รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึง

เทรนด์คณะยอดฮิตในปี 2561 ว่า ในส่วนของมธ. โดยรวมสาขาบัญชี การเงิน และวิศวะ มาแรงเพราะเป็นศาสตร์ที่เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลความเป็นเหตุเป็นผล เป็นศาสตร์ที่สามารถนำมาบูรณาการกับสาขาอื่นได้ เช่น วิศวะหากนำมาบูรณาการเรียนร่วมกับสาขาทางด้านการแพทย์ จะทำให้เกิดนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามนอกจากทั้ง 3 สาขาดังกล่าวแล้ว เทรนด์ที่นิยมไม่แพ้กันคือ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เนื่องจากช่วงหลังคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่ยังขาดแคลนบุคลากร ส่วนคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนของมธ.นั้น ยังมีคนสนใจเลือกเรียนอยู่พอสมควร โดยที่ผ่านมามีการปรับหลักสูตร จัดการเรีนการสอนแบบบูรณาการ เน้นเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ไม่ใช่เน้นสอนแต่วิชาสิ่งพิมพ์เท่านั้น และไม่ใช่เฉพาะคณะวารสารศาสตร์ฯ เท่านั้น ในทุก ๆ 4 ปีมธ.จะมีการปรับปรุงหรือทบทวนหลักสูตรเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีความทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน

“แม้มธ.จะไม่มีปัญหาเรื่องหลักสูตร แต่ในปี 2561 จะให้มีการทบทวนการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรต่าง ๆ ในภาพรวม โดยจะให้มีการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง รวมถึงความจำเป็นต่อการเปิดสอนในคณะ/สาขา ต่าง ๆ ว่ามีแนวโน้มอย่างไรบ้าง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น” นางเกศินี กล่าวและว่า นอกจากนี้มธ.ยังสำรวจอัตราการมีงานทำของบัณฑิต พบว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ประมาณ 70% จะมีงานทำภายใน 4 เดือน และเมื่อครบปีมีงานทำมากถึง 90 % ส่วนที่เหลือเรียนต่อหรือทำธุรกิจส่วนตัว เมื่อสอบถามปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ได้งาน บัณฑิตส่วนใหญ่ระบุว่า เป็นเรื่องทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ แต่ยังรวมถึงภาษาต่างประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เป็นต้น

เมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ห้องประชุม กยท.นราธิวาส อ.เมืองนราธิวาส นายนอรดีน เจะแล สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส จัดประชุมพูดคุยการทบทวนยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายสหกรณ์ยางพาราในจังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้อำนวยการ กยท.นราธิวาสและคณะผู้แทนสหกรณ์กองทุนสวนยาง สหกรณ์การเกษตร กลุ่มน้ำยางสด และ ผู้แทนบริษัทศรีตรัง จำกัด รวม 30 คน ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายฯ เพื่อการพึ่งตนเองและสร้างรายได้ที่มั่งคงแก่สมาชิกเกษตรกรชาวสวนยาง

โดยร่วมกำหนดแนวทางที่จะดำเนินการในปี 2561 อาทิ 1.จับมือกับ บริษัทศรีตรัง จำกัด (นราธิวาส)ในการพัฒนาคุณภาพยางก้อนถ้วยของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์และเครือข่ายป้อนเข้าโรงงานฯ โดยใช้กลุ่มเป้าหมาย ของ กยท. ในปีงบ 2561 จำนวน 750 ราย และให้ยกระดับเป็นงานบูรณาการของจังหวัด 2. กำหนดประชุมกรรมการเครือข่ายอย่างต่อเนืองเพื่อผลักดันเป้าหมายการตั้งโรงงานน้ำยางข้น 3.ยกระดับเวทีเครือข่ายฯ ให้เป็นทางเลือกของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาราคายางพาราในพื้นที่ 4. จัดหาพื้นที่เป็นจุดที่ตั้งโรงงานน้ำยางข้นในอนาคต ฯลฯ
ถือว่าเป็นแนวทางการพัฒนาที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของสถาบันเกษตรกรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำงาน เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางนราธิวาสมีรายได้ที่มั่งคงยั่งยืนต่อไป

เมื่อวันที่ 3 มกราคม นายคันฉัตร ตันเสถียร ผวจ.สมุทรสงคราม ได้ลงพื้นที่สวนมะพร้าวน้ำหอมในต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม และ ต.ดอนมะโนรา อ.บางคนที เพื่อพบปะเยี่ยมเยียนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวอ่อน หลังมีข่าวลือว่ามีสารตกค้างทำให้มะพร้าวที่ส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ถูกตีกลับ ส่งผลต่อราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำเหลือเพียงลูกละ 6 บาทจากที่เคยจำหน่ายได้ในราคาสูงสุดถึงลูกละ 35 บาท
นางวันดี ยอดพินิจ ผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่งออกต่างประเทศรายใหญ่ใน ต.ดอนมะโนรา อ.บางคนที กล่าวว่า ตนประกอบกิจการส่งมะพร้าวน้ำหอมจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศมานานกว่า 10 ปี เฉลี่ยวันละ 15,000 ลูกต่อวัน ขอยืนยันว่ามะพร้าวน้ำหอมของตนไม่เคยถูกตีกลับ จึงเชื่อว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่มีแหล่งที่มา ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำลงอยู่ที่ลูกละ 6 บาทเท่านั้น

ด้านนายคันฉัตร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มะพร้าวถูกหนอนหัวดำและด้วงแรดคุกคาม โดยเฉพาะมะพร้าวใหญ่และมะพร้าวห้าว ซึ่งมีความสูงประมาณ 12 เมตรขึ้นไป เกษตรกรชาวสวนจึงต้องฉีดสารเคมีเข้าไปในลำต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชทำลายต้นมะพร้าว โดยไม่มีการใช้สารเคมีดังกล่าวกับมะพร้าวน้ำหอมซึ่งมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวอ่อนจำนวน 7,889 ไร่แต่อย่างใด แยกเป็น อำเภอเมือง 1,622 ไร่ อำเภออัมพวา 719 ไร่ และอำเภอบางคนที 5,548 ไร่ ทั้งนี้เป็นเพราะมะพร้าวน้ำหอมลำต้นเตี้ย หากเกิดปัญหาแมลงศัตรูพืชสามารถกำจัดได้ทันที

ผวจ.สมุทรสงคราม กล่าวต่อว่า ยืนยันว่ามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ไม่มีสารปนเปื้อนแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่ช่วงนี้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอาจเป็นเพราะประเทศปลายทาง เช่น ประเทศจีนมีสภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้การบริโภคมะพร้าวน้ำหอมลดน้อยลงไปด้วย ประกอบกับช่วงนี้มะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่มีปริมาณค่อนข้างเยอะจึงมีผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมที่ตกต่ำซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่หลังจากเดือนมีนาคม-เมษายนไปแล้ว คาดว่าราคามะพร้าวน้ำหอมจะกลับมาดีเหมือนเดิมเพราะเป็นฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยว ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำนั้น ช่วงนี้จะมีการรวมกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลิตมะพร้าวน้ำหอมใส่แก้ว ติดฉลาก และขอ อย.เพื่อรับรองมาตรฐานจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเฉลี่ยแล้วประมาณ 70,000 คน/สัปดาห์ โดยจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลิตน้ำมะพร้าวใส่แก้วต่อไป

นับตั้งแต่สหภาพยุโรป (อียู) มีมติให้ใบเหลืองไทย โดยแจ้งเตือนเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2558 ด้วยเหตุผลยังไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาหลายด้านที่อียูต้องการ เช่น การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และการจัดการด้านการประมงของไทยให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของอียู ไทยมีสิทธิเจอใบแดง ถูกสั่งห้ามนำเข้าสินค้าอาหารทะเลไทยเข้าไปจำหน่ายในตลาดอียู

ทำให้รัฐบาลไทยต้องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เร่งด่วน ทั้งออกพ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 และฉบับแก้ไขปี 2560 ออกกฎระเบียบข้อบังคับตามมาเกือบ 300 ฉบับ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการใช้ดุลพินิจพิจารณาการกระทำผิด แม้จะเป็นโทษเล็กน้อย แต่มีบทลงโทษรุนแรงในหลายเรื่อง

ขณะเดียวกับก็ขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งผลกระทบประมงไทยในวงกว้าง

EU กดดันเร่งลงโทษผู้ฝ่าฝืน ขณะเดียวกันแม้รัฐบาลไทยจะออกกฎหมายและกฎระเบียบจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อย่างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถตรวจสอบได้จริง ปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมายได้รับการแก้ไขจนอียูพอใจ แต่กระบวนการพิจารณาลงโทษชาวประมงยังถูกมองว่าล่าช้า ไทยจึงถูกอียูเร่งรัดกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่รัฐบาลไทยในฐานะฝ่ายบริหารเข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมได้ลำบาก
ล่าสุด กลางเดือน ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ได้บินไปรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายต่อคณะกรรมาธิการการประมงของอียูที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม อีกครั้ง หลังจากคณะกรรมาธิการด้านการประมง รัฐสภายุโรป (อียู) เข้ามาตรวจสอบความก้าวหน้าในเรื่องต่าง ๆ ในไทยช่วงเดือน พ.ย. 2560

ใบอนุญาตติดล็อก-ปลาราคาพุ่ง

เมื่อแผนการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายมีความคืบหน้าไปมาก รัฐบาลจึงหันกลับมาแก้ไขปัญหาที่ชาวประมงร้องเรียนมากขึ้น โดยช่วงปลายปีที่ผ่านมา ผู้บริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้เข้าหารือ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลายเรื่อง

ที่สำคัญเร่งด่วนคือ ระยะเวลาทำประมงที่กรมประมงออกใบอนุญาตให้ 2 ปี (ปี 2559-2560) ให้ทำประมงเฉลี่ยปีละ 220 วัน โดยใบอนุญาตทั้งหมดจะหมดอายุลงปลายปี 2560 จากนั้นไม่สามารถออกจับปลาได้ไตรมาสแรกปี 2561 ชาวประมงจึงขาดรายได้ ปลาจะขาดแคลนและราคาสูงขึ้น

รัฐไฟเขียวเพิ่มวันจับปลา

ชาวประมงจึงเรียกร้องให้กรมประมงเพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือประมงทุกประเภทเครื่องมือ เพื่อความเท่าเทียมกันด้วยเหตุผล 1.เรือประมงที่ถูกนำมาคำนวณค่า MSY ในปี 2559-2560 ไม่มีอยู่จริง 1,400 ลำ จากการตรวจสอบเมื่อ เม.ย. 2560 2.มีเรือประมงที่มีใบอนุญาตทำประมง แต่ไม่ได้ออกทำการประมงช่วงปี 2559-2560 อีกเกือบ 1,000 ลำ เป็นต้น 3.กรมประมงได้กันจำนวนสัตว์น้ำเอาไว้ใช้ในการบริหารจัดการอีกอย่างน้อย 10% ของค่า MSY ปี 2559-2560 ที่ได้รับอนุมัติ

ผลการหารือ กรมประมงจะให้เวลาทำการประมงเพิ่มในเดือน ม.ค. 2561 แก่ชาวประมงแต่ละราย 30 วันแรกไปก่อน ที่เหลือต้องให้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาเดือน ม.ค. 2561 หากอนุมัติจะมีระยะเวลาทำการประมงเพิ่มอีก 20-30 วัน

จี้รัฐแก้กฎหมาย-รับซื้อเรือ

นอกจากนี้ ให้นายนิวัฒน์ สุธีมีชัยกุล ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และอดีตอธิบดีกรมประมง เป็นประธานฝ่ายรัฐร่วมกับตัวแทนชาวประมง เร่งพิจารณาแก้ปัญหาต่าง ๆ อาทิ 1.คืนสิทธิ์เรือตกสำรวจ 2.พิจารณาซื้อกลุ่มเรือขาวแดงและเรือที่มีใบอนุญาตทำการประมงที่ประสงค์จะขายคืนรัฐ 3.ทบทวน พ.ร.ก.การประมง 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บทลงโทษรุนแรงเกินไป และมีการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่เป็นธรรมหลายกรณี ที่กระทำผิดโดยไม่เจตนา ผิดเล็กน้อย 4.พิจารณาปรับปรุง คำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) ที่ 22/2560 ข้อ 22 ประเด็นการสั่งกักเรือ เนื่องจากส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสอง เป็นต้น

ล่าสุด ผู้บริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เข้าพบพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ 27 ธ.ค. 2560 ขอให้รัฐซื้อเรือคืน 1,913 ลำ หลังชาวประมงต้องจอดเรือออกหาปลาไม่ได้มาหลายปี ทำให้มีหนี้สินตามมา หากได้รับไฟเขียว ย่อมส่งผลดีต่อชาวประมงกลุ่มนี้ ทำให้พอมีเงินมาชดใช้หนี้

ตังเกไทยหนีตาย

จากการที่ทางการไทยค่อนข้างเข้มงวดกับเรือประมงไทยที่จะออกไปจับปลามาขายตามกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากถูกอียูกดดัน ทำให้เรือไทยต้องปรับตัวขนานใหญ่ นายประเสริฐ ศิริ เจ้าของเรือประมงและกิจการท่าเทียบเรือกัลปังหา บ้านคลองสน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด กล่าวว่า พ.ร.ก.การประมง และคำสั่งคสช.ที่ใช้บังคับมา 3 ปี กระทบชาวประมงมาก ทำให้ต้องปรับตัวทั้งเรื่องการใช้แรงงาน การใช้เครื่องมือทำการประมง การขอใบอนุญาต เรือประมงที่ถูกต้องจึงลดน้อยลง หรือเลิกอาชีพไป นอกจากนี้มีเรือประมงไทยจำนวนหนึ่งหันไปทำการประมง โดยใช้ท่าเทียบเรือกัมพูชา และขายปลาในเกาะกง สีหนุวิลล์แทน เพราะไม่เข้มงวดมาก และต้องการปลา อาหารทะเลปริมาณสูง

“2 ปีเศษ ๆ เรือประมงที่ใช้ท่าเทียบเรือกัลปังหาลดลงถึง 60% ปริมาณสัตว์น้ำลดลง 50% จากต้นทุนที่สูงขึ้น และแรงงานหายากและค่าแรงแพง ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าของเรือประมงบางรายตัดสินใจขายให้พ่อค้ากัมพูชา เพราะสีหนุวิลล์ เป็นเมืองท่องเที่ยว มีนักลงทุน นักท่องเที่ยวจีนเข้ามามาก และนิยมบริโภคอาหารทะเล ขณะที่กัมพูชามีศักยภาพด้านการประมงน้อยกว่าไทย ปริมาณสัตว์น้ำจึงไม่เพียงพอ” นายประเสริฐกล่าว

กรมหม่อนไหมขานรับนโยบายรัฐบาลคืนความสุขให้เกษตรและประชาชน จัด “ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561” สร้างจุดเรียนรู้ด้านหม่อนไหม ณ 21 ศูนย์หม่อนไหมฯ ทั่วประเทศ เปิดตัวยิ่งใหญ่ที่จังหวัดอุบลราชธานี สาธิตกิจกรรมด้านหม่อนไหม แจกฟรีหม่อนพันธุ์ดี น้ำมัลเบอรี่ พร้อมจุดให้บริการนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 09.30 น. ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561” ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมหม่อนไหม ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลปะอาว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการเกษตรกรได้รับ ประชาชนได้รู้ คืนความสุขสู่คนไทย จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลและกระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้จัดงาน“ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561” ขึ้นระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2560- 2 มกราคม 2561 ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ และจัดให้มีการเปิดตัวโครงการขึ้นในวันนี้ โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานด้านหม่อนไหมให้ผู้ที่สนใจ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้สินค้าหม่อนไหม

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือ สร้างจุดเรียนรู้ด้านหม่อนไหม ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนเยี่ยมชมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ การสาธิตกระบวนการผลิต ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านหม่อนไหม นิทรรศการความรู้ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจร มีการแจกจ่ายพันธุ์หม่อนให้กับเกษตรกรและประชาชนที่สนใจ นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมที่มีคุณภาพให้กับประชาชน ซึ่งทำให้ประชาชนมีโอกาสได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพเพื่อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และยังเป็นการประชาสัมพันธ์งานหม่อนไหม ช่วยสืบสานอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากนี้ยังจัดให้มีการเปิดจุดบริการนักท่องเที่ยวเพื่ออำนวย ความสะดวก ให้บริการน้ำดื่ม น้ำหม่อนผลสด ฯลฯ บริการแก่ประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

“การจัดงานชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561 ในครั้งนี้ กรมหม่อนไหมตั้งใจมอบเป็นของขวัญให้แก่พี่น้องเกษตรกรและประชาชน เพื่อแสดงออกถึงไมตรีจิต ความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรไปพร้อมกัน ทั้งภาคประชาชน เกษตรกร ภาครัฐและเอกชน รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าว

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ปี 2561 แนวโน้มการจ้างงานในภาคการผลิตอุตสาหกรรมน่าจะขยายตัวเล็กน้อยจากปี 2560 ที่อยู่ระดับ 8.78 ล้านคน เนื่องจากการเติบโตของการส่งออก ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 65-70% จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 64% คาดว่าบางกิจการจะเริ่มมีการขยายการลงทุนเพิ่มเติม

“ช่วง 2-3 ปีการจ้างงานในภาคนี้จะขยายตัวต่ำสุด เพราะใช้กำลังคนและเครื่องจักรไม่เต็มที่ แต่ปีนี้จะมากขึ้นและจะเห็นการจ่ายค่าล่วงเวลาหรือโอทีมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาการใช้กำลังผลิตต่ำทำให้โอทีในโรงงานลดน้อยไปมาก”นายธนิตกล่าว

น.ส.พรรรัตน์ เพชรภักดี รักษาการผู้อานวยการ สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน เปิดเผยว่า ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้การสนับสนุนโรงงานอาหารแปรรูปซีพีเอฟ มีนบุรี 2 และโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ซีพีเอฟ สระบุรี ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ให้เป็น 2 โรงงานนำร่องในการดำเนินโครงการประเมินการใช้น้ำบาดาลตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ หรือวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ (Water Footprint) เพื่อส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถประเมินปริมาณการใช้น้ำตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยใช้หลักการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ ตามมาตรฐาน ISO 14046 ซึ่งเป็นเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยประเมินปริมาณการใช้น้ำและปริมาณน้ำที่เสื่อมคุณภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม

“วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ เป็นการประเมินปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการหาจุด hot spot ของการใช้น้ำ เพื่อนำมาพิจารณาหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการหาแนวทางในการลดปริมาณการใช้น้ำทั้งจากกระบวนการผลิตและจากช่วงการใช้งานของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมในการสร้างระบบการรับรองการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย โดยโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อให้การสนับสนุนภายใต้โครงการทั้งหมด 15 แห่ง ทั้งขนาดเล็ก กลางและใหญ่ เพื่อสร้างต้นแบบที่ดี”น.ส.พรรรัตน์ กล่าว

ด้านนายธีรยุทธ พัชรมณีปกรณ์รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ โรงงานอาหารแปรรูปมีนบุรี 2 เปิดเผยว่า ซีพีเอฟตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ที่เป็นทรัพยากรสำคัญของโลกและเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตอาหาร บริษัทจึงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล และได้สมัครเข้าร่วมโครงการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ เพื่อร่วมส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถลดต้นทุนในการผลิตและบริการ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ การเข้าร่วมโครงการนำร่องในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงถึงความตระหนักในการบริหารจัดการน้ำตามมาตรฐานสากลแล้ว ผลของการวิเคราะห์จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของซีพีเอฟให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต ตอบสนองต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ยั่งยืน

ส่วน นายธงชัย สุขพัฒนนิกูลรองกรรมการผู้จัดการ career-evolution.net ซีพีเอฟ โรงงานอาหารแปรรูป สระบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้มิใช่ประเมินเพียงการใช้น้ำเฉพาะที่โรงงานผลิตอาหารเท่านั้น แต่ยังประเมินทั้งทางตรงและอ้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การผลิตอาหาร รวมทั้งการขนส่ง และการกำจัดของเสีย และการคำนวณวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ จะทำให้ทราบถึงข้อมูลปริมาณการใช้น้ำในทุกๆกิจกรรมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์จะนำไปสู่การวิเคราะห์และวางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสม ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำบาดาลและน้ำผิวดิน ก่อให้เกิดระบบการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ที่เป็นรูปธรรมและเหมาะสมสำหรับประเทศไทยโดยเป็นไปตามมาตรฐานสากล และทำให้เกิดความตระหนักในการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” นางธงชัย กล่าว

เมื่อวันที่ 4 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “Lek Monthon” ได้โพสต์ภาพจำนวน 3 ภาพ และวิดีโอคลิปลงในกลุ่ม “เหตุด่วนเหตุร้าย ร่วมด้วยช่วยกัน ภูเก็ต” พร้อมระบุข้อความว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติโบกสามล้อมาจากราไวย์ เราคนไทยมีน้ำใจเสมอครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า โดยในภาพดังกล่าวเป็นภาพชาวต่างชาติ 2 ราย ชาย และหญิงกำลังนั่งอยู่ในรถจักรยานยนต์สามล้อพ่วงข้าง ซึ่งมีชายไทยเป็นคนขับ โดยเป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ 100 สีดำ ป้ายทะเบียน ขงธ สุราษฏร์ธานี 942 ขับมุ่งหน้าผ่านวงเวียนห้าแยกฉลองเข้าตัวเมืองภูเก็ต สังเกตภายในรถมีสิ่งของอื่นๆ วางปะปนอยู่ด้วย ทั้งนี้ หลังมีการโพสต์ ได้มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นชื่นชมน้ำใจคนขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็นอย่างยิ่ง บางรายระบุชื่นชมชาวต่างชาติด้วยที่ไม่ถือตัว และรังเกียจว่าจะเป็นรถชนิดใด ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจเริ่มต้นปี 2561 ของภูเก็ตเลยทีเดียว

เมื่อวันที่ 4 มกราคม จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของเกษตรกรชาว จ.กาฬสินธุ์ ช่วงเตรียมพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังและพืชฤดูแล้ง พบว่ามีเกษตรกรชาวบ้านเหล่า หมู่ 5 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ รายหนึ่ง ได้แบ่งพื้นที่ที่เคยทำนาปรังเป็นแปลงเพาะปลูกหอมแบ่งจำหน่ายตามตลาดนัดชุมชน เผยปลูกง่าย รายได้ดีเดือนละกว่า 6 หมื่นบาท

นางหนูน้อย ภูชาบุตร อายุ 52 ปี ชาวบ้าน กล่าวว่า มีพื้นที่นา 5 ไร่ อยู่ในเขตใช้น้ำชลประทานลำปาว ทุกปีผ่านมาเมื่อถึงฤดูแล้ง จะแบ่งพื้นที่นาออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งปลูกข้าวนาปรัง อีกส่วนหนึ่งจะปลูกพืชประจำฤดูที่อายุสั้น ใช้น้ำน้อย เช่น พืชตระกูลแตง ข้าวโพด ผักสวนครัวต่างๆ จำหน่ายตามตลาดนัดชุมชน แต่ในฤดูแล้งปีนี้ ได้ล้มเลิกการปลูกพืชทุกชนิด เนื่องจากได้ค้นพบสูตรการปลูกหอมแบ่ง ที่เป็นทางเลือกใหม่ ได้เงินดี เพื่อที่จะมีเวลามาทุ่มเทกับการดูแลแปลงหอมแบ่งอย่างเต็มที่

นางหนูน้อยกล่าวอีกว่า แปลงเพาะปลูกหอมแบ่งของตนใช้แรงงานเพียง 2 คนคือตนกับสามี เดิมจะปลูกหอมแบ่งในแปลงดิน ซึ่งดูแลยาก ต้องหมั่นรดน้ำเช้าเย็น กำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยบำรุง และจะเพาะปลูกได้ผลดีในระยะสั้นๆ คือในฤดูหนาวเท่านั้น ขณะที่ความต้องการของตลาดมีตลอดปี จึงเกิดไอเดียใหม่ว่า น่าจะทดลองปลูกในกระถางหรือถุงดำบ้าง เพื่อง่ายต่อการดูแล และยังสามารถหยิบยกเคลื่อนย้ายไปจำหน่ายได้ในสภาพที่ยังสดใหม่ หรือหากขายไม่หมด ก็ไม่เฉี่ยวเฉา ยังนำไปในวันต่อไปได้อีกโดยไม่เสียหาย

“ตอนแรกเริ่มจากถอนเหง้าหอมแบ่งจากแปลงที่เพาะในดินมาแบ่งปลูกในถุงดำถุงละ 1 ต้น ซึ่งใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอก แต่เก็บความชื้นไม่ดีนัก หอมเติบโตช้า จึงใช้วิธีใหม่ ลงทุน 3,000 บาท ซื้อถุงดำ กากมันสำปะหลัง แกลบดำ นำมาผสมดินร่วนแล้วบรรจุถุง ปรากฏว่าเก็บความชุ่มชื้นได้ดี และหอมเติบโตเร็ว 15 วันสามารถแบ่งเหง้าออกปลูกกระถางต่อไปได้ อายุ 45 วันนำไปจำหน่าย คือเริ่มต้นเพียงเหง้าเดียว แต่ทุกๆ 15 วันสามารถจัดแบ่งหรือขยายออกเป็นเหง้าละ 3 ถุง จำหน่ายถุงละ 10 บาท ขนย้ายขึ้นไปขายตามตลาดนัดชุมชนเช้าเย็น รายได้เฉลี่ยวันละ 1,500 – 2,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 6 หมื่นบาท ซึ่งดีกว่าปลูกข้าวที่ต้นทุนสูง ราคาไม่แน่นอนและขาดทุน จึงตั้งเป้าจะขยายพื้นที่เพราะปลูกหอมแบ่งให้มากขึ้นอีก เพราะทำง่าย รายได้ดีมากๆ ช่วงนี้มีในแปลงประมาณ 1,000 ถุง ซึ่งสามารถแบ่งขยายพันธุ์ได้เรื่อยๆ” นางหนูน้อยกล่าว