รองเลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า ภาพรวมสถาบันเกษตรกร

ทั้ง 24 แห่ง เห็นว่าระบบโซ่ความเย็นมีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากช่วยลดการสูญเสีย ชะลอการสุกของผลผลิต และรักษาคุณภาพผลผลิต เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ช่วยเพิ่มยอดขาย โดยหากเป็นห้องเย็นที่สามารถทำความเย็นได้มากถึง -70 จะสามารถเก็บรักษาผลผลิตได้นานถึง 3 ปี ซึ่งช่วยชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงกระจุกตัวได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถาบันเกษตรกร ยังมองว่าระบบโซ่ความเย็น ต้องใช้เงินลงทุนสูง และ ยังขาดทักษะความรู้ในการใช้ระบบโซ่ความเย็น ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ

ควรให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ เช่น สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อใช้ในการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะความรู้ในเรื่องการใช้โซ่ความเย็น ตลอดจนการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการพัฒนาระบบโซ่ความเย็นในสินค้าเกษตร เป็นต้น ในขณะที่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญในการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานควบคู่ไปกับสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็ง มีการร่วมมือและวางแผนการใช้งานห้องเย็นและรถห้องเย็นระหว่างสถาบันเกษตรด้วยกัน หรือระหว่างสถาบันเกษตรกรและเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน

ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลด้านโซ่ความเย็นในสินค้าเกษตรและผลการศึกษาข้างต้น สามารถสอบถามได้ที่ ส่วนนโยบายและแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร โทร. (02) 579-3757 โดยรายละเอียดผลการศึกษาในครั้งนี้ สศก. จะนำเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนงาน/โครงการ รวมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน) เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เชิญชวนยอดฝีมือและผู้สนใจทั่วประเทศเข้าร่วมประกวดแข่งขันชิงเงินรางวัลกว่า 1 แสนบาท จัด 6 กิจกรรม ทำสวนผักคนเมือง กล้วยไม้…ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แข่งขันทำอาหารเพื่อสุขภาพ จัดแจกันกล้วยไม้ จัดช่อบูเก้กล้วยไม้ และส้มตำลีลา รับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พร้อมจัดโชว์ในงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน 2562 ณ ชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

จากความสำเร็จของผลงานส่งเสริมการเกษตร ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการผ่านการจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ณ สวนลุมพินี เพียง 4 วัน เท่านั้นในปีที่แล้ว สามารถสร้างมูลค่าจากยอดจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์การเกษตร รวมทั้งต่อยอดธุรกิจให้กับพี่น้องเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ Young Smart Farmer และวิสาหกิจชุมชนได้ถึง 17,346,286 บาท มาถึงในปี 2562 นี้ นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ต้องการขยายผลให้ประชาชนในสังคมเมืองได้เห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกร เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรโดยตรงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ จึงได้กำหนดจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง”

ถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปีเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร และเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ผลผลิตและสินค้าเกษตรคุณภาพให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านงานส่งเสริมการเกษตรมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

ภายในงานนอกจากจะมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานส่งเสริมการเกษตร การยกทัพสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมจากทั่วประเทศมาจำหน่ายในเมืองกรุง การฝึกอบรมอาชีพฟรี!!! พร้อมเปิดคลินิกให้บริการความรู้ ชมพืชแปลกหายาก และเพลิดเพลินกับถนนสายอาหาร (Food Street) ของดี 4 ภาค การเดินแบบผ้าไทย ชมความสวยงามของกล้วยไม้ ตลอดจนกิจกรรมสาธิตบนเวทีที่ให้ทั้งสาระความรู้และความบันเทิงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมประกวดและแข่งขันชิงเงินรางวัลพร้อมโล่และประกาศนียบัตร เป็นการสร้างสีสันในงานดังกล่าวด้วย

โดยการประกวดและแข่งขัน มี 6 รายการ ประกอบด้วย 1. ประกวดสวนผักคนเมือง ทีมละไม่เกิน 3 ราย รับสมัครจำนวน 10 ทีม ซึ่งทีมผู้เข้าประกวดจะได้รับเงินสนับสนุนวัสดุพื้นฐานในการจัดสวนทีมละ 5,000 บาท เข้าประกวดในวันที่ 18 กันยายน 2562 ผู้ชนะการประกวด รางวัลที่ 1 จะได้รับเงินสด 10,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร รางวัลที่ 2 เงินสด 8,000 บาท และรางวัลที่ 3 เงินสด 6,000 บาท 2. ประกวดการใช้ประโยชน์กล้วยไม้ในชีวิตประจำวัน หัวข้อ “กล้วยไม้…ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน” รับสมัครรายบุคคลไม่จำกัดเพศและอายุ จำนวน 10 ราย ผู้เข้าประกวดจะได้รับเงินสนับสนุนค่าวัสดุในการจัด รายละ 1,000 บาท โดยเงื่อนไขต้องมีดอกกล้วยไม้สดไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 ของภาพรวมทั้งหมด

จัดประกวดในวันที่ 21 กันยายน 2562 ผู้ชนะการประกวด รางวัลที่ 1 จะได้รับเงินสด 8,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร รางวัลที่ 2 เงินสด 6,000 บาท และรางวัลที่ 3 เงินสด 4,000 บาท 3. การแข่งขันอาหารเพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “อาหารควบคุมน้ำหนัก” รับสมัครผู้เข้าแข่งขันทีมละ 2 ราย จำนวน 10 ทีม เข้าแข่งขันในวันที่ 20 กันยายน 2562 ผู้ชนะการแข่งขัน รางวัลที่ 1 จะได้รับเงินสด 5,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร รางวัลที่ 2 เงินสด 4,000 บาท และรางวัลที่ 3 เงินสด 3,000 บาท 4. แข่งขันส้มตำลีลา

รับสมัครทีมละ 2 ราย จำนวน 10 ทีม พร้อมเงินสนับสนุนการแข่งขัน ทีมละ 5,000 บาท จัดแข่งขันในวันที่ 20 กันยายน 2562 เงินรางวัลเช่นเดียวกับการแข่งขันอาหารเพื่อสุขภาพ 5. แข่งขันจัดแจกันดอกกล้วยไม้ รับสมัครรายบุคคลไม่จำกัดเพศและอายุ จำนวน 10 ราย เงื่อนไขต้องใช้กล้วยไม้คละสีตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร จัดเตรียมไว้ให้สร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น เช่น หวาย อะแรนดา (ม็อคคาร่า) แวนดา เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องมีดอกกล้วยไม้สดไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 ของภาพรวมทั้งหมด

แข่งขันในวันที่ 21 กันยายน 2562 ผู้ชนะการแข่งขันรางวัลที่ 1 ได้รับเงินสด 5,000 บาท พร้อมโล่และประกาศนียบัตร รางวัลที่ 2 เงินสด 4,000 บาท และรางวัลที่ 3 เงินสด 3,000 บาท และ 6. แข่งขันจัดช่อบูเก้กล้วยไม้ รับสมัครรายบุคคลไม่จำกัดเพศและอายุ จำนวน 10 ราย โดยผู้เข้าแข่งขันต้องจัดช่อบูเก้กล้วยไม้แบบช่อ Hand tied ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ได้ทั้งแบบโครงสร้างห่อหรือไม่ห่อ จัดแข่งขันในวันที่ 21 กันยายน 2562 ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลเช่นเดียวกับการแข่งขันจัดแจกันดอกกล้วยไม้ โดยทุกกิจกรรมจัดประกวดและแข่งขัน ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ทั้งนี้ รับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะได้ผู้เข้าประกวดและแข่งขันครบจำนวน จึง ขอเชิญผู้สนใจดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร www.doae.go.th หรือ ขอใบสมัครด้วยตนเองที่กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขต จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์หมายเลข (02) 579-1501 หรือ (02) 579-3826 มางานเดียวรับรองคุ้ม…ได้ทั้งพบปะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการทำเกษตร ได้เลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรตัวจริง ได้ฝึกอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ พร้อมชิมอาหารอร่อยจาก 4 ภาค และเรียนรู้กิจกรรมทางการเกษตรสำหรับคนเมือง

อย่าพลาด!!! ผู้สนใจเข้าชมงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ได้ตั้งแต่วันที่ 19-22 กันยายน 2562 เวลา 10.00-21.00 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี #มหกรรมเกษตรแห่งปี #งานดีที่ต้องมา

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง วว. ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับคณะของ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในโอกาสลงพื้นที่มอบนโยบายพลังเครือข่ายอุดมศึกษาสู่การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (Northern Economic Corridor : NEC) หรือ ล้านนา 4.0 ผ่านการดำเนินงานผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ พร้อมกับสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น และพบเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภาคเหนือ เยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาควอนตัม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมผลผลิตจากงานวิจัยและนวัตกรรมสร้างสรรค์สู่ภูมิภาคจาก Startup พันธุ์ใหม่ พร้อมนี้คณะของ วว. ยังได้เยี่ยมชม Food Innovation and Packaging Center คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วย (เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่)

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีระบบการป้องกันโรค ASF อย่างมีประสิทธิภาพจากความเข้มแข็งของกรมปศุสัตว์และทุกภาคส่วนใน แวดวงผู้เลี้ยงสุกรที่ร่วมมือกันอย่างเข้มงวดจริงจัง กระทั่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

“ความเข้มงวดเข้มแข็งยังคงต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมในแง่ของค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรหากพบ ASF โดยได้รับความร่วมมือสนับสนุนเงินจากทุกฟาร์ม และทุกบริษัท อาทิ ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ด ช่วยสร้างความมั่นใจและอุ่นใจแก่ผู้เลี้ยงทุกคน” นายสุรชัย กล่าวและว่า เงินลงขันดังกล่าวจะเข้าบัญชี “กองทุนต่อต้าน ASF” เพื่อจูงใจให้เกษตรกรรีบแจ้งหากมีการพบโรคเพื่อภาครัฐจะขีดวงจำกัดความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของผู้เลี้ยงสุกรทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม้จะประเทศไทยจะมีความกังวลเกี่ยวกับ ASF แต่ยังมีข่าวดีของวงการสุกรไทย เมื่อ ASF ส่งผลให้หลายประเทศต้องทำลายสุกรไปแล้วหลายล้านตัว สิ่งที่ตามมาคือปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงตลาดฮ่องกงด้วย เนื่องจาก 90% ของเนื้อสุกรที่บริโภคกันในฮ่องกงนั้นนำเข้าจากประเทศจีน

“ขณะนี้ตลาดส่งออกเนื้อสุกรของไทยกำลังสดใสมากเพราะสุกรของไทยเป็นที่ต้องการของทุกตลาดที่ขาดแคลน รวมถึงฮ่องกงด้วย เห็นได้จากยอดคำสั่งซื้อจากฮ่องกงในเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 40% ในระดับราคาที่สูงขึ้นมาก” นายสุรชัย กล่าว

สำหรับบริษัทผู้ผลิตเนื้อสุกรในประเทศไทยที่ผ่านการตรวจสอบจากฮ่องกงให้สามารถส่งออกเนื้อสุกรไปจำหน่ายยังฮ่องกงได้นั้น ประกอบด้วย ซีพีเอฟ เบทาโกร และผู้ประกอบการที่ได้รับมาตรฐานส่งออกอีก 2-3 ราย ซึ่งโดยปกติฮ่องกงจะนำเข้าเนื้อสุกรจากไทยในรูปแบบสินค้าพรี เมี่ยมภายใต้แพ็คแบรนด์ของแต่ละบริษัท และจากสถานการณ์ขาดแคลนเนื้อสุกร ทำให้ปัจจุบันฮ่องกงมีคำสั่งซื้อเนื้อสุกรไทยเพิ่มขึ้นในรูปแบบ “สุกรซีกแช่เย็น” โดยมีระดับราคาที่ดีมากเป็นประวัติการณ์

สำหรับตัวเลขส่งออกเนื้อสุกรไปฮ่องกงในปี 2018 อยู่ที่ 1,408 ตัน ขณะที่ยอดส่งออกในครึ่งปีแรกของปี 2019 อยู่ที่ 895 ตัน และเมื่อความต้องการสุกรซีกยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการคาดการณ์ตัวเลขยอดส่งออกเนื้อสุกรไปฮ่องกงตลอดปี 2019 ได้สูงถึง 2,500 ตัน หรือเกือบเท่าตัวทีเดียว

“ตลาดฮ่องกงจะสดใสอย่างต่อเนื่องแบบนี้ไปอีก 1-2 ปี จนกว่าประเทศจีนจะแก้ไขปัญหา ASF ได้สำเร็จ และเมื่อถึงวันนั้น หากเนื้อสุกรของไทยเราเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกงไปแล้ว เชื่อว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดฮ่องกงไว้ได้ในระยะยาว” นายสุรชัย กล่าวทิ้งท้าย

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดย นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ (กลาง) เปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษ CHANGSUEK EDITION ชูเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งในทุกแมตช์ฤดูกาลทำเกษตรของประเทศไทย มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยว ตกแต่งลวดลายอย่างมีเอกลักษณ์ ภายใต้ธีม “ทีมช้างศึก” เจาะกลุ่ม Smart Farmer พิเศษสุด! กับโปรโมชั่น Premium Set ณ ร้านผู้แทนจำหน่ายคูโบต้าทั่วประเทศ พบกับสินค้าสุดพิเศษหนึ่งเดียวเฉพาะของสยามคูโบต้า ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงเดือนธันวาคม 2562

ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ลองมองหาวิชาสร้างอาชีพกันบ้างดีกว่า มติชนอคาเดมี มีหลักสูตรอาหาร งานฝีมือ งานช่าง มาให้เลือกเรียนในเดือน ก.ย. 62 เกือบ 40 วิชา

ใครกำลังมองหา หลักสูตรสอนทำอาหาร เมนูแสนอร่อย แนะนำ หลักสูตรเมนูติ่มซำจักรพรรดิ คอร์สระยะสั้นเรียนวันเดียวทำเป็น สอนโดย เชฟผู้ชำนาญ เชฟเอก ชาติตระกูล คอร์สนี้ เรียนกันถึง 9 เมนู แสนอร่อย ทั้ง ขนมจีบกุ้ง ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง ซี่โครงหมูนึ่งเต้าซี่ ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว ปลากะพงนึ่งบ๊วย ลูกชิ้นกุ้งผักโสภณ เผือกทอด หมูกุ้งห่อสาหร่อย ฮะเก๋า

สอนตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ สาธิตวิธีการทำ การนึ่ง การเลือกใช้วัตถุดิบ การเปิดร้าน เลือกทำเล การบริหารภายในร้าน การจัดร้าน การคำนวณรายได้และรายจ่าย ต้นทุนกำไร เรียนจบไปทำขายได้เลย ที่สำคัญผู้เรียนทุกคนได้ลงมือทำเองด้วย เรียนวันเสาร์ที่ 14 กันยายน 2562 ราคา 3,210 บาท

อีกคอร์สที่อยากให้มาเรียนกันเยอะๆ สูตรขนมหวานดีเด็ดโดน ในหลักสูตรรวยด้วยขนมหวานยอดฮิต สอนทำ 4 เมนูขนมหวานยอดนิยมหอมกะทิอบควันเทียน มีรวมมิตร ลอดช่องสิงคโปร์เส้นสด ซ่าหริ่ม ทับทิมกรอบ สอนโดยกูรูขนมไทยเจ้าดังนนทบุรี ป้าเยาว์ หรือ อ.พะเยาว์ กฤษแก้ว เจ้าของฉายาขนมหวาน 100 หม้อ

บอกเลยว่า ทำขนมให้อร่อยไม่ยาก แต่จะทำให้อร่อยกว่าเจ้าอื่นต้องเพิ่มหรือลดอะไรบ้าง ป้าเยาว์มีคำตอบทั้งหมด ใครอยากได้สูตรไปต่อยอดทำเป็นอาชีพ หรือทำกินกันในครอบครัว คอร์สนี้ตอบโจทย์เลย เรียนวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562 ราคา 2,140 บาท

มาถึงอาชีพทำเงินของสายงานช่าง รวมถึงนักสะสมนาฬิการาคาแพง กับหลักสูตรซ่อมนาฬิกาไขลาน สอนโดย อ.ศรนรินทร์ หนุศร ต้องยอมรับว่านาฬิกาคลาสสิคที่ใช้กลไกระบบไขลานยังเป็นที่นิยมในดวงใจของใครหลายคน ร้านซ่อมนาฬิกาจึงจำเป็นต้องมีทักษะการซ่อมนาฬิกาประเภทนี้ รวมถึงนักสะสมนาฬิกาอยากมาเรียนเอาไว้บำรุงรักษาในนาฬิกาสุดเลิฟ หลักสูตรนี้ตอบโจทย์เลย

นอกจากสอนซ่อมนาฬิกาไขลานแล้ว อาจารย์ยังแนะนำร้านขายอะไหล่นาฬิกา รวมไปถึงแนะนำเรื่องการเปิดร้าน ต้นทุน กำไรแบบไม่มีหวงวิชากันเลย เรียนวันเสาร์ อาทิตย์ที่ 14-15 กันยายน 2562 ราคา 4,800 บาท

จังหวัดอุทัยธานี เป็นจังหวัดที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ป่าสงวนหวงห้ามของรัฐ โดยนำที่ดินในเขตพื้นที่ตำบลระบำ อำเภอลานสัก 3,239-2-39 ไร่ มาจัดสรรแบ่งให้ชาวบ้าน 486 ราย เข้าอยู่อาศัย และจัดเป็นแปลงเกษตรให้รายละ 4.5 ไร่ และส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่รวมกลุ่มจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งทางคทช.จังหวัดอุทัยธานี ได้อนุญาตให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เช่าที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งยกเว้นค่าเช่า 3 ปี เพื่อให้สหกรณ์บริหารจัดการในรูปแบบแปลงรวม ใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมามอบหนังสือสัญญาเช่าที่ดินให้กับสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559

ปัจจุบัน พื้นที่ คทช.ตำบลระบำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พื้นที่ที่เคยเป็นดินลูกรัง แห้งแล้ง กลับพลิกฟื้นกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตลาด การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงให้เป็นที่พึ่งของเกษตรกรสมาชิก เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการ พร้อมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการผลผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ตำบลระบำ ซึ่งพื้นที่ทำกินของเกษตรกร ได้มีการวางระบบระบบการผลิตรวมกันให้เป็นแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต มีการบริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นาย พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนพื้นที่ตำบลระบำ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชผัก หม่อนไหมพืชไร่ ทำประมง และเลี้ยงสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ใช้หลักตลาดนำการผลิต เป็นแนวทางในการส่งเสริมด้านการเกษตรให้กับสมาชิก

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางอมรรัตน์ ปัญญาสิทธิ์ ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาร่วมโครงการนี้ เคยอยู่ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พืชที่ปลูกเสียหาย ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ เพราะมีช้างป่าและสัตว์ป่าลงมากินผลผลิต ต่อมาได้ลงมาอยู่ในพื้นที่คทช. ลองปลูกบวบในพื้นที่ 1 ไร่ ในเวลา 45 วัน เก็บผลผลิตขายได้ 82,746 บาท ตอนนี้กำลังขยายการผลิตด้วยการทำผักกางมุ้ง และปลูกพืชผักรอบๆ บ้าน ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ทั้งรายได้รายวัน รายเดือนและรายปี มีเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ สะสมไว้ลงทุนรอบหน้า

ส่วน นายวีรชาติ ช้างชุ่ม เรียนจบชั้น ป.6 เริ่มทำการเกษตรตั้งแต่ออกจากโรงเรียน แต่เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยคต เป็นพื้นที่ป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำเกษตรโดยปลูกมันสำปะหลังกับข้าวโพด ใช้เวลา 10 เดือน ได้เงินไม่ถึง 10,000 บาท ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เมื่อได้ที่ดินในพื้นที่คทช. ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 เป็นโฉนดรวมของ ส.ป.ก. แม้จะขายสิทธิ์ไม่ได้ แต่สามารถทำกินไปจนชั่วลูกชั่วหลาน จึงหันมาปลูกผัก ทดลองปลูกมะระจีนผสมผสานกับพืชผักชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ 2 ไร่ ขุดสระ ใช้น้ำสปริงเกลอร์ เพี่อเป็นการประหยัด และสารชีวภาพและปุ๋ยหมักบำรุงดิน ลงทุนเพียง 15,000 บาท ใช้เวลา 45 วันเก็บขายได้ 90,000 บาท ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง แม้บางครั้งราคาพืชผลของพืชบางชนิดจะตก ก็ยังมีพืชชนิดอื่นมาทดแทนทำให้มีรายต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่คทช.ระบำปลูกผัก ตั้งแต่ต้นปี 2562 มีเกษตรกร 25 ราย หันมาทำแปลงผัก ปลูกบวบ แตงล้าน ถั่วฝักยาว แฟง ฟักทอง และกวางตุ้ง ใช้ระยะเวลา 3 เดือน เกษตรกรจะรวบรวมผักทุกชนิดส่งขายที่ตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2561 วงเงิน 1,983,000 บาท เพื่อเป็นจุดรวบรวมและจำหน่ายผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชนสู่ผู้บริโภคหรือพ่อค้า โดยสหกรณ์ทำหน้าที่ บริหารจัดการพื้นที่ และบริหารตลาดให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อ-ขาย โดยเปิดขายทุกวัน

ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ภายในตลาดมีเกษตรกรรายย่อย 15 ราย นำผักจากแปลงของตนเองมาวางขาย และยังมีเกษตรกรอีกกว่า 60 ราย รวบรวมผักบรรจุใส่ถุงขนาดใหญ่มาขายส่งให้กับพ่อค้าและผู้บริโภค เบื้องต้น คาดว่าปริมาณผักที่จะจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ ประมาณ 5 ตัน/วัน ในอนาคตทางสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด จะส่งเสริมให้สมาชิกทั้งสองสหกรณ์ปลูกผักได้มาตรฐาน GAP ทุกแปลง และจะพัฒนาแพ็กกิ้งให้สวยงาม น่าซื้อและคงความสดใหม่ของผักให้อยู่ยาวนาน รวมถึงจะเชื่อมโยงกับห้างโมเดินเทรดเพื่อส่งผักของสมาชิกสหกรณ์ไปจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

ความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด และสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด เป็นการสร้างเครือข่ายแบบพี่ช่วยน้อง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด มีการจัดการระบบที่ดีและสร้างมาตรฐานให้ดี สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ อีกทั้งยังสร้างแรงจูงใจเกษตรกรในพื้นที่ว่า เมื่อปลูกมีที่ขายแน่นอน เนื่องจากมีตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้โดยใช้เวลาผลิตในระยะสั้น หากเกษตรกรปลูกพืชผักหมุนเวียน ก็จะมีรายได้ทุกวัน ทำให้มีเงินใช้จ่ายในครอบครัวและช่วยลดปัญหาเรื่องหนี้สินให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย