รัฐบาลจึงวางแผน “พัฒนาข้าวอย่างยั่งยืน” ซึ่งต้องพัฒนา

หลายมิติไปพร้อมกันทั้งระบบ โดยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งตลาดข้าวคุณภาพสูง เช่น ข้าวสี ข้าวหอมมะลิ ข้าวสุขภาพ เป็นต้น และตลาดข้าวทั่วๆ ไป ซึ่งมีคู่แข่งมาก จึงต้องพัฒนานำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต บนพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ในภาคกลาง พร้อมทั้งวางระบบมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (Good Agricultural Practices-GAP) ลดการใช้สารเคมีในนา เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯทำอยู่ขณะนี้ คือ การมุ่งสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้ภาคเกษตรจากการส่งเสริมให้รวมกลุ่มผลิตและบริหารจัดการในรูปแบบ “นาแปลงใหญ่” เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยการผสานเชื่อมโยงกันตั้งแต่เริ่มการจัดการการเพาะปลูกข้าวไปจนถึงการตลาด มีเป้าหมายอีก 4 ปี หรือในปี 2564 จะเพิ่มพื้นที่นาแปลงใหญ่จาก 1.7 ล้านไร่ ในปัจจุบัน เป็น 19.3 ล้านไร่จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 58.7 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ต้องอาศัย “ความสมัครใจของชาวนา” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาแบบครบวงจร เมื่อเกษตรกรสมัครใจรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่แล้ว ขั้นต่อไปจะต้องช่วยกันวางแผนว่ากลุ่มจะปลูกข้าวพันธุ์อะไร ปริมาณเท่าใด เตรียมเมล็ดพันธุ์ ดินและปุ๋ยอย่างไร ต้องใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีอะไร และแบ่งหน้าที่ในการผลิตตามความถนัด

ในการตัดสินใจของกลุ่มจะต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาด, การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า, การปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกและต้องรู้จักสร้างกลไกบริหารจัดการ หรือปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก หรือเปลี่ยนไปทำการเกษตรอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทในการส่งเสริม โดยการจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้จัดการให้ในระยะแรก พร้อมทั้งสนับสนุนความรู้ เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เครื่องมือปลูกข้าว แปลงสาธิตตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ๆ โดยใช้ประโยชน์จากดาวเทียม หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และประสานกับภาคเอกชนในรูปแบบประชารัฐเพื่อขับเคลื่อนให้กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ เชื่อมโยงตลาดรองรับสินค้าที่ผลิตได้ เพื่อหาช่องทางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งยังมีสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวง
เกษตรฯ ช่วยขับเคลื่อนและเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัย เกษตรกร และภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันงานวิจัย “จากหิ้งมาสู่ห้าง” กระตุ้นให้นำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเพื่อผู้ป่วย ผลิตภัณฑ์โภชนเภสัช และเวชสำอาง เป็นต้น แทนการขายข้าวเพื่อใช้บริโภคเพียงอย่างเดียว เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศและต่อยอดเป็นสินค้าคุณภาพระดับสากลในอนาคต

การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ มุ่งร้อยห่วงโซ่การค้าคุณธรรมแบบยั่งยืน ตามนโยบายที่จะยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว พร้อมทั้งวางระบบตรวจสอบ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าคุณภาพดีคุ้มกับราคาที่สูงขึ้น และที่สำคัญเพื่อช่วยให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างยั่งยืนสมกับที่ได้ทุ่มเทเวลาและใส่ความตั้งใจในการดูแลผลผลิตให้ได้คุณภาพ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสำเร็จได้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันอย่างแท้จริง อย่างมีคุณธรรม และเกื้อกูลกันจากทุกฝ่าย สุดท้าย “ผู้บริโภค” ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การผลิตข้าวที่มีคุณภาพบรรลุผลสำเร็จได้ และในต้นปีหน้านี้ ขอให้เตรียมพบกับ “ข้าวสุขภาพรุ่นแรก กข 43” ที่รับประทานแล้วไม่อ้วน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ตรวจสอบสถานการณ์ในลุ่มเจ้าพระยาพบว่า ปริมาณน้ำป่าจากภาคเหนือที่หลากท่วมพื้นที่ จ.สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และ จ.นครสวรรค์ ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ที่จุดวัดน้ำหน้าค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ในรอบ 24 ชั่วโมง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวัดได้ 1,747 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำมากขึ้นจาก 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในเช้าวันนี้ ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 10 ซม. โดยวัดได้ 3.25 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่า จากแนวโน้มการระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเขื่อนเจ้าพระยา จะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอีก 10-15 ซม. ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงริมตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ในตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำล้นตลิ่งจึงควรเฝ้าระวัง และติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

คอลัมน์ แตกประเด็น
โดย ชุติมา บุณยประภัศร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ข้าวไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี แต่ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ส่งออกข้าวรายใหม่ที่มีความสามารถในผลิตข้าวด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศไทย

ประกอบกับ “ข้าว” เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาไทย 17 ล้านคน ซึ่งเป็นรายย่อยกว่า 10 ล้านคน ยังคง “ติดกับดักความยากจน” จากต้นทุนการผลิตสูง ทั้งต้องเช่าที่ดินทำนาในอัตราค่าเช่าสูง พื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก ขาดความรู้ในการทำนาอย่างถูกวิธีในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ใช้สารเคมีมากเกินขนาดจนดินเสื่อมสภาพ ขาดเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต่างคนต่างทำ ทำนาหลายรอบใน 1 ปีแต่ไม่มีการวางแผนการตลาด เมื่อผลผลิตออกต้องเร่งขาย ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง และได้ผลตอบแทนน้อย เรียกว่า “ยิ่งทำนายิ่งยากจน”

ด้วยเหตุนี้ “รัฐบาล” ทุกยุคทุกสมัยมักมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะราคาผ่านมาตรการรับจำนำ ประกันราคา แจกปัจจัยการผลิต ซึ่งไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยังไม่สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรแบบยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาในวันนี้จะคิดและทำแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว รัฐบาลเล็งเห็นว่า การสร้างความยั่งยืนให้ข้าวไทยเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้เวลา ความรู้ ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมทั้งองค์ประกอบด้านคุณภาพ คุณค่า และศักยภาพการแข่งขัน

รัฐบาลจึงวางแผน “พัฒนาข้าวอย่างยั่งยืน” ซึ่งต้องพัฒนาหลายมิติไปพร้อมกันทั้งระบบ โดยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งตลาดข้าวคุณภาพสูง เช่น ข้าวสี ข้าวหอมมะลิ ข้าวสุขภาพ เป็นต้น และตลาดข้าวทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีคู่แข่งมาก จึงต้องพัฒนานำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต บนพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ในภาคกลาง พร้อมทั้งวางระบบมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (Good Agricultural Practices-GAP) ลดการใช้สารเคมีในนา เพื่อให้ได้ข้าวที่ปลอดภัย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯทำอยู่ขณะนี้ คือ การมุ่งสร้างความเข้มแข็ง จากภายในให้ภาคเกษตรจากการส่งเสริมให้รวมกลุ่มผลิตและบริหารจัดการในรูปแบบ “นาแปลงใหญ่” เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยการผสานเชื่อมโยงกันตั้งแต่เริ่มการจัดการการเพาะปลูกข้าวไปจนถึงการตลาด มีเป้าหมายอีก 4 ปี หรือในปี 2564 จะเพิ่มพื้นที่นาแปลงใหญ่จาก 1.7 ล้านไร่ในปัจจุบัน เป็น 19.3 ล้านไร่จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 58.7 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ต้องอาศัย “ความสมัครใจของชาวนา” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาแบบครบวงจร เมื่อเกษตรกรสมัครใจรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่แล้ว ขั้นต่อไปจะต้องช่วยกันวางแผนว่ากลุ่มจะปลูกข้าวพันธุ์อะไร ปริมาณเท่าใด เตรียมเมล็ดพันธุ์ ดินและปุ๋ยอย่างไร ต้องใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีอะไร และแบ่งหน้าที่ในการผลิตตามความถนัด

ในการตัดสินใจของกลุ่มจะต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาด, การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า, การปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกและต้องรู้จักสร้างกลไกบริหารจัดการ หรือปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก หรือเปลี่ยนไปทำการเกษตรอื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทในการส่งเสริม โดยการจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้จัดการให้ในระยะแรก พร้อมทั้งสนับสนุนความรู้ เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เครื่องมือปลูกข้าว แปลงสาธิตตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ๆ โดยใช้ประโยชน์จากดาวเทียม หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และประสานกับภาคเอกชนในรูปแบบประชารัฐเพื่อขับเคลื่อนให้กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ เชื่อมโยงตลาดรองรับสินค้าที่ผลิตได้ เพื่อหาช่องทางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งยังมีสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ช่วยขับเคลื่อนและเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัย เกษตรกร และภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันงานวิจัย “จากหิ้งมาสู่ห้าง” กระตุ้นให้นำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเพื่อผู้ป่วย ผลิตภัณฑ์โภชนเภสัช และเวชสำอาง เป็นต้น แทนการขายข้าวเพื่อใช้บริโภคเพียงอย่างเดียว เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศและต่อยอดเป็นสินค้าคุณภาพระดับสากลในอนาคต

การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ มุ่งร้อยห่วงโซ่การค้าคุณธรรมแบบยั่งยืน ตามนโยบายที่จะยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว พร้อมทั้งวางระบบตรวจสอบ เพื่อให้
ผู้บริโภคมั่นใจว่าคุณภาพดีคุ้มกับราคาที่สูงขึ้น และที่สำคัญเพื่อช่วยให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างยั่งยืนสมกับที่ได้ทุ่มเทเวลาและใส่ความตั้งใจในการดูแลผลผลิตให้ได้คุณภาพ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะสำเร็จได้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันอย่างแท้จริง อย่างมีคุณธรรม และเกื้อกูลกันจากทุกฝ่าย สุดท้าย “ผู้บริโภค” ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การผลิตข้าวที่มีคุณภาพบรรลุผลสำเร็จได้

และในต้นปีหน้านี้ ขอให้เตรียมพบกับ “ข้าวสุขภาพรุ่นแรก กข43” ที่รับประทานแล้วไม่อ้วน ก.สาธารณสุขขับเคลื่อน ‘ยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564’ ตั้งเป้า 5 ปีลดอัตราป่วยร้อยละ 50 เล็งคุมเข้มยาต้านจุลชีพทั้งในคนและสัตว์

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการดำเนินงานแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพว่า สธ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่แก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการ ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ฉบับแรกของไทย เป็นกรอบการทำงานให้แก่หน่วยงานต่างๆ ไปสู่เป้าหมายลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับคนร้อยละ 20 และสำหรับสัตว์ร้อยละ 30 ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและใช้ยาต้านจุลชีพเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และมีระบบจัดการการดื้อยาที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

นพ.ปิยะสกลกล่าวต่อไปว่า ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ 1. ดำเนินการ 8 เรื่อง ตามเป้าหมายเร่งด่วน รอบที่ 1 ปีงบประมาณ 2560 อาทิ นโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุผลครอบคลุมยาต้านจุลชีพ พัฒนาระบบการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป นำร่องระบบมาตรฐานการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลสัตว์เลี้ยง การออกประกาศต่างๆ เพื่อควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพทั้งในคนและสัตว์ เป็นต้น 2. มีมาตรฐานห้องปฏิบัติการด้านจุลชีววิทยาทางการแพทย์

เพื่อให้สามารถตรวจจับเชื้อดื้อยาเป็นมาตรฐานเดียวกัน 3. เพิกถอนทะเบียนยาต้านจุลชีพที่ไม่ปลอดภัย ยกเลิกยาต้านจุลชีพจากการเป็นยาสามัญประจำบ้าน ยกระดับการควบคุมให้เป็นยาอันตราย รวมทั้งจำกัดการกระจายยาต้านจุลชีพที่สำคัญ 4. สธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีนโยบายร่วมกันในการลดการใช้ยาต้านจุลชีพในโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน และโรคท้องร่วงเฉียบพลัน 5. สธ.ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการติดตามการใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยงสัตว์และจัดทำแผนเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และ 6. เริ่มจัดทำข้อมูลพื้นฐานระบบจัดการเชื้อดื้อยาของประเทศ เช่น การสำรวจปริมาณการบริโภคยาต้านจุลชีพของประเทศไทย การสำรวจความรู้และพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพของประชาชนและเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาระบบติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ฯ ในระยะยาว

“สำหรับในระยะต่อไป ประกอบด้วย การดำเนินงานตามเป้าหมายเร่งด่วน รอบที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2561 รวม 14 รายการ โดยนำผลประเมินร่วมของการปฏิบัติตามกฎอนามัยระหว่างประเทศจากองค์การอนามัยโลกประเด็นสำคัญเร่งด่วน 3 ข้อ และให้หน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์ เพื่อเริ่มขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพฯ อย่างเป็นระบบในปี 2561” นพ. ปิยะสกล กล่าว

นายวิรุฬห์ สิทธิวงค์ นายอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ(อช.) ภูซาง หรือ PAC อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ที่ห้องประชุมศูนย์การท่องเที่ยว อช.ภูซาง เพื่อหารือเรื่องการเข้าหาของป่าของประชาชนในช่วงฤดูฝน เช่น เห็ด หน่อไม้ เพื่อคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของธรรมชาติและวางแนวทางให้ประชาชนเข้าใจ

นายวิรุฬห์ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน บางพื้นที่ประชาชนเข้าป่าหาเห็ดแล้วถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำบันทึก จึงหารือในที่ประชุม PAC ของ อช.ภูซาง ในครั้งนี้ ซึ่งเขต อช.ภูซาง ไม่ค่อยมีของป่ามากนัก ประกอบกับหมู่บ้านที่มีแนวเขตติดต่อกับ อช.ภูซาง เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและป้องกันไฟป่าให้ อช.ภูซาง ซึ่งหัวหน้า อช.ภูซาง จะเข้าไปเสนอหมู่บ้านที่เป็นเครือข่ายของ อช.ภูซาง เพื่อหามาตรการทำความเข้าใจและป้องกันวิถีการหาของป่าลักษณะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

นายบันทม สมสุวรรณ หัวหน้า อช.ภูซาง กล่าวว่า จะนำข้อเสนอจาก PAC อช.ภูซาง เข้าไปหารือกับคณะกรรมการหมู่บ้านทุกแห่งที่เป็นหมู่บ้านแนวกันชนเครือข่าย อช.ภูซาง เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องแนวทางการหาของป่า โดยเฉพาะหน่อไม้ หมู่บ้านอาจต้องกำหนดปริมาณเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ของหน่อไม้ ส่วนเห็ดมีอยู่ทุกพื้นที่และมีมากในฤดูฝน อาจไม่จำกัดปริมาณการเก็บ เพราะเป็นวิถีการดำรงชีวิต โดยให้แต่ละหมู่บ้านทำประชาคม วางแนวทางระเบียบหรือข้อตกลงสามารถยืดหยุ่น ทำความเข้าใจได้ง่าย ที่สำคัญทุกคนรักและหวงแหนป่าไม้ของตนเอง

สหกรณ์การเกษตรใน 8 จังหวัดภาคเหนือเปิดจุดรับซื้อผลผลิตลำไยคุณภาพจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงที่ลำไยจะมีปริมาณผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่า 240,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดหาช่องทางจำหน่ายผลผลิตลำไยของสหกรณ์ ประสานความร่วมมือกับห้างโมเดินเทรด และเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ สั่งซื้อลำไยจากสหกรณ์ภาคเหนือเพื่อนำไปกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ หวังบรรเทาปัญหาลำไยออกมากระจุกตัว ขณะที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดกิจกรรมสั่งซื้อลำไยผ่าน Call Center 1545 และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ จัดส่งลำไยผ่านไปรษณีย์ถึงหน้าบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ลำไยในภาคเหนือว่าผลผลิตเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โดยปริมาณลำไยในปีนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณทั้งสิ้น 377,687 ตัน โดยคาดว่าผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ปริมาณ 240,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย ลำปางและตาก จำนวน 15 สหกรณ์ เป็นตัวกลางในการกระจายลำไยออกนอกพื้นที่ เพื่อช่วยดูดซับปริมาณลำไยในตลาด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาลำไยในพื้นที่ให้ไม่ตกต่ำ โดยกรมฯได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์แก่สหกรณ์ใช้ในการรวบรวมผลผลิตลำไยในฤดูกาลปีนี้ จำนวน 52.50 ล้านบาทและสนับสนุนเงินอุดหนุนเพิ่มศักยภาพธุรกิจรวบรวม แปรรูป การตลาดและกระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่อจัดซื้อตะกร้าและกล่องบรรจุลำไย เพื่อให้สามารถกระจายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสียของผลผลิตอีกจำนวน 6,060,000 บาท

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือร่วมกันวางแผนล่วงหน้า ในการผลิตและการรับซื้อผลไม้จากสมาชิก พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายสินค้าล่วงหน้าก่อนถึงฤดูกาล ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยกับภาคเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ โดยตกลงซื้อขายลำไย ปริมาณ 1,300 ตัน โดยบริษัท เอก–ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด ได้ลงนามซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จังหวัดลำพูน จำนวน 500 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างเทสโก้ โลตัส ขณะที่บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ลงนามซื้อลำไยกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จังหวัดลำพูน จำนวน 350 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างแมคโคร

นอกจากนี้ยังมีบริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด ได้ตกลงซื้อลำไยร่วงเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปยังประเทศจีน โดยได้ตกลงซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จำนวน 450 ตัน และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมมือในการกระจายลำไยของสหกรณ์ ผ่านทาง 4 ช่องทาง ได้แก่ Call Center 1545 , www.thailandpostmart.com , แอปพลิเคชั่น thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคในการสั่งซื้อลำไยผ่านไปรษณีย์จัดส่งถึงบ้านในเวลาอันรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

ภาพรวมการเปิดจุดรับซื้อลำไยของสหกรณ์ในขณะนี้ สหกรณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดรับซื้อลำไยสด ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 โดยสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด มีนโยบายการรับซื้อราคานำตลาด 0.5 – 1 บาท ซึ่งผลผลิตที่สหกรณ์รับซื้อส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการผลิตลำไยคุณภาพกับสหกรณ์ ส่วนจังหวัดลำพูน เป็นพื้นที่ที่มีผลผลิตมาก โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัดได้มีการรับซื้อลำไยในราคานำตลาดอยู่ที่ 2 – 4 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรรวบรวมผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์จำนวนมาก

ซึ่งการที่สหกรณ์สามารถซื้อในราคาสูงกว่าตลาดได้ เนื่องจากสหกรณ์มีการคัดเกรดในการรับซื้อ ประกอบกับมีการเจรจาร่วมกับคู่ค้า คือ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ณ ห้างสาขาต่างๆ ทำให้เป็นช่องทางในการระบายผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น สำหรับจังหวัดน่าน มีแผนการรวบรวมลำไยใน 6 สหกรณ์ ซึ่งในปัจจุบันได้เปิดจุดรับซื้อลำไยแล้ว จำนวน 3 สหกรณ์ โดยราคาที่สหกรณ์ รับซื้อจะใกล้เคียงตามราคาตลาด และที่จังหวัดแพร่มีสหกรณ์การเกษตรแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร จำกัด เปิดรับซื้อลำไยสดช่อ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ผลผลิตจะส่งขายไปยังตลาดพิษณุโลกและตลาดในพื้นที่ใกล้เคียง

ขณะเดียวกัน กรมฯยังได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์ในทุกจังหวัด เพื่อร่วมกระจายผลผลิตลำไยสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ โดยได้มีการสร้างช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทาง line กลุ่มของสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยกับสหกรณ์ผู้ซื้อปลายทาง ในการประสานข้อมูลเรื่องปริมาณและราคาที่จะสั่งซื้อระหว่างกัน โดยมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด เป็นตัวกลางในการประสานการซื้อขายลำไยระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยภาคเหนือกับเครือข่ายสหกรณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้เปิดรับการสั่งซื้อจากเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแล้วจำนวน 30 จังหวัด ปริมาณการสั่งซื้อเบื้องต้น 115.5 ตัน

ซึ่งสหกรณ์ในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ พะเยาและน่านจะเป็นรวบรวมลำไยสดคุณภาพดีขนาด AA และ A บรรจุลงกล่องขนาด 10 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 30-32 บาท ขนส่งโดยรถบรรทุกขนาดเล็ก บรรจุ 2.5 ตัน จัดส่งให้กับสหกรณ์ปลายทางภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 วัน ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งสหกรณ์ปลายทางจะนำไปกระจายสู่ตลาดและผู้บริโภคภายในจังหวัด หากสหกรณ์ใดหรือหน่วยงานต่าง ๆ สนใจ สั่งซื้อลำไยคุณภาพดีจากสหกรณ์ในภาคเหนือ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือโดยตรง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จังหวัดลำพูน สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่

สหกรณ์การเกษตรบ้านร่องส้าน จำกัด จังหวัดพะเยา footballsoftpro.com สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัดและสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด จังหวัดน่านและสหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด จังหวัดเชียงราย หรือติดต่อสั่งซื้อที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ และส่วนกลางในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถสั่งซื้อได้ที่กองพัฒนาสหกรณ์ ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2628 5152 หรือ 08 1911 3225

การยางแห่งประเทศไทย เข้าร่วมพิธีมอบใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แก่ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ภายในงานมีทั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด คว้าใบอนุญาต มอก. กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผ่นยางปูพื้น มอก. 2377-2559 และภาคเอกชน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท เนเชอรัล เลเท็กซ์ แมทเทรส อินดัสตรี (ไทยแลนด์) จำกัด และ บริษัท ลาเท็กซ์ ซิสเท็มส์ จำกัด ได้รับใบอนุญาตอุตสาหกรรมฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับที่นอน มอก. 2747-2559 และฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำหมอน มอก. 2741-2559

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมอ. จัดพิธีมอบใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แก่ผู้ประกอบการ SMEs แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้มีการส่งเสริมและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างยั่งยืน ด้วยการเร่งรัดดำเนินการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา ซึ่ง สมอ.มีการประกาศใช้แล้วประมาณ 155 มาตรฐานครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพาราเกือบ 100% และที่สำคัญ ขณะนี้ ยังมีการเดินหน้าผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางในระดับต่างประเทศควบคู่ด้วยอีกหลายมาตรฐาน นับว่าเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพให้กับผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์จากยางพารา และสร้างโอกาสทางธุรกิจในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบกิจการยาง

“ใบอนุญาต มอก. จะเป็นเครื่องหมายการันตีการพัฒนาและส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางก้าวสู่ความสำเร็จอีกระดับหนึ่ง ซึ่งชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด เป็นตัวอย่างของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีการพัฒนาและมีความร่วมมือของเกษตรกรชาวสวนยาง และหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจของสถาบันสามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมยางพารา จากนี้ไปจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเดิมที่ปลูกยางโดยไม่ต้องคำนึงถึงตลาด ณ วันนี้ ต้องมองก่อนว่า มีตลาดอะไรที่รองรับบ้าง

ขณะเดียวกันอาจมีการมองถึงโอกาสสร้างคุณภาพมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราจะทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อเป็นประโยชน์เกษตรกรที่จะเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงต่อไป ทั้งนี้ ขอชื่นชมในความสำเร็จของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และบริษัทที่สามารถบริหารจัดการกิจการจนผ่านการรับรอง ทาง กยท.พร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุนทุกๆ สถาบันเกษตรกรที่พร้อมจะก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรมยาง แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน เพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพให้กับชุมชนและครอบครัวต่อไปอย่างมั่นคง”