รวมถึงยังมี โซนเทคโนโลยีแนะนำ (ราคาเดียว) จำนวน 35 ผลงาน

และเทคโนโลยีไฮไลท์ (เจรจาเงื่อนไข) จำนวนกว่า 200 ผลงาน Tech Start Up จำนวน 15 ราย การเจรจาธุรกิจแบบ One-on-One Matching และขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตและจำหน่าย รวมถึงบูธบริการจากภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเทคโนโลยี ตลอดจนบูธจำหน่ายสินค้านวัตกรรมจากผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตหรือให้บริการ นอกจากนี้ ยังมีไฮไลท์การบรรยายพิเศษเรื่อง 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง (10 Technologies to Watch)

โดย ผู้อำนวยการ สวทช. และกิจกรรม NSTDA Investors’ Day 2019 ในรูปแบบพิชชิ่งการลงทุน (Investment Pitching) ผลงานเด่นในงานของ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร รวมถึงยังมีเสวนาและบรรยายพิเศษที่น่าสนใจโดยวิทยากรจากภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม อาทิ นวัตกรรมการดูแลและรักษาสุขภาพ, อาหารเพื่อผู้บริโภค Gen ใหม่, พลังงานเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ, Tech Funding Evaluation Model, ธุรกิจเทคโนโลยี เข้าถึงแหล่งทุนอย่างไรไม่ให้สะดุด และ Technology Pitching เพื่อการลงทุน เป็นต้น

ขอเชิญชวนนักลงทุน นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ Startup ผู้ที่มองหานวัตกรรมและพร้อมลงทุน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน THAILAND TECH SHOW 2019 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.nstda.or.th/thailandtechshow หรือ โทร. (02) 564-8000

คนโบราณกล่าวไว้ว่า อย่าซื้อควายหน้านา อย่าซื้อผ้า (ห่ม) หน้าหนาวŽ ความหมายของคำกล่าวย่อมบ่งบอกว่า ห้วงเวลาที่ห้ามสิ่งที่จะซื้อต้องมีราคาแพงมากกว่าปกตินั่นเอง ผลผลิตใดๆ ก็ตาม หากมีมาก ราคาย่อมถูกลงเป็นธรรมดา หน่อไม้ก็เช่นกัน ในยามขาดแคลนราคาก็สูง คนทำสวนไผ่ขายหน่อได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 40-60 บาท พอตกหน้าฝน ราคาไม่ถึง 10 บาท ต่อกิโลกรัม จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกไผ่ หันมาแปรรูปหน่อไม้สดแบบไม่ยุ่งยากแบบพอเพียง ดังนี้

วิธีการทำหน่อไม้ซิ่ง

รูปแบบการทำหน่อไม้ซิ่ง พัฒนาไปจากการทำหน่อไม้อัดปี๊บนั่นแหละ จะมีส่วนแตกต่างกันบ้างไม่มาก เช่น ไม่ใช้ปี๊บ ไม่มีบัดกรีด้วยตะกั่ว ไม่ใส่น้ำในบรรจุภัณฑ์ จึงทำให้คุณภาพของหน่อไม้ซิ่งปลอดภัยจากสารอันตรายทั้งปวง และที่สำคัญสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปี

วัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ หน่อไม้สด จำพวกหน่อไม้เลี้ยงทั้งหลาย เพราะขนาดของหน่อไม่โตนัก หากเป็นพวกไผ่ตง ไผ่กิมซุ่ง หรือประเภทคล้ายกัน อาจต้องผ่าเป็นซีกก่อนบรรจุ บรรจุภัณฑ์คือ ถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 9×14 นิ้ว ยางรัด เชือกฟาง และอุปกรณ์การต้ม เช่น ลังถึง หรือหม้อนึ่ง แล้วแต่จะสะดวก

ขั้นตอนการทำ นำหน่อไม้สดที่มีความยาวพอเหมาะ คือ ประมาณศอก มาเผาไฟเพื่อให้หน่อไม้สุกระดับหนึ่ง สังเกตได้จากการจับและบีบดูหน่อไม้จะนิ่ม พักไว้จนเย็นแล้วปอกเปลือกออกจนหมด นำหน่อไม้ที่ปอกเปลือกแล้วลงล้างน้ำ ตัดแต่งส่วนที่แข็งๆ ออก ล้างน้ำอีกครั้งจนสะอาดแล้วบรรจุลงในถุงพลาสติกที่เตรียมไว้ บรรจุถุงละประมาณ 1 กิโลกรัม รวบปากถุงรัดยางวงไว้ไม่ให้แน่นนัก

หากรัดปากถุงแน่น เวลานำไปนึ่งอากาศจะออกไม่ได้ ถุงจะโป่งพอง อาจแตกในขณะที่นึ่งได้ หากไม่แตกจะมีอากาศอยู่ในถุง อาจเป็นที่มาของเชื้อรา ทำให้หน่อไม้เน่าเสีย การนึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเปิดฝาหม้อนึ่งควรรีบรัดปากถุงให้แน่นขณะที่กำลังร้อนๆ ป้องกันอากาศภายนอกเข้าไปในถุง รัดยางเสร็จ นำถุงหน่อไม้บรรจุลงในถุงพลาสติกอีกครั้ง คือ ซ้อนถุงนั่นเอง รัดยางที่ถุงซ้อนให้แน่นเช่นเดียวกันกับถุงแรก

ข้อสังเกตว่าหน่อไม้ซิ่งที่นึ่งจนสุกแล้วได้มาตรฐานดีหรือไม่ ให้ดูภายในถุง จะเห็นน้ำสีเหลืองใสอยู่ที่ก้นถุง น้ำที่ว่านี้เป็นน้ำจากหน่อไม้นั่นเอง ซึ่งก็ไม่มากมายนัก เมื่อถุงเย็นดีแล้วให้ใช้เชือกฟางมัดปากถุง มัดถุงเดียวหรือด้านละถุง ตามแต่จะต้องการ หากมัดข้างละถุงจะสะดวกต่อการนำไปเก็บรักษา การเก็บรักษาควรแขวนไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เก็บไว้รับประทานเองหรือขายในยามขาดแคลนได้นานเป็นปี ส่วนการนำไปประกอบอาหารก็สุดแท้แต่ความต้องการของผู้รับประทาน นับว่าเป็นการถนอมอาหารอย่างประหยัดด้านค่าใช้จ่ายมากที่สุดอีกแบบหนึ่ง

การทำหน่อไม้ดอง ผู้เขียนเชื่อว่าพ่อบ้านแม่เรือนตามชนบททำเป็นกันอยู่แล้ว เพราะหน่อไม้ดองเป็นอาหารยอดนิยมมาตั้งแต่อดีต ครอบครัวเกษตรกรทั่วไปต่างก็ทำเก็บไว้คู่ครัวเรือน หน่อไม้ดองที่ทำกันมาจะบรรจุในไห ในโอ่ง แล้วแต่ปริมาณของวัตถุดิบจะมากหรือน้อย

ภาชนะที่บรรจุหน่อไม้ดองดังกล่าวมักเก็บรักษาคุณภาพของหน่อไม้ดองไม่ดีนัก แม้บางคนอาจบรรจุในถุงพลาสติกก่อนบรรจุลงโอ่ง ไห หรือปี๊บ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง หน่อไม้ดองจะมีสีดำคล้ำหรือดำ ตลอดจนกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ จะรุนแรงตามมาด้วย คงเกิดจากมีอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาจนพวกแบคทีเรียเจริญเติบโตก็เป็นได้ เลยทำให้มีกลิ่นดังกล่าว แม้ผู้ที่รับประทานหน่อไม้ดอง ก็สามารถสื่อให้คนรอบข้างทราบโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า ผู้เขียนจึงเชิญชวนทำหน่อไม้ดองบรรจุขวด เพื่อลดปัญหาด้านคุณภาพและสิ่งอันไม่พึงประสงค์ลงในระดับหนึ่ง ส่วนท่านจะทำมากหรือน้อยก็ให้เป็นไปตามกำลังและความประสงค์

ขั้นตอนการทำ หน่อไม้สดทุกชนิดไม่ว่าหน่อเล็ก หน่อใหญ่ เหมาะกับการทำหน่อไม้ดองทั้งนั้น ขั้นแรก ปอกเปลือกออกให้หมด ตัดท่อนส่วนที่เห็นว่าไม่สามารถรับประทานได้ออกให้หมด นำส่วนที่คัดเลือกแล้วไปล้างน้ำให้สะอาด ต่อมาก็สับเป็นเส้นหรือฝานเป็นแผ่นตามต้องการ การสับเป็นเส้นหรือฝานเป็นแผ่นควรเป็นเส้นเล็กๆ หากฝานก็เป็นชิ้นบางๆ เมื่อเวลาเคล้ากับเกลือจะเข้ากันง่ายขึ้น และที่สำคัญหากทำเพื่อขายก็ย่อมเป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือผู้บริโภค

เสร็จขั้นตอนสับหรือฝานแล้ว มาถึงขั้นตอนที่สอง คือ การหมัก นำหน่อไม้มาเคล้ากับเกลือพอประมาณ คั้นจนนิ่ม ก่อนนำไปใส่ภาชนะ เทน้ำสะอาดใส่พอท่วม ทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง เมื่อครบ 6 ชั่วโมง รินน้ำออก คั้นหน่อไม้ดองให้สะเด็ดน้ำจนหมด นำเกลือมาผสมอีกครั้งโดยเพิ่มปริมาณเกลือให้มากกว่าครั้งแรก แต่ต้องระวังอย่าให้เค็มจนเกินไป ขั้นตอนนี้ก็คั้นจนเข้ากันดีเหมือนตอนแรก เมื่อเข้ากันดีแล้วจะมีน้ำขลุกขลิกโดยไม่ต้องเติมน้ำอีก

มาถึงขั้นบรรจุขวด ขวดที่ใช้ควรเป็นขวดพลาสติกใส เช่น ขวดน้ำดื่มที่ใช้แล้วทั่วๆ ไป จะเป็นขนาดกี่ลิตรก็ได้ การบรรจุไม่มีข้อจำกัดว่าต้องใช้มือหรืออุปกรณ์ช่วย ขอให้บรรจุได้ก็แล้วกัน ที่ควรระวังอย่าบรรจุให้เต็มนัก ควรเผื่อไว้สำหรับการเกิดแก๊สบ้าง หากบรรจุแล้วน้ำกับเนื้อหน่อไม้ไม่สมดุลกัน ให้นำเกลือผสมน้ำเทลงในขวดให้สมดุลแล้วจึงปิดฝาขวดให้แน่น เป็นอันจบทุกขั้นตอน ส่วนการเก็บรักษาก็เก็บในที่ร่ม ระวังอย่าให้ขวดล้ม

เมื่อหน่อไม้ดองเข้าไปอยู่ในขวดแล้ว หากอยากรับประทานก็ให้ผ่านไปไม่น้อยกว่า 1 เดือน ก่อน ถ้าเป็นวัยรุ่นใจร้อนอยากรับประทานเร็ว ให้ผสมน้ำซาวข้าวลงไปในขวดพอประมาณ ใช้เวลา 7 วัน ก็รับประทานได้

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสร่วมคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางติดตาม คุณประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ไปตรวจสอบคุณภาพข้าวทั้งระบบ ย้อนรอยเส้นทางกว่าจะเป็นข้าวสาร Q และข้าวพันธุ์แท้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยกระดับข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

การลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดในครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า เกษตรกรชาวนาไทยจำนวนมากกำลังเร่งปรับตัวเพื่อก้าวสู่ระบบตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ขณะเดียวกัน กรมการข้าวก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงสีข้าว ในการเชื่อมโยงข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร เพื่อรวบรวมและคัดบรรจุเป็นข้าวสาร Q ต่อไป

คุณประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญในเรื่องการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งกว่าจะเป็นสินค้าข้าวสารที่ได้รับเครื่องหมาย Q การันตีคุณภาพจะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว ดังนี้

มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว (GAP Seed) เริ่มจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทราบแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP Seed หรือเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว หรือเมล็ดพันธุ์ที่ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไข เพิ่มเติม
มาตรฐานข้าว GAP หรือมาตรฐานข้าวอินทรีย์ เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร/ผู้ขอการรับรอง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมการข้าวและตามมาตรฐานข้าว GAP หรือมาตรฐานข้าวอินทรีย์ รวมทั้งยินยอมให้ผู้ตรวจประเมินของกรมการข้าวเข้าตรวจประเมินและสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์คุณภาพข้าวหรือสารตกค้าง เมื่อผ่านการตรวจประเมินจะได้รับใบรับรองตามมาตรฐานนั้นๆ

มาตรฐานโรงสีข้าว GMP ผู้ประกอบการแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมการข้าวและตามมาตรฐานโรงสีข้าว GMP และต้องผ่านการตรวจประเมินจึงจะได้รับใบรับรองตามมาตรฐานโรงสีข้าว GMP
มาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว ผู้ประกอบการคัดบรรจุข้าวสาร ยื่นคำร้องขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าข้าวขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าข้าว และยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมการข้าวและตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าข้าวแต่ละประเภท พร้อมทั้งให้ผู้ตรวจประเมินของกรมการข้าวเข้าตรวจประเมินและสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวเพื่อนำมาวิเคราะห์คุณภาพข้าวหรือสารตกค้าง

เมื่อผ่านการตรวจประเมินจะได้รับใบรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าข้าวประเภทนั้นๆ ซึ่งมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าข้าวมีอยู่ด้วยกัน 5 ประเภท ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมไทย ข้าวไทย ข้าวสีไทย และข้าวกล้องงอก โดยยื่นขอการรับรองกับกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว เมื่อได้รับการรับรองแล้วสามารถยื่นขออนุญาตใช้เครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้ ซึ่งอนุญาตให้ใช้แสดงคู่กับเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q ในข้าว 12 พันธุ์ คือ กข 6 กข 15 กข 21 กข 43 กข 59 ปทุมธานี 1 พิษณุโลก 80 ขาวดอกมะลิ 105 ทับทิมชุมแพ สังข์หยด มะลินิลสุรินทร์ และข้าวเหนียวลืมผัว

ใช้ระบบตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์ “Rice Cert”

คุณประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ปัจจุบัน กรมการข้าวได้นำระบบ Rice Certification System : Rice Cert ซึ่งเป็นการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ตรวจประเมินและรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าวทั้งระบบการผลิต ภายใต้การให้บริการ Government Cloud Service (G-cloud) ของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) หลักการตรวจ ประเมินและให้การรับรองจะยึดตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17065

สำหรับมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับข้าวที่ได้จัดทำระบบฐานข้อมูลภายใต้ระบบ Rice Cert. ประกอบด้วย

ข้าว GAP ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวหอมมะลิไทย และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าว
ข้าวอินทรีย์ (ข้าว ORG) ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ตาม มกษ.9000
เมล็ดพันธุ์ข้าว GAP(GAP Seed) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว ตาม มกษ.4406
โรงสีข้าว GMP การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าว ตาม มกษ.4403
ผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว (Q)

เพื่อรองรับการให้บริการแก่หน่วยรับรอง (Certification Body : CB) และหน่วยตรวจ (Inspection Body : IB) ซึ่งเป็นเอกชนหรือมหาวิทยาลัยที่เป็น CB/IB ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ผ่านระบบ Platform as a service (Paas) ในการใช้ระบบตรวจประเมินตามมาตรฐานข้าวต่างๆ ที่อยู่ในระบบ Rice Cert. ของกรมการข้าว เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจการตรวจประเมินระบบมาตรฐานต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐไปสู่ CB/IB เอกชนหรือมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเข้าสู่ระบบ Rice Cert. โดยเลือกระบบฐานข้อมูลตามมาตรฐานที่ต้องการ เพื่อสมัครและยินยอมปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ ได้ เพียงกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ผ่านระบบ Rice Cert. ซึ่งจะดึงข้อมูลทะเบียนราษฎร์จากกรมการปกครอง และข้อมูลทะเบียนเกษตรกรจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อยืนยันตัวตนและข้อมูลการผลิตข้าวของตนเอง โดยเกษตรกรผู้ขอการรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐานสามารถติดตามผลการตรวจ ประเมินระดับกลุ่มและระดับแปลง และสามารถเรียกดูใบรับรองแบบออนไลน์ได้ เพื่อตรวจสอบและแสดงสถานะการรับรองกับผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน Mobile Application ของระบบฐานข้อมูลตามมาตรฐานต่างๆ ในระบบ Rice Cert.

คุณประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว ได้ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อติดตามผลการตรวจ ประเมินและรับรองมาตรฐานข้าว GAP แบบกลุ่ม ของกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด จำกัด (สกต.ร้อยเอ็ด จำกัด) รวมทั้งการตรวจประเมินผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว Q ของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด จำกัด อำเภอเกษตรวิสัย

ปัจจุบันกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด จำกัด ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัย มีสมาชิกจำนวน 352 ราย พื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 7,136 ไร่ พวกเขารวมตัวกันปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อขายข้าวเปลือกให้กับ สกต.ร้อยเอ็ด จำกัด มีการรวมกลุ่มซื้อปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ กับ สกต.ร้อยเอ็ด จำกัด นอกจากนี้ มีการรวมกลุ่มกันกู้เงินโครงการ XYZ ของ ธ.ก.ส.มาใช้เป็นเงินลงทุนในการปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพดี

กลุ่มนาแปลงใหญ่ สกต.ร้อยเอ็ด จำกัด ทำนาด้วยการใช้เครื่องหยอดข้าว และทำนาหว่านและนาดำ มีผลผลิตข้าว 400 กิโลกรัม ต่อไร่ ปัจจุบันทางกลุ่มได้ขอรับรอง GAP ทั้งหมด 10 กลุ่มย่อย ผ่านการรับรอง GAP จำนวน 6 กลุ่มย่อย จำนวน 197 ราย พื้นที่ 3,026 ไร่

ต่อมา คุณประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว ได้มอบหมายให้ คุณนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าว ได้แก่ คุณประสงค์ ทองพันธุ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชน เดินทางตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อตรวจประเมินโรงสีข้าว GMP ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (มกษ.4403) และผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว Q ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (มกษ.4000) รวมทั้งการแสดงเครื่องหมายรับรอง GMP โรงสีข้าว ผลิตภัณฑ์สินค้าข้าว Q และเครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว

สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด เกิดจากการรวมตัวของ 4 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด สหกรณ์การเกษตรพลาญชัย จำกัด สหกรณ์การเกษตรห้วยแอ่ง จำกัด และสหกรณ์การเกษตรหลักเมือง จำกัด เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2516 ปัจจุบันสหกรณ์แห่งนี้มีพื้นที่ดำเนินการ 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอศรีสมเด็จ และอำเภอจังหาร มีสมาชิกจำนวน 6,400 คน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา อาศัยน้ำฝนเป็นหลักและทำนาปรังบางส่วน หลังฤดูทำนา มีรายได้เสริมจากการปลูกพืชผักสวนครัว พืชไร่และรับจ้างทั่วไป

สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด มีนโยบายส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวให้มีคุณภาพระบบ GAP นาแปลงใหญ่และการทำนาแบบครบวงจร โดยสนับสนุนงบตรวจแปลงและตรวจสอบคุณภาพจากส่วนราชการ เพื่อผลิตข้าวที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค และส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ในระยะยาว โดยสหกรณ์จัดหาเงินทุนและปัจจัยการผลิตให้สมาชิกในลักษณะสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยและรับซื้อผลผลิตคืนในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป

ข้าวเปลือกหอมมะลิที่รับซื้อจากสมาชิกจะถูกนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารที่มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าออกจำหน่าย โดยใช้เครื่องหมายการค้า “พลาญชัย” ที่ผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานจากกระทรวงพาณิชย์ ตรามือพนมและมาตรฐานการผลิตระบบ GMP HACCP ข้าว Q อย. และ มก. (มาตรฐานโรงงาน) ทุกวันนี้ ทางสหกรณ์ได้รับเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวกล้องงอก เป็นต้น

ทางสหกรณ์มียอดขายข้าวโดยรวมประมาณ 200,000 กิโลกรัม ต่อเดือน โดยมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านห้างบิ๊กซี ห้างโลตัส ทุกสาขา นอกจากนี้ ทางสหกรณ์ยังเป็นผู้ผลิตข้าวส่งขายบริษัท แอมเวย์ มาเป็นระยะเวลานาน เป็นสิ่งรับประกันคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่น ในระบบคุณภาพและความปลอดภัยของข้าวไทยได้เป็นอย่างดี

ชื่ออื่นๆ บ้านเราเรียก “มะนาวนิ้วมือ” หรือ “มะนาวคาเวียร์” ซึ่งมะนาวนิ้วมือ เป็นพืชในสกุลเดียวกันกับส้ม มะนาว และเกรปฟรุต มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศออสเตรเลีย เนื้อผลให้รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม มักใช้ปรุงแต่งรสชาติและกลิ่นอาหารให้มีรสชาติอร่อย หรือแม้กระทั่งใช้ผสมในเครื่องดื่มหรือใช้ตกแต่งในจานอาหารให้เกิดความสวยงามยิ่งขึ้น ขณะนี้ มะนาวนิ้วมือ ได้รับความสนใจและนิยมปลูก เพื่อกินผล หรือปลูกเป็นไม้ประดับตกแต่งบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นของมะนาวนิ้วมือมีความสูงประมาณ 5-6 เมตร มีใบขนาดเล็ก ผิวใบเรียบ ปลายใบหยักมน มีความกว้างประมาณ 3-25 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1-6 เซนติเมตร มีกลีบดอกสีขาว ยาวประมาณ 6-9 มิลลิเมตร ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกหรือโค้ง เปลือกผลและเนื้อในมีหลากหลายสีตามสายพันธุ์ และในแต่ละสีก็จะมีกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป ขนาดความยาวของผล ประมาณ 4-8 เซนติเมตร ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 10 เมล็ด ซึ่งจัดว่ามะนาวนิ้วมือเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบเรียวเล็กคล้ายมะขวิด มะสัง ในบ้านเรา มีหนามแหลมเล็กเป็นจำนวนมาก

การแตกกิ่งแตกยอดจะออกรอบต้น ดอกเล็กๆ สีขาวเหมือนมะนาวทั่วไป ออกดอกตามซอกใบ ติดผลลักษณะเดี่ยว ไม่เป็นพวงเหมือนมะนาวทั่วไป รูปทรงผล เรียวยาวเหมือนนิ้วมือคน ขนาดเท่านิ้วชี้คน สีเปลือกหลากหลาย เช่น เปลือกเขียว แดง น้ำตาล เหลือง
ส่วนสีเนื้อนั้น ก็มีสีสันหลากหลายเช่นกัน เช่น เนื้อสีขาว เขียว เหลือง ชมพู แดง ม่วง โดยเนื้อมะนาวมีลักษณะเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ อัดแน่นอยู่ในผล มองดูคล้ายหรือเปรียบเทียบว่ากินไข่ปลาคาเวียร์ ที่จะแตกในปากเวลาเคี้ยวนั่นเอง

แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน ในบ้านเรานั้น มะนาวนิ้วมือ หรือ มะนาวคาเวียร์ ที่คนไทยเรียกกันได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เป็นของใหม่ในบ้านเรา สายพันธุ์มะนาวนิ้วมือถูกนำเข้ามาหลายสิบสายพันธุ์จากต่างประเทศ ราคาซื้อขายต้นพันธุ์ในตอนนั้นคือ หลักหมื่นไปจนถึงหลักหลายๆ พันบาทเลยทีเดียว

แต่เวลาผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เริ่มขยายพันธุ์และจำนวนได้มากขึ้น ทำให้ราคาก็ถูกลง ซึ่งตอนนี้ก็จะเหลือราคาหลักร้อย ซื้อหาต้นพันธุ์ได้ไม่ยากเหมือนแต่ก่อนในช่วงแรกที่นำเข้าต้นพันธุ์มานั้น ก็ยังคงไม่ทราบว่า มะนาวนิ้วมือแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะผล สี เหมือนกับที่ปลูกในต่างประเทศหรือไม่ และนิสัยการเจริญเติบโตเป็นอย่างไร ซึ่งบ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน 35-40 องศาเซลเซียส เกือบตลอดทั้งปี ทำให้ผู้ซื้อพันธุ์มะนาวนิ้วมือในช่วงแรกๆ ก็ต้องปลูกเพื่อศึกษาว่า มะนาวนิ้วมือแต่ละสายพันธุ์เหมาะกับบ้านเรามากน้อยเพียงใด มีการออกดอกติดผลหรือไม่

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ จ.อ. สิทธิเดช อ่องเภา เจ้าของ “สวนจ่ามด” ตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร โทร. 083-535-4559, 080-099-9361 หรือผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก “มะนาวคาเวียร์ บ้านสวนจ่ามด”

เป็นสวนมะนาวนิ้วมือปลูกจำหน่ายผลในเชิงการค้า ที่เริ่มต้นในยุคแรกๆ ที่มีการปลูกต้นมะนาวนิ้วมือในบ้านเรา โดย จ.อ. สิทธิเดช เล่าย้อนไปว่า เดิมตนเองและครอบครัวปลูกมะนาวเป็นอาชีพอยู่แล้ว จึงมีความสนใจพืชตระกูลมะนาวเป็นพิเศษ ก็เริ่มจากซื้อต้นพันธุ์เข้ามาปลูกเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีแรก เป็นการปลูกและศึกษามะนาวคาเวียร์หลายๆ สายพันธุ์ ว่ามะนาวนิ้วมือสายพันธุ์ไหนที่มีคุณสมบัติที่ดีปลูกในพื้นที่สวนของตนเองได้ดีบ้าง เนื่องจากพื้นที่สวนมีสภาพอากาศร้อนตลอดทั้งปี อุณหภูมิสูง 35-42 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว