รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ

ตระหนักถึงผลกระทบของโรคระบาด ASF ที่จะมีต่อเกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวม ซีพีเอฟ จึงสนับสนุนงบประมาณสร้าง ศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ 2 แห่ง ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และที่จังหวัดมุกดาหาร รวมเป็นมูลค่าเกือบ 4 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจและมีความรู้เรื่อง ASF เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรค ASF และโรคระบาดอื่นๆ ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟยังให้ความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายของการรับรู้ข่าวสารในเรื่องของโรค ASF ระหว่างผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ผู้เลี้ยงในโครงการคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง กรมปศุสัตว์ และผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่โรคระบาดเกิดขึ้นในประเทศ สามารถเข้าไปจัดการกับสุกรที่ติดโรค และควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงกระบวนการจัดการชดเชยเพื่อให้สามารถยุติการแพร่ระบาดโรคให้เร็วที่สุด

กยท. เดินหน้าการบริหารจัดการระบบโรงงาน ทั้ง 6 แห่งของ กยท. สู่มาตรฐานสากล ISO 9001:2015 รับรองโดย บริษัท บูโรเวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บรรลุความต้องการและคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพิ่มความเชื่อมั่นต่อยางพาราแปรรูปไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล พร้อมหนุนชาวสวนยางเพิ่มช่องทางการขายวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้น

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินการแปรรูปยางจากน้ำยางที่รับ ซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านโรงงานแปรรูปยาง ทั้ง 6 โรงงาน (กองจัดการโรงงาน 1-6) ซึ่งขณะนี้ทุกโรงงานของ กยท. ได้รับการตรวจประเมินแล้ว มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ในด้านคุณภาพการบริหารจัดการระบบการผลิตที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ โดย กยท. ได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 จาก บริษัท บูโรเวอริทัส เซอติฟิเคชั่น จำกัด

“การได้รับรองมาตรฐาน ISO9001:2015 มีขอบข่ายครอบคลุม กระบวนการผลิตน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่งSTR 5L และยางแท่งSTR 20 จึงเป็นการยืนยันว่าโรงงานทั้ง 6 แห่งของ กยท. มีคุณภาพสินค้าที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและส่งผลให้ลูกค้ามีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทำให้โรงงานสามารถรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่องและขายวัตถุดิบยางได้ในปริมาณที่สูงขึ้น และสามารถขยายผลสู่การค้าขายในตลาดโลกต่อไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง” นายเยี่ยม กล่าว

รักษาการผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย จะธำรงไว้ซึ่งระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า รวมถึงขยายผลไปสู่มาตรฐานอื่นๆ เช่น FSC (Forest Stewardship Council) ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของการยางแห่งประเทศไทยต่อไป

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงทิศทางราคาไข่ไก่ว่า จากผลผลิตไข่ไก่ที่เกินความต้องการบริโภคในปี 2561 และภาครัฐได้ดำเนินการมาตรการปรับสมดุลปริมาณไข่ไก่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่ปรับลดการนำเข้าพ่อ-แม่ ปู่-ย่าพันธุ์ และส่งออกไข่ไก่ส่วนเกินไปจำหน่ายยังต่างประเทศ พร้อมทั้งปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงเพื่อให้ปริมาณไก่ไข่ยืนกรงในระบบอยู่ในภาวะสมดุล ส่งผลให้สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นสูงกว่าต้นทุนการผลิต โดยราคาไข่ไก่คละปรับเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ราคาเฉลี่ยฟองละ 2.64 เดือนพฤษภาคม ราคาฟองละ 2.74 บาท และมิถุนายน ราคาฟองละ 2.80 บาท และสัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2562 เฉลี่ยที่ฟองละ 2.83 บาท ทั้งนี้ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ (รวมต้นทุนทั้งที่เป็นเงินสดและต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด) เฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.62 บาท

สำหรับผลผลิตปี 2562 กรมปศุสัตว์คาดว่า จะมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่ 14,810 ล้านฟอง ลดลงจากปี 2561 ประมาณร้อยละ 8 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้ดำเนินการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการในการบริโภคภายในประเทศ โดยมีมติให้ปรับลดแผนการนำเข้าในปี 2562 ของปู่-ย่าพันธุ์ (G.P.) ให้เหลือจำนวน 3,800 ตัว และปรับลดการนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ (P.S.) เหลือจำนวน 460,000 ตัว พร้อมลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงให้อยู่ประมาณ 50 ล้านตัว ต่อวัน หรือประมาณ 40 ล้านฟอง ต่อวัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในการปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงอายุไม่เกิน 78 สัปดาห์ เพื่อรักษาสมดุลผลผลิตในระบบ และเร่งรณรงค์เพิ่มการบริโภคไข่ไก่ให้ได้ตามเป้าหมาย 300 ฟอง ต่อคน ต่อปี

นอกจากนี้ ยังผลักดันการส่งออกไข่ไก่เพื่อลดปริมาณผลผลิตส่วนเกิน โดยในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2562 สามารถรวบรวมไข่ไก่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ ปริมาณ 167.65 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 65.64

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่องเพื่อให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพโดยแนวโน้มราคาอาจจะขยับขึ้นได้อีก หากสามารถบริหารจัดการปริมาณนำเข้า พ่อ-แม่ ปู่-ย่าพันธุ์ ให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ผู้เลี้ยงควบคุมปริมาณการเลี้ยงให้เหมาะสม ปลดไก่ตามอายุที่กำหนด ส่งเสริมให้ผู้บริโภคเพิ่มอัตราการบริโภคไข่ไก่ให้สูงขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ผลิตเชื่อมโยงกับผู้ซื้อโดยตรง โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการบริโภคมีความสมดุล ก็จะช่วยไม่ให้เกิดปัญหาราคาผลผลิตไข่ไก่ตกต่ำอีก ทั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลดีต่อทุกฝ่ายตลอดห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจไก่ไข่อย่างยั่งยืนตลอดไป

กรมวิชาการเกษตร สบช่องราคามะพร้าวในประเทศวิกฤติหนัก โชว์ผลงานวิจัย “มะพร้าว 2 สายพันธุ์ใหม่” ที่ใช้เวลาทุ่มเทในการวิจัยกว่า 30 ปี จนเป็นผลสำเร็จเป็นรายแรกของโลก มุ่งแก้ปัญหามะพร้าวขาดแคลน-ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ รองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมมะพร้าวของไทย ให้สามารถแข่งขันตลาดการค้าเสรีในอนาคต พร้อมผลิตต้นกล้าจำหน่ายให้เกษตรกรได้ปลายปี 63

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมมะพร้าวของประเทศและลดการนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตร ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยพืชสวนศึกษาวิจัยและพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์มะพร้าวเพื่อให้ได้มะพร้าวสายพันธุ์ดี ให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจนเป็นผลสำเร็จ มีชื่อว่ามะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 และลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2

มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 1 ได้จากการผสมข้ามระหว่างลูกผสมเดี่ยวพันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง x เวสท์อัฟริกันต้นสูง (แม่พันธุ์) กับพันธุ์ไทย ต้นสูง (พ่อพันธุ์) โดยแม่พันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง x เวสท์อัฟริกันต้นสูง ได้จากการนำเข้าจากประเทศไอวอรีโคสต์ และ พ่อพันธุ์ไทยต้นสูง จากการคัดเลือกต้นในแปลงรวบรวมเชื้อพันธุกรรมด้วยวิธีการควบคุมการผสมพันธุ์แบบใกล้ชิด เมื่อปี พ.ศ. 2517 และปลูกลูกผสมเดี่ยวพันธุ์เรนเนลล์ต้นสูง x เวสท์อัฟริกันต้นสูง เมื่อปี พ.ศ. 2518 ดูแล รักษาแปลงแม่พันธุ์ลูกผสมเดี่ยว ระหว่างปี พ.ศ. 2519-2531 และผสมพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสม ปี พ.ศ. 2532-2533 ปลูกทดสอบลูกผสม ร่วมกับลูกผสมสายพันธุ์อื่นๆ จนได้สายพันธุ์ดีมาเสนอรับรองพันธุ์กรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562

มะพร้าวลูกผสมสามทางพันธุ์ชุมพร 2 ได้จากการผสมข้ามระหว่างลูกผสมเดี่ยวพันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x เวสท์อัฟริกันต้นสูง (แม่พันธุ์) กับพันธุ์ไทยต้นสูง (พ่อพันธุ์) โดยแม่พันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์เวสท์อัฟริกันต้นสูง ได้จากการคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ในแปลงรวบรวมเชื้อพันธุกรรมภายในศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรกับพันธุ์ไทยต้นสูง (พ่อพันธุ์) จากการคัดเลือกต้นในแปลง รวบรวมเชื้อพันธุกรรมด้วยวิธีการควบคุมการผสมพันธุ์แบบใกล้ชิด เมื่อปี 2517

และปลูกลูกผสมเดี่ยวพันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x เวสท์อัฟริกันต้นสูง เมื่อปี 2518 ดูแลรักษาแปลงแม่พันธุ์ลูกผสมเดี่ยว ระหว่างปี 2519-2531 และผสมพันธุ์เพื่อสร้างลูกผสม เมื่อปี 2532-2533 ปลูกทดสอบลูกผสมร่วมกับลูกผสมสายพันธุ์อื่นๆ และปรับปรุงพันธุ์จนได้สายพันธุ์ดี และผ่านการรับรองตามขั้นตอนการรับรองพันธุ์พืช ประเภทพันธุ์รับรอง จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2562

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ความสำเร็จในการวิจัยมะพร้าวลูกผสมสามทาง พันธุ์ชุมพร 1 และ ลูกผสมสามทาง พันธุ์ชุมพร 2 ของกรมวิชาการเกษตรในครั้งนี้ นับเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในการเพิ่มผลผลิตมะพร้าวของกรมวิชาการเกษตร ที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดการค้าเสรีในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบมีความเหมาะสมกับพื้นที่ปลูกของประเทศไทยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.5-2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ไทยต้นสูง เป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ หลายสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเพื่อทดแทนสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 99.65 นำเข้าจากอินโดนีเซีย ซึ่งราคาถูกกว่าไทยและส่วนหนึ่งนำเข้าเพื่อผลิตเป็นกะทิกระป๋องส่งออกไปสหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย ฯลฯ นอกจากนั้นส่งออกเป็นมะพร้าวฝอยไปตุรกี ส่งออกเป็นน้ำมะพร้าวไปประเทศเมียนมา ฮ่องกง เป็นต้น

สำหรับแหล่งผลิตมะพร้าวสำคัญๆ ของไทย ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 4.2 แสนไร่ ชุมพร 2.1 แสนไร่ สุราษฎร์ธานี 2.1 แสนไร่ ชลบุรี 6.4 หมื่นไร่ นครศรีธรรมราช 9.9 หมื่นไร่ และอื่นๆ 2.6 แสนไร่ รวมทั้งประเทศ 1.3 ล้านไร่ และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากการเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผล และส่วนหนึ่งมีปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว

“ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร สามารถแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพันธุ์มะพร้าวลูกผสมด้วยวิธีการผสมสามทางไปสู่บริษัทเอกชนที่มีแปลงแม่พันธุ์ดังกล่าวแล้ว ในอนาคตสามารถกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกรที่มีความต้องการพันธุ์มะพร้าวเพิ่มขึ้น สามารถขยายพื้นที่ไปยังแหล่งปลูกใหม่ที่มีศักยภาพ ผลผลิตมะพร้าวเพียงพอต่อความต้องการ ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมมะพร้าว ตลอดจนช่วยรักษาเสถียรภาพของราคามะพร้าว สามารถลดการนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศ” นางสาวเสริมสุข กล่าว

ด้าน นายสมบัติ ตงเต๊า ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 (สวพ.2) กล่าวเพิ่มเติมถึงลักษณะเด่นของมะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 1 และมะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 2 ว่า มะพร้าวลูกผสมสามทาง ชุมพร 1 สามารถให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 102 ผล ต่อต้น ต่อปี หรือ 2,252 ผล ต่อไร่ ต่อปี ผลขนาดกลางถึงใหญ่ โดยมีน้ำหนักเฉลี่ย 1,882 กรัม ต่อผล น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งสูง เฉลี่ย 337 กรัมต่อผล ต่อปี หรือ 766 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ให้น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้ง เฉลี่ย 61 เปอร์เซ็นต์ และคิดเป็นผลผลิตน้ำมัน เฉลี่ย 21 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี

ส่วนมะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 2 ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 108 ผล ต่อต้น ต่อปี หรือ 2,372 ผล ต่อไร่ ต่อปี ผลขนาดกลาง โดยมีน้ำหนัก เฉลี่ย 1,509 กรัม ต่อผล น้ำหนักเนื้อมะพร้าวแห้งสูง เฉลี่ย 250 กรัม ต่อผล ต่อปี หรือ 584 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี และให้น้ำมันต่อเนื้อมะพร้าวแห้งเฉลี่ย 62 เปอร์เซ็นต์ และคิดเป็นผลผลิตน้ำมันเฉลี่ย 17 กิโลกรัม ต่อต้น

ซึ่งขณะนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้วางแผนผลิตหน่อพันธุ์มะพร้าวลูกผสมสามทางชุมพร 1 และมะพร้าวลูกผสมสามทาง ชุมพร 2 โดยเฉพาะพันธุ์ลูกผสมสามทางชุมพร 2 สามารถผลิตต้นกล้าจำหน่ายให้เกษตรกรได้ปลายปี 2563 และเกษตรกรสามารถนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงการค้ารองรับการขยายตัวและการเติบโตของอุตสาหกรรมมะพร้าวของไทยแบบยั่งยืนในอนาคตต่อไป และผลการวิจัยดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จรายแรกของโลก โดยกรมวิชาการเกษตรใช้เวลาในการวิจัยยาวนานกว่า 30 ปี

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าว ถือว่าเปิดตัวได้ถูกจังหวะ เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนมะพร้าวเพื่อบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมมะพร้าวมาต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2559 เนื่องจากพื้นที่ปลูกมะพร้าวในประเทศไทยมีเพียง 1 ล้านไร่ ผลผลิตจึงไม่เพียงพอกับความต้องการ

ส่วนหนึ่งเพราะพื้นที่ปลูกมะพร้าวลดลง ในขณะที่ปริมาณการใช้มะพร้าวสูงขึ้น จึงมีการนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากจนเข้ามาแข่งขันกับเกษตรกรในประเทศ จึงมีการเรียกร้องให้มีการส่งเสริมเกษตรกรปลูกมะพร้าวพันธุ์ดีเพื่อลดการนำเข้า โดยการกำหนดโซนนิ่งเพื่อให้ผลผลิตออกมาเพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการแปรรูปเพื่อส่งออกกะทิ อาหารและขนมหวานไทยไปทั่วโลก เนื่องจากคุณภาพกะทิของประเทศไทยเป็นที่ 1 ของโลก ในขณะที่ผลผลิตมีมากเป็น อันดับ 7 ของโลก

11 กรกฎาคม 2562 – บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนระดับโลก FTSE4Good Emerging Index ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยฟุซซี่ รัสเซล (FTSE Russell) สะท้อนศักยภาพในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้คะแนนโดดเด่นในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทได้ประกาศเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการดำเนินการหลายด้าน เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต จากร้อยละ 21 ในปี 2560 เป็นร้อยละ 25 ในปี 2561 สำหรับกิจการในประเทศไทย

ซีพีเอฟ ยังได้คะแนนด้านสังคมสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน จากการยึดมั่นพัฒนาการดำเนินงานด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สำหรับคะแนนด้านธรรมาภิบาลก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะหัวข้อการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญและพัฒนาการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้บริษัทได้คะแนนเต็มในปีนี้

“ซีพีเอฟ ภูมิใจที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทในดัชนีความยั่งยืน FTSE4Good Emerging Index 3 ปีซ้อน โดยคะแนนภาพรวมปรับสูงขึ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก” นายประสิทธิ์ กล่าว

นายประสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำที่พร้อมสำหรับการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีการค้าเพิ่มขึ้นเกือบ 50 ประเทศทั่วโลก มีการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดี เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ที่สำคัญยังสนับสนุนหลักการของข้อตกลงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact : UN Global Compact) ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ของสหประชาชาติด้วย
นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืน หรือ Dow Jones Sustainability Index (DJSI) อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

FTSE4Good Index Series เป็นดัชนีอ้างอิงเพื่อวัดผลการลงทุนและดัชนีเพื่อการซื้อขายสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญด้าน ESG ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุน โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2544 ก่อนประยุกต์เกณฑ์การประเมินผลไปใช้ในดัชนี FTSE Emerging Indexes ในปี 2559 ซึ่งครอบคลุมกว่า 20 ประเทศตลาดเกิดใหม่

เห็ดโคน หรือ เห็ดปลวก คนละชนิดกับเห็ดโคนน้อย ความจริงเห็ดโคนน้อยคือเห็ดถั่ว โดยทั่วไปมักพบขึ้นอยู่ตามกองซากถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว ส่วนเห็ดโคนหรือเห็ดปลวกนั้น วงจรชีวิตของมันต้องพึ่งพาปลวกเข้ามาช่วย จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปลวกงานจะนำเอาสปอร์ ซึ่งเป็นหน่วยขยายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กมาก ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเมล็ดพืชอื่นๆ ไปปลูกในรังให้เป็นอาหารของปลวกวัยอ่อน ส่วนสปอร์ที่หลงเหลือ เมื่อได้รับความชื้นในฤดูฝนก็จะเติบโตโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาปรากฏให้เห็น และเป็นอาหารอันโอชะของมนุษย์เรา

หมอเกษตร ทองกวาว แนะวิธีเพาะหรือปลูกเห็ดโคน ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มจากนำจาวปลวก ที่อยู่ภายในจอมปลวก มีขนาดใกล้เคียงกับกะลามะพร้าวผ่าซีก จอมปลวกหนึ่งรังจะมีจาวปลวกหลายอัน มีลักษณะเบา โปร่ง ซุย มีรอยทางเดิน ซอกแซก ทะลุถึงกันได้ จาวปลวกน่าจะเป็นสวนปลูกเห็ดอ่อน เพราะมีเส้นใยขาวเต็มไปหมด สามารถพัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป

เกษตรกรจะนำจาวปลวกออกมาถู หรือขยี้ ให้เป็นฝุ่นโปรยลงบนข้าวเหนียวนึ่งสุก ทิ้งให้เย็น เติมน้ำเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน คล้ายกับการทำสาโท นำไปหมักในถังพลาสติก ปิดปากถังด้วยผ้าขาวบาง เกษตรกรบางท่านอาจฉีกหมวกเห็ดโคนผสมลงไปด้วยก็มี เก็บในร่ม ปล่อยให้เส้นใยเจริญเพิ่มปริมาณจนมองเห็นสีขาวชัดเจน ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ จึงนำไปหว่านในสวนในร่มรำไร อย่าให้แสงแดดจ้า

ในช่วงแล้งควรสับฟางข้าว หรือนำใบไม้แห้งโรยลงพื้นเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุเป็นอาหารชั้นดีของเห็ด เมื่อเตรียมหัวเชื้อไว้เรียบร้อยแล้วจึงนำไปหว่านลงดิน กะให้พอดีกับต้นฤดูฝน หากฝนทิ้งช่วงควรรดน้ำให้บ้างเป็นครั้งคราว จากนั้นอีกประมาณ 30-45 วัน จะมีดอกเห็ดปรากฏให้เห็น

ทั้งหมดนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนๆ ในทางวิชาการยังขาดการวิจัยในวิธีดังกล่าว ขอให้ใช้ความพยายามทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ได้ผลประการใดกรุณาแจ้งให้ทราบด้วย ขอขอบคุณล่วงหน้า

นางถวิล อุปรีย์ ประธานกลุ่ม ผ้ายอมคราม บ้านดอนกอย ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เปิดเผยว่า กลุ่มผ้าครามบ้านดอนกอย เป็นการรวมกลุ่มของสตรีแม่บ้านในหมู่บ้าน ที่ว่างเว้นจาการทำนา ทำไร่ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เป็นกิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เอาไว้ แต่ก่อนมีการทำผ้า ยอมคราม เพื่อไว้ใช้สอยในครัวเรือน ต่อมาผ้าครามได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการของตลาด จึงทำให้สตรีแม่บ้านได้มารวมตัวกันผลิตผ้าครามเพื่อจำหน่าย และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และเครือข่ายเพื่อการพัฒนาและนำสู่ตลาด จนเป็นที่รู้จักทั่วไป

ประธานกลุ่มผ้ายอมครามบ้านดอนกอยกล่าวอีกว่า แม้ว่าจังหวัดสกลนครจะมีการสนับสนุน ให้ประชาชนทั่วไปและข้าราฃการ หันมาสวมใสผ้ายอมครามเพื่อเป็นการส่งเสริม และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผ้าครามต่างในจังหวัดสกลนคร และเปิดตลาดถนนผ้าคราม ตลอดจนในอำเภอต่างก็มีการกระตุ้น ซึ่งผ้าครามในจังหวัดสกลนคร ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งคราม ทำให้ตลาดผ้าครามคึกคักและมีเม็ดเงินไหลเข้าจังหวัดจำนวนมาก

ส่งผลให้กลุ่มต่างๆเกี่ยวกับผ้าคราม มีงานทำมีรายได้ แต่ในช่วงต้นปีสังเกตจากการจำหน่ายในกลุ่มของตนเอง สถานการณ์ตลาดผ้าครามลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถ้าเทียบในช่วงเดียวกัน ทั้งนี้สอบถามลูกค้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการบอกว่า เนื่องภาวะค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจึงต้องลดค่าใช้จ่ายลง น่าจะส่งผลจากจุดนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามอยากฝากถึงรัฐบาลให้มาสนใจกับภาวะตลาดสิ้นค้าที่เป็นโอทอปของชาวบ้านด้วยโดยเฉพาะผ้าคราม และกลุ่มสินค้าอื่น เพราะจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้ และมีงานทำ เป็นการกระตุ้นรายได้ระดับฐานล่างด้วย

คุณสมภพ ลุนาบุตร เจ้าของ “สวนรวมใจ” บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 9 บ้านน้อยพัฒนา ตำบลดงครั่งใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (087) 248-2928 เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นลูกจ้าง ได้ทำงานรับจ้างบริษัทมาหลายที่ แต่ด้วยชอบการทำการเกษตรก็เกิดสนใจการปลูกอินทผลัมขึ้นมา ด้วยเป็นพืชใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจมากชนิดหนึ่งและปลูกได้ผลในบ้านเราช่วงที่ผ่านมา ได้อ่านและเห็นตัวอย่างเกษตรกรท่านอื่นปลูกและได้ผลจริง จึงมีความสนใจมากขึ้นในเรื่องอินทผลัม

ประกอบกับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ตั้งใจไว้ทำสวน ขึ้นชื่อว่าดินมีสภาพแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ ดินเป็นทราย ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล อากาศลมพัดผ่าน ดินแดนที่ไม่มีต้นไม้ ไม่มีป่าไม้ ที่ใครต่อใครกล่าวเล่าขานตำนานพื้นที่แห่งนี้ว่าแห้งแล้ง คุณสมภพ จึงปลูกพืชทะเลทรายอย่างอินทผลัม เปลี่ยนจากนาข้าวมาทดลองปลูกอินทผลัมท่ามกลางว่าจะไปรอดหรือไม่ กับพืชตัวใหม่ในทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้

คุณสมภพ จึงอยากลองเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ บ้าง และมีพี่น้องในเขตพื้นที่นี้บางรายก็หันไปปลูกยางพารากันบ้างแล้ว ผมก็เลยอยากปลูกอะไรที่แตกต่างออกไป คุณสมภพเริ่มต้นเล่า มีช่วง ปี 2548 ผมได้ดูข่าวสวนอินทผลัมของโกหลัก เลยสนใจพืชชนิดนี้และหาข้อมูลมาเรื่อยๆ จนไปเจอเพื่อนที่สกลนครปลูกเอาไว้และให้ผลผลิตดี จึงได้ความรู้จากเพื่อนมา และเริ่มลงมือปลูกจริงจังบนที่ดินของตัวเอง เมื่อ ปี พ.ศ. 2554 โดยได้ถมที่ดินให้สูงขึ้นอีกประมาณ 1 เมตร แล้วเลือกปลูกอินทผลัมพันธุ์ KL1 (หรือพันธุ์แม่โจ้ 36) บนพื้นที่ 3 ไร่

คุณสมภพ เล่าว่า ตอนนั้นได้ซื้อต้นพันธุ์อินทผลัมพันธุ์ KL1 มาปลูก ในราคาต้นละ 800 บาท ซึ่งก่อนจะลงมือปลูกได้ไปศึกษาวิธีการปลูก การดูแลรักษาอินทผลัมที่สวนอินทผลัมบ้านนาดอกไม้ ของ คุณจเร ชีวธรรม จนแน่ใจว่าตนเองก็น่าจะกลับมาทำได้ จึงตัดสินใจซื้อต้นอินทผลัมจากสวนของคุณจเร มาปลูกรอบแรก จำนวน 60 ต้น ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดทั้งหมด

หลังจากแน่ใจว่าปลูกได้ มีการเจริญเติบโตดี ก็ได้ซื้อต้นกล้าอินทผลัมมาปลูกเพิ่มอีก โดยเลือกใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 7 เมตร และระหว่างแถว 8 เมตร ทำให้ปลูกได้จำนวนไร่ละ 35 ต้น พื้นที่ทั้งหมด 3 ไร่ จึงปลูกอินทผลัมได้จำนวน 109 ต้น ซึ่งตอนปลูก คุณสมภพก็ได้ทดลองใช้ขนาดหลุมปลูกที่แตกต่าง เพื่อจะดูความแตกต่างว่าจะเป็นเช่นไร โดยบางหลุมขุด 50×50 เซนติเมตร บางหลุมขุด 80×80 เซนติเมตร แล้วรองก้นหลุมด้วยขี้ไก่อัดเม็ด ผสมกับภูไมท์ซัลเฟต และโดโลไมท์ ก็พบว่าขนาดของหลุมปลูกเล็กหรือใหญ่ไม่มีผลกับการเจริญเติบโตของต้นอินทผลัมเลย มีการเจริญเติบโตพอๆ กัน ไม่เห็นความแตกต่าง