รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่จะเปลี่ยนแปลง

ไปในอนาคตโดยได้รับการขนานนามว่า เกษตรกรรมความแม่นยำสูง หรือ เกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเริ่มแพร่หลายในหลายประเทศ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินเดีย ปัจจุบัน นวัตกรรมเกษตรได้ถูกเผยแพร่ไปยังเกษตรกร จนมีการเรียกกันว่า “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” (Smart farmer)

ศัพท์เทคโนโลยีที่เกษตรกรควรรู้

IoT หรือ Internet of Things ในวิกีพีเดียให้ความหมายไว้ว่า เป็น เครือข่ายของวัตถุ อุปกรณ์ พาหนะ สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งของอื่นๆ ที่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ และการเชื่อมต่อกับเครือข่าย ฝังตัวอยู่ และทำให้วัตถุเหล่านั้นเก็บบันทึกและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้

อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่งทำให้วัตถุรับรู้สภาพแวดล้อมและถูกควบคุมได้จากระยะไกลผ่านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว ทำให้ผสานโลกกายภาพกับระบบคอมพิวเตอร์ได้แนบแน่นมากขึ้น ผลที่ตามมาคือประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น

เมื่อ IoT ถูกเสริมด้วยเซ็นเซอร์และแอคชูเอเตอร์ซึ่งเปลี่ยนลักษณะทางกลได้ตามการกระตุ้น ก็จะกลายเป็นระบบที่ถูกจัดประเภทโดยทั่วไปว่า ระบบไซเบอร์-กายภาพ (cyber-physical system) ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีอย่าง กริดไฟฟ้าอัจริยะ (สมาร์ทกริด) บ้านอัจฉริยะ (สมาร์ทโฮม) ระบบขนส่งอัจฉริยะ (อินเทลลิเจนต์ทรานสปอร์ต) และเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้)

วัตถุแต่ละชิ้นสามารถถูกระบุได้โดยไม่ซ้ำกันผ่านระบบคอมพิวเตอร์ฝังตัว และสามารถทำงานร่วมกันได้บนโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเครือข่ายของสรรพสิ่งจะมีวัตถุเกือบ 50,000 ล้านชิ้น ภายในปี 2020 มูลค่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 80 พันล้านเหรียญสหรัฐ

AI : Artificial Intelligence วิกีพีเดียอธิบายความว่า ความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ปัญญาประดิษฐ์เป็นสาขาหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงศาสตร์ในด้านอื่นๆ อย่าง จิตวิทยา ปรัชญา หรือชีววิทยา ซึ่งสาขาปัญญาประดิษฐ์เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการการคิด การกระทำ การให้เหตุผล การปรับตัว หรือการอนุมาน และการทำงานของสมอง แม้ว่าดังเดิมนั้นเป็นสาขาหลักในวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่แนวคิดหลายๆ อย่างในศาสตร์นี้ได้มาจากการปรับปรุงเพิ่มเติมจากศาสตร์อื่นๆ

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย จัดโครงการสืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมบำรุงพระพุทธศาสนา รวมถึง ขนบธรรมเนียมอันดีงามในท้องถิ่น โดยมีการบรรยายพิเศษ “ประเพณีสารทเดือนสิบ” และขบวนแห่ “หมรับ” เพื่อนำไปถวายพระ ณ วัดสระเกษ โดยได้รับเกียรติจาก ผศ. ปิยะ ประสงค์จันทร์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธี

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการยางพาราของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (The Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) ประจำปี 2561 โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้งภาค รัฐ และภาคเอกชน จำนวน 13 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา เวียดนาม และไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-13 ตุลาคม 2561 ณ โรงแรมริเวอร์รี่ จังหวัดเชียงราย ร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาราคายาง เพิ่มมูลค่า พัฒนายางพาราทั้งระบบ

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมวิชาการยางพาราของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ANRPC ประจำปี 2561 มีจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ซึ่งหลักใหญ่จะกล่าวถึงปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ส่งผลให้ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมยางธรรมชาติทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบทั้งต่อตลาดและราคายางที่ต่ำกว่ายางสังเคราะห์ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยางธรรมชาติทั่วโลก จึงมีความพยายามในการหาวิธีในการแก้ปัญหา

ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน รัฐบาลไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยทั้งในแบบระยะสั้นและระยะยาว เช่น มาตรการลดพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม และส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นหรือทำอาชีพการเกษตรอื่นๆ ทดแทนการปลูกยางพารา รวมไปถึงการส่งเสริมให้มีการใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วยการผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ เป็นตัวอย่างนำร่อง ในการใช้ยางธรรมชาติไปแปรรูปใช้ประกอบกับอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ การทำถนนยาง การผลิตหุ่นต้นแบบ CPR ใช้ทางการแพทย์และการทหาร หรือเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราทั่วไปให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานยางพารา

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาราคายางตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางไม่ว่าในประเทศไทยหรือประเทศผู้ผลิตยางอื่นๆ เกิดความเดือดร้อน ในขณะที่ราคายางธรรมชาติตกต่ำราคายางสังเคราะห์กลับปรับตัวสูงขึ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ยางไม่ว่าจะเป็นยางล้อ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในบ้าน ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของกลไกทางการตลาดและกลไกราคายางในปัจจุบัน ที่ผิดปกติไปจากอดีตที่ผ่านมา

ทุกวันนี้ราคายางถูกกำหนดด้วยการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า ดังจะเห็นว่าในช่วงนี้ภาคใต้ฝนตกหนักไม่มี ผลผลิตยางแต่ราคายังคงไม่ขยับสูงขึ้น นั่นเพราะเกิดจากปัญหาดังกล่าวจนส่งผลกระทบต่อรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศผู้ผลิตรายอื่นๆ ประเทศสมาชิกสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ ANRPC ที่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และไม่ต่ำกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์ ผลิตอยู่ในประเทศแถบอาเซียน นี่คือโจทย์ที่ กยท. พยายามคิดทำอย่างไรที่ประเทศผู้ผลิตยางจะสามารถสร้างอำนาจต่อรอง

สิ่งที่อยากจะเสนอต่อสมาชิกประเทศ ผู้ผลิตยาง ควรมีการจัดตั้งสภายางพาราอาเซียน (Asean rubber Council) โดยไม่ต้องแยกเป็น ANRPC IRRDB หรือ ITRC ต่อไปทุกประเทศต่างต้องอยู่ภายใต้ Asean Rubber Council สภาใหญ่ที่จะเป็นผู้กำหนดแนวทางการพัฒนายางพารา และกำหนดราคายางของตลาดโลกให้ได้เพื่อสร้างพลังอำนาจต่อรอง นอกจากนั้นประเทศผู้ผลิตยางต้องให้ความสำคัญในเรื่องการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของยางดิบที่ทุกประเทศผลิตอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยการพัฒนาเรื่อง Research and Development ให้สามารถนำนวัตกรรมใหม่มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางดิบ และนี่คือทางรอดของประเทศผู้ปลูกยางทั้งหมดในโลกและอาเซียน

ในส่วนของ การยางแห่งประเทศไทย ปีหน้าเป็นต้นไปจะเป็นปีของ “Rubber Innovation Year” โดยร่วมมือกับประเทศในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ANRPC IRRDB รวมถึง ITRC ให้การสนับสนุนเรื่องของการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงเรื่องของการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เกิดความดึงดูดและน่าสนใจ เพื่อให้สามารถเข้าแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งประชากรทั่วโลกมีประมาณ 7-8 พันล้านคน แต่ที่ผ่านมาสามารถผลิตยางธรรมชาติได้เพียง 13 ล้านตัน ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากรแล้วมีปริมาณน้อยมาก หากสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องใช้ในครัวเรือน และมีการร่วมทุนทำการตลาดที่ดี ทั้งตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา รวมถึงประเทศจีน ก็จะสามารถเดินหน้าสร้างมูลค่ายางพาราได้ในอนาคตต่อไปได้

นายตรัน ง็อก ตวน (Mr. Tran Ngoc Thuan) ประธานสมาคม ANRPC กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศผู้ปลูกยางกำลังเผชิญกับปัญหาราคายาง และปัญหาเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ทำให้การประชุมในครั้งนี้ ANRPC ได้มีการนำประเด็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีเพื่อพัฒนาในอุตสาหกรรมยางพาราของแต่ละประเทศสมาชิกเจรจาหารือ ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะเกิดการผลักดันและเกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกได้ ก็ต่อเมื่อทุกประเทศสมาชิกผู้ผลิต ยางธรรมชาติ ให้ความร่วมมือกัน นอกจากนี้ หากกล่าวถึง ทิศทางราคายางในปีหน้า คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น

เพราะประเทศสมาชิกมีการหันมาให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา ในขณะที่ประเทศเวียดนาม มีนโยบายจะไม่ขยายพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น แต่จะมีการปรับปรุงกิจกรรมที่เกี่ยวกับยางพาราที่มีอยู่ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และในอนาคตรัฐบาลเวียดนามจะให้การสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยให้ทำอาชีพสวนยางได้อย่างยั่งยืน “สำหรับ ปีหน้าจะเป็นโอกาสดีที่ ประเทศไทยจะเป็นประธานสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ จะส่งผลดีต่อสถานการณ์ราคายางพารา และประโยชน์ต่อประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติเช่นกัน”

ดร. เหงียน ง็อก บิช (Dr. Nguyen Ngoc Bich) เลขาธิการสมาคม ANRPC กล่าวว่า การประชุมร่วมกันของประเทศสมาชิก ANRPC ประจำปีนี้ มุ่งเน้นในการแสวงหา Mega Trends ที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลก เป็นที่รู้กันดีว่าเกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบจากปัญหาราคายางที่ตกต่ำ ในขณะเดียวกันทำให้แนวโน้มภาคการผลิตต้องปรับตัวสู่ความยั่งยืน โดยในปีนี้ได้ต้อนรับประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพ เมียนมาเข้าสู่การเป็นสมาชิกใหม่ของสมาคม ANRPC ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการร่วมมือกันของกลุ่มประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางธรรมชาติ โดยจะสามารถเชื่อมโยงในเรื่องของการตลาด กระบวนการผลิต และความร่วมมือทางเทคนิค ซึ่งจะสอดรับต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตต่อไป

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระดมสหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา 16 แห่ง ชมนวัตกรรมแปรรูปยางพาราคุณภาพเพิ่มค่าการผลิต-ส่งออกผลิตภัณฑ์ โชว์ศักยภาพแผ่นปูยางพารา เล็งเสนอรัฐบาลใช้ยางปูถนนแทนยางมะตอยเพราะทนทานลดค่าซ่อมบำรุง หวังผลิตขายให้โรงงานรถยนต์ในประเทศ เชื่อลดต้นทุน-สร้างกำไรเพิ่ม เผยภาพรวมตลาดสินค้ายางแปรรูป 2 ปี ผลตอบรับดีมีคนใช้เริ่ม

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมช่องทางตลาดยางพาราของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงพัฒนาระบบการผลิตยางพาราให้สอดคล้องกับช่องทางการตลาดปัจจุบัน โดยเชิญผู้แทนสถาบันเกษตรกรที่แปรรูปยางพารา ทั้งสิ้น 16 แห่ง และโรงงานผู้ผลิตยางรถยนต์เข้าร่วมงาน ซึ่งในงานนี้จะเน้นในเรื่องของการนำผลการนำวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีความก้าวหน้าในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากยางพารา มาโชว์ให้กับผู้ประกอบการและสหกรณ์ทั้ง 16 แห่งได้ดู เพื่อให้สหกรณ์นำไปดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากยางพารา เช่น หมอน ที่นอน รองเท้า ที่รองส้นเท้า เซรั่มยางพารา และเครื่องสำอางจากยางพารา ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่กำลังจะเผยแพร่ในขบวนการสหกรณ์เพื่อผลักดันให้เป็นผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ป้อนสู่ตลาดในอนาคต โดยจะเน้นถ่ายทอดความรู้ให้สหกรณ์ชาวสวนยางได้นำนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาการผลิตยางแผ่นดิบให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและสหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา โดยคาดหวังว่าจะสนับสนุนให้สหกรณ์ผู้ผลิตยางขายให้กับบริษัทผู้ใช้ยางโดยตรง โดยเฉพาะบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่ผลิตยางรถยนต์ในต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งมีหลายโรงงานตั้งโรงงานผลิตอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น ถ้าสหกรณ์สามารถผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานยางรถยนต์ทุกแห่งที่อยู่ในประเทศได้ จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้มากขึ้น รวมทั้งโรงงานดังกล่าวจะได้ราคาวัตถุดิบที่ลดลง ส่วนในด้านของสหกรณ์ก็มีโอกาสขายยางให้บริษัทต่างๆ เป็นการขยายช่องทางตลาดและขายได้ในราคาที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลิตภัณฑ์ยางพาราในตลาดนั้น ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คนเริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารามากขึ้น ซึ่งในชีวิตประจำวันสินค้าที่มีส่วนประกอบของยางพาราได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน ทั้งผลิตภัณฑ์ประเภทเก้าอี้ โต๊ะ ที่นอน ของใช้ภายในบ้าน ส่งผลทำให้ผลิตภัณฑ์ยางพาราได้การตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการที่กรมจัดประชุมเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา เพื่อเป็นช่องทางในการร่วมกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหาราคายาง และสร้างทางเลือกใหม่ๆ

ให้เกษตรกร จากที่เคยส่งขายยางดิบไปต่างประเทศ 80% ก็จะหันมาผลิตเพื่อขายในประเทศให้มากขึ้น โดยการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเน้นการขายตรงให้กับโรงงานในประเทศ เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จำนวนมาก เมื่อสหกรณ์สามารถาผลิตสินค้าคุณภาพตามที่โรงงานอุตสาหกรรมมีความต้องการ ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบจากสหกรณ์มากขึ้น

“ดีแทค” จับมือ “รีคัลท์และรักบ้านเกิด” ร่วมพัฒนาบริการ “ฟาร์มแม่นยำ” ผ่านแอป
Farmer Info ช่วยเกษตรกรทำเกษตรแม่นยำ ชู 3 บริการหลัก “พยากรณ์อากาศเฉพาะพื้นที่-ตรวจสุขภาพพืช-วางแผนเพาะปลูก” หวังเจาะกลุ่มเกษตรกรรายย่อย

ชูจุดแข็งความแม่นยำระดับรายแปลงมากที่สุดในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม-บิ๊กดาต้า
นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
หรือ ดีแทค กล่าวว่า “1 ใน 3 ของประชากรไทยมีอาชีพเป็นเกษตรกรและยังคงประสบปัญหาความยากจนอย่างเนืองๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการเกษตร ทั้งปัจจัยด้านราคาและทักษะ ด้วยเหตุนี้ ดีแทค ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จึงได้ริเริ่มโครงการ dtac Smart Farmer ติดอาวุธให้เกษตรกรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 10

โดยให้บริการตั้งแต่การให้ข้อมูลด้านการเกษตรผ่าน SMS MMS แอปพลิเคชั่นมือถือ
การอบรมการตลาดออนไลน์และเทคโนโลยี Internet of Things หรือ IoT”
ล่าสุด ดีแทค ได้ร่วมมือกับ รีคัลท์ สตาร์ตอัพในโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท และ บริษัท รักบ้านเกิด
พัฒนาบริการ “ฟาร์มแม่นยำ” ซึ่งเป็นบริการให้ข้อมูลปัจจัยเพาะปลูกทางการเกษตรเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการ ทั้งพยากรณ์อากาศที่แม่นยำ ติดตามสุขภาพพืช และข้อมูลวางแผนเพาะปลูกพืช
โดยความร่วมมือดังกล่าว ดีแทค และบริษัท รักบ้านเกิด อาศัยจุดเเข็งทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและเครือข่ายเกษตรกรที่มีอยู่ทั่วประเทศในการทำการตลาด ขณะที่รีคัลท์รับผิดชอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์

โดยอาศัยจุดเเข็งด้านองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลสถานีฐานจากทั่วโลก ทำการวิเคราะห์และแปรผลโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย MIT สหรัฐอเมริกา “ความร่วมมือที่เกิดขึ้น เป็นนิมิตหมายสำคัญในการติดอาวุธให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีจำนวนกว่า 12 ล้านคน ในประเทศไทย ซึ่งคาดหวังว่าจะเปลี่ยนภูมิทัศน์และการรับรู้ของเกษตรกรไทยให้ทันสมัย หลุดพ้นจากปัญหาความยากจน” นางอเล็กซานดรา กล่าว
นอกจากนี้ การบริการฟาร์มแม่นยำนี้ ถือเป็นก้าวแรกของดีแทคในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมไปด้วยกัน ตามแนวทาง Creating Shared Value (CSV)

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด กล่าวว่า
ปัจจุบัน การเกษตรไทยพัฒนาก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ
เข้ามาประยุกต์ใช้กับแนวคิดของคนรุ่นเก่า ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน
โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

บริษัท รักบ้านเกิด ในฐานะที่ยืนเคียงข้างเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน
พัฒนาเครื่องมือในการช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง เพื่อให้เกษตรกรไทยก้าวสู่การเป็น Smart Farmer อีกทั้งมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยด้วยการสร้างฐานข้อมูลด้านการเกษตร ผ่านเว็บไซต์รักบ้านเกิดดอทคอม ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกษตรอย่างรอบด้าน ทั้งราคาสินค้าเกษตร
องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัล

“ฟาร์มแม่นยำ เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นในแอป Farmer Info ที่ช่วยให้เกษตรกรทราบถึงสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันในพื้นที่ของตนเอง ตลอดจนการวิเคราะห์สภาพการเพาะปลูกในแปลง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

ซึ่งเราเชื่อว่านวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรกรรมไทย” นายบุญชัย กล่าว

นายอุกฤษ อุณหเลขกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท รีคัลท์ (ประเทศไทย) จำกัด
สตาร์ตอัพในโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท กล่าวว่า “รีคัลท์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและระบบ Machine Learning ประมวลและแปรผล ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสภาพอากาศและสุขภาพพืช เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลมาจัดการและวางแผนการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนอย่างไร

เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นแนวคิดหลักของรีคัลท์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ Those who feed us, need us”
ทั้งนี้ แอปฟาร์มแม่นยำให้บริการ 3 ฟีเจอร์สำคัญ ประกอบด้วย

1. พยากรณ์อากาศเฉพาะพื้นที่

แอปฯ สามารถแสดงผลเจาะจงในพื้นที่ที่ต้องการรายชั่วโมง ทั้งอุณหภูมิ โอกาสในการเกิดฝน
และปริมาณฝนในพื้นที่ที่ต้องการด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ ยังสามารถพยากรณ์อากาศได้ล่วงหน้า
7 วัน โดยมีความแม่นยำระดับรายแปลงมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องด้วยการใช้ข้อมูลแบบ Microclimateweather ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศจากสถานีฐานทั่วโลก เช่น
GFS, Met Office, ECMWF และ Environment Canada และการใช้แบบจำลองสภาพด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจวางแผนเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ภาพถ่ายดาวเทียม

ภาพถ่ายดาวเทียมช่วยให้เกษตรกรมองเห็นพื้นที่เพาะปลูกของตัวเองแบบภาพรวมจากอากาศ
เพื่อช่วยหาความผิดปกติและปัญหาสุขภาพของพืชได้ โดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายจากดาวเทียม EU-
Sentinel และ NASA-Landsetช่วยให้เกษตรกรสามารถแก้ไขปัญหาพืช

3. ผู้ช่วยส่วนตัว
แอปฟาร์มแม่นยำ ยังช่วยให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกในแต่ละรอบการเก็บเกี่ยว
โดยนำเสนอในรูปแบบอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่ายตามข้อมูลทางวิชาการจากอาจารย์คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจและมีการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบัน สามารถครอบคลุมพืชถึง 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถใช้บริการได้แล้ววันนี้ โดยดาวน์โหลดแอป Farmer Info ผ่าน App Store และ
Google Play และเข้าไปที่บริการ “ฟาร์มแม่นยำ” ใช้บริการฟรี 60 วัน และเก็บค่าบริการเริ่มต้น 30 บาท ต่อเดือน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาด และยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ศึกษาเรื่อง การผลิต การตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคทุเรียนและมังคุดอินทรีย์ในตลาดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) โดย นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการ สศก. เปิดเผยว่า การศึกษาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตทุเรียนและมังคุดอินทรีย์ของภาคตะวันออก (จังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง) และศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคทุเรียนและมังคุดอินทรีย์ในจังหวัดที่อยู่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) (จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) โดยผลการศึกษา พบว่า

ด้านการผลิต ทุเรียนอินทรีย์ ในระยะปรับเปลี่ยน (ระยะ 18 เดือนแรก) จังหวัดจันทบุรี มีต้นทุนรวม เฉลี่ยไร่ละ 20,807 บาท ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ไร่ละ 63,513 บาท จังหวัดตราด ต้นทุนรวมเฉลี่ยไร่ละ 20,237 บาท มีผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 22,055 บาท และ จังหวัดระยอง ต้นทุนรวมเฉลี่ยไร่ละ 17,590 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 41,950 บาท มังคุดอินทรีย์ ในระยะปรับเปลี่ยน (ระยะ 18 เดือนแรก) จังหวัดตราด มีต้นทุนรวมเฉลี่ยไร่ละ 25,017 บาท ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ไร่ละ 33,752 บาท จังหวัดจันทบุรี ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 19,178 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 22,648 บาท และ จังหวัดระยอง ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 15,348 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 4,757 บาท ทั้งนี้ ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลผลิตต่อไร่ในแต่ละพื้นที่

ด้านการตลาด เกษตรกรที่ผลิตทุเรียนอินทรีย์ ส่วนใหญ่ขายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลางคิดเป็นร้อยละ 38 ของผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทุเรียนอินทรีย์ หากกรณีขายทุเรียนอินทรีย์แบบออนไลน์ในตลาดดิจิทัล จะมีต้นทุนการตลาดร้อยละ 31 (อาทิ ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าการตลาด) ให้ผลตอบแทนการตลาดร้อยละ 8 ของราคาขายปลีกทุเรียนอินทรีย์ออนไลน์ตลาดในประเทศ สำหรับเกษตรกรผลิตมังคุดอินทรีย์ ส่วนใหญ่ขายผู้แปรรูปเพื่อทำการแปรรูปมังคุดอินทรีย์ คิดเป็นร้อยละ 29 ของผลผลิตและผลิตภัณฑ์มังคุดอินทรีย์ ส่วนกรณีขายมังคุดอินทรีย์แบบออนไลน์มีต้นทุนการตลาดร้อยละ 34 และมีผลตอบแทนการตลาดร้อยละ 18 ของราคาขายปลีกมังคุดอินทรีย์ออนไลน์ตลาดภายในประเทศ