไปที่อาหารที่มีโปรตีน เพราะร่างกายจะเผาผลาญโปรตีนทุก 4-5 ชั่วโมง อย่าให้เกิน 6 ชั่วโมง เพราะไม่งั้นร่างกายจะเผาผลาญตัวเอง ส่วนช่วงเย็นหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรต”

“ดิฉันจะเลือกรับประทานอาหารอย่างที่ร่างกายต้องการ 80% ต่อมื้อ ส่วนอีก 20% จะเลือกทานอาหารที่อยากทาน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพียงเท่านี้ร่างกายก็จะดีขึ้น แต่คนส่วนใหญ่กลับมีความคิดตรงกันข้าม คือทานอาหารที่อยากรับประทาน 80% และรับประทานอาหารที่ร่างกายต้องการ 20%”

“ซึ่งต้องบอกว่าอาหารส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้จะประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและโซเดียม กินมากก็ไม่ดีต่อร่างกาย ยิ่งเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีปัญหาสุขภาพตามมา คำพูดที่ว่าแก่แล้วกินไปเถอะ ต้องไม่มี เพื่อสุขภาพจะได้ไม่ย่ำแย่และตกเป็นภาระของลูกหลาน”

“เพราะร่างกายของมนุษย์จะหยุดการเจริญเติบโตเมื่ออายุ 30 ปี ฉะนั้นเราควรดูแลสุขภาพตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป” “กินคลีน-กินมัง” ยังไงให้ “ชีวิตดี”

นอกจากนี้ พญ. โรซิโอ ได้แนะนำเรื่องการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวให้มากขึ้นในแต่ละวัน อย่านั่งนิ่งแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบไหลเวียนโลหิตแย่ลง ขณะที่ 24% ของผู้มีพฤติกรรมนิ่งเฉยมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ รวมถึงการจัดการกับความเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งสารคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายและอารมณ์

ส่วนคนที่อยากดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารมังสวิรัติ พญ. โรซิโอ ยืนยันว่า 90% ของผู้กินอาหารนี้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และเสี่ยงโรคเบาหวาน เนื่องจากรับคาร์โบไฮเดรตเป็นปริมาณมาก อย่างประเทศอินเดียที่ประสบปัญหาเรื่องนี้มาก เพราะกินแต่มันฝรั่ง พาสต้า ขณะที่การไม่กินเนื้อสัตว์ก็ทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายน้อยลง “แนะนำให้เลือกกินผักหลายชนิด ถั่วต่างๆ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตดี และกินแต่พอดีตามหลักอาหาร 3 ส่วนข้างต้น”

ส่วนผู้รับประทานอาหารคลีน พญ.โรซิโอมองว่า เป็นอาหารดี แต่ไม่ได้หากินง่ายๆ เพราะอาหารคลีนต้องเป็นอาหารธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม อาทิ ใส่สารกันบูด อย่างผักก็ต้องมาจากธรรมชาติที่สุด เนื้อสัตว์ก็ต้องมาจากสัตว์ที่สุขภาพดี แน่นอนว่าราคาแพงกว่า

“อยากให้คนไทยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอย่างครบถ้วน และรับประทานปลาให้มากๆ อย่างดิฉันรับประทานปลา 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ไก่เนื้อแดงอย่างละ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ กินผักล้วนๆ ทั้งวัน 2 ครั้งต่อสัปดาห์” พญ. โรซิโอ กล่าว

ใส่ใจสุขภาพ เริ่มต้นที่การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ พล.ต. รังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษา ผบ.พล.1รอ. กล่าวว่า จากปัญหาขยะใน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีการบุกรุกพื้นที่เชิงเขาทอง หมู่ 5 ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมืองกาญจนบุรี ในความรับผิดชอบของ พล.1รอ.กว่า 100 ไร่ เพื่อทิ้งขยะกว่า 30 ปี จนกลายเป็นกองภูเขาขยะ ปริมาณไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน พล.ต. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.พล.1 จึงมีแนวคิดต้อง นำขยะออกไป โดยตั้งโครงการความร่วมมือบริหารจัดการขยะมูลฝอยระหว่างประชาชนกับ อปท.โดยมีเครื่องคัดแยกขยะ 5 เครื่อง แต่ต่อมาพบว่าการคัดแยกอย่างเดียวไม่สามารถจัดการขยะประเภทยางรถยนต์ เศษไม้ และขยะที่ไม่ใช่พลาสติกได้ ประกอบกับได้ไปดูงานโรงไฟฟ้าขยะที่เมืองจีนมา และรัฐบาลไทยเริ่มตกผลึกแล้วว่า วิธีการแก้ปัญหาขยะที่ดีที่สุด คือมีโรงไฟฟ้า

“กาญจนบุรีมีปริมาณขยะวันละ 1,000-1,200 ตัน เฉพาะพื้นที่เชิงเขาทองมีขยะวันละ 500 ตัน ส่วนขยะบ่ออื่นล้วนผิดกฎหมาย ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งปิดบ่อขยะอื่นแล้วให้นำมาทิ้งที่เชิงเขาทอง ได้เรียนผู้ว่าฯ ไปว่าการคัดแยกสามารถบริหารจัดการได้ 50% จึงต้องมีโรงไฟฟ้าจากการเผาขยะ ผู้ว่าฯ จึงอนุมัติ งบประมาณจ้างสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่และรูปแบบด้านการบริหารจัดการขยะพื้นที่เชิงเขาทองขึ้น” พล.ต. รังษี กล่าว

ด้าน ผศ.ดร. สมชาย พรชัยวิวัฒน์ อาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการกล่าวว่า ได้ศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ตำบลแก่งเสี้ยนในการเป็นสถานที่สร้างบ่อขยะ และนำเสนอข้อมูลทุกด้าน รวมเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้ข้อมูลชาวบ้าน 9 หมู่บ้าน ในรัศมี 5 กม.จากบ่อขยะ จากนั้นทำแบบสอบถามความคิดเห็น 1,500 ชุด พบว่าชาวบ้านมีความกังวลเรื่องปัญหาขยะน้ำเสีย มลภาวะ แต่เห็นด้วยกับการปรับปรุงบ่อขยะเชิงเขาทอง 66.28% และเห็นด้วยกับระบบเผาขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า 65.3% จึงจัดเวทีเสนอผลการสอบถามความคิดเห็นพร้อมเปิดให้ชาวบ้านสอบถาม ซึ่งส่วนใหญ่สอบถามเรื่องมลพิษจากการเผา ผลกระทบต่ออากาศและน้ำ ซึ่งในวิศวกรรมการลงทุนแบบนี้สามารถแก้ไขได้ทุกอย่าง หลังจากนี้จะสรุปผลการศึกษา และจัดเวทีเปิดเผยผลการศึกษาให้จังหวัดต่อไป

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่อุทยานธรณีโคราช หรือสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหิน และทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ พร้อม นายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ ผู้อำนวยการสตูลจีโอพาร์คและกรรมการผู้เชี่ยวชาญอิสระจากองค์การยูเนสโก เดินทางไปตรวจการประเมินภาคสนามของอุทยานธรณีโคราช เพื่อรับรองเป็น Nation Geopark โดยมี ผศ.ดร. ประเทือง จินสกุล ผู้อำนวยการอุทยานธรณีโคราช พร้อมบุคลากรที่เกี่ยวข้องบรรยายสรุปการค้นพบฟอสซิลทั้งซากพืช ซากสัตว์ ซึ่งได้อนุรักษ์มาตั้งแต่ปี 2464 สมัยรัชกาลที่ 6 บ่งบอกถึงศักยภาพอันโดดเด่นที่จะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ผศ.ดร. ประเทือง กล่าวว่า อุทยานธรณีโคราช ครอบคลุมพื้นที่ 3,167 ตารางกิโลเมตร มีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาระดับสากล รวมทั้งนิเวศวิทยาและวัฒนธรรม มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาเควสตา หินทรายด้านตะวันตกเฉียงใต้ ที่ราบรูปคลื่นและที่ราบลุ่มด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีลำตะคองเป็นลุ่มน้ำสายหลักไหลผ่านกลางพื้นที่ 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอเมือง และบรรจบกับแม่น้ำมูลที่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นที่ตั้งชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และค้นพบซากฟอสซิลจำพวกช้างดึกดำบรรพ์รวม 10 สกุล จาก 55 สกุล มากสายพันธุ์ที่สุดในโลก เรียกว่า เควสตาแอนด์ฟอสซิลแลนด์ (Cuesta&Fossil Land) หรือ “ดินแดนแห่งเควสตาและฟอสซิล”

“ขณะนี้มีเพียง 3 ประเทศในโลก คือ อิตาลี เกาหลีใต้ และจีน ได้รับรองเป็นดินแดนแห่ง 3 มงกุฎทางธรรมชาติของยูเนสโก ซึ่งหมายถึงได้รับการรับรองโปรแกรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติครบทั้ง 3 โปรแกรมของยูเนสโก สำหรับนครราชสีมายูเนสโกรับรองแล้ว 2 โปรแกรม คือ 1.มรดกโลกผืนป่า ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ 2.พื้นที่สงวนชีวมณฑลป่าสะแกราช ขณะที่อุทยานธรณีโคราชหรือจีโอพาร์ค ทุกภาคส่วนกำลังผลักดันให้ก้าวไปสู่อุทยานธรณีโลกของยูเนสโก ซึ่งต้องผ่านการตรวจประเมินในระดับประเทศก่อนเสนอให้ยูเนสโกตรวจครั้งสุดท้าย จะทราบคำตอบในปี 2562” ผศ.ดร. ประเทือง กล่าว

ผศ.ดร. ประเทือง กล่าวว่า คุณค่าของดินแดนแห่ง 3 มงกุฎทางธรรมชาติของยูเนสโก จะส่งผลให้ประเทศไทยและจังหวัดนครราชสีมา มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ สามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวได้หลายเท่าตัว เช่น จังหวัดเชจู เกาหลีใต้ มีนักท่องเที่ยวเพิ่ม 4 ล้านคน ภายใน 3 ปี โดยเครือข่ายความร่วมมือ 3 มงกุฎ หรือ Triple Crown ทำให้เพิ่มคุณค่าโคราชให้เป็นเมืองท่องเที่ยวโดดเด่น โดยใช้เส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วงรอบ “เขาใหญ่-สะแกราช-ท่าช้าง-ท้าวสุรนารี-ศรีจนาศะและขอม-เควสตา เขายายเที่ยงหรือภูผาสูง” สามารถส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวและเกิดประโยชน์กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มติบอร์ดแข่งขันทางการค้า มีมติดำเนินคดีรายแรกกับล้งผลไม้จันทบุรี หลังพบพฤติกรรมกดราคาซื้อเกษตรกร โทษทั้งจำคุกและปรับรายวัน พณ.ลั่นต้นแบบรายต่อไป พร้อมเตือนพ่อค้าหัวใสกดราคามังคุดชาวสวนที่นครศรีธรรมราชให้หยุดพฤติกรรมก่อนจะถูกดำเนินคดี

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ แข่งขันทางการค้า ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ว่าที่ประชุมคณะกรรมการมีมติเห็นชอบส่งหนังสือทางปกครอง แจ้งให้นิติบุคคลที่ทำธุรกิจรับซื้อผลไม้ของโรงคัดแยกและบรรจุผลไม้ (ล้ง) 1 หนึ่งในจังหวัดจันทบุรี หยุดการทำพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายแข่งขันทางการค้า ตามมาตรา 60 มีพฤติกรรม มีอำนาจเหนือตลาด และยังมีพฤติกรรมกดราคารับซื้อ และใช้อำนาจต่อรองอย่างไม่เป็นธรรม เป็นความผิดตามมาตรา 57(2) เกิดผลเสียต่อผู้ประกอบการธุรกิจอื่น ซึ่งนิติบุคคลรายนี้ต้องมารายงานตัวภายใน 5 วันหลังจากได้รับหนังสือ

“กรมจะออกหนังสือภายในสัปดาห์นี้ และถือว่าเป็นคดีแรกของการลงโทษตามกฎหมายแข่งขัน นับจากที่มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้ปลายปี 2560 โดยกรณีนี้มีโทษการกระทำความผิดตามมาตรา 60 ได้แก่ โทษปรับไม่เกิน 6 ล้านบาทและปรับอีกไม่เกิน 3 แสนบาทต่อวัน ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ถือเป็นตัวอย่างที่จะดูแลปัญหาล้ง” นายบุณยฤทธิ์ กล่าว

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า ส่วนคดีความเดิมที่เคยสอบสวนมาในช่วงของการใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับเก่าจะโอนมาตัดสินภายใต้กฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ ขณะนี้ยังไม่มีคดีใดที่จะหมดอายุความ โดยคดีที่น่าจะหมดอายุความเร็วสุดคือภายในปี 2564 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งมั่นใจว่าน่าจะสามารถพิจารณาได้ทัน

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้ออกมาประกาศเตือนผู้ประกอบการที่รับซื้อมังคุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีการกดราคารับซื้อมังคุดจากเกษตรกรชาวสวนในราคาที่ต่ำมาก ซึ่งกรมได้รับรายงานแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ อาจจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มาตรา 29 ในการทำให้เกิดความปั่นป่วนด้านราคาสินค้า ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากพบว่ามีการรวมหัวกันกดราคารับซื้อ ก็จะผิด กม.แข่งขันทางการค้า มาตรา 54 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของยอดขายในปีที่กระทำผิด