รักเหมือนลูก! สาวเลี้ยง ‘เจ้าปลานิล’ ตะพาบยักษ์ มีเจ้าตูบเป็น

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง บ้านเลขที่ 38/1 หมู่ที่ 7 ต.หัวไผ่ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง หลังทราบว่าที่บ้านหลังดังกล่าว เจ้าของบ้านได้เลี้ยง ตะพาบยักษ์ น้ำหนักเกือบ 10 กิโลกรัม ไว้ในบ้าน เปรียบเสมือนลูกคนหนึ่ง โดยเมื่อเดินทางไปถึง พบ นางสำราญ กสิกรเจริญ อายุ 53 ปี เจ้าของบ้าน กำลังนั่งเลี้ยงตะพาบยักษ์ตัวดังกล่าวอยู่กลางบ้าน โดยเจ้าตะพาบนั้นนอนอยู่บนผ้าห่มผืนใหญ่ โดยมีเจ้าหลงสุนัขเพศเมีย นอนอยู่ข้างๆ

จากการสอบถามนางสำราญกล่าวว่า มีอาชีพทำนาและเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ส่วนเจ้าตะพาบตัวที่เห็นนั้น ชื่อว่า “เจ้าปลานิลทอง” อายุประมาณ 9 ปี แต่ตนเลี้ยงไว้ตั้งนานก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเจ้าปลานิลทองนี้เป็นเพศอะไร เจ้าปลานิลทองที่ตนเลี้ยงนี้ ลูกชายตนไปเจอร่วงอยู่บนถนนเมื่อตอนน้ำท่วม ปี 2554 ขนาดตอนนั้นตัวเล็กนิดเดียว ประมาณเหรียญบาทน่าจะได้ ลูกชายเห็นว่าน่ารักดีจึงเก็บมาเลี้ยงที่บ้าน และตั้งชื่อให้ว่า “เจ้าปลานิลทอง” ซึ่งตนก็ทำบ่อเลี้ยงให้เหมือนตะพาบทั่วๆ ไป แต่ต่อมาเจ้าปลานิลทองนั้นเกิดคลานขึ้นออกมานอกบ่อ

ตนจึงได้จับเอามานอนไว้บนผ้าห่มในบ้าน โดยเลี้ยงไว้คู่กับเจ้าหลง สุนัขเพศผู้ที่ตนเก็บมาเลี้ยงเช่นกัน โดยเช้ามาเจ้าปลานิลทองจะคลานขึ้นออกมาจากบ่อ ตนก็จะนำเข้ามาในบ้าน หรือบางครั้งเขาก็จะเดินเข้ามาเอง จะนอนอยู่บนผ้าห่มนี้ทั้งวัน ซึ่งบางวันผ้าห่มหลุดจากตัว หรือไม่ได้อยู่กับตัวเจ้าปลานิลทอง เจ้าหลงสุนัขเพื่อนยากก็จะไปคาบเอามาให้เจ้าปลานิลทองนอน โดยไม่ทำร้ายอะไรกัน พอมืดค่ำตนก็จะอุ้มเจ้าปลานิลทองไปอยู่ในบ่อตามปกติ เช้ามาก็คลานขึ้นจากบ่อออกมาข้างนอก ตนก็อุ้มเข้ามานอนในบ้าน เป็นแบบนี้ทุกวัน เลี้ยงจนรักเป็นลูกไปแล้ว ซึ่งหากเจ้าปลานิลทองเดินเล่นไปไหน ใครเรียกมันก็จะไม่เดินกลับ แต่หากได้ยินเสียงตนเรียกมันจะเดินกลับเข้ามา

นางสำราญ กล่าวต่อว่า เจ้าปลานิลทองนั้นตอนนี้น้ำหนักตัวเกือบ 10 กิโลกรัมแล้ว สำหรับอาหารการกินของเจ้าปลานิลทองนั้น จะกินลูกชิ้นหมูแบบไม่ใส่พริกไทย หรือไม่ก็เป็นกุ้งสด แต่ถ้าเป็นกุ้งสดจะต้องเป็นกุ้งสดจริงๆ ที่ไม่ใช่กุ้งแช่ข้ามคืน ตนลองเอากุ้งแช่ข้ามคืนมาให้ เจ้าปลานิลทองก็ไม่กิน และที่สำคัญเจ้าปลานิลทองนั้นไม่กินเนื้อ ตนเคยเอาเนื้อวัวปนให้กิน เจ้าปลานิลทองจะเดินหนี ไม่ยอมกิน ส่วนนิสัยของเจ้าปลานิลทองนั้น เลี้ยงง่าย จะมีนิสัยดุบ้างก็กับคนที่เขาไม่คุ้นเคย ปกติอยู่ในบ้านก็อยู่รวมกับเด็กๆ ในบ้าน แต่ก็อย่างที่บอกติดผ้าห่มมาก ซึ่งทุกวันนี้เวลาทำบุญใส่บาตร ตนก็จะพยายามจับให้เจ้าปลานิลทองสาธุ ว่าเกิดชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นคนกับเขา

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 16 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมายังชายหาดบ้านแหลม บ้านแหลมสันติ หมู่ที่ 5 ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร หลังมีข่าวแพร่สะพัดว่า มีหอยชนิดหนึ่งขึ้นมาฝังอยู่ในทรายบนชายหาดจำนวนมาก นำไปขายได้ราคาสูง รสชาติอร่อย จึงเดินทางไปตรวจสอบ
เมื่อเดินทางไปตรวจสอบพบชาวบ้านนำภาชนะมาขุดหอยที่ฝังอยู่ในทรายตื้นๆ เต็มชายหาด ชาวบ้านบางรายได้หอยรายละ 3-5 กิโลกรัม เพื่อนำไปประกอบอาหาร บางรายนำไปขายได้ราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท

น.ส.ราตรี จันทรัตน์ ประมงอำเภอละแม ซึ่งเดินทางมาตรวจสอบบริเวณหาดดังกล่าวด้วย เปิดเผยว่า หอยที่พบมีชื่อว่า “หอยตาวัว” ลักษณะเปลือกหอยคล้ายหอยหวาน แต่บางกว่า มีเนื้อเหนียวหนึบนุ่ม อร่อยกว่าหอยหวานมาก หอยชนิดนี้ในอดีตเคยมีในอ่าวไทยจำนวนมาก แต่เมื่อท้องทะเลถูกทำลาย ห่วงโซ่อาหารจากการทำประมงหนักของเรือประมงพาณิชย์ ทำให้หอยชนิดนี้หายไปจากชายหาดฝั่งอ่าวไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ขณะนี้แสดงให้เห็นว่า ทะเลอ่าวไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์จากมาตรการการควบคุมการทำประมง จึงทำให้พบหอยชนิดนี้ขึ้นมาบนชายหาดอีก

ชาวบ้านกล่าวว่า หอยชนิดนี้สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งลวก ผัด แกง สามารถรับประทานได้โดยไม่มีพิษแต่อย่างใด นอกจากชาวประมงชายฝั่งแล้ว ยังมีชาวสวนยางที่กำลังประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ต่างพากันแห่มาเก็บหอยไปขาย เพื่อหารายได้ในช่วงราคายางตกต่ำด้วย

ตะลึง วัวชนภาคใต้ เม็ดเงินสะพัดปีละกว่า 5 พันล้าน ธุรกิจคู่ขนานผุดเป็นดอกเห็ด เพาะพันธุ์-อาหารเสริม-รีสอร์ตวัว-ขายน้ำเชื้อ เจ้าของรักยิ่งกว่าลูก จะนอนยังต้องกางมุ้งให้ เผยหมดยุคเด็กเลี้ยงวัวจบ ป.4 ยุคนี้ สัตวแพทย์ วิศวกร มาเลี้ยงวัวกันเพียบ จีน ญี่ปุ่น เริ่มติดใจซื้อทัวร์เข้ามาดูมากขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 16 มิถุนายน นายพงศธร สุวรรณสุทธิ์ หรือ เด่น ปากพนัง ผู้เชี่ยวชาญและผู้ดำเนินรายการกีฬาวัวชนภาคใต้ เปิดเผยว่า กีฬาวัวชน หรือการชนวัว ซึ่งแพร่หลายอยู่ในภาคใต้ และได้รับความนิยมอย่างมากใน 3 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง โดยปัจจุบัน กีฬาชนิดนี้ มีการพัฒนาไปไกลจากในอดีตที่ผ่านมาในทุกๆ ด้าน มีเงินสะพัดจากทุกกิจกรรมมากกว่าปีละ 5 พันล้านบาท ตั้งแต่ เรื่องการซื้อขายสายพันธุ์วัวชน ที่เริ่มต้น ในส่วนของลูกวัวที่ 30,000 บาท เป็นต้นไป แต่หากเป็น

วัวชนตัวเต็มวัยอายุ 5 ปี ขึ้นไปราคาจะอยู่ที่หลักแสนบาทขึ้นไป องค์ประกอบ และอุปกรณ์การเลี้ยงวัวชน เช่น อาหารหลัก คือหญ้า เป็นหญ้าพันธุ์พื้นเมืองสำหรับวัวชนโดยเฉพาะ ที่ตอนนี้มีการปลูกขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยาหรือวิตามินบำรุงวัว สมุนไพร ธุรกิจรีสอร์ตวัวชน สำหรับพักวัวก่อนทำการแข่งขัน ซึ่งรีสอร์ตวัวชนนี้จะทำควบคู่ไปกับรีสอร์ตของเจ้าของและทีมงานวัวชน ที่จะมาเฝ้าดูแลวัวของตัวเอง เมื่อวัว 1 ตัว จะลงสนามแข่งขัน เจ้าของและทีมงานจะนำมาพักที่ข้างสนามเพื่อให้ชินกับสถานที่อย่างน้อย 10 วัน สนนราคาค่าเช่า

รีสอร์ตวัวจะอยู่ที่ 2,500-3,000 บาท ต่อ 10 คืน ส่วนรีสอร์ตสำหรับคนที่มาเฝ้าวัว ตกคืนละ 500-1,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเดิมพันสำหรับการชนวัวแต่ละคู่ การแข่งขันชนวัวคู่ดังๆ มีอัตราการเดิมพันในสนามมากถึง 30 ล้านบาท 1 สนาม จะชน 1 ครั้ง ต่อเดือน ครั้งละ 2-3 วัน ยกเว้นวันพระ และวันสำคัญอื่นๆ ทั้งนี้ อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานในแต่ละจังหวัด ซึ่งการแข่งขันและเดิมพันทุกครั้งจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเวลานี้สนามกีฬาชนวัวในภาคใต้มีทั้งหมด 20 สนาม ด้วยกัน ก็จะหมุนเวียนกันจัดตามความเหมาะสม

“วัว 1 ตัว ตั้งแต่ยังเป็นลูกวัว จนอายุ 5 ปี ขึ้นไปมีความพร้อมที่จะลงสนามต่อสู้ อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายนับล้านบาท เริ่มแต่ใช้คนเลี้ยงอย่างน้อย 2 คน คนเลี้ยงวัว หรือเด็กเลี้ยงวัวในยุคนี้ ต่างกับยุคที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง จากยุคที่ผ่านมา เดิมทีเรามักจะพูดกันว่า เรียนจบชั้น ป.4 แล้วเป็นเด็กเลี้ยงวัว หรือไม่มีอะไรทำก็ไปเลี้ยงวัว แต่สมัยนี้ เมื่อการศึกษาภาคบังคับสูงขึ้น หาได้น้อยมากที่เด็กเลี้ยงวัวจะเรียนจบแค่ชั้น ป.4 หรือแค่การศึกษาภาคบังคับ เพราะส่วนใหญ่จะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือแม้กระทั่งปริญญาโทก็มี

โดยหลายคนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ สัตวแพทย์ ค่าจ้างสำหรับการเลี้ยงหรือดูแลวัวชน 1 ตัว ต้องเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ หรือตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป ต่อเดือน ไม่รวมสวัสดิการอื่นๆ ตามที่ทั้งนี้ เพราะการเลี้ยงวัวชน ทำกันอย่างจริงจังเป็นธุรกิจทั้งธุรกิจในครัวเรือน และเปิดเป็นฟาร์ม หรือค่ายวัวชนโดยเฉพาะ คนที่เลี้ยงนอกจากมีความผูกพันกับวัวแล้ว จะต้องมีความรู้ โดยเฉพาะศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่จะต้องนำมาดูแลวัวอีกด้วย วิธีการเลี้ยงวัว สำหรับเพื่อเป็นวัวชนนั้น ไม่เหมือนการเลี้ยงวัวทั่วไป ซึ่งต้องเป็นคนที่มีความรักในสัตว์ชนิดนี้อย่างจริงจัง ซึ่งก็น่าดีใจว่า มีคนรักการเลี้ยงดูวัวชนมากขึ้นเรื่อยๆ” นายพงศธร กล่าว

นายพงศธร กล่าวว่า กิจวัตรของวัวชน สำหรับการแข่งขันนั้น ต้องตื่นแต่เช้า คนเลี้ยงจะพาเดิน และวิ่งออกกำลังกายวันละ 5 กิโลเมตร เป็นอย่างน้อย การวิ่ง หรือเดินออกกำลังกายนั้นจะมีทั้งทางเรียบ และการเดินในโคลน เพื่อฝึกข้อส่วนต่างๆ ให้แข็งแรง การฝึกขวิด หรือชน กับกองดิน อาบน้ำ แปรงขน ลับเขา ตรวจสุขภาพ ให้วิตามินบำรุง ดูแลไปจนกระทั่งวัวนอน หากที่ไหนมียุงชุม ต้องมีมุ้งกันยุงให้ด้วย ก่อนเข้าแข่งขันแต่ละครั้งมีที่เก็บตัว นอกจากทีมงานคนเลี้ยงที่วัวคุ้นเคยแล้ว เจ้าของจะไม่ให้ใครเข้าใกล้วัวของตัวเองเด็ดขาด

ด้าน นายเผดิม จันลือชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านวัวชน กล่าวว่า วัวชน คือกีฬาทางชาติพันธุ์ แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ยุติธรรมที่สุด โดยที่ผ่านมาหลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้อย่างมาก บ้างก็คิดว่าเป็นกีฬาที่โหดร้าย ทารุณสัตว์ ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

“วัวชนนั้น เป็นวัวที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้โดยเฉพาะ การเอาวัวไปต่อสู้กันในสนาม มีกติกาชัดเจน อยู่ในสนามนั้นเป็นเรื่องของวัวเลยครับ จะสู้หรือจะหนีอยู่ที่วัวเลย เจ้าของ หรือใครๆ ไม่สามารถไปบังคับได้ หนีก็คือหนี ไม่สู้คือไม่สู้แล้ว จะไปจูง ไปเข็นให้สู้ เพราะอยากชนะไม่ได้เด็ดขาด กติกาของการต่อสู้วัวชนนั้น ละเอียดอ่อนและรอบคอบมาก เพื่อการรักษาชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่เชื่อกันว่าเป็นที่รัก และเป็นเหมือนคนในครอบครัว”นายเผดิม กล่าว

เมื่อถามว่า จริงหรือไม่ ที่ว่า วัวตัวไหนที่แพ้จากสนามชนวัวจะต้องถูกขายเข้าโรงเชือด หรือโรงฆ่าสัตว์ นายเผดิม กล่าวว่า หากเป็นสมัยก่อนอาจจะมีบ้าง แต่ในตอนนี้ไม่มีแล้ว แม้กระทั่งวัวที่ตายจากการชนในสนาม ก็แทบจะไม่มี โดยวัวตัวไหนที่ชนแพ้ สามารถกลับไปฝึกซ้อมเพื่อกลับมาแข่งขันอีกกี่ครั้งก็ได้ หรือวัวชนที่อายุมาก รวมทั้งตัวที่ไม่อยากต่อสู้แล้ว เจ้าของมักจะเก็บไว้ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์วัวชน ดังนั้นน้ำเชื้อของวัวที่ผ่านสนามการต่อสู้มาแล้วจึงมีค่ามาก เมื่อไม่ชนแล้ว ก็ยังสามารถรีดน้ำเชื้อขายได้อีก ราคาน้ำเชื้อวัวชนเวลานี้ จะเริ่มต้นที่โด๊สละ 2,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ขณะที่วัวที่เก่งมากๆ ได้รับชัยชนะหลายครั้งน้ำเชื้อแต่ละหลอดอาจจะมีราคาเหยียบ 10,000 บาท ก็มีเช่นกัน หรือบางตัวไม่ได้ชนแล้ว แต่ยังมีคนอยากเห็น ก็แค่ไปโชว์ตัว เหมือนดารา ที่ออกโชว์ตัวตามงานต่างๆ

นายเผดิม กล่าวว่า สำหรับสนามการแข่งขันวัวชนในเวลานี้ก็ได้รับการพัฒนาไปไกล ไม่ใช่แค่กั้นคอกมุงหลังคากันแดดกันฝนเท่านั้น แต่เป็นสนามที่มีมาตรฐาน มีทั้งส่วนเป็นที่โล่ง และห้องปรับอากาศ มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม ระบบรักษาความปลอดภัย ห้องน้ำสะอาด ไม่ต่างจากโรงแรม ระดับ 5 ดาว เพื่อรองรับทั้งผู้ที่รักในกีฬาวัวชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ อัตราค่าเข้าชมแต่ละครั้ง อยู่ที่ 300-1,500 บาท เวลานี้ ทั้งชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ชาวจีน ญี่ปุ่น เริ่มเข้ามาดูกันอย่างแพร่หลายแล้ว โดยกีฬาวัวชนยังมีการเผยแพร่ผ่านทีวีดาวเทียม สามารถรับชมได้ทั่วโลก

“การชนวัวแต่ละครั้งนั้น สามารถสร้างงาน และกระตุ้น เศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้คนมีงานทำได้จากเม็ดเงินที่หมุนเวียนในหลักไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท ต่อปี ซึ่งผมมั่นใจว่าในอนาคต กีฬาชนิดนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะเข้าไปส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ คนทั่วโลกจะรู้จักกีฬาชนวัวของภาคใต้ประเทศไทย มากพอๆ กับวัวกระทิงในประเทศสเปน” นายเผดิม กล่าว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สำนักงานสุขภาพและสวัสดิการสัตว์โปแลนด์เรียกเก็บคืนไข่ไก่จากซุปเปอร์มาร์เก็ต 4.3 ล้านฟอง ที่ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไม่กี่วันหลังไข่ไก่ของเนเธอร์แลนด์ถูกเรียกเก็บคืนจากชั้นวางขายของซุปเปอร์มาร์เก็ตในเยอรมนี

ทางการโปแลนด์สั่งให้เก็บไข่ที่วางขายในประเทศหลังตรวจสอบพบว่า มีการปนเปื้อน แถลงการณ์ระบุว่าการเรียกคืนมีสาเหตุมาจากการพบการตกค้างของยาปฏิชีวนะลาซาโลซิดในอัตราสูงเกินกว่าค่าที่กำหนด

นายพาเวล เนียมชุก ผู้อำนวยการสำนักงานสุขภาพและสวัสดิการสัตว์โปแลนด์ระบุว่ามีการเพิ่มยาดังกล่าวเข้าไปอย่างผิดพลาดในอาหารที่ให้กับไก่ที่ออกไข่ในฟาร์มใกล้กับเมืองพอซนัน

กระชาย (กระชายขาว, กระชายเหลือง) เป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกเลี้ยงกันในประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในธรรมชาติ มักพบขึ้นในป่าดิบร้อนชื้น ชื่อสามัญ Fingerroot, Chinese ginger, Chinese keys, Galingale ชื่อวิทยาศาสตร์ Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ), กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม), จี๊ปู ซีพู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เป๊าะสี่ เป๊าะซอเราะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ละแอน (เหนือ) และ ขิงจีน กระชายมี 3 ชนิด คือ กระชายดำ กระชายแดง กระชายเหลือง

จัดเป็นไม้ล้มลุก ไม่มีลำต้นบนดิน มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ซึ่งแตกรากออกไปเป็นกระจุกจำนวนมาก แตกหน่อได้ อวบน้ำ เป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปทรงไข่ค่อนข้างยาว ปลายเรียว ตรงกลางพองกว้าง ผิวมีสีน้ำตาลอ่อน ส่วนเนื้อในมีสีเหลือง หรือมีสีแตกต่างไปตามชนิด และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยมานาน โดยเฉพาะเหง้ากระชายที่มีน้ำมันหอมระเหยและมีสารสำคัญหลายชนิดสะสมอยู่ การใช้งานเบื้องต้น ใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์เนื้อปลาได้ดี ที่สำคัญเป็นสารที่มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรหลายชนิด ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://medthai.com ระบุสรรพคุณของกระชายว่า เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ เสริมสมรรถภาพทางเพศ แก้ลมวิงเวียน แน่นหน้าอก แก้โรคในปากและคอ เช่น ปากเปื่อย ปากแห้ง ปากเป็นแผล แก้อาการปวดท้อง มวนในท้อง อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง ท้องเดิน แก้บิด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะพิการ แก้ปวดข้อ บำรุงกระดูก ช่วยทำให้กระดูกไม่ เปราะบาง และใช้เป็นยาภายนอก รักษากลากเกลื้อน

และข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ส่วนเหง้าของกระชายรักษาอาการแน่น จุกเสียด โดยน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ขับลม และสารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยังมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า สารสกัดคลอโรฟอร์มและเมทานอลจากรากของกระชายมีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อ Giardia intestinalis พยาธิเซลล์เดียวในลำไส้ที่ก่อให้เกิดภาวะท้องเสีย ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ขณะที่งานวิจัยของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า สาร Pinostrobin, Pinocembrin, Panduratin A และ Alpinetin ของกระชายมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด และงานวิจัยในประเทศกานา พบว่า สาร Pinostrobin จากรากและใบ มีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมาลาเรีย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.พ. มติชน รายงานว่า มีคำเตือนจาก นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หลังจากเมื่อ วันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีผู้แชร์ข้อมูลประสบปัญหาการใช้สมุนไพร โดยระบุว่า ดื่มน้ำกระชาย 10 วัน ร่างกายทรุด ไร้เรี่ยวแรง “ผมนำทั้งหมด (กระชาย น้ำผึ้ง น้ำมะนาว) มาปั่นเป็นน้ำสำหรับดื่ม

โดยดื่มเช้าและเย็น ดื่ม 2 จอก ทุกวัน เป็นเวลา 10 วัน ผมเริ่มป่วย แขนขาอ่อนแรง พูดเริ่มไม่ชัด เกือบจะเป็นปากเบี้ยว เดินก้าวเท้าไม่ได้ โดยซีกขวาผิดปกติคล้ายอัมพฤกษ์ ในที่สุดต้องไปพบแพทย์ ต้องนอนโรงพยาบาล 6 วัน ตรวจสแกนสมอง สแกนทุกอย่าง ผลเอกซเรย์ พบว่า เลือดหนืดไปเลี้ยงก้านสมองไม่ทัน ประเด็นสำคัญคือ กระชายไม่ควรกินเยอะทุกวัน และในผู้สูงอายุยิ่งต้องระวังจะทำให้เลือดหนืด และเสี่ยงป่วย ขณะนี้อาการฟื้นตัวดีขึ้น 80-90% แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ดีเต็ม 100% ยังเดินไม่สมบูรณ์”

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า สมุนไพรอย่าง กระชาย หากรับประทานเป็นอาหารสามารถรับประทานได้ เพราะการประกอบอาหารไม่ได้ใช้จำนวนมาก แต่การรับประทานตามหลักก็ไม่ได้แนะนำให้บริโภคทุกวัน แม้แต่เป็นอาหารตามหลักโภชนาการก็ไม่แนะนำให้บริโภคอะไรประจำทุกวัน แต่ต้องบริโภคหลากหลาย หากรับประทานด้วยจุดประสงค์ทางยา หรือการบำรุงร่างกาย ต้องอยู่ภายใต้แพทย์และแพทย์แผนไทยแนะนำ ยิ่งผู้สูงอายุยิ่งต้องระวัง

ส่วนกระชายในที่นี้ ก็ไม่ใช่ กระชายดำ ที่มีฤทธิ์ทางเพิ่มกำลังวังชา บำรุงร่างกาย ซึ่งผ่านการวิจัยพัฒนามีข้อมูลวิชาการ แต่ก็ไม่แนะนำให้รับประทานทุกวัน ต้องกินแบบทิ้งช่วง

วันนี้ (17 มิ.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็น ระบุว่า “คสช. เป็นรัฐบาลของใคร และเพื่อใคร!?!” โดยเล่าว่า นายกฯ ช่วยตอบหน่อยว่า ราคา สับปะรด กิโลละ 1 บาท เหตุใดรัฐบาลจึงไม่อ้างอิงราคานำเข้า+ค่าขนส่ง จากต่างประเทศให้เหมือนสูตรอุ้มราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นบ้าง !?!
และที่อุ้มราคาเอทานอลผลิตในประเทศ ที่มีราคาสูงกว่าตลาดโลกลิตรละเกือบ 10 บาท อ้างว่าช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง และอ้อย สงสัยว่าช่วยใครกันแน่ เอาชาวไร่มาอ้างเพื่อบังตาการช่วยเจ้าของธุรกิจโรงกลั่น และโรงงานน้ำตาลหรือเปล่า?

การมารีดเงินคนใช้น้ำมัน ไปอุ้มน้ำมัน อี 85 ลิตรละ 9.35บาท และ อี 20 ลิตรละ 3 บาท อ้างว่าเป็นการช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง มีข้อมูลมาเปิดเผยไหมว่า ชาวไร่มันสำปะหลัง ได้รับเงินส่วนต่างจากเอทานอล ลิตรละ 9 บาท หรือไม่? หรือใครได้ไปกันแน่? ทำไม รัฐบาลไม่ช่วยพืชผลทางการเกษตรอื่นบ้าง นอกจาก สับปะรดแล้ว ขณะนี้มะพร้าวราคาตก ชาวสวนมะพร้าวขาดทุน เพราะรัฐบาลปล่อยให้มีการลักลอบนำมะพร้าวจากอินโดนีเซียเข้ามาตัดราคาสินค้าเกษตรของบ้านเรา ยังมียางอีกหล่ะ 3 โล 100 รัฐบาลช่วยไม่ได้ บอกเป็นไปตามราคาตลาดโลก

สินค้าคนไทยที่ “ขาย” ถ้าราคาตกต่ำ อ้างกลไกตลาดโลก รัฐบาลช่วยไม่ได้ คสช. เป็นรัฐบาลของใคร และเพื่อใครกันแน่!?!

สินค้าที่คนไทยต้อง “ซื้อ” ทั้งที่ผลิตในบ้าน อ้างราคาตลาดโลก+ค่าขนส่งเทียม ถ้าอ้างราคาตลาดโลก+ค่าขนส่งเทียมแล้ว ยังกำไรน้อยไป จะเปลี่ยนมาอ้างสูตรราคาจริง ที่ผลิตได้แบบกรณีเอทานอล ราคาเลยสูงเว่อร์กว่าตลาดโลกเกือบ 10 บาท/ลิตร ที่ทำได้เช่นนี้ เพราะรัฐบาลช่วยทำสูตรทั้งบวกต้นทุนเทียม และราคาที่อ้างตามที่ผลิตจริง ที่บวกไขมันของกลุ่มธุรกิจใหญ่เอาไว้ด้วย เพื่อให้ธุรกิจใหญ่มาเอากำไรจากคนไทย ใช่หรือไม่

รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ระบุว่า ฝนที่ตกต่อเนื่องในพื้นที่ตลอด 3 วัน ที่ผ่านมา สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับชาวสวนยาง เนื่องจากไม่สามารถกรีดยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพหลักในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว ถือเป็นการซ้ำเติมชาวสวนยางที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ชาวสวนยางต้องรอให้ฝนหยุดก่อน จึงจะเริ่มกรีดยางได้อีกครั้ง