รองกรรมการผู้จัดการ งานพัฒนาวัตถุดิบต้นน้า เปิดเผยว่า

‘ข้าวดัชนีน้าตาลปานกลางค่อนไปทางต่า ข้าว กข 43’ เป็นงานพัฒนาข้าวสายพันธุ์พิเศษ กข 43 ของกรมการข้าว ที่พัฒนาคุณภาพข้าวตรงตามกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะทาง และเพิ่มความหลากหลายให้กับสายพันธุ์ข้าวไทย โดยบริษัทฯ มีส่วนช่วยส่งเสริมกระบวนการผลิตให้กับเกษตรกรสมาชิก อ.เดิมบางนางบวช (ซึ่งชาวนาจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกข้าว) และเชื่อมโยงเรื่องการทาตลาดให้กับสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดแข่งขัน เพราะปัจจุบันมีอัตราประชากรเป็นโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งสินค้าข้าว กข 43 นี้ คือทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการควบคุมน้าหนัก และหันมาพิถีพิถันในการเลือกบริโภคสินค้าที่มีประโยชน์ และดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

นับเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทฯ ที่ได้มีส่วนร่วมส่งเสริม สนับสนุน สร้างประสิทธิภาพการผลิตข้าวเพื่อสุขภาพของเกษตรกรสมาชิกในโครงการฯ (โดยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว กข 43 จากกรมการข้าว)

โดยจัดส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ทางานร่วมกันกับเกษตรกรสมาชิกทุกๆ ขั้นตอนการผลิต บริษัทฯ ยังเป็นตลาดรองรับวัตถุดิบที่แน่นอน รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกโดยตรง ผ่านกระบวนการรับซื้อที่โปร่งใส ด้วยเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวที่แม่นยา ได้มาตรฐานสากล พร้อมกับประกันราคารับซื้อข้าวเปลือกขั้นต่า 12,000 บาทต่อตัน (ข้าวเปลือกที่ความชื้น 14%) ทาให้เกษตรกรมั่นใจได้ ไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องราคาเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพราะมีการตกลงเรื่องราคารับซื้อตั้งแต่ตอนแรกก่อนเริ่มโครงการฯ อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพิ่มความสะดวกในการจัดการและตรวจสอบข้อมูล อาทิ ระบบการลงทะเบียนเกษตรกรสมาชิก และระบบ Testability ทาให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิตข้าว ลงลึกถึงทุกแปลงนาของเกษตรกรสมาชิก เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ตรวจสอบได้ ส่งต่อให้กับผู้บริโภค และมีแผนทาการตลาดอย่างต่อเนื่องให้กับสินค้า สร้างความเป็นสินค้าคุณภาพ เพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น เพื่อสู่ตลาดแข่งขัน

‘ข้าว กข 43’ เกิดจากข้าวสายพันธุ์สุพรรณบุรี 1 กับ ข้าวเจ้าหอมสุพรรณ เป็นข้าวอายุเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 95 วัน และทนต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้าตาล คุณสมบัติพิเศษเป็นข้าวดัชนีน้าตาลปานกลางค่อนไปทางต่า โดยมีค่าการแตกตัวน้าตาลน้อย และค่าดัชนีน้าตาลอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่า เมื่อรับประทานอาหาร ร่างกายจะเปลี่ยนแป้ง (หรือ คาร์โบไฮเดรต) ในข้าวไปเป็นน้าตาลได้ช้าลง ส่งผลให้ระดับน้าตาลในเลือด ไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (เปรียบเทียบกับการย่อยและการดูดซึมของน้าตาลกลูโคส มีค่าเท่ากับ 100) ซึ่ง ข้าว กข 43 มีค่าดัชนีน้าตาลในข้าวขัดขาวที่ 57.5 (เปรียบเทียบ ค่าดัชนีน้าตาลสูง High GI มากกว่า 70, ค่าดัชนีน้าตาลระดับกลาง Medium GI 56-69, ค่าดัชนีน้าตาลต่า Low GI น้อยกว่า 55) เมื่อหุงสุก มีลักษณะข้าวนุ่ม กลิ่นหอมอ่อน ใกล้เคียงกับข้าวพันธุ์ดอกมะลิ 105 และ กข 15 เป็นข้าวทางเลือกเพื่อสุขภาพ เหมาะสาหรับผู้ที่ควบคุมน้าหนัก กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต

บริษัทฯ มุ่งหวังโครงการฯ นี้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยให้ดียิ่งขึ้น สร้างความเข้มแข็ง และความมั่นคงทางรายได้ให้ชาวนาไทยอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ปณิธานของบริษัทฯ

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เผยประกาศปรับราคาขายหมูเป็นหน้าฟาร์มเพิ่ม เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเท่านั้น แต่ราคาขายที่เกษตรกรได้รับยังคงตกต่ำ ชี้ 4 เดือนขาดทุนทั้งระบบกว่า 11000ล้านบาท

นายวันชัย อัศวพันธุ์นิมิต กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และประชาสัมพันธ์สมาคมฯ เปิดเผยว่า จากภาวะราคาหมูตกต่ำสะสมมากว่า 10 เดือน นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2560 ที่ผ่านมา ทำให้มีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่ไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ต้องเลิกเลี้ยงไปแล้วประมาณ 20% จากจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งประเทศรวม 195,000 ราย ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของเกษตรกรทั่วประเทศ ต้องประกาศปรับขึ้นราคาขายหมูหน้าฟาร์มประจำสัปดาห์เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิต

“การที่สมาคมฯ ประกาศราคาขายหมูเป็นหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยประคับประคองและดูแลผู้เลี้ยงขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องจากการซื้อขายจริงของกลุ่มผู้เลี้ยงหมูทั้งสองกลุ่มยังซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนอยู่มาก ทำให้ต้องประสบปัญหาขาดทุนสะสมมาอย่างยาวนาน โดยตลอดช่วง 4 เดือนของปี 2561 นี้ เกษตรกรขาดทุนเฉลี่ย 1,500-2,000 บาทต่อตัว ซึ่งสามารถประเมินได้เป็นตัวเลขความเสียหายทั้งระบบประมาณ 8,400 ล้าน – 11,200 ล้านบาท ทั้งจากตัวเลขขาดทุนและหนี้สินเกษตรกรผู้เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น” นายวันชัย กล่าวและว่า

ทั้งนี้ แม้จะมีการขยับราคาประกาศขึ้นมาร่วม 1 เดือนแล้วก็ตาม แต่ราคาขายจริงของเกษตรกรกลับไม่ได้เป็นไปตามที่ประกาศไว้ เนื่องจากพ่อค้าคนกลาง หรือโบรคเกอร์ที่มารับซื้อหมูจากเกษตรกร ยังคงกดราคารับซื้อ โดยอ้างปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณมาก ทั้งๆที่ผ่านมาเกษตรกรทั่วประเทศต่างร่วมมือกันดำเนินการมาตรการลดปริมาณหมูในระบบเพื่อแก้ไขปัญหาราคาหมูตกต่ำ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาหมูและผลิตภัณฑ์ หรือพิกบอร์ด (Pig Board) และมาตรการที่กรมปศุสัตว์ได้มีการผลักดันและสนับสนุนให้ตัดวงจรการผลิต ทั้งการนำลูกหมูไปทำหมูหัน การปลดระวางแม่พันธุ์หมูเป้าหมาย รวมถึงการจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูกมาตั้งแต่พฤศจิกายน 2560 ถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เฟซบุ๊ก กฤช เหลือลมัย คอลัมนิสต์ด้านอาหารเครือมติชน โพสต์ภาพพร้อมข้อความ “ต้นกรวย” ที่มาของชื่ออำเภอ “บางกรวย” ในจังหวัดนนทบุรี ออกดอกบานสะพรั่งริมคลอง ว่า

ต้น “กรวย” ที่มาแห่งนามบางกรวย
ออกดอกเหลืองสะพรั่งริมคลองบางนา ตำบลไทรม้า อำเภอเมือง นนทบุรี ชาวบ้านบอกว่ารากกรวยช่วยยึดตลิ่งฝั่งคลองได้ดี

ทรงต้นก็สวยมาก ที่จริงปลูกเป็นไม้ประดับน่าจะเข้าท่าครับ

ทั้งนี้ “กรวย” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Horsfieldia irya (Gaertn.) Warb. จัดอยู่ในวงศ์ MYRISTICACEAE มีชื่อเรียกหลายหลายแล้วแต่ท้องถิ่น อาทิ กรวย กรวยน้ำ กรวยสวน (กรุงเทพฯ), กะเพราพระ เพราพระ (ชุมพร), จุมพร้า ตุมพระ (นครศรีธรรมราช), ตุมพระ (สตูล), ยางู (สตูล), ตือระแฮ ระหัน หัน (ปัตตานี), แปงู (มลายู-นราธิวาส) อีกทั้งบางข้อมูลเรียกชื่อสมุนไพรชนิดนี้ว่า “กรวยบ้าน” เป็นต้น

ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มรูปกรวย สูง 10-25 เมตร ขนาดทรงพุ่ม 6-8 เมตร แผ่กว้างค่อนข้างแน่น ปลายกิ่งห้อยย้อย ลำต้นเปลาตรง โคนต้นมีรากคํ้ายันและเป็นพูพอนขนาดเล็ก เปลือกต้นสีเทาอมนํ้าตาล เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้น ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง พรรณไม้ชนิดนี้มีเขตการกระจายพันธุ์ในศรีลังกา หมู่เกาะอันดามัน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นกระจายพันธุ์ทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ มักขึ้นตามป่าดิบชื้นริมน้ำหรือบนที่ราบตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลองตอนที่ติดต่อกับทะเล

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร เส้นแขนงใบมีข้างละ 10-18 เส้น เป็นเส้นตรงขนานกัน ปลายเส้นโค้งขึ้นเลียบขอบใบ แผ่นใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีนวล ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร

ดอก สีเหลือง ขนาดเล็กมาก มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่กิ่งเกลี้ยง และซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 10-15 เซนติเมตร ลักษณะเป็นกลีบรวม โคนเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 2-3 แฉก ดอกแยกเพศร่วมต้น เกสรเพศผู้10 อัน ช่อดอกเพศผู้แตกแขนงแผ่กว้างกว่า ดอกมีขนาดเล็กและมีจำนวนมากกว่าดอกเพศเมีย ออกดอกเดือน ธ.ค.-มี.ค.

ผล ลักษณะกลมเป็นผลแบบมีเนื้อ ออกเป็นพวง พวงละประมาณ 2-5 ผล ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ผนังผลหนา เมื่อสุกผลจะเป็นสีส้มหรือสีแดงอมส้ม ก้านผลมีขนาดยาวประมาณ 0.8-1.1 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไข่สีน้ำตาล แข็ง และมีขนาดใหญ่ เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงอมส้ม หุ้มเมล็ดมิดชิดโดยรอบหรือเปิดเป็นช่องเล็กๆ ที่ส่วนบน ออกผลในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ประโยชน์ ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ ปลูกเพื่อให้ร่มเงาริมน้ำ ดอกหอม เป็นไม้ไม่ผลัดใบ และมีรากช่วยยึดตลิ่งได้ดี เนื้อไม้ใช้ก่อสร้างภายในอาคารบ้านเรือน ผลเป็นอาหารสัตว์ป่า

สรรพคุณ ชาวมาเลเซียจะใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำเดือด ใช้เป็นยากลั้วปากและคอ แล้วบ้วนทิ้งเพื่อช่วยบำบัดอาการเจ็บคอได้ดี บางข้อมูลระบุว่า ให้ใช้น้ำยางจากเปลือกต้น, เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต

ส่วน “อำเภอบางกรวย” เป็น 1 ใน 6 อำเภอของจังหวัดนนทบุรี มีพื้นที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากจังหวัด 18.5 กิโลเมตร จัดตั้งเป็นอำเภอเมื่อปี 2447 เดิมเรียกว่า “อำเภอบางใหญ่” โดยอาคารที่ว่าการอำเภอเดิมตั้งอยู่ในเขตที่ดินของวัดชลอ ริมคลองบางกอกน้อย ตำบลวัดกระโจม ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “ตำบลวัดชลอ”

ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2460 ทางราชการได้พิจารณาเห็นว่า อำเภอบางใหญ่มีเขตการปกครองกว้างขวาง เจ้าหน้าที่ของทางราชการไม่สามารถดูแลทั่วถึงจึงได้แบ่งพื้นที่เขตการปกครองทางด้านเหนือ แล้วจัดตั้งเป็น “กิ่งอำเภอบางแม่นาง” ขึ้นกับอำเภอบางใหญ่ จนถึงปี พ.ศ.2464 จึงได้ยกฐานะกิ่งอำเภอบางแม่นางขึ้นเป็นอำเภอ แยกการปกครองไปจากอำเภอบางใหญ่ โดยใช้ชื่อว่า “อำเภอบางแม่นาง” และเนื่องจากอาณาเขตของอำเภอบางใหญ่สมัยก่อนนั้นเป็นรูปแหลมคล้ายกรวยยื่นออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา คนส่วนมากเรียกเล่นๆ ว่า หัวแหลมบางกรวยบ้าง ประกอบกับมี “ต้นกรวย” ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อจากอำเภอบางใหญ่มาเป็น “อำเภอบางกรวย” เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2473

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยทิศทางการดำเนินการของธนาคารออมสินในปีนี้ว่า ตั้งเป้าเป็น “The Best & Biggest Local Bank in Thailand” หมายถึงเป็นธนาคาร ที่ใหญ่ที่สุดและต้องดีด้วย โดยผลการดำเนินงานช่วง 3 เดือนแรกของปี 2561 (1 มกราคม-31 มีนาคม 2561) มีกำไรสุทธิจำนวน 13,479 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6,178 ล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยรับเป็นหลักคิดเป็น 96-97% มีสินเชื่อคงเหลือ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 อยู่ที่ 2,059,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45,058 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.24% จากสิ้นปี 2560 อยู่ที่ 2,014,123 ล้านบาท ยอดเงินฝากไตรมาสแรก อยู่ที่ 2,172,538 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากสิ้นปี 2560 แต่ถือว่ามียอดเงินฝากสูงเป็นอันดับ 1 ในระบบสถาบันการเงิน ส่วนสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 อยู่ที่ 2,620,862 ล้านบาท

ลดลงจากสิ้นปี 2560 จำนวน 42,966 ล้านบาท หรือลดลง 1.61% โดยปีนี้วางเป้าการดำเนินงานจะเป็นธนาคารเพื่อสังคมคือรองรับนโยบายของรัฐบาล 50% เช่น โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และอีก 50% จะดำเนินการเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อชดเชยรายได้จากการเป็นธนาคารเพื่อสังคม

นายชาติชาย กล่าวว่า แม้ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันรุนแรงขึ้นเพื่อปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล แต่ออมสินวางเป้ามุ่งเน้นลูกค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มฐานรากตามนโยบายรัฐ ได้แก่ กลุ่มผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้มีหนี้นอกระบบ กลุ่มพ่อค้า-แม่ค้า 2. กลุ่มลูกค้าบุคคล มุ่งเน้นกลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มรายได้ปานกลาง กลุ่มผู้สูงวัย และ 3. กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี มุ่งเน้นกลุ่มสตาร์ตอัพ โดยออมสินมีทุนประเดิมรวม 300 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุน (Venture Capital) กับสตาร์ตอัพจำนวน 10 ราย ถือสัดส่วนการลงทุนไม่เกิน 49% ในแต่ละบริษัท ตั้งเป้าผลตอบแทน 10-15% โดยจะร่วมลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี

นายชาติชาย กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของธนาคารหรือการทรานส์ฟอร์มสู่ยุคดิจิทัลว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มทยอยปิดสาขาลงตามความจำเป็นที่เปลี่ยนไป แต่ออมสินมีสาขาอยู่ 1,059 แห่ง ขอยืนยันว่าจะไม่มีการปิดสาขา และไม่มีการลดจำนวนพนักงานแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม มีพนักงานขอเกษียณก่อนอายุ โดยปีนี้มีขอเข้าโครงการแล้ว 300-500 คน “ออมสินมีแผนจะปรับรูปแบบสาขาโดยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนของสาขา โดยปรับบทบาทพนักงานเป็นพนักงานขายมากขึ้น และรวมถึงการเพิ่มบริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือด้วย รองรับการเป็น Digital Banking”

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะรองประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐ เปิดเผยว่า ประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์โดยคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2561 ปริมาณ 4.37 หมื่นตันจำนวน 20 คลัง ใน 15 จังหวัด ประกอบด้วยข้าว 9 ชนิด ได้แก่ ข้าวขาว 5% ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ข้าวหอมจังหวัด ปลายข้าว A1 เลิศ ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวปทุมธานี ปลายข้าวหอมมะลิ ปลายข้าว A1 และข้าวท่อนหอมมะลิ เนื่องจากติดตามสถานการณ์ตลาดข้าว

“ช่วงนี้เป็นจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการระบายข้าวคงเหลือในสต๊อกรัฐ เนื่องจากขณะนี้ผลผลิตข้าวนาปรังส่วนใหญ่ได้ออกสู่ตลาดจนเกือบหมดแล้ว ประกอบกับราคาข้าวไทยในปีนี้ยังมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากหลายประเทศประสบภัยธรรมชาติ ทำให้รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นนำเข้ามากขึ้นและหลายประเทศเตรียมเปิดประมูลนำเข้า ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของผู้ส่งออกข้าวไทย” นายกีรติ กล่าว

นายกีรติ กล่าวว่า จะมีการเปิดให้ผู้สนใจเข้าดูสภาพข้าวในคลังสินค้า วันที่ 8-15 พฤษภาคม 2561 ยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ วันที่ 16 พฤษภาคม ประกาศรายชื่อผู้เสนอซื้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและยื่นเสนอซองซื้อในวันเดียวกันวันที่ 18 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า จากโครงการเพิ่มศักยภาพผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐยื่นความจำนงฝึกอาชีพในหลักสูตรต่างๆ กว่า 338,000 คน ซึ่ง จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดเชียงราย มีผู้ยื่นความจำนงเป็นอันดับต้นๆ กพร.จึงวางแผนฝึกอาชีพ 2 กิจกรรม ได้แก่ ช่างอเนกประสงค์ (ช่างชุมชน) และฝึกอาชีพเสริม (อาชีพอิสระ) ซึ่งกิจกรรมแรกจะมอบเครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกด้วย

นายสุทธิ กล่าวว่า ได้รับรายงานความคืบหน้าจากทั้งสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) อาทิ สนพ.นนทบุรี สนพ.พระนครศรีอยุธยา สนพ.สุรินทร์ สนพ.นราธิวาส ฯลฯ ร่วมประชุมกับหัวหน้าส่วนแรงงานจังหวัดในการเตรียมความพร้อมที่จะฝึกอาชีพให้กับผู้มีรายได้น้อยทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมทั้งด้านของวิทยากร สถานที่ คู่มือปฏิบัติงาน การจัดกลุ่มหลักสูตร กลุ่มเป้าหมายการฝึก การกำหนดสถานที่ฝึก มีคณะทำงานพัฒนาทักษะอาชีพระดับอำเภอ และทีมเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เสนอแนะแผนที่ชีวิต ลงพื้นที่ประสานหน่วยงานในชุมชนเพื่อพบกลุ่มเป้าหมาย ประกบผู้มีรายได้น้อยทุกราย นัดหมายการเข้ารับการฝึกตามกำหนด ทั้งนี้ ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลระบบตู้งาน ของกรมการจัดหางาน (กกจ.) เน้นมีงานทำ มีรายได้พ้นขีดความยากจน ซึ่งจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณ 2561

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนนโยบายและการบูรณาการด้านการศึกษาของ กทม.ว่า ตามการประกาศวาระการพัฒนา กทม.เมื่อเดือนมกราคม ได้กำหนดนโยบายศึกษาให้เป็นวาระสำคัญในการพัฒนา โดย กทม.จะยกระดับมาตรการการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 โรงเรียน อาทิ เพิ่มทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร เพิ่มโรงเรียนสองภาษา ได้แก่ ไทย-จีน และไทย-อังกฤษ

การจัดโครงการค่ายภาษาอังกฤษเพื่อสร้างโอกาสและแรงบันดาลใจให้นักเรียนสังกัด กทม.ได้เรียนรู้ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษร่วมกับเจ้าของภาษา ได้แก่ สิงคโปร์และออสเตรเลีย ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ โครงการเปิดโควต้าและมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์และพยาบาลของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช (นมร.) รวมถึงโครงการทุนเอราวัณเพื่อแก้ไขการขาดแคลนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของ กทม. เป็นทุนการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา 5 ปี ในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา 7 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ คาดรุ่นแรกจะเริ่มสอนเมื่อเปิดภาคการศึกษานี้ โดย กทม.จะดำเนินโครงการทุนเอราวัณต่อเนื่องเป็นระยะ 5 ปี โดย ทั้งหมดจะยกช่วยระดับการศึกษาของไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนสังกัด กทม.

“เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษาของ กทม.เนื่องจากขอย้ายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบแข่งขันครูผู้ช่วย ซึ่ง กทม.เปิดรับสมัคร รวม 229 อัตรา โดยมีผู้มาสมัครถึง 25,000 คน จึงได้หารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในการพิจารณาขยายอัตราเพิ่มเติมเป็น 1,000 อัตรา เพื่อทดแทนปัญหาขาดแคลนครูและตำแหน่งของข้าราชการครูที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ตาม หลังประกาศผลสอบเพื่อบรรจุเข้ารับราชการจนครบ 229 อัตราแล้ว ลำดับต่อมาจนถึงลำดับที่ 1,000 กทม.จะนำรายชื่อทั้งหมดขึ้นบัญชีไว้ เพื่อทยอยบรรจุแทนอัตราที่ว่างอยู่จนครบ คาดปลายปี 2561 จะสามารถบรรจุครบอัตราตามกำหนด” พล.ต.อ. อัศวิน กล่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวนงนุช เหมืองสิน ผู้อำนวยการหลักสูตรธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม และอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมคณะวิจัย ได้แก่ นางสาวอุฬาริกา ลือสกุล และ นายศักดิ์ชาย หลักสี ได้นำนวัตกรรม “BioGreenoTech” คว้ารางวัล Special Prize จาก SPACE Research Institute of RAS และรางวัลเหรียญเงิน ในการประกวดรางวัลสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก ภายใต้ชื่อ “International Exhibition of Invention of Geneva” ครั้งที่ 46 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกวด และจัดแสดงมากกว่า 1,000 สิ่งประดิษฐ์

นางสาวนงนุช กล่าวว่า นวัตกรรม BioGreenoTech เป็นกระบวนการทรีทเมนต์สมุนไพรเพื่อเพิ่มปริมาณ หรือยับยั้งการสลายตัวของสารออกฤทธิ์สำคัญในสมุนไพร นอกจากนี้ยังเปลี่ยนกลิ่นของสมุนไพรให้มีความละมุนอโรมา ตามชนิดของสมุนไพรชนิดนั้นๆ รวมถึงจะได้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนกระบวนการผลิต ที่สำคัญอย่างยิ่งคือกระบวนการดังกล่าวจะเข้ามายกระดับ และพัฒนากระบวนการผลิตสมุนไพรไทยให้อยู่บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ มาตรฐาน และความเสถียรของผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ

กระบวนการ BioGreenoTech มีจุดเด่นคือ เป็นกระบวนการสีเขียว ไม่ใช้สารเคมี หรือความร้อนสูง และไม่ใช้เครื่องจักรราคาแพง เหมาะสำหรับการนำมาใช้กับสมุนไพรชนิดหัว อาทิ กระเทียม ไพล ขมิ้น กระชายดำ เป็นต้น BioGreenoTech ยังเป็นกระบวนการที่จะเข้ามาปฏิวัติ และพลิกโฉมกระบวนการสกัดสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรทั่วไป

จากนี้คณะผู้วิจัยจะเปิดกว้างให้ผู้ประกอบไทยที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสมุนไพร ได้เข้ามาทำความรู้จักกับกระบวนการ BioGreenoTech เพื่อต่อยอด ยกระดับมาตรฐาน และพัฒนาธุรกิจจากสมุนไพรไทย