รวมถึงต้องแก้ไขจุดอ่อนของไม้ยางพาราซึ่งไม่ทนทานต่อน้ำ

แสงแดดรวมถึงแมลงพวกปลวกและมอดชอบกิน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรมาพัฒนาแก้ไข แต่ต้องใช้ต้นทุนสูง ต้องอบด้วยความร้อนสูง ประมาณ 200-250 องศา เพื่อทำให้เนื้อไม้แข็ง ทนทานต่อแสงแดดและฝน ทั้งนี้หากต้นทุนไม้ยางพาราต่ำจะเป็นที่สนใจของตลาดมากขึ้น

“ในอดีตภาพรวมธุรกิจไม้ยางพาราแปรรูปมีเงินหมุนเวียนสะพัด ประมาณ 50,000 ล้านบาท/ปี ยังไม่นับไม้ยางพาราที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ แต่พอช่วงปลายปี 2560 เป็นต้นมามีหลายปัจจัยส่งผลต่อราคาลดลง โดยเฉพาะการที่ไทยไปผูกกับตลาดจีนตลาดเดียว เมื่อจีนมีมาตรการเข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อม และมีการเข้มงวดเรื่องการนำเข้า

ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราของจีนที่ไม่ได้มาตรฐานต้องปิดตัวไปหลายโรง ซึ่งกระทบมาถึงการส่งออกไม้ยางแปรรูปของไทย แต่สวนทางกับความต้องการในตลาดโลกและตลาดจีน ซึ่งมีการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น ดังนั้น ทางสมาคมมีความพยายามหาตลาดใหม่ๆ เช่น ประเทศอินเดีย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะไม้ยางพาราของไทยมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา ซึ่งมีความได้เปรียบในเรื่องขนาดลำต้นใหญ่และยาวกว่าของไทย แม้เทียบเนื้อไม้แล้วของไทยจะดีกว่า”

นายเสน่ห์ ทองศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท ทองศักดิ์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการนำเข้า ส่งออก ไม้ยางแปรรูป ต.เขากอบ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราของประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศจีน 90% เหลือใช้ภายในประเทศเพียงประมาณ 10% โดยแต่ละปีไทยส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปไปประเทศจีน ประมาณ 1 แสนล้านบาท เดิมโรงงานในจังหวัดตรังมีอยู่ประมาณ 30 โรง ส่งออกได้เดือนละประมาณ 3,000-4,000 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือปีละประมาณ 6-8 หมื่นล้านบาท แต่ผลจากที่หลายโรงงานในจีนต้องปิดตัวลง มีการยกเลิกออเดอร์ตามมา และส่วนที่เหลือได้ชะลอการสั่งซื้อดังกล่าว ทำให้ธุรกิจต้องปิดกิจการชั่วคราวไปแล้วประมาณ 50% ปิดถาวร เพราะขาดทุน 3 โรง ส่วนที่เหลือลดกำลังการผลิตลง เหลือประมาณ 40-50% หรือเหลือเพียงเดือนละประมาณ 1,000 กว่าตู้ และยังอาจทยอยปิดอีกหลายโรงงาน

นอกจากนี้ โรงงานที่ทำสัญญาซื้อขายไม้ยางพารากับเจ้าของสวนยางไว้ล่วงหน้าต้องยอมให้เจ้าของสวนยึดเงินมัดจำ เพราะซื้อมาทำไม่ได้ ไม่มีตลาด ถือว่าปัญหาอุตสาหกรรมไม้ยางพาราแปรรูปวิกฤตหนัก ขณะนี้สูญเงินเข้ามาพัฒนาจังหวัดตรังมหาศาล ทำเสียดุลการค้า และยังส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดตรังด้วย จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการใช้อุตสาหกรรมไม้ในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการส่งออก

“เฉพาะในกลุ่มคลัสเตอร์ไม้ยาง ซึ่งมีจำนวน 15 โรง ในจังหวัดตรัง ผลิตและส่งออกได้เดือนละประมาณ 500-600 ล้านบาท แต่ขณะนี้เหลือประมาณ 250-300 ล้านบาท ต่อเดือน เท่านั้น เช่นเดียวกับของตัวเองผลิตได้เดือนละประมาณ 300 ตู้ ขณะนี้เหลือเพียงเดือนละประมาณ 180 ตู้ มีสินค้าค้างสต๊อกอยู่อีกประมาณ 100 ตู้ หรือประมาณ 50-60 ล้านบาท และยังส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังลานเท ที่รับซื้อไม้ยางป้อนโรงงาน ขณะเดียวกันกระทบกับเกษตรกรเจ้าของไม้ยางที่ราคาตกต่ำ จากเดิมไร่ละประมาณ 70,000-100,000 บาท เหลือเพียงไร่ละ 30,000-40,000 บาท” นายเสน่ห์ กล่าว

นายทศพล ขวัญรอด เจ้าของสวนยางพาราและประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ราคาเศษไม้ยางพาราได้ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 1 เดือนแล้ว จากราคา 0.30-0.40 บาท/กก. ขยับขึ้นมาเป็น 1.20 บาท/กก. เนื่องจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงเผาถ่านมีความต้องการเช่นกัน ขณะที่ไม้เกรดยางพาราได้ลดลงจากราคา 2 ถึง 2 บาทกว่า/กก. มาอยู่ที่ราคา 1.60-1.70 บาท/กก. เพราะตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนมีการเข้มงวดเรื่องการนำเข้า

“ปกติไม้เกรดยางพาราขยับลง ไม้ฟืนยางพาราราคาก็ลงตาม แต่คราวนี้สวนทางกัน ไม้ฟืนยางพาราราคาขยับสูงขึ้น แต่ราคาไม้เกรดยางพารากลับต่ำลง ผู้ค้าไม้จึงมีผลประกอบการที่ดี อุตสาหกรรมไม้ยางพาราจึงยังไปได้ แต่โรงเผาถ่านที่นำไปใช้ภายในประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น จากราคา 0.30 บาท ต้องซื้อที่ลานรับซื้อไม้ ราคาไม่เกิน 0.50 บาท แต่ขณะนี้ขยับขึ้นถึง 1.20 บาท/กก. ถึงอย่างไรโรงเผาถ่านยังอยู่ได้ เพราะราคาขายกระสอบปุ๋ย 150 บาท แต่กำไรถดถอย”

กรมอุตุฯ เตือนคลื่นลมแรง และมีฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ ช่วงวันที่ 10-15 ก.ค. นี้ แนะชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ขณะที่ภาคเหนือไม่รอด เชียงใหม่ เชียงราย มีฝนตกหนักมากขึ้น วันนี้ตกหนัก ร้อยละ 70 เตือนระวังอันตรายจากฝน
กรมอุตุฯ / เมื่อวันที่ 10 ก.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน มีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งจนถึง วันที่ 15 กรกฎาคม 2561

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “มาเรีย” บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะไต้หวัน และมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ในช่วง วันที่ 10-12 กรกฎาคม 2561 โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย ขอให้ประชาชนที่จะเดินทางไปเกาะไต้หวัน และมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ประเทศลาว และประเทศเวียดนาม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 11 ก.ค.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร พิจิตร และพิษณุโลก อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-32 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ภูเก็ตขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-45 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ตั้งแต่กระบี่ลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา ประธานคณะทำงานเกี่ยวกับตาต้อกระจก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันสำหรับผู้ป่วยตาต้อกระจกถือเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศมานาน โดยขณะนี้ยังมีประชาชนที่ตาบอดจากตาเป็นต้อกระจกจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มติของ สปสช. ที่ร่วมดำเนินการกับกระทรวงสาธารณสุข เห็นตรงกันคือ ต้องเกิดเป้าหมายเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ตาบอด หรือมองเห็นไม่ชัดจากตาต้อกระจก ให้ได้รับการผ่าตัดเพื่อให้กลับมามองเห็นได้อย่างเดิม ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือ ภายใน ปี 2563 จะต้องไม่มีผู้ป่วยตาบอดจากตาต้อกระจกในประเทศไทยอีกต่อไป เพื่อเพิ่มคุณภาพในการใช้ชีวิตของประชาชน

นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดโควต้าการผ่าตัด ในปี 2561 โดย สปสช. สามารถผ่าตัดตาต้อกระจกทั้งสำหรับผู้ที่ตาบอดและมองเห็นไม่ชัดเจน ในจำนวน 120,000 ดวงตา ซึ่งจะกระจายโควต้าไปยังเขตบริการสุขภาพทุกแห่งทั่วประเทศ ตามผลสำรวจประชากรที่ต้องได้รับการผ่าตัดตามสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ ได้แบ่งเป็นการผ่าตัด 100,000 ดวงตา ให้กับเขตบริการสุขภาพทั่วประเทศ ขณะที่อีก 20,000 ดวงตา จะกันเอาไว้ในส่วนกลาง เพื่อเป็นโควต้าสำรองให้กับผู้ป่วยแต่ละเขตบริการสุขภาพที่ต้องการผ่าตัดเพิ่มเติม ในส่วนของโรงพยาบาลที่ผ่าตัดตาต้อกระจกนั้น สปสช. จะมีอัตราเหมาจ่ายค่าผ่าตัด ให้ตั้งแต่ 5,000-9,000 บาท ซึ่งความแตกต่างจะขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการผ่าตัด

ที่ จ.ตรัง นายวิชัย พุฒินวล หัวหน้าเขตคุ้มครองที่ 8, 9 หน่วยพิทักษ์ป่า อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า หลังจากที่ฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องมาตั้งแต่ วันที่ 9 กรกฎาคม ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากลงมาจากน้ำตกโตนเต๊ะ และน้ำตกโตนตก ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง โดยปริมาณน้ำเป็นสีแดงขุ่น แต่โชคดีช่วงเกิดเหตุไม่มีประชาชนหรือนักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ เนื่องจากได้เกิดฝนตกลงมาติดต่อกัน 2 วันแล้ว จึงไม่มีคนเดินทางไปเล่นน้ำตก ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่ประจำน้ำตกคอยดูแล

นายวิชัยกล่าวอีกว่า สังเกตปริมาณฝนที่ตกติดต่อกันบนเทือกเขาบรรทัด จึงได้เตรียมพร้อมรับมือโดยเฉพาะการเฝ้าระวังสังเกตการณ์สีของน้ำตกที่ไหลลงสู่เบื้องล่าง เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชน รวมทั้งขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่าเข้าใกล้น้ำตกทุกแห่งตลอดแนวเทือกเขาบรรทัดทั้ง 6 อำเภอ ในระยะนี้ คือ อ.รัษฎา อ.ห้วยยอด อ.เมือง อ.นาโยง อ.ย่านตาขาว และ อ.ปะเหลียน เพราะปริมาณน้ำตกมีมากขึ้น รวมทั้งไหลเร็ว แรง และมีสีแดงขุ่นทุกแห่ง

“เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดน้ำป่าไหลหลากที่จะสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ เพราะขณะนี้ในพื้นที่ยังคงเกิดฝนตกลงมาเป็นระยะๆ หวั่นจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำรอยเมื่อ วันที่ 14 เมษายน 2550 ที่น้ำป่าคร่าชีวิตนักท่องเที่ยวขณะพักผ่อนวันครอบครัว ไปถึง 38 ศพ” นายวิชัย กล่าว

พ.ต.อ. จเร สุปิรยะ ผู้กำกับการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัด (สภ.จว.) สุรินทร์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.นิพนธ์ อินทรกำแหง รอง ผกก.สภ.จว.สุรินทร์ ร.ต.อ.อุดม กิตติยศประดิษฐ์ รอง สว.กก.สภ.จว. สุรินทร์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการฐานไผทพิทักษ์ อ.กาบเชิง นำกำลังชุดปฏิบัติการไผทพิทักษ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจเขตฯ เจ้าหน้าที่หน่วยฯ ช่องจอม เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่าช่องจอม เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพราน 2608 เจ้าหน้าที่ทหารร้อย ร.213 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.กาบเชิง ได้สนธิกำลังออกลาดตระเวนป้องกันรักษาป่า พื้นที่ป่าไม้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณป่าทิศตะวันตกอ่างเก็บน้ำด่าน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายห้วยทับทัน แปลงที่ 3

ขณะลาดตระเวนพบชาวกัมพูชาจำนวนหลายคนกำลังลักลอบตัดไม้พะยูงต้นขนาดใหญ่ จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุด ปรากฏว่าชาวกัมพูชาได้พากันแตกตื่นและวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้ามกลับเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวไว้ได้ จำนวน 1 คน ทราบชื่อคือ นายเมง เหียง อายุ 19 ปี ชาวบ้านจังกาเจก ต.โอร์เสม็ด อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา พร้อมของกลางไม้พะยูง 21 ท่อน ปริมาตร 2.798 ลูกบาศก์เมตร เลื่อยตัด 1 ปื้น ล้อรถเข็นพร้อมเพลา 1 คู่ โคมไฟคาดศีรษะ 1 อัน จึงได้นำตัวมาสอบปากคำ และบันทึกประจำวัน ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.กาบเชิง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนไม้พะยูงของกลางพร้อมอุปกรณ์ในการกระทำผิด ได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าสุรินทร์ได้รับแจ้งจากพลเมืองเมืองดีว่า พบรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ 4 ประตู ติดหลังคากระบะหลัง สีเทา กค 2679 สกลนคร จอดอยู่ใกล้กับร้านก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้านนาสวน ต.จรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ลักษณะผิดสังเกต จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรบัวเชด ตำรวจตระเวนชายแดน 214 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร่วมกันเข้าตรวจสอบรถคันดังกล่าว ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ปรากฏว่าคนที่นั่งอยู่ภายในรถรู้ตัวและขับรถหนีเข้าไปในวัดสนวนพัฒนา ต.จรัส อ.บัวเชด ก่อนจะจอดรถแล้วพากันวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า ซึ่งเป็นป่ารกทึบเขาสูง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในรถพบไม้พะยูง 14 ท่อน ในรถมีการดัดแปลงภายในเพื่อให้มีพื้นที่สามารถใส่ไม้พะยูงได้ทีละมากๆ เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึด และส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบัวเชด ทำการสืบสวนหาเจ้าของรถเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พายุงวงช้าง ถล่ม ต.หาดสำราญ จ.ตรัง บ้านเรือน ผลไม้ ทั้งเงาะ ทุเรียน ต้นยางพารา เสียหายนับ 100 ไร่ เผยแรงสุดในรอบ 100 ปี ชาวบ้านเผยพายุถล่มนาน 30 นาที เมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายนิติวิทย์ ขาวดี ปลัดอาวุโส อำเภอหาดสำราญ และ นายจรินทร์ ณ พัทลุง นายก อบต. หาดสำราญ พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบเหตุลมพายุหมุน พัดถล่มบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ ต.หาดสำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง ได้รับความเสียหายเกือบ 30 หลัง
พายุงวงช้าง / เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบชาวบ้านต่างช่วยกันมุงหลังคาบ้าน ที่ถูกลมพัดได้รับความเสียหาย ขณะที่ต้นไม้พืชสวนผลไม้ ทั้งเงาะ ทุเรียน และสวนยางพารา มีสภาพหักโค่นกลางลำต้น ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

เบื้องต้นทาง อบต. หาดสำราญ ได้ออกสำรวจและให้การช่วยเหลือ โดยการซื้อกระเบื้องใหม่มาทดแทน และเร่งช่างที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนในพื้นที่ช่วยกันมุงหลังคาให้เสร็จก่อนมืด อีกทั้งฝนที่ยังตกอยู่อย่างต่อเนื่อง เกรงว่าพอช่วงค่ำจะยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน

น.ส. พาลิดา สีนวน อายุ 35 ปี ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่า ช่วงเช้าของวันนี้ ขณะที่ตนกำลังเร่งเก็บเศษยางอยู่ข้างบ้าน ท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนจนมืดมิด ไม่นานฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก พร้อมกับลมกรรโชกอย่างรุนแรง

“ตอนนั้นเห็นลมพายุหมุนเป็นทางยาวมาอย่างรวดเร็ว เสียงดังเหมือนใครเอาประทัดมาจุดไว้ข้างหูราวหมื่นๆนัด แน่ใจว่าเป็นพายุงวงช้างอย่างแน่นอน ความแรงของลมพายุก็พัดหลังคาบ้าน ต้นทุเรียน ต้นยางพารา หักโค่นจำนวนมาก บางต้นหักกลางลำต้น บางต้นขึ้นมาทั้งราก และเป็นระยะเวลานานเกือบ 30 นาที อย่างน่ากลัวมาก ขณะนั้นอยู่บ้านคนเดียวด้วย ต้องวิ่งไปหลบอยู่ข้างบ้าน ก็เห็นเสาไฟฟ้าล้ม สายไฟขาด ไฟก็ดับตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นลมพายุรุนแรงแบบนี้มาก่อน” น.ส. พาลิดา กล่าว

ด้าน นายจรินทร์ ณ พัทลุง นายก อบต.หาดสำราญ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจพื้นที่ พบว่า กระเบื้องหลังคาของชาวบ้านได้รับความเสียหาย 24 หลัง ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประมาณ 100 คน

“นับเป็นพายุที่เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ในพื้นที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เบื้องต้นได้ให้การช่วยเหลือโดยการสนับสนุนกระเบื้องให้กับชาวบ้านใช้มุงหลังคาก่อนอย่างเร่งด่วน เพราะฝนยังตกต่อเนื่อง ส่วนพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ทางสำนักงานเกษตรอำเภอจะเร่งสำรวจและให้การช่วยเหลือต่อไป” นายก อบต. หาดสำราญ กล่าว

กระแตไต่ไม้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Drynaria quercifolia (L.) J. Sm. จัดเป็นไม้ล้มลุกจำพวกเฟิร์นที่เลื้อยเกาะอยู่บนต้นไม้หรือตามก้อนโขดหินในที่ที่มีร่มเงาหรือแสงแดด หรือตามชายป่า ลำต้นจะทอดนอนยาวได้ถึง 1 เมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 ซ.ม. กระจายพันธุ์อยู่ตามป่าเขตร้อน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าหรือสปอร์ เหง้ามีลักษณะเป็นหัวกลม ยาว ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีน้ำตาลเข้มและมีขนยาวสีน้ำตาลคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมอยู่ ส่วนเนื้อในมีสีขาวและเขียว

ใบเดี่ยว แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรก ได้แก่ ใบที่สร้างสปอร์ ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบมนหรือแหลม ฐานใบเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเว้าเป็นแฉกตื้นๆ หุ้มอยู่บริเวณเหง้า ชนิดนี้ใบจะไม่มีก้าน ชนิดที่สองคือใบที่ไม่สร้างสปอร์ จะอยู่สูงกว่าใบที่สร้างสปอร์และชี้ขึ้นด้านบน ลักษณะของแผ่นใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบมีลักษณะเว้าลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ เรียงตัวกันแบบขนนก ใบมีสีเขียวหม่นเป็นมัน เนื้อใบเหนียว ก้านใบยาว 15-25 ซ.ม.