รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการป้องกันกำจัดเมื่อพบอาการ

ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคหรือถอนต้นเป็นโรคออกมาเผาทำลายนอกแปลงปลูก เปลี่ยนทิศทางการให้น้ำไม่ให้ไหลจากต้นที่พบอาการของโรคไปยังต้นอื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค สำหรับการกำจัดเชื้อที่อาจอยู่ในดินด้วยการขุดดินบริเวณต้นที่เป็นโรคออกมาตากแดดจัด ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาฉีดพ่นทางใบพืชปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรสามารถเรียนรู้การผลิตขยายเชื้อราไตรโคเดอร์มาใช้ได้เองจากศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันการเกิดโรคพืช ก่อนปลูกให้ใช้เชื้อรา

ไตรโคเดอร์มารองก้นหลุมและใช้คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ รวมถึงการปลูกพืชหมุนเวียนซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพืชอย่างหนึ่ง

วศ./ก.วิทย์ หนุนอุตสาหกรรมภาคเหนือ เปิดสัมมนาเสริมแกร่งห้องปฏิบัติการด้วย ISO/IEC 17025 version 2017 พร้อมเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์บริการภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

24 กันยายน 2561 นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงานสัมมนา เรื่อง เสริมแกร่งห้องปฏิบัติการด้วย ISO/IEC 17025 version 2017 พร้อมกับการเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์บริการภาคเหนือของกรมวิทยาศาสตร์บริการ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นางดุษฎี มั่นความดี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กล่าวรายงาน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

นางอุมาพร กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการเปิดศูนย์วิทยาศาสตร์บริการประจำภาคเหนือ ตามนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นศูนย์ฯแห่งที่ 3 ต่อจากจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดระยอง เป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านบริการรับส่งตัวอย่างทดสอบ และให้คำปรึกษาทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานบริการของกรมวิทยาศาสตร์บริการแบบเบ็ดเสร็จให้กับผู้ประกอบการในภาคเหนือ

เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยบูรณาการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และในวันนี้ยังได้จัดสัมมนาส่งเสริมการยกระดับคุณภาพห้องปฏิบัติการทดสอบของภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงให้มีความสามารถตามมาตรฐานสากล ที่จะส่งผลต่อการประกันคุณภาพผลการทดสอบสินค้า ย้ำให้เห็นความสำคัญว่า สินค้าที่มีมาตรฐานต้องได้รับการตรวจสอบคุณภาพจากห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน ช่วยสร้างโอกาสการแข่งขันในตลาดทั้งในและ ต่างประเทศต่อไป

ศูนย์วิทยาศาสตร์บริการประจำภาคเหนือฯ พร้อมให้บริการแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม SMEs และชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน และอุตรดิตถ์ ผู้ประกอบการสามารถติดต่อเพื่อส่งตัวอย่างทดสอบ ขอคำปรึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับงานบริการของกรมวิทยาศาสตร์บริการทุกด้าน สามารถติดต่อผ่านระบบได้ที่เว็บไซต์ onestop.most.go.th หรือสามารถสอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์บริการประจำภาคเหนือ ชั้น 2 อาคาร B อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (เชียงใหม่) 155 หมู่ 2 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50100 โทรศัพท์ (053)114-361 โทรสาร (053) 114-362 E mail

“สร้างคน สร้างงาน และสร้างอาชีพ” จากจุดเริ่มต้นแนวคิดในการทำธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัดมองดอยน่าน 1 ใน 54 ธุรกิจ จาก 50 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน PRIMARY GMP สู่การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนจาก “กล้วยอบกรอบ” ต่อยอดเป็น “กราโนล่าพาวเวอร์บาร์” ที่ให้พลังงานสูงตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ

นางสาวณัฐรดา แก้วชื่นชัย ที่ปรึกษาโครงการ สวทช. ภาคเหนือ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ไอแทป (ITAP: Innovation and Technology Assistance Program) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ประกอบการผลิตอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนสถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน PRIMARY GMP ที่ถือเป็นมาตรฐานการผลิตขั้นต้น

ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศว่าด้วยเรื่องวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายเป็นหลัก โดยไอแทปจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม

ห้างหุ้นส่วนจำกัดมองดอยน่าน เป็นสถานประกอบการที่ได้รับรองมาตรฐาน PRIMARY GMP ที่มีโจทย์ความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างชัดเจน และผู้ประกอบการเป็นคนในชุมชนที่มีแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับไอเดียใหม่ๆ โดยโครงการนี้ไอแทปได้ประสานงานเชิญ นายวิญญู ศักดาทร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับ ห.จ.ก. มองดอยน่าน และเริ่มต้นโครงการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

นายวิญญู ศักดาทร อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญโครงการไอแทป สวทช. กล่าวว่า มองดอยน่านเป็นผู้ผลิต “กล้วยอบกรอบ” ผลิตภัณฑ์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีชื่อในจังงหวัดน่าน ทั้งรูปแบบและภาพลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ที่มีความทันสมัย ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ไม่ยาก ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบและเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเศษกล้วยอบกรอบที่เหลือมาผสมกับธัญพืชเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ “กราโนล่าแบบแท่ง” เป็นขนมขบเคี้ยวที่พกพาสะดวก สามารถนำไปผสมนมรับประทานเป็นอาหารเช้าได้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์จากธัญพืชและให้พลังงานจากกล้วย น้ำผึ้ง และข้าวโอ๊ต เป็นหลัก ซึ่งจะสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนที่รักสุขภาพได้อีกช่องทางหนึ่ง

“กล้วย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ บี6 บี12 และวิตามินซี ช่วยเพิ่มพลังให้กับสมอง เพราะมีสารที่ช่วยทำให้เกิดสมาธิและมีการตื่นตัวตลอดเวลา ส่วนธัญพืชมีประโยชน์ที่อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินบีรวม แร่ธาตุต่างๆ และใยอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ เสริมสร้างระบบประสาทและเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรงสมบูรณ์ จึงเป็นอาหารรับประทานเล่นที่เหมาะกับผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคน รวมถึงกลุ่มที่เน้นอาหารเพื่อสุขภาพเป็นหลักด้วย”

นางพิมพ์วิมล มาอินทร์ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดมองดอยน่าน กล่าวว่า มองดอยน่านเป็นผู้ผลิตกล้วยทอดบรรจุถุงแบบปรุงรสและไม่ปรุงรส มีขั้นตอนการคัดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี รูปลักษณ์สวยงามและสมบูรณ์ เพื่อจัดจำหน่าย จึงทำให้มีเศษกล้วยทอดที่แตกหักในกระบวนการผลิตจำนวนมากที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะนำเศษกล้วยที่ถูกคัดออกนี้มาแปรรูป

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความทันสมัยและมีคุณประโยชน์ผู้บริโภค นอกเหนือจาก กล้วย น้ำผึ้ง และข้าวโอ๊ตที่เป็นส่วนประกอบหลักของกราโนล่าพาวเวอร์บาร์แล้ว ยังได้นำธัญพืชที่หาได้จากท้องถิ่นอีก 5 ชนิด มาเป็นส่วนประกอบสำคัญด้วย อาทิ งาขี้ม้อน งาดำ ฟักทอง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วลิสง คาดว่าจะสามารถผลิตและวางจำหน่ายได้ภายในเดือนตุลาคมนี้

เนื่องจาก มองดอยน่าน เป็นธุรกิจ SMEs ขนาดเล็ก มีกำลังการผลิตสูงสุด 50-100 กิโลกรัม ต่อวัน และเฉลี่ยสูงสุด ประมาณ 1,000 กิโลกรัม ต่อเดือน มีพนักงานที่เป็นคนในพื้นที่และดูแลเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน จนทุกวันนี้ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นจนเป็นที่ยอมรับของชุมชนและได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานประกอบการแม่ข่ายของ อ.ย. ปี 2017 และ ปี 2018 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบของอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน และที่สำคัญธุรกิจยังช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย

“เริ่มต้นแนวคิดที่ต้องการ “สร้างคน สร้างงาน และสร้างอาชีพ” จากเดิมที่ขายกล้วยอบกรอบ ถุงละ 10 บาท ทำให้คนในชุมชนมีงานทำ มีรายได้จากการปลูกและขายกล้วย ผู้สูงอายุในชุมชนก็มีรายได้จากการแกะกล้วย โดยไม่ต้องรอเงินจากลูกหลานที่ส่งมาให้ หรือแรงงานวัยกลางคนที่ไม่อยากทิ้งครอบครัวไปทำงานต่างถิ่นก็มาทำงานกับเรา รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนบริเวณใกล้เคียงก็หารายได้เสริมจากการนำกล้วยไปขาย มีเงินค่าขนม ลดภาระของพ่อแม่ ก็ทำให้มีกำลังใจในการทำงานและต้องการต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆ”

ข้อมูลเพิ่มเติม

Primary GMP หรือ GMP ขั้นต้น คือ มาตรฐานการผลิตขั้นต้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายเป็นหลัก เกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตขั้นต้น สำหรับกลุ่มอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคทันที รวมไปถึงกลุ่มอาหารทั่วไปที่ยังไม่ได้ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ. 2543 ประกอบด้วย 6 ข้อกำหนด คือ

สถานที่ตั้งและการผลิต
เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต
การควบคุมกระบวนการผลิต
การสุขาภิบาล
การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด
บุคลากรและสุขลักษณะ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมเป็นคนรักบัวคนหนึ่ง แต่เนื่องจากบ้านผมมีพื้นที่ไม่มาก จึงปลูกลงในกระถางนับว่าได้ผลดี เมื่อไม่นานมานี้ผมเดินทางไปต่างจังหวัด เห็นบัวชนิดหนึ่งดอกซ้อนสีชมพูสวยงาม และแปลกตา ถามผู้รู้ท่านบอกว่า มีชื่อว่า สัตตบงกช ผมอยากทราบว่าบัวสายพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ของบ้านเราเอง หรือนำมาจากต่างประเทศ และถ้าจะนำมาปลูกในกระถางจะได้ผลดีหรือไม่ประการใด ผมขอเรียนถามเพียงเท่านี้ก่อนครับ

ตอบ คุณประเสริฐ พงษ์สุข

บัว มีบันทึกไว้ว่า มีการปลูกมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย หรือเมื่อประมาณ 700 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน ประเทศไทยเราพบว่ามีบัวที่ปลูกอยู่ทั่วไป มี 6 ชนิด คือ บัวหลวง มีลักษณะเด่นที่ใบชูขึ้นเหนือน้ำ การเจริญเติบโตโดยมีไหล ชอบไปใต้ผิวดินในบ่อน้ำ สระน้ำ หรือหนอง บึง บัวฝรั่ง การเจริญเติบโตคล้ายบัวหลวง แต่มีสายบัวอ่อนนุ่มกว่า การเจริญเติบโตโดยสร้างเหง้า เลื้อยไปตามแนวนอน ขอบใบมีทั้งเรียบ และมีรอยหยัก ข้อน่าสังเกต บัวฝรั่งจะออกดอกไม่เก่งเหมือนบัวหลวง บัวผันบัวเผื่อน การเจริญเติบโตในแนวตั้งจากใต้ดิน

แล้วจึงแตกก้านใบบริเวณเหนือผิวดินใต้น้ำ ส่วนดอกจะชูขึ้นเหนือน้ำ ดอกจะบานตอนเช้าหรือตอนกลางวัน แล้วดอกหุบในตอนเย็น บัวสาย บัวชนิดนี้จะสร้างหัวกลมๆ ขนาดเล็ก สายบัวมีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย มีขนขึ้นประปราย ใบมน ขอบหยัก ดอกบานตอนค่ำแล้วหุบในตอนเช้า สายบัวใช้บริโภคได้ จงกลนี มีเหง้า เจริญเติบโตในแนวตั้ง เมื่อเหง้าแก่เต็มที่จะสร้างหัวขนาดเล็กรอบๆ เหง้าต้นแม่ แล้วพัฒนาเป็นบัวต้นใหม่ที่สมบูรณ์ต่อไป และ บัวกระด้ง หรือ บัววิคตอเรีย บัวชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศบราซิล เป็นบัวที่มีใบขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 80-100 เซนติเมตร ขอบใบตั้งขึ้นรอบใบ ใต้ใบมีหนามแหลมคม ขึ้นอยู่หนาแน่น ทำหน้าที่ป้องกันตนเองจากการเข้ากัดกินของปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ

บัวสัตตบงกช เป็นชนิดบัวหลวง มีดอกสีชมพูขนาดใหญ่ เมื่อบานจะมีกลีบขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นวงรอบจุดศูนย์กลางของดอก 2-3 ชั้น กลีบดอกมีสีเขียวอมชมพู ส่วนโคนกลีบดอกมีสีขาวอมเหลือง มีจำนวน 12-16 กลีบ กลีบดอกชั้นนอกและชั้นในสุดเล็กกว่ากลีบชั้นกลาง เกสรเพศผู้ขอบนอกเป็นหมันแล้วเปลี่ยนสภาพไปเป็นกลีบดอกที่มีขนาดเล็กกว่ากลีบดอกปกติ ทำให้มองเห็นเป็นดอกซ้อนและมีกลีบจำนวนนับร้อย ส่วนบัวที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่มีสีขาวเรียกว่า สัตตบุษย์

ทั้งนี้ บัวสัตตบงกช ไม่เหมาะที่จะนำมาปลูกในกระถาง เพราะมีก้านดอกยาวเพื่อชูดอกให้สูง จึงดูเก้งก้างไม่งามสง่าเหมือนปลูกในบ่อน้ำ หรือสระน้ำ หรือแม้แต่ในบึงใหญ่

คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ เป็นเจ้าของ หรือที่คนชอบตกปลารู้จักสถานที่แห่งนี้ดี ในชื่อ บ่อตกปลานิลพัฒน์

คุณเม่งฉ่อง ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มและมีอารมณ์ขัน เล่าให้ฟังว่า การประกอบสัมมาอาชีพในชีวิตของเขานั้น เรียกง่ายๆ ว่ามากมายหลากหลายอาชีพ อะไรที่คิดว่าทำแล้วเป็นการสร้างรายได้ทำหมดทุกอย่าง เพราะชีวิตคือ การต่อสู้ “ชีวิตผมนี่ ถ้าพูดกันแบบยาวๆ จนมาขณะนี้ ทำมาหลายอย่าง ทำสวนผักบ้าง สวนผลไม้บ้าง คราวนี้พอดินที่ปลูกไม่ดีก็ไปเป็นพนักงานขับรถ พอขับรถมาได้ระยะก็มาแต่งงาน ซึ่งตอนนั้นแม่ยายเขาทำบ่อปลาอยู่ ก็เลยลองขอลูกปลาเขามาทดลองเลี้ยง พอเลี้ยงไปได้ขนาดก็ไปจำหน่าย มันก็ได้เงินดีเหมือนกัน ทำไปทำมาก็หาเช่าที่เพื่อทำการเลี้ยงอย่างเต็มตัว” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา

ในช่วง ปี 2526 คุณเม่งฉ่อง เล่าว่า เลี้ยงพวก ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาสวาย ในเนื้อที่ประมาณ 30-50 ไร่ ต่อมาขยับขยายพื้นที่มาเรื่อยๆ มีทั้งที่ดินตนเอง และเช่าที่บุคคลอื่น เลี้ยงปลามาจนถึงปัจจุบันนี้ ประมาณ 500 ไร่ โดยปลาที่เลี้ยงหลักๆ จะเน้นที่ ปลาสวาย

“ลูกพันธุ์ปลาสวายที่เราใช้เลี้ยง ซื้อมาจากนครสวรรค์ ซึ่งช่วงนั้นยังมีให้เลือกไม่มากนัก พอเรารู้จักคนมากขึ้น เราก็มีตัวเลือก ไม่ได้รับเจ้าไหนเป็นเจ้าประจำ เพราะว่าต้องประหยัดเรื่องเงินทุน เจ้าไหนที่เขาจำหน่ายให้เราได้ราคาถูก เราก็จะซื้อเจ้านั้นหมุนเวียนกันไป ก็ไม่ต้องไปผูกขาดกับใครมากนัก” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงอุปสรรคของการหาซื้อลูกพันธุ์ปลาสวายในช่วงแรก

จากประสบการณ์ที่มากกว่า 30 ปี ทำให้เวลานี้ปลาสวายของคุณเม่งฉ่องเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง จนมีบริษัทส่งออกมารับถึงที่ เพื่อส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

คุณเม่งฉ่อง บอกว่า ขนาดบ่อที่เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งถ้าใครมีพื้นที่บ่อขนาดเล็ก ประมาณ 1 ไร่ ให้ใส่ปลาสวายไซซ์ใหญ่ อายุ 3-4 เดือน เลี้ยงประมาณ 3,000 ตัว แต่ถ้าเป็นลูกปลาที่มีขนาดเล็ก ประมาณก้านไม้ขีดไฟ สามารถใส่ลงไปอนุบาลได้ ประมาณ 100,000 ตัว

“เราสามารถเลี้ยงเพื่อจำหน่ายได้หลายขนาด อย่างเราเอาไซซ์เล็กมาอนุบาลในบ่อ ขนาด 1 ไร่ พอเลี้ยงได้ขนาดไซซ์เท่าไม้บรรทัด อายุ 3-4 เดือน เราก็จับจำหน่ายได้เลย เพื่อให้มีรายได้บ้าง แล้วก็เหลือไว้ในบ่อสัก 3,000 ตัว พอโตขนาดใหญ่ก็จับจำหน่ายได้อีก อันนี้เป็นวิธีสำหรับคนมีเนื้อที่เล็กๆ นะ เมื่อก่อนผมก็เริ่มแบบนี้ก่อน” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

เนื่องจากการเลี้ยงปลาสวายของคุณเม่งฉ่องเลี้ยงในปริมาณมาก รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงจึงมีขนาดใหญ่มากกว่า 30 ไร่ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในเรื่องรูปทรง แต่ขอให้มีความลึกที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 5-6 เมตร บางช่วงของบ่อมีความลึกถึง 20 เมตร เพื่อให้ปลาสวายไม่สัมผัสกับผิวน้ำที่มีความร้อนมากเกินไป เพราะจะทำให้ปลาเครียด

เมื่อปลาได้ขนาดที่สามารถจำหน่ายได้ ก็จะใช้อวนลากจับโดยไม่วิดน้ำออกจากบ่อ และยังแบ่งพื้นที่อีกส่วนของบ่อกั้นด้วยตาข่ายสำหรับอนุบาลลูกปลา เมื่อปลาสวายไซซ์ใหญ่จำหน่ายหมด ก็จะปล่อยลูกปลาที่อนุบาลไว้ออกมาภายนอกเลี้ยงต่อไป

“บ่อที่ผมเลี้ยงแบบใหญ่ๆ นี่ ไม่ได้วิดน้ำให้แห้งแล้วมาจับปลานะ เพราะถ้าเกิดดินมันทรุด บ้านเขาทรุดเราจ่ายไม่ไหว เราก็ใช้อวนลากเอา พอปลาขนาดใหญ่จำหน่ายไปหมด เราก็เอาชุดเล็กที่อนุบาลแยกไว้มาเลี้ยง มันก็จะเป็นปลาที่เลี้ยงในรุ่นต่อไป” คุณเม่งฉ่อง อธิบาย
อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลาสวายที่ฟาร์มแห่งนี้ ถ้าเป็นลูกปลาสวายที่อนุบาลไว้ จะให้กินอาหารเม็ด ที่มีโปรตีน 35-40 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเช้าและเย็น เมื่ออายุครบประมาณ 3-4 เดือน จะเปลี่ยนเป็นเศษอาหารที่ลดต้นทุน หาได้จากท้องถิ่น

“อาหารสำหรับปลาสวายที่ใหญ่มาหน่อย อายุเกิน 3 เดือน ก็จะเป็นพวกเศษอาหารพวกน้ำก๋วยเตี๋ยว บางทีก็เศษกระดูกเป็ด กระดูกไก่ เศษอาหารที่ได้จากห้างสรรพสินค้า อย่างเช้ามืดผมก็ไปเอาเศษผักตามตลาดสดมา เราก็ไปติดต่อขอมา เดี๋ยวนี้พอคนอื่นเลี้ยงเอาแบบนี้ให้ปลากิน ปลาโตดีก็เริ่มมีแย่งไปขอซื้อ จากของที่ดูไม่น่าจะมีราคาก็ลืมแย่งกันซื้อมา ส่วนวันหนึ่งให้กินเท่าไหร่ก็ไม่ได้กะเกณฑ์ เพราะปลามันไม่ได้ร้อง มีเท่าไหร่ก็ให้กินเท่านั้น ตามที่เราหาได้”

“ส่วนเรื่องตาย ก็ต้องมีบ้าง เพราะว่าเราเลี้ยงในปริมาณที่เยอะ มันเป็นธรรมดาที่ต้องมีตาย บางทีมันก็มีเงี่ยงทิ่มแทงกันเอง ของแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเรื่องโรคก็ไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ บางทีเราก็ไม่รู้หรอก เพราะว่ามันอยู่ในน้ำเรามองไม่เห็น แต่ถ้าจัดการให้ดีเรื่องโรคก็ไม่เป็นปัญหา ปลาสวายนี่ก็อดทนพอควร” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

คุณเม่งฉ่อง บอกว่า ปลาที่พร้อมจำหน่ายต้องเลี้ยงอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป จะมีน้ำหนักต่อตัวมากกว่า 3 กิโลกรัม โดยการเลี้ยงหลายๆ บ่อ เพื่อให้มีส่งจำหน่ายตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดช่วง

“ตลาดที่รับซื้อนี่ ทุกขนาดไซซ์รับซื้อหมด ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เพราะเขาก็ตีราคาตามของ แต่สำหรับเราคนเลี้ยง เราก็ต้องชอบให้ได้น้ำหนักเยอะๆ เพราะปลาที่เราเลี้ยงตัวใหญ่ ราคามันต้องแพงกว่าตัวเล็กแน่นอน” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ปลาสวายที่ฟาร์มของคุณเม่งฉ่องจำหน่ายอยู่ที่ ราคากิโลกรัมละ 28-32 บาท ซึ่งมีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม“เรื่องตลาด ตั้งแต่เลี้ยงมาก็ไม่มีปัญหา บางคนคิดว่าเกิดเลี้ยงมากๆ แล้ว จะไปส่งจำหน่ายที่ไหน ก็จะบอกว่าของแบบนี้ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย เดี๋ยวพอคนเห็นเขาก็มาซื้อที่เราเอง อย่างตอนนี้ดูนิยมกันมาก ก็เอาไปแปรรูปเอาหนังออก กระดูกออก เอาเนื้อขาวๆ ทำให้ดีแล้วส่งออกต่างประเทศ คนรู้จักมากขึ้น ก็มีความนิยมกันมากขึ้น” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงเรื่องการตลาด

นอกจากเลี้ยงเพื่อส่งจำหน่ายแล้ว คุณเม่งฉ่อง ยังแบ่งพื้นที่ของฟาร์มให้เป็นบ่อสำหรับให้ผู้ที่ชื่นชอบการตกปลา ได้มีกิจกรรมผ่อนคลายในช่วงวันหยุดอีกด้วย

“ผมก็ทำเป็นบ่อตกปลา ให้คนที่เขาชอบทางนี้ ก็คิดท่านละ 100 บาท พอเข้ามาก็เก็บเงินเลย มันก็เหมือนเป็นที่พักผ่อนสำหรับคนที่ชื่นชอบ บางคนนี่เก่งมากตกได้เยอะ ได้เขาก็เอาไปหมด มันก็เป็นความภูมิใจของเขาที่ได้มาตกปลา แล้วก็ได้เอาปลาที่ตกได้ไปอวดภรรยา เป็นอีกวิธีด้วยที่ให้เรามีรายได้ขึ้น” คุณเม่งฉ่อง กล่าวถึงวิธีคิดเพื่อเพิ่มรายได้

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลาสวาย เพื่อสร้างรายได้เป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมก็ตาม คุณเม่งฉ่อง แนะนำว่า“อย่างคนมือใหม่ อย่างแรกเลยที่จะบอกแนะนำคือ บ่อที่เลี้ยงอย่าให้ตื้นกว่า 1.50 เมตร ให้ลึกลงไปกว่านี้ได้ยิ่งดี เพราะว่าถ้าตื้นกว่านั้นความร้อนมันจะลงไป ทำให้ปลาสวายเครียด มันไม่ตายแต่มันไม่โต เพราะสภาพแวดล้อมมันไม่เหมาะสม ยิ่งบ่อมีขนาดใหญ่ๆ

ได้ยิ่งดี 5 ไร่ 10 ไร่ 30 ไร่ น้ำที่ใช้เลี้ยงก็ขอให้เป็นน้ำที่สะอาด อย่าให้มีปลาช่อน เพราะเวลาที่เราอนุบาลปลาเล็ก มันจะกินลูกปลาเราหมด ส่วนช่วงที่เอาลูกปลามาปล่อย ถ้าพื้นที่ไม่มากก็ปล่อยเลี้ยงแต่พอดี ไม่ต้องหนาแน่นมากเกินไป อาจจะเลี้ยงผสมกับปลานิลด้วยก็ได้ ผสมกันไปเลย มันก็จะแข่งกันโต พอปลานิลโตได้ดีได้ขนาดเราก็จับปลานิลจำหน่ายก่อน เราก็จะมีเงินไว้ใช้จ่ายบ้างประมาณนี้ ส่วนเรื่องการตลาดไม่ต้องไปกังวล เดี๋ยวคนซื้อมาหาเอง ส่วนการเลี้ยงก็อยากให้มีใจรักสักหน่อย เพราะเราก็จะอดทนรอ มีกำลังใจ พอจำหน่ายได้นั้นแหละคือความสำเร็จของเรา” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ลองกอง เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี แต่ทุกครั้งที่ซื้อมารับประทาน มักเกิดความรำคาญใจก่อนจะพบกับความอร่อย เพราะผลลองกองเต็มไปด้วยราสีเขียวๆ ผสมผสานกับมดดำ ผมจึงอยากจะขอคำแนะนำจากคุณหมอเกษตรผ่านไปยังชาวสวน ว่าจะมีวิธีทำอย่างไรเพื่อพัฒนาคุณภาพของลองกองให้น่ารับประทานมากกว่าที่ผ่านมา หากแก้ปัญหาได้ผมเองก็จะได้รับประทานลองกองที่สวยงาม สะอาดตา ขอขอบคุณมาในโอกาสนี้ครับ

ลองกอง เจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ดีในบริเวณที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 2,000-3,000 มิลลิเมตร และพื้นที่ปลูกสูงไม่เกิน 600 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ต้องการอุณหภูมิที่ 20-30 องศาเซลเซียส ลองกองจึงได้ผลดีในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย การขยายพันธุ์ทำได้ทั้งเมล็ด การเสียบยอด ติดตา และทาบกิ่ง แต่การปลูกจากเมล็ดมีข้อด้อยคือ ให้ผลผลิตเมื่ออายุ 4-5 ปี ส่วนต้นพันธุ์ที่ได้จากวิธีอื่นๆ จะให้ผลผลิตได้ภายใน 2-3 ปีเท่านั้น

อีกทั้งได้ต้นลองกองเหมือนกับต้นแม่ทุกประการ การทำสวนลองกองทำได้ทั้งปลูกแซมกับพืชอื่น หรือปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยว แต่เกษตรกรนิยมปลูกแซมด้วยมังคุด หรือเงาะมากกว่า ระยะปลูกที่ใช้กัน มี 4×6 เมตร และ 6×8 เมตร วิธีปลูกใช้วิธีเดียวกับการปลูกไม้ผลอื่นๆ บำรุงต้นให้สมบูรณ์ จนถึงระยะออกดอก ควรตัดแต่งกิ่งแขนงในทรงพุ่ม และกิ่งไม่สมบูรณ์ทิ้งไป กระตุ้นให้ออกดอกด้วยวิธีงดน้ำเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ จนใบสลด แล้วใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น และรดน้ำตามทันที จากนั้นอีก 2-3 สัปดาห์

จะแทงช่อดอกให้เห็น ควรตัดแต่งช่อผลหลังแทงช่อ 2-3 และ 7-8 สัปดาห์ ให้ช่อดอกแต่ละช่อห่างกัน 20-30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น หว่านใต้ทรงพุ่มให้ทั่ว และรดน้ำตาม ระยะนี้อย่าให้ขาดน้ำ โดยธรรมชาติผลลองกองในช่อจะอัดกันแน่น เนื่องจากขั้วผลสั้นมาก ทำให้เป็นแหล่งอาศัยของเชื้อราที่มีสีเขียว และมดดำที่เดินกันขวักไขว่ ดังนั้น จึงต้องช่วยยืดขั้วผลด้วย การฉีดพ่นด้วย GA3 หรือ จิบเบอเรลลิน แอซิด อัตรา 100 มิลลิกรัม ละลายในน้ำสะอาด 1 ลิตร แต่ถ้าต้องการให้ได้ผลมากขึ้น ให้ใส่สารละลายในถ้วยปากกว้าง จ่อไว้ใต้ช่อผลแล้วบรรจงยกขึ้นให้ช่อผลแช่ในสารละลาย ชั่วอึดใจทำเช่นเดียวกันทุกช่อ ซึ่งเทคนิคดังกล่าว กรมวิชาการเกษตร ควรจะวิจัยให้เข้มข้นมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา ขอฝากข้อคิดนี้ไว้ด้วยครับ

ส่วน ราเขียว นั้น แนะนำให้ใช้หัวข่าแก่ กับตะไคร้หอม อัตรา 1 กิโลกรัม เท่ากัน โขลกหรือตำให้แหลก แช่ในน้ำสะอาด 200 ลิตร ไว้ 1 คืน ฉีดพ่นที่ช่อผล เดือนละ 2-3 ครั้ง จนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ สารสำคัญของพืชทั้งสองชนิดมีส่วนประกอบของน้ำมัน สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อราเขียวได้ดีและปลอดภัยกับผู้ใช้และผู้บริโภค สำหรับการควบคุม มดดำ ทั้งนี้ มดดำจะอาศัยอยู่ในโพรงใต้ดิน แนะนำให้ใช้ผ้าขี้ริ้วชุบน้ำมันขี้โล้ หรือน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วพันรอบต้นทุกต้น ในระดับเหนือพื้นดินขึ้นมา ประมาณ 1 เมตร หมั่นดูแลให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ผลผลิตลองกองที่ได้คุณภาพตามความต้องการ