รองนายกฯ “วิษณุ” ย้ำชัด ฐานการปฏิรูปประเทศไทยต้องใช้การ

วิจัยเข้าช่วยปัจจุบันประเทศไทยขาดกลไกที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักในมิติต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงขาดการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เท่าทันกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการทบทวนบทเรียนของการพัฒนา และสร้างองค์ความรู้เพื่อปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าและหลุดพ้นจากกับดักดังกล่าวที่กำลังประสบอยู่อย่างจริงจัง

ในเวทีมหกรรมวิชาการเพื่อการปฏิรูป ที่จัดโดยคณะอนุกรรมการบูรณาการและขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้าง (อบป.) ภายใต้คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ (ปยป.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษ “การปฏิรูปเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ว่าการปฏิรูปประเทศต้องยึดหลั 3 P คือ 1.Purpose 2.Process 3.Participation โดย 1.Purpose คือ การตั้งวัตถุประสงค์งให้ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนทำไม เปลี่ยนเพื่อเดินไปสู่เส้นทางอะไร 2.Process การปฏิรูปต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน และ 3.Participation หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม กฎหมาย ไม่มีทางสำเร็จถ้าขาดการรับรู้ความเข้าใจ ความร่วมมือ และการยอมรับ เพราะการปฏิรูปทุกชนิดคือการสวนทางความเคยชิน การปฏิรูปจึงต้องสร้างความรับรู้ความเข้าใจทั้ง 3 ฝ่ายนี้ให้ได้

ทั้งนี้การปฏิรูปมีอุปสรรคมาก สิ่งที่ต้องพยายามทำให้ได้คือทัศนคติของประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะยินยอมพร้อมใจ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเปลี่ยน โดยแท้ที่จริงแล้วในสมัย ร.5 ท่านส่งตรัสถึงการปฏิรูปประเทศโดยเลือกใช้คำว่า “Government Reform” ที่ไม่ใช่หมายถึงการปฏิรูปรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่หมายถึงการปฏิรูปกฎระเบียบและการบริหารราชการ ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้ต้องไปสู่จุดนั้นให้ได้ เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนส่วนอื่นๆทั้งหมด และ “เวทีวันนี้คือส่วนหนึ่งในขั้นตอนของการปฏิรูปที่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมนั่น หรือ Participation นั่นเอง การปฏิรูปไม่ได้เกิดจากความฝัน แต่ต้องมีข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน ส่วนนี้คือส่วนที่เป็น Process ต้องมีการวิจัย สร้างนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา หรือการค้นพบอะไรบางอย่าง การวิจัยจะทำให้ค้นพบวิธีการที่ดีและเหมาะสมเพื่อให้การปฏิรูปบบรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้” โดยใน

วันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะตามรัฐธรรมนูญ และทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ซึ่งมีวาระในการทำงาน 5 ปี ทั้งนี้รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า กรอบเวลาของการปฏิรูป คณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะจะต้องส่งแผนงานให้รัฐบาล เพื่อเห็นชอบเบื้องต้น จากนั้นหากต้องการจะแก้ไขกฎหมายปฏิรูป ต้องนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม อบป. จะมีการประชุมกันอีกครั้ง ในวันที่ 30 กันยายนนี้

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.หรือ SME Development Bank) ร่วมเปิดรับจองเหรียญที่ระลึกในโอกาสการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ระหว่าง 18 – 30 กันยายน 2560 ตั้งแต่เวลา 8.30-15.30 น. ณ ธพว. สำนักงานใหญ่ ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ถนนพหลโยธิน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจ เดินทางมาจองเหรียญที่ระลึกฯ โดยประชาชนต้องเตรียมหลักฐานคือบัตรประชาชนของตนเอง นำมาใช้สิทธิ์ โดยสามารถจองได้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ สำหรับผู้ที่จองเหรียญที่ระลึกฯ ไปก่อนหน้าแล้ว ยังสามารถใช้สิทธิ์จองเหรียญที่ยังจองไม่ได้

โดยต้องไม่ซ้ำเหรียญเดิมกับที่จองไป คือ เหรียญทอง 1 เหรียญ เงิน 1 และ ทองแดง 1 เท่านั้น โดย เหรียญคิวโปรนิกเกิล ยังจองได้ 3 เหรียญเช่นเดิม ซึ่งธนาคารได้เตรียมการรองรับวางระบบสมาร์ทการ์ด เพื่อช่วยบันทึกข้อมูลการจองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถอำนวยความสะดวก ตอบสนองความต้องการแก่ผู้มาใช้สิทธิ์รับจองเหรียญที่ระลึกฯ ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 หรือ จนกว่าเหรียญจะหมด ณ SME Development Bank สำนักงานใหญ่ สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ถนนพหลโยธิน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 1357

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ 1 ในหัวหอกสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เป็น 1 ในกระทรวงที่ต้องทำนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรม จับต้องได้ ซื้อใจมวลชนระดับฐานราก การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้เกษตรกร ด้วยการทะยานสู่เกษตรกร 4.0 ภายใต้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

การทำให้เกษตรกร-ชาวนา ได้เข้าใกล้ความมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน เป็นภารกิจที่ท้าทายรัฐบาลทหาร “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาพิเศษ กับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ปฏิวัติเกษตรกรด้วยแผน “ดิน-น้ำ และ Agri-map”

ผลงานเกิดจากนโยบายที่วางไว้ โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งและด้านเทคโนโลยีใช้ Agri-map จากที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ก็พัฒนาเข้าสู่ระบบโมบายโฟน เชื่อมโยงถึงหน่วยงานอื่น บ่งบอกได้ว่า จุดไหนดินดี-ไม่ดี มีสาธารณูปโภคแหล่งรับซื้อ คลังสินค้า ดังนั้น Agri-map ถือว่าก้าวหน้าไปมาก แต่มีการปรับเพิ่มระบบน้ำเข้าไป ใช้วางแผนในการผลิตได้

มีการเสริมสร้างศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ให้เข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมการทำการเกษตรที่เหมาะสม โดยมี Agri-map เป็นเครื่องมือนำทาง ส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ่ ปรับเปลี่ยนการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้/ผลผลิต โดยเฉพาะพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ มีผลผลิตต่ำ และมีความเสี่ยง
ส่วนเรื่องการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ปีที่แล้วทำได้ 882 แห่ง และปีนี้ขยายจากทุกอำเภอลงสู่ตำบล มีเครือข่ายกว่า 10,500 ศูนย์ทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรมีผู้นำสร้างแรงบันดาลใจ เมื่อสร้างกลไกนี้ได้ก็จะต่อเนื่อง ให้รวมกลุ่มแปลงใหญ่ ปีนี้กำหนดเป้าหมายไม่น้อยกว่า 900 แปลง รวมทั้งสิ้น 1,512 แปลง โดยแต่งตั้งคณะทำงานรับรองแปลง Single Command (ประธาน/เกษตรจังหวัด/เลขานุการ) ต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนทุกราย เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“แปลงใหญ่กับตลาด ถ้าไปกันได้ก็วิน-วินทั้งสองฝ่าย พ่อค้าไม่ต้องตระเวนรับซื้อ คนผลิตก็มีตลาดที่ชัดเจน ใช้กลไกประชารัฐ เช่น เรื่องข้าว ให้ราคาเพิ่มตันละ 500 บาท เป็นเรื่องการเชื่อมโยงตลาดยกระดับสินค้าเกษตร รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เฉพาะข้าว 900 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นเห็นได้ชัด”

Q : นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ภาคเกษตร

ไทยแลนด์ 4.0 เป็นนโยบายรัฐบาล แปลงไหนที่มีความเข้มแข็งมาก จะเอาเทคโนโลยีเข้าไปใส่ และเริ่มมีการจัดทำการเกษตรแบบแม่นยำ คาดหวังว่าจะต้องมีแปลงใหญ่ในลักษณะ 4.0 เป็นแปลงใหญ่นำร่อง เป็นหัวหอกนำทางให้เห็นว่า หากใช้เทคโนโลยีนำทางจะดีอย่างไร ทั้งการใช้โดรน ให้ปุ๋ย ระบบหยอด ต้องทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน และภาครัฐเองต้องมีงบประมาณสนับสนุนทางวิชาการ ในปีการผลิต 2561/2562 ให้ปลัดกระทรวงเป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อนำไปสู่การทำเกษตรสมัยใหม่ โดยอาจเอาสินค้าเกษตรหลักมาชู เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน โคนม ปีนี้ใช้แผนข้าวครบวงจรเป็นตัวนำผลผลิต ปีนี้น้ำท่าดีกว่าทุก ๆ ปี อาจมีผลกระทบบ้าง แต่พยายามเดินหน้าตามแผนควบคุมผลผลิตให้ได้ตามเป้า ทั้งนี้นโยบายต้องการเพิ่ม

ผลผลิตข้าว มีแผนภายใต้การกำกับของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) แม้ปีนี้เจอปัญหาข้าวหอมมะลิเสียหายไป 5-6 แสนไร่ แต่ราคาดีมาก ตันละ 1.4-1.5 หมื่นบาท

Q : แผนบริหารจัดการน้ำพอใจแค่ไหน

เรื่องการบริหารจัดการน้ำ ผมพอใจมากทีเดียว ตั้งแต่ผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ ก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก เพราะไม่ใช่เกี่ยวพันกับการทำเกษตรเท่านั้น แต่ถ้าน้ำท่วม ทำให้ธุรกิจเสียหายไปด้วย จะคอยดูเรื่องนี้ กำกับดูแลด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่ระบายน้ำต้องชี้แจง รับทราบใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้กรมชลประทานใช้เทคนิคอย่างชำนาญ เราให้นโยบาย ดังนั้นระยะนี้เป็นไปตามแผน หลายพื้นที่เราบริหารผ่านวิกฤตภัยแล้ง พื้นที่เสียหายระดับ 1,000 กว่าไร่ ปีที่แล้วเราปรับทำให้ความเสียหายน้อยลงไปอีก ที่เห็นชัดคือ พื้นที่บางระกำ เราปรับเวลาปลูกข้าวเป็นเดือนเมษายน ตอนนี้เก็บเกี่ยวแล้ว สามารถเก็บน้ำเป็นแก้มลิงต่อได้ 500 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ 2.65 แสนไร่ ปีนี้เกษตรกรก็ฝากน้ำไว้ได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการชะลอน้ำเข้าภาคกลาง ชาวบ้านก็จับปลาขายได้

Q : การจัดการน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยา

น้ำที่หลากลงมาด้านล่างจากนครสวรรค์ลงมา มีแผนรองรับ โดยโครงการระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จะขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จะไปประชุมที่สุพรรณบุรี-พระนครศรีอยุธยา วันที่ 18-19 ก.ย.ที่จะถึงนี้ จะเกิดโครงการนี้แน่นอน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ออกสำรวจ เวนคืนที่ดินออกแบบเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน 12 ทุ่งใต้นครสวรรค์ลงมา ประมาณ 25-26 ก.ย.นี้ จะเก็บน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม. หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ น้ำที่อยู่ในทุ่งก็มีแผนระบายไม่ให้เกิดผลกระทบ งาน 2 ปีคือปี 2559-2560 อาจไม่เห็นโครงการขนาดใหญ่ เพราะต้องใช้เวลาสำรวจออกแบบและศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เราจะไปเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำ กักเก็บน้ำ และกระจายน้ำลงสู่ที่เกษตรแทน ดังนั้น เราทำผลงานด้านน้ำ 2 ปี เทียบเท่า 10 ปีของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งเพิ่มที่ชลประทานและปริมาณกักเก็บ

Q : ยุทธศาสตร์น้ำของ ก.เกษตรฯ

แผนบริหารจัดการน้ำระยะยาวของรัฐบาล เราเดินหน้าไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยากเห็นความสำเร็จของแผนนี้ ประเทศไทยมีหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำมากถึง 34 หน่วย ใน 9 กระทรวง มีงบประมาณปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท

ไม่ได้บูรณาการทำงานร่วมกัน ต่างหน่วยต่างทำ ไม่มีแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวม ที่ใกล้เคียงคือ แผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท แต่เน้นเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก และเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาลจัดซื้อจัดจ้างภาคเอกชนทั้งหมด ไม่ได้บูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมทำงาน และมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการจัดซื้อจัดจ้างที่มีข้อสงสัยมาก จนนำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง

เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาได้ยกเลิกแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 57 โดยมีผมเป็นประธาน คณะกรรมการกำหนดนโยบายฯได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำระยะ 12 ปี (2558-2569) ครม.ได้อนุมัติใช้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 58 เป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำในด้านต่าง ๆ ระดับประเทศ กำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์

ในส่วนกระทรวงเกษตรฯเองมีเป้าหมายที่สำคัญในการบริหารจัดการน้ำ คือ ทำประปาหมู่บ้าน 7,490 แห่ง ประปาโรงเรียน 6,132 แห่ง ให้ครบทุกแห่งในปี 2564 เพิ่มน้ำต้นทุน 8,420 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะดำเนินการโดยกรมชลประทาน 4,800 ล้าน ลบ.ม. ขยายพื้นที่ชลประทานอีก 8.70 ล้านไร่ ขุดขยายแม่น้ำสายหลัก ความยาวรวม 870 กม. ทำคันกั้นน้ำในพื้นที่สำคัญ 185 แห่ง การฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม มีเป้าหมาย 4.77 ล้านไร่ การป้องกันการสูญเสียหน้าดินในพื้นที่การเกษตรลาดชันเพื่อการชะลอน้ำในลุ่มน้ำ มีเป้าหมาย 9.48 ล้านไร่

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประกาศสำนักพระราชวัง เรื่องการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้ เนื่องจากสำนักพระราชวังจะดำเนินการจัดเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ นับตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 ซึ่งเป็นวันแรกที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดฯพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง จนถึงวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา รวมเวลา 317 วัน มีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมรวมทั้งสิ้น 10,654,552 คน และมีผู้ถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล รวมเป็นเงิน 790,646,708.76 บาท

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอบคุณเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ภาคเอกชน และจิตอาสาทุกภาคส่วน ที่ร่วมมือร่วมใจทำให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ ซึ่งแสดงถึงความจงรักภักดีที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนของคนไทย
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวยืนยันว่า pezmalo.com การเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในส่วนของรัฐบาลนั้นมีความคืบหน้าไปเป็นลำดับ โดยการจัดสร้างพระเมรุมาศ คาดว่าจะแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทยอยนำงานประติมากรรมและงานประณีตศิลป์เข้าไปติดตั้งแล้ว ส่วนการซักซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ การถ่ายทอดสดและบันทึกภาพภาพเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ การอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พสกนิกรท่วมท้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อย่างล้นหลาม หลังสำนักพระราชวังออกประกาศให้ประชาชนเข้ากราบได้ในวันที่ 30 ก.ย. เป็นวันสุดท้าย ขณะที่ชาวสวนชุมพร เช่ารถมาพร้อมเพื่อน เผยตื้นตันใจ และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เผยนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต ขณะที่น.ศ.ราชภัฏกำแพงเพชร ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 3 มาเฝ้ากราบ ประกาศทำหน้าที่ครูตามรอยพระยุคลบาท

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังอาทิ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี โรงเรียนอนุบาลวัดนางใน บริษัท เค.พี.ที.กลอรี่ จำกัด, บริษัท เอื้ออมรสุข จำกัด กลุ่มจันทรโรจน์วานิช, บริษัท อีเลฟเว่น สตรีท (ประเทศไทย) จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอยเรศวัสดุก่อสร้าง ปวงข้าฯ ขอเทิดไว้เหนือเกล้า นางพุทธชาด รัตนบรรณกิจ และคณะ สภาวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร มูลนิธิศรีแก้วอริยะ ศิษย์เก่า รุ่นที่ 11 โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันมีพสกนิกรเดินทางมากราบสักการะจำนวนมากโดยหาง แถวที่เข้าคิวรอกราบพระบรมศพล้นออกนอกสนามหลวงไปตลอดเส้นถนนราชดำเนินใน ไปยังเส้นถนนสนามไชย หลังเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักพระราชวัง ประกาศเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในวันที่ 30 ก.ย. 2560 เป็นวันสุดท้ายเพื่อจัดเตรียมการพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้เปิดให้เข้ากราบมาตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา

โดยในวันนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. หลังสำนักพระราชวัง ปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 23.20 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 52,378 คน รวม 317 วัน มี 10,654,552 คน และมีประชาชนถวาย เงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,618,704.50 บาท รวม 317 วัน เป็นเงิน ทั้งสิ้น 790,646,708.76 บาท

นางอำนวย ชังสัจจา อายุ 45 ปี อาชีพชาวสวน พสกนิกรจาก อ.สวี จ.ชุมพร เช่ารถตู้เดินทางมาพร้อมญาติพี่น้องและเพื่อนกว่า 10 คน มาถึงสนามหลวงเวลา 07.00 น. ก่อนจะได้เข้ากราบพระบรมศพในเวลา 10.00 น. เปิดเผยด้วยความตื้นตันใจว่า พวกเราทุกคนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 มาตลอดชีวิต เท่าที่จำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานตลอด ส่วนตัวประทับใจที่พระองค์ทรงช่วยเหลือเกษตรกรชาวไทย ซึ่งตนได้น้อมนำมาใช้ในการทำสวนซึ่งปลูกปาล์มน้ำมัน สวนยาง และสับปะรด ทำให้มีกินมีใช้ รวมทั้งการใช้จ่ายอย่างไม่ฟุ่มเฟือย ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย
นางอัจฉราทั้งพร้อมน้ำตาด้วยว่า วันนี้ได้มาเห็นคนมาจำนวนมากรอคิวเพื่อเข้ากราบ ก็รู้สึกตื้นตันใจในความรักที่มีต่อพระองค์ท่าน แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มากราบ แต่ตนก็รู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เป็นความอบอุ่นในหัวใจ ขณะที่ขึ้นกราบสักการะพระองค์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท บอกกับพระองค์ว่าขอให้คุ้มครองคนไทยให้อยู่ดีมีสุข หากมีโอกาสก็อยากมากราบพระองค์อีกสักครั้ง

น.ส.ศศิธร เขียวชัย น.ส.พัสวี ธีรพงษ์ อายุ 22 ปี และน.ส.อรวรรณ แพงแก้ว อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ โปรแกรมภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ที่เดินทางมาถึงตั้งแต่ 03.00 น. และเข้ากราบเวลา 08.00 น. กล่าวว่า ตั้งใจอยากจะมากราบพระบรมศพนานแล้ว แต่ไม่สามารถมาในวันธรรมดาได้ต้องหาโอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ ด้วยการเรียนและการเดินทางลำบากจากต่างจังหวัด แต่ด้วยความตั้งใจอย่างไรก็ต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ตลอดชีวิตของตัวเอง เกิดมาก็ไม่เคยได้เห็นพระพักตร์จริงๆ ของพระองค์ท่าน ได้เห็นแค่จากสารคดีหรือในทีวี แต่ด้วยความรักที่มีต่อพระองค์จึงอยากมาตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพวกเรา ด้วยพวกเราเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานนาม ทรงจัดตั้งให้มีสถานศึกษาแก่เด็กในต่างจังหวัด ได้มีการศึกษา อีกทั้งยังพระราชทานพระราชลัญจกรเป็นตราประจำมหาวิทยาลัย พวกเราก็เป็นเหมือนประชาชนของพระองค์ เป็นข้าของแผ่นดิน

น.ส.ศศิธรกล่าวด้วยว่า ตนได้น้อมนำ คำสอนเรื่องความพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน แม้เป็นนักศึกษาแต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงค่าครองชีพแพง พวกเราจึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ประกอบกับทำงานหารายได้เสริม ทั้งสอนพิเศษ ขายของ พนักงานเสิร์ฟ โดยใช้จ่ายอย่างประหยัด อดออม และทำเพื่อผู้อื่นซึ่งเราเรียนครู จำได้ขึ้นใจที่ท่านทรงมีรับสั่งกับครูชาวดอยว่า “เป็นครูใช่หรือไม่ ขอฝากเด็กๆ ด้วย” พวกเราก็จะทำหน้าที่ความเป็นครูให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ