รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าวันที่ 25

กรกฎาคม กระทรวงจะร่วมประชุมกับ พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลนโยบายการท่องเที่ยว และจะนำนโยบายการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยมาเป็นอีกช่องทางกระตุ้นการท่องเที่ยว ในรูปแบบการส่งเสริมเด็ก เยาวชน ประชาชน ที่มีความรู้ ความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมไปร่วมแข่งขันหรือเข้าร่วมงานในเวทีระดับนานาชาติ ถือเป็นการโปรโมตให้ต่างชาติรู้จักเมืองไทย สนใจเมืองไทยมากขึ้น ก่อนนำเรื่องนี้หารือกับกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 27 กรกฎาคมต่อไป ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ระหว่างหาข้อสรุปจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการส่งออก ในส่วนของศิลปิน ดารา หรือส่งออกรูปแบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เช่นเดียวกับ The Korea Creative Content Agency (KOCCA) หรือคอกกาของเกาหลีใต้ เบื้องต้นรัฐบาลมีนโยบายและงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมผ่านเยาวชน คนไทย ให้ไปแข่งขันในเวทีโลก ททท.มองว่าเป็นเรื่องของการโปรโมตประเทศไทย จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะบูรณาการแหล่งท่องเที่ยววิถีไทยเข้าไปประกอบด้วย เพื่อแนะนำประเทศไทยออกไปสู่สายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ หากสามารถได้รูปแบบที่ชัดเจน จะหารือในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) ที่มี พล.อ. ธนะศักดิ์ เป็นประธาน

“ที่ผ่านมาไทยได้ส่งออกดารา นักแสดง ไปต่างประเทศค่อนข้างมาก อาทิ ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ มาริโอ เมาเร่อ ไปจีน และส่งเสริมให้เยาวชนนำศิลปวัฒนธรรมออกไปประกวด หรือแข่งขันในเวทีโลก แต่ภาครัฐยังไม่ได้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ หากมีการบูรณาการร่วมกันได้ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯกับกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งในเชิงนโยบายและงบประมาณจะเป็นเรื่องที่ดีมาก” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ได้ปรับประมาณการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวปี 2560 เป็น 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 แสนคน จากก่อนหน้าคาดที่ 34.5 ล้านคน จากปี 2559 ที่ 32.5 ล้านคน โดย 5 เดือนแรกปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 14.6 ล้านคน เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% เป็นการขยายตัวของนักท่องเที่ยวเกือบทุกสัญชาติ ซึ่งผลกระทบจากมาตรการการปราบทัวร์ผิดกฎหมายปลายปี 2559 น่าจะสิ้นสุดลงแล้ว เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการปรับตัวเลขประมาณการณ์นักท่องเที่ยวใหม่เพิ่มขึ้น 4 แสนคน มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญ

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลังปัจจัยหนุนเศรษฐกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือ การท่องเที่ยวเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น โดยภาคธุรกิจท่องเที่ยวมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอื่นที่จำนวนมาก หรือมีแวลูเชนยาว ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะนี้นักท่องเที่ยวจีนนิยมท่องเที่ยวแบบอิสระ (เอฟไอที) วางแผนจัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง แทนการเดินทางท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์ และนักท่องเที่ยวจีนมีการใช้จ่ายสูงมากขึ้นด้วย

กยท.มึน “อินโด-มาเลย์” เฉ่งไทยฉุดราคายาง อ้างข่าวม็อบสวนยาง-นักการเมืองพูดกดราคาฮวบ 5 เสือผู้ส่งออกยางพาราลงขันเข้ากองทุน 1.2 พันล้าน ลุยซื้อยางแล้วสัปดาห์นี้ หลังภาคียางพารา 3 ประเทศไฟเขียวจำกัดการส่งออก

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.ได้ร่วมประชุมแนวทางและมาตรการแก้ปัญหายางพารา ในเวทีสภาไตรภาคียางพารา ครั้งที่ 28 ร่วมกับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ระหว่าง 6-7 กรกฎาคม 2560 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในที่ประชุม พิจารณา มีมติ 2 เรื่อง คือ 1. มาตรการจำกัดปริมาณการ ส่งออกยางพารา 3 ประเทศ โดยโควตาของแต่ละประเทศที่จะลดการส่งออก จะเสร็จภายใน 15 กันยายน 2560 2. เร่งรัดการประชุมระดับ รมต.ของ 3 ประเทศผู้ผลิตยาง จากเดิมช่วงเดือนธันวาคม เป็นเดือนกันยายนนี้

การประชุมครั้งนี้ ทั้งอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างตำหนิไทย ทำให้ราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลง ต่างมี มุมมองว่าไทยทำให้ราคายางพาราในตลาดโลกปั่นป่วน เพราะโยงเรื่องการเมือง ส่งผลให้นักเก็งกำไรราคายาง นำเอาข่าวที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องม็อบเกษตรกรชาวสวนยาง นักการเมืองออกมาพูดเรื่องยาง มาทุบและกดราคาซื้อยางในตลาด เมื่อมีข่าวลบ นักเก็งกำไรก็นำเอาไปทุบราคาในตลาดล่วงหน้า ส่งผลกระทบให้ผู้ซื้อยางใช้อ้างอิงในการนำมากำหนดราคาซื้อจากเกษตรกร ซึ่งเป็นการทำลายตลาดของชาวสวนกันเอง

นายธีธัช กล่าวว่า ขณะนี้ 5 เสือผู้ส่งออกยางพารา รายใหญ่ของประเทศ ได้โอนเงินมารวมไว้ที่ กยท.แล้ว รวม 1,200 ล้านบาท ประกอบด้วย บริษัท ไทยฮั้วรับเบอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด, บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด และ บริษัท ไทยรับเบอร์ ลาแท็คซ์กรุ๊ป จำกัด ซึ่งสัปดาห์นี้น่าจะสามารถเข้าซื้อได้ ทั้งในตลาดล่วงหน้าและตลาดซื้อขายจริง หลังจัดตั้งนิติบุคคลกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางได้เสร็จอย่างเป็นทางการ

“ตลอดปี 2560 กยท.มองราคายางพาราจะเคลื่อนไหวในกรอบ 60-70 บาท/กิโลกรัม ดังนั้น กองทุนรักษาเสถียรราคายางที่จัดตั้งจากการร่วมมือของกยท. และ 5 เสือ ส่งออกยางพารารายใหญ่ของไทยวงเงิน 1,200 ล้านบาท พร้อมที่จะเข้าซื้อยางพาราแล้ว ดังนั้น เมื่อกองทุนฯ สามารถเข้าซื้อได้ เชื่อว่าราคายางพาราที่เกษตรกรขายได้จะกลับเข้าสู่กรอบที่ควรจะเป็นคือประมาณ 60-70 บาท/กิโลกรัม จากช่วงนี้ราคายางอยู่ที่ประมาณ 53 บาท/กิโลกรัม” นายธีธัช กล่าว

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ขณะนี้น้ำโขงมีระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไหลเชียวและมีสีขุ่นแดง เช้านี้วัดได้ 5.12 เมตร แต่ยังไม่ถึงขีดอันตราย ขีดอันตรายอยู่ที่ 10-12 เมตร เนื่องจากได้รับน้ำจากทางเหนือไหลทะลักลงมาบวกกับน้ำฝนที่ตกลงมาและน้ำป่าจากทางประเทศเพื่อนบ้านไหลมาสมทบทำให้น้ำในลำน้ำโขงหนุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และก็มีเศษสิ่งปฎิกูลไหลปะปนมากับน้ำโขง ทั้งเศษไม้ ท่อนไม้ ซากพืชซากสัตว์ที่เน่าตายเป็นจำนวนมาก

จึงฝากเตือนผู้ใช้เรือเดินทางไปมาระหว่างลำแม่น้ำโขงของไทย-ลาวให้ใช้ความระมัดระวังในการข้ามไปมาอาจไปชนเข้ากับสิ่งปฎิกูลทำให้เรือเสียหายหรืออับปางลงได้และที่สำคัญในช่วงน้ำขึ้นนี้ปลาจากแม่น้ำโขงจะจับได้มากสร้างรายได้ให้กับชาวเรือที่ออกให้ปลามาจำหน่ายตามลำแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้นผู้ว่าฯได้สั่งการให้ทางอำเภอทางป้องกันอำเภอและป้องกันจังหวัดให้เฝ้าระวังอันอาจจะเกิดน้ำป่าไหลหลากขึ้นได้เตือนประชาชนที่อาศัยและปลูกบ้านเรือนอยู่ตามตลิ่งฝั่งแม่น้ำโขงให้ติดตามพยากรณ์อากาศจากทางอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดและเฝ้าติดตามคำเตือนจากทางอำเภอและทางจังหวัด ซึ่งหากมีน้ำไหลหลากและท่วมฉับพลันจะได้อพยพได้ทันท่วงที แต่ในช่วงนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหาย มีเพียงพืชผักสวนครัวที่ปลูกตามริมตลิ่งและต้นกล้วยเป็นบางส่วนเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามทางจังหวัดได้เตรียมการรับมือไว้แล้วโดยเฝ้าติดตามระดับน้ำโขงจากทางหน่วยเหนือ หากมีน้ำไหลหลากทางจังหวัดที่อยู่ตอนเหนือกว่าจะมาถึงจังหวัดอำนาจเจริญใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8-10 วันพอที่จะเตรียมการรับมือได้ทันท่วงที ฉะนั้นประชาชนจะต้องเฝ้าติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 12 กรกฏาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับทะเลบริเวณอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและประเทศไทยเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และฝนตกหนักบางแห่ง

บริเวณจังหวัดเชียงราย ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์

อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร ชัยภูมิ และนครราชสีมา

อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี

อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วง 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่วันที่ 11 -17 กรกฎาคม 2560 จะมีฝนตกหนักในทุกพื้นที่ของประเทศไทย แบ่งเป็น ช่วงวันที่ 11-13 กรกฎาคม มีฝนตกกระจายตัวประมาณ 40- 60 % ของพื้นที่ ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนในช่วงวันที่ 14-17 กรกฎาคม มีฝนตกหนัก 60-70% ของพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มากกว่าปริมาณฝนตกในช่วงเดียวกันของปี 2559 ประมาณ 52%

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของประเทศ มีปริมาณน้ําใน 42,006 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ลบ.ม. หรือประมาณ 56% ของความจุอ่างเก็บน้ำ มีพื้นที่รองรับน้ำฝนเพื่อกักเก็บไว้ใช้อีก 44% หรือประมาณ 33,208 ล้านลบ.ม. ประกอบกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปีนี้มีปริมาณน้ำมากกว่าปีที่ผ่านมา 8,565 ล้านลบ.ม.หรือ 28 % กรมชลฯ จึงขอยันยันว่าจะมีน้ำให้เกษตรกรใช้ตลอดฤดูเพาะปลูกแน่นอน ส่วนปัญหาน้ำท่วมขังขณะนี้มีแค่บางพื้นที่เท่านั้น โดยพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรและพื้นที่ในกรุงเทพยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ และภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 4,636 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 26%มากกว่าปีที่ผ่านมา 3,000 กว่าล้านลบ.ม. แบ่งเป็น สิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การ 1,668 ล้านลบ.ม. หรือ 25% แควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การ 369 ล้านลบ.ม. หรือ 41% ป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การ 353 ล้านลบ.ม. หรือ 37% และภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การ 2,226 ล้านลบ.ม. หรือ 23%

“ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีการระบายน้ำออกรวมกันวันละ 32 ล้านลบ.ม. แม้ช่วงนี้ฝนจะตกชุกอยู่ โดยเขื่อนภูมิพลต้องระบายน้ำจากท้ายเขื่อนวันละ 5 ล้านลบ.ม. เนื่องจากตั้งแต่จังหวัดตากลงไปยังต้องใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และน้ำเพื่อทำการเกษตร เพราะพื้นที่เหล่านั้นไม่มีฝนตก ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ต้องระบายน้ำวันละ 10-20 ล้านลบ.ม. เนื่องจากต้องช่วยสนับสนุนน้ำด้านท้ายเขื่อนในจังหวัดอุตรดิตถ์ จนถึงพิษณุโลก”นายทองเปลว กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า ขณะที่สภาพน้ำท่าทางตอนบนของประเทศมีแนวโน้มลดลง แต่ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ อยู่ในเกณฑ์ 993 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากมีฝนตก ประกอบกับมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังไหลเข้ามาสบทบเพิ่มเติมบริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 99 ลบ.
ม.ต่อวินาที ทำให้บริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณเพิ่มขึ้น กรมชลฯ จึงควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจาพระยา ให้ไม่เกิน 850 ลบ.ม.ต่อวินาที เนื่องจากช่วง 7 วันต่อจากนี้จะมีฝนตกเพิ่มลงมาอีก ซึ่งกรมชลฯประทานจะเร่งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังให้เตรียมรับมือ

นายทองเปลว กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเชียงราก ประมาณ 40,000 ไร่ จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ โดยจะเร่งระบายน้ำผ่านไซฟ่อนบางโฉมศรี พร้อมกับเดินเครื่องสูบน้ำปลายคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก2 (บางโฉมศรี) เพื่อเสริมการระบายน้ำอีก 18 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำที่ระบายออกมาจากทุ่งเชียงราก เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จะไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา

รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ยิ้มแฉ่ง ตลาดกลางสำหรับเหล่าคนทำงานอิสระทั่วโลกจัดลำดับให้ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับชาวสตาร์ตอัพ ลำดับ 7 ของโลก และ 1 ในเอเชีย แซงหน้า สิงคโปร์ ฮ่องกง ชี้ธุรกิจการแพทย์ สาธารณสุข มาแรงแซงโค้งทุกอาชีพ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า หลังจาก วท.จัดงาน “Startup Thailand 2017-Scale up Asia” จบไป เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รับข่าวดีจากเจ้าของเว็บไซต์ www.peopleperhour.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนทำงานอิสระ เป็นเสมือนตลาดกลางสำหรับเหล่าฟรีแลนซ์ทั่วโลก ที่เป็นผู้จัดทำตัวชี้วัดเพื่อจัดอันดับโดยใช้เกณฑ์วัดจากค่าครองชีพ ค่าเช่า เงินเดือน และประเทศที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการประกอบธุรกิจว่ามีการจัดลำดับ เมืองที่ดีที่สุดสำหรับชาวสตาร์ตอัพในเอเชีย พบว่ากรุงเทพมหานครได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่ดีที่สุดในเอเชียสำหรับการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพ และเป็นอันดับ 7 ของโลก

“เราแซงฮ่องกงและสิงคโปร์ที่ถือว่าเป็นสถานที่อันดับต้นที่เหมาะสมกับการเริ่มต้นธุรกิจ และมีความสามารถในการแข่งขันสูง แต่จากผลสำรวจของ PeoplePerHour กลับกลายเป็นว่ากรุงเทพฯ มีตัวเลขของการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ ของเราได้รับความสนใจในกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน และในกลุ่มอื่นๆ ด้วย ซึ่งทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสมสำหรับการผลักดันธุรกิจดังกล่าวสู่ภูมิภาคอาเซียนไปพร้อมกับประชากรจำนวนมหาศาลและการเติบโตของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” รัฐมนตรี วท.กล่าว

นางอรรชกา กล่าวว่า สำหรับการจัดอันดับของโลกนั้น ที่ 1 ได้แก่ zunescene.mobi เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา อันดับ 2 คือ เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี 3. เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ 4. ลิสบอน ประเทศโปรตุเกส 5. สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน 6. ซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา 7. กรุงเทพฯ 8. เมลเบิร์น ออสเตรเลีย 9. ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา 10. บังกาลอว์ อินเดีย 11. กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และ 12. สิงคโปร์

“นี่คือความสำเร็จที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสตาร์ตอัพอย่างจริงจัง เราใช้ทั้งกลไกสนับสนุนและการรวมพลังขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และประชาคมสตาร์ตอัพ เพื่อสร้างนักรบทางเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ นั่นคือผู้ประกอบการสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ในปีนี้ สาขาธุรกิจที่มาแรง คือ กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยีเมือง และกลุ่มธุรกิจบริการ” รัฐมนตรี วท.กล่าว

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในกิจกรรมเสวนาวิชาการ งานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 ณ อาคารโรงพยาบาลสัตว์ มทร.ตะวันออก จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 ในการบรรยายพิเศษ “ไผ่ อดีต ปัจจุบันและอนาคต” ว่า ไผ่เป็นเรื่องที่ถูกทอดทิ้งมานานเพราะคนไทยรู้สึกว่ามันใกล้ซะจนลืมและมองข้ามไป วิถีชีวิตคนไทยในสมัยก่อนมีความผูกพันใกล้ชิด เป็นต้นไม้ที่มหัศจรรย์ใช้ประโยชน์ ได้ทุกส่วน ตั้งแต่เป็นอาหาร ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอย จักสานเป็นอาชีพเสริม หรือนำไปสร้างบ้าน โรงเรือน อาคาร ล่าสุดพบว่ามีนวัตกรรมจากไผ่สามารถนำมาทำเครื่องสำอางประทินผิวเพื่อความสวยงาม หรือทำเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล

เนื่องจากมีราคาถูก ต้นทุนต่ำ แล้วให้ค่าพลังงานความร้อนสูงจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก แปรรูปเป็นเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงทำเป็นยารักษาโรคได้ ไผ่มีหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่พันธุ์ที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีไม่มาก หากเข้ามาหาความรู้เพิ่มเติมจากงานวันเกษตรแห่งชาติ โซนนวัตกรรมไผ่ C 7 ซึ่งจะมีงานไปจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ กิจกรรมอัดแน่นไปด้วยนิทรรศการจัดแสดง สาธิตและจำหน่ายรวมทั้งการเสวนา ก็จะมีความรู้เรื่องไผ่มากยิ่งขึ้น ถ้าคิดในแง่เศรษฐกิจที่ดีที่สุดขณะนี้คือ ไผ่รวก ซางหม่น ซางราชินี ขายได้ทุกส่วน ยกตัวอย่าง ไผ่ซางหม่น 1ไร่ ปลูก 100 ต้น 4X4 เมตร ยิ่งปลูกถี่ยิ่งดีเพราะจะแย่งแสงแดดลำต้นจะยาว โตเร็ว ปลูกครบปีที่ 4 เริ่มสางออกมาขายถ้าไม่สางจะไม่แตกกอ สางเอาลำแก่มาขาย

สางแล้วจะออกหน่อเยอะขึ้นรอบต้น เลือกหน่อไม่สวยไว้กินกับขาย หน่อสวยที่เป็นหน่อดินใหญ่ๆเก็บขาย ลำ อย่างน้อยตัดขาย 5 ลำ/หน่อ/กอ/ปี 100 กอตัดได้ 500 ลำ ไผ่รวกขายลำละ 10 บาท รายได้เดือนละ 5,000 บาท ซางหม่นลำละ 30 บาท รายได้เดือนละ 15,000 บาท ปุ๋ยไม่ต้องให้ยาไม่ต้องพ่น ไม่มีแรงงาน ถึงเวลาไปตัด ขยันหน่อยก็ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกก็จะทำให้โตเร็ว ออกหน่อเยอะ ขยับอัพเกรดไม่ขายเป็นลำ เอามาหมักแช่น้ำยากันมอด ปลวก ขาย 100 บาท ไร่หนึ่งได้ 50,000 บาท/เดือน