รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวตอน

หนึ่งในการเปิดงานว่าโครงการ InnoAgri เป็นโครงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ร่วมกับ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งการพัฒนาประเทศที่ต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมนั้น สอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทย 4.0 ภายใต้แนวทางการปรับเปลี่ยนการเกษตรแบบเดิม (Traditional Farming) ซึ่งใช้แรงงานเป็นหลัก ไปสู่การพัฒนาด้วยระบบบริหารจัดการและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (Smart Farming) เน้นการเข้าถึงและใช้ประโยชน์เทคโนโลยีการเกษตรของเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าร่วมตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของเกษตรแปลงใหญ่

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวถึงการดำเนินงานของโครงการ InnoAgri ว่า จะดำเนินโครงการผ่านรูปแบบกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ได้แก่ 1.ยกระดับเกษตรกรเป็น เกษตรกรไฮเทค (InnoAgri farmer) ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)ที่ เหมาะกับยุคสมัยใช้สำหรับการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ 2.ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (InnoAgri Entrepreneur) ด้วย วทน. ใช้สำหรับสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตผล และ 3.สนับสนุนการสร้างเกษตรนวัตกรรมยั่งยืน (InnoAgri Sustainability) ด้วยการสร้างชุมชนเกษตรนวัตกรรม (InnoAgri village) ที่มีความสามารถในการนำ วทน. มาใช้เพิ่มผลิตภาพการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า ที่เน้นสร้างทายาทเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ในชุมชนผ่านระบบการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบฐานข้อมูล InnoAgri datahub จนเกิดเป็นเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จต้นแบบ InnoAgri champion

โดยมีเป้าหมายการดำเนินโครงการ ดังนี้ 1.มีเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนาให้เป็นเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart farmer) จำนวน 3,000 ราย และนำไปใช้ประโยชน์ 1,500 ราย สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 20 2.เกษตรกรสามารถพัฒนาและยกระดับเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรจำนวน 200 ราย ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยกระดับ/มีผลิตภัณฑ์ใหม่ 20 ผลิตภัณฑ์ 3.ชุมชนต้นแบบเกษตรแบบครบวงจรที่ได้นำ วทน. มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา 2 ชุมชน และ 4.ฐานข้อมูลที่จัดเก็บในรูปแบบคลังความรู้ (InnoAgri Datahub) 1 ฐานข้อมูล

กลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมโครงการ InnoAgri จะต้องมีคุณสมบัติ คือ 1.เป็นเกษตรกรรายย่อยที่มาจากสภาเกษตรกรและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลที่มีศักยภาพในการรับรู้เร็ว และ มีประวัติการนำเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดไปใช้จริง 2.เป็นเกษตรกรรายย่อยที่มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เป็นบุคคลที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเกษตร มีศักยภาพในการชำระเงินกู้ และ 3.ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของพื้นที่
การดำเนินโครงการในปีพ.ศ. 2560 มุ่งเน้นการจัดงาน InnoAgri รายภูมิภาคต่างๆ คือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในรูปแบบการให้ความรู้ผ่านเวทีการประชุม สัมมนา การเรียนรู้ผ่านการสาธิตเชิงปฏิบัติการนิทรรศการจัดแสดงเทคโนโลยีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงพันธมิตร (Supply Side Science Technology and Innovation) และเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค

นำเสนอความต้องการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Demand Side Science Technology Innovation) รวมถึงแนวความคิดเทคโนโลยีที่ต้องการพัฒนา จากโจทย์ความต้องการที่แท้จริง รวมทั้งการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยตรงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันทางการศึกษา สถาบันทางการเงิน และหน่วยงานต่างประเทศ ภายในนิทรรศการหลักของงาน ซึ่งนอกจากความรู้ที่มอบให้แล้วทางโครงการ ยังมีการจับคู่เทคโนโลยี (STI Matching) การแสดงผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยและพัฒนา เครื่องมือ เครื่องจักร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย เอกชน

สำหรับกิจกรรมนำร่องของโครงการ InnoAgri ได้เริ่มต้นระหว่างวันที่ 12-16 กรกฎาคม 2560 ณ เทศบาลตำบลบึงบูรพ์ ต.บึงบูรพ์ อ.บึงบูรพ์ จ.ศรีสะเกษ โดยเน้นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 2,500 ราย ภายในงานนอกจากการจัดนิทรรศการแล้ว ยังมีการเสวนา การบรรยาย และการสาธิตเชิงปฏิบัติการ รวมทั้งกิจกรรมห้องเรียนเทคโนโลยีในหัวข้อต่างๆจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกร อาทิ โครงการ ABC Center , InnoAgri ให้อะไรกับคุณบ้าง การใช้แอปพลิเคชั่นทางการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ติดปีกธุรกิจให้กับเกษตรกร เกษตรกรไทยก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ การเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ใครจะช่วยเหลือเกษตรกรบ้างยกมือขึ้น การบริหารจัดการน้ำชุมชน ดาวเทียม THEOS 2 กับการเกษตรไทย เครื่องลดความชื้นข้าวเปลือกระดับชุมชน มาตรฐานข้าวไทยฉบับปรับปรุงใหม่ การตรวจสอบมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ การแปรรูปข้าว ข้าวฮางงอกกับข้างกล้องต่างกันอย่างไร การทำแชมพูจากข้าว การทำแพนเค้กข้าวกล้อง ข้างเคลือบสมุนไพร การทำซาลาเปา/ขนมขาไก่จากข้าว การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง

ทั้งนี้ โครงการ InnoAgri กำหนดจัดกิจกรรมครั้งต่อไปในระหว่างวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2560 เวลา 08.30-17.00 น. ณ โรงเรียนสา ต.กลางเวียง อ.เวียงสา จ.น่าน โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 1,500 ราย เข้าร่วมกิจกรรม

ผู้แทนเกษตรกร ผู้แทนเครือข่ายสมาคม องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาคประชาชน ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายประชารัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ ผู้ประกอบการกลุ่มชุมชน SMEs OTOP ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ได้ที่ องค์กรสภาเกษตรกรจังหวัด หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาในจังหวัดศรีสะเกษและน่าน หรือที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เลขที่ 35 ม.3 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในวันและเวลาราชการ หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-5779015 และ 02-5779017 หรือที่ E-mail : innoagri@tistr.or.th

จังหวัดชลบุรี ร่วมกับ ซีพีเอฟ จัดโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด จังหวัดชลบุรี ร่วมกับคาราวานซีพีเอฟ ลดค่าครองชีพแก่ประชาชน ปีที่ 9” มหกรรมคืนความสุขแก่ประชาชนจังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 13-17 กรกฎาคม ศกนี้ ยกทัพอาหารปลอดภัยคุณภาพดีของซีพีเอฟไปจำหน่ายในราคาลดพิเศษกว่าปกติ 20-40% พร้อมส่งเสริมกีฬามวยสากลชวนเชียร์ น็อคเอาท์ ซีพีเฟรชมาร์ท ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลก ในวันที่ 15 ก.ค. ณ ศาลากลางจ.ชลบุรี

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์ จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าถึงอาหารคุณภาพปลอดภัยของคนไทย จึงร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายเดินสายจัดกิจกรรม “คาราวานซีพีเอฟ” ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 เพื่อร่วมลดค่าครองชีพ และตอบสนองความต้องการด้านอาหารคุณภาพสูง มาตรฐานปลอดภัย ให้แก่ประชาชน พร้อมจัดการแข่งขันมวยและการแสดงดนตรีบทเพลงพระราชนิพนธ์และบทเพลงเทิดพระเกียรติ ให้ประชาชนได้ชมฟรีตลอดงาน

“ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาคาราวานซีพีเอฟ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนมาร่วมงานอย่างคับคั่งครั้งละหลายหมื่นคน นับเป็นการตอบสนองความต้องการสินค้าคุณภาพดี มาตรฐานปลอดภัยในราคาประหยัด สร้างรอยยิ้มให้แก่คนไทย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่ง สำหรับครั้งนี้ขอเชิญชวนชาวชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมช้อปสินค้าอุปโภค-บริโภค พร้อมเชียร์นักชกชาวไทยในการชกป้องกันแชมป์โลก” นายอดิศร์ กล่าว

ทั้งนี้จังหวัดชลบุรีจับมือซีพีเอฟ นำกองทัพสินค้าคุณภาพดีจากเครือซีพี-ซีพีเอฟ มากกว่า 200 รายการ มาจัดจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ ของดีประจำจังหวัด และสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องชาวชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง และขอเชิญร่วมเป็นกำลังใจให้กับแชมป์โลกชาวไทย “ปาเกียวน้อย” น็อคเอาท์ ซีพีเฟรชมาร์ท ในการชกป้องกันแชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวต (105 ปอนด์) สมาคมมวยโลก WBA ไฟต์บังคับ กับ เรย์ โลริโต้ รองอันดับ 1 จากประเทศฟิลิปปินส์ ในวันที่ 15 ก.ค. เวลา 16.00 น. และชมกิจกรรมแสดงดนตรี บทเพลงพระราชนิพนธ์ ถ่ายทอดบทเพลงโดย นนท์ เดอะวอยซ์ และซานิ เอเอฟ ในวันที่ 16 ก.ค.และ17 ก.ค. ตามลำดับ ตั้งแต่เวลา 18.00-20.00 น.

แม้ว่าราคาผลไม้ภาคตะวันออกจะดีดตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น หมดปัญหาราคาตกต่ำแบบอดีตแล้ว แต่เกษตรกรเมืองจันท์ยังต้องหาทางแปรรูปเพื่อความยั่งยืน ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มมากขึ้น ร่วมกันคิด และทำสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาผลไม้ตกเกรด และออร์แกนิกที่ยังมีปัญหาเรื่องตลาดอีกด้วย

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า จังหวัดจันทบุรีมีการจดทะเบียนตั้งวิสาหกิจชุมชน ประมาณ 58 แห่ง หากเจาะจงเฉพาะแปรรูปผลไม้มีประมาณ 30 กว่าแห่ง “อนงค์ กุลเว่” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกุลเว่ไวน์ผลไม้ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า เริ่มแรกตนและสามีชาวสวีเดนมาซื้อที่สวน 6 ไร่ของจังหวัดจันทบุรี เพราะชอบธรรมชาติ ปลูกผลไม้ผสมผสาน ทั้งเงาะ ลองกอง มังคุด มัลเบอรี่ สับปะรด สละ เป็นต้น โดยตั้งใจจะขายผลไม้ออร์แกนิก แต่ปรากฏว่าคนไม่ซื้อ ติว่าผิวไม่สวย ลูกเล็ก เราจึงเริ่มกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มคุณค่าให้กับผลไม้ออร์แกนิกแล้วมีตลาดรองรับ

“ถ้าทำของเหมือนกันการแข่งขันจะสูง ดังนั้นเราต้องคิดนอกกรอบว่าเราชอบอะไร มุ่งมั่นจะทำอะไร สุดท้ายมาเกิดไอเดียว่าสามีซึ่งมีบรรพบุรุษอยู่ฝรั่งเศส มีความรู้การทำไวน์ เราจึงลองเอาความรู้มาประยุกต์กับผลไม้เมืองร้อนที่เมืองไทย ด้วยการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น เริ่มจากสวนหลังบ้านของเราก่อน จนขยายต้องใช้เครือข่ายในกลุ่ม ขณะนี้มีสมาชิก 8 ราย จดในนามวิสาหกิจชุมชนกุลเว่ไวน์ผลไม้”

จากนั้นทั้งคู่ได้เริ่มทดลองทำไวน์เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ลงทุนโรงเรือน 1.5 ล้านบาท เป็นการลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากใช้วัตถุดิบในสวนเล็ก ๆ กำลังการผลิต 10 ลิตร ปัจจุบันขยายกำลังการผลิตเป็น 6,000 ลิตร ซึ่งยังคงเป็นโรงงานขนาดเล็ก จ่ายภาษีสรรพสามิตถูกต้อง

สำหรับราคาขายปลีกขวดละ 250 บาท ตั้งราคาไม่สูงมาก เพราะกลุ่มเป้าหมายคนไทย 90% และอีก 10% นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนมากเป็นยุโรป ปัจจุบันมีรายได้ตกเดือนละ 5 หมื่นบาท-1 แสนบาท หรือปีละประมาณ 1 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความถี่ในการไปเปิดบูทขายด้วย

“ตลาดของเราส่วนใหญ่ตลาดในประเทศ เน้นขายตามร้านขายของฝาก มีเปิดบูท และขายในเว็บไซต์ ไลน์ แต่เริ่มจะส่งออกเพื่อนบ้าน ล่าสุดได้ไปออกบูทที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้ผลตอบรับค่อนข้างดี เรามีจุดเด่น คือ ผลไม้เรารับที่เป็นออร์แกนิกเท่านั้น ถ้าคนในกลุ่มไม่ทำออร์แกนิกเราก็ไม่รับ ขณะเดียวกันถ้าคนไม่อยู่ในกลุ่มทำออร์แกนิกเราก็รับ ตอนนี้มีไวน์หลากหลาย ตั้งแต่ไวน์มังคุด ลูกหม่อน กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ สับปะรด สละ และล่าสุด คือ ลองกอง ตัวนี้ทดลองมานานถึง 3 ปี คิดว่าถ้าปีนี้ทำไม่ได้ก็จะเลิก แต่ปรากฏว่าทำได้”

จุดขายของไวน์กุลเว่ คือ ใช้วัตถุดิบจากสวนหลังบ้าน ดังนั้นจึงมั่นใจในความสดใหม่ รวมทั้งองค์ความรู้เรื่องการทำไวน์ให้โดนใจ ที่สำคัญขายความเป็นออร์แกนิก

อนงค์มองว่า การแปรรูปเป็นทางออกผลไม้ไทย แต่จะทำด้านไหนเท่านั้น เพราะแต่เดิมขายผลไม้สด สมมุติได้ 1 หมื่นบาท แต่เมื่อแปรรูปขายได้ถึง 1 แสนบาท แต่ว่ากลุ่มก็ต้องมีการสร้างแบรนด์ และสร้างความน่าเชื่อถือด้วย

ด้านนภัทร สุขะปิณฑะ ฝ่ายการตลาด วิสาหกิจชุมชนคลองน้ำเค็มทันใจ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี บอกว่า รวมตัวกันตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันมีสมาชิก 15 คน ทำขนมของฝาก ภายใต้แบรนด์คุณยาย วางขายตามร้านของฝากในเขตจังหวัดจันทบุรี เป็นการช่วยชาวบ้านให้มีงานทำ ปัจจุบันขยายผลิตภัณฑ์ประมาณ 10 อย่าง ทำรายได้เดือนละเกือบ 2 ล้านบาท โดยจะทำสินค้าแบบใหม่ เช่น สาหร่าย ทำจากใบขลู่ เพิ่งได้รับรางวัลโอท็อป นอกจากนี้มีแครกเกอร์โรยทุเรียน ชีสไส้มังคุด ถั่วทอง หรือต้มยำโป๊ะแตก ที่ตอนนี้มีวางที่คิง เพาเวอร์ ได้รับความนิยมอย่างมาก

“บางอย่างเรารับซื้อผลสดจากชาวบ้าน แต่บางอย่างก็ไปซื้อที่แปรรูปแล้วจากกลุ่มอื่น ๆ มาต่อยอด เช่น ไปซื้อทุเรียนทอด หรือน้ำผึ้งจากกลุ่มอื่น ๆ ถือเป็นการเกื้อหนุนกันไปในตัว แบบนี้เศรษฐกิจชุมชนก็พอไปได้”

ถือเป็นทางออกของเกษตรกร ที่เริ่มทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ แต่ต้องระวังการเข้าสู่วังวนแบบเดิม คือ สินค้าเริ่มฮิตก็ทำตามกันหมดจนเกร่อทั้งเมือง แล้วเข้าสู่ทางตันของสินค้าเหมือนที่เคยเป็นมา

พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางในภาคใต้ที่ออกมายื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาราคายางตกต่ำนั้นว่า ต้องปล่อยให้ราคาขึ้นตามกลไกตลาด ซึ่งต้องทำหลายอย่างควบคู่กันไป และเชื่อว่าภายใน 1-2 เดือนราคาจะขึ้นไปตามธรรมชาติ

“การที่มีนักการเมืองบางท่านที่ออกมาผมก็เข้าใจเพราะท่านเป็นนักการเมือง ถ้าประชาชนเดือดร้อนแล้วท่านไม่ออกมาเสนอโน่นเสนอนี่ก็คงเป็นเรื่องประหลาด ส่วนข้อเสนอผมดูทุกข้อแล้วว่าเราทำหมดแล้ว เว้นเรื่องเดียวคือที่ต้องการให้ราคายางขึ้นไป 70 บาท/กก. …เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ทุกข้อเสนอ ไม่ว่าท่านจะเป็นอดีต ส.ส. หรือผู้นำองค์กรใดก็แล้วแต่เราไม่เคยเพิกเฉย อันไหนทำแล้วก็บอกว่าทำแล้ว อันไหนกำลังทำก็บอกกำลังทำ อันไหนทำไม่ได้เราก็บอกให้รอเวลาสักนิดนึง เราไม่เคยปฏิเสธทุกข้อเสนอ”พล.อ.ฉัตรเฉลิม กล่าว

นอกจากนี้ ทางผู้ประกอบการรายใหญ่ 5 รายจะเข้ามาสนับสนุนกองทุน ส่วนพ.ร.บ.ควบคุมยาง จะปัดฝุ่นและทำให้ดีขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องการส่งออกยาง การตรวจสต็อกยาง การควบคุมคุณภาพยาง

ปัญหาอีกอย่างคือประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกยางที่เป็นวัตถุดิบ ขณะนี้นโยบายของรัฐบาลคือต้องการส่งเสริมการใช้การผลิตในประเทศ ส่งเสริมให้ SME เพิ่มมูลค่าเพิ่มให้ยาง เพราะเมื่อเกิดวิกฤตกับราคายางเช่นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาทำให้ยางที่กรีดมาแล้วเก็บไม่ได้ต้องเสียหาย

“พยายามชักชวน แนะนำเกษตรกรให้แปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น ที่เคยเก็บเป็นน้ำยางก็เอามาแปรรูปอีกขึ้นเป็นยางแผ่นจะได้เก็บได้นานขึ้น ที่เป็นยางแผ่นก็ตั้งโรงงานหรือทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะขายได้ในราคาดีขึ้น เราพยายามส่งเสริมการใช้ในประเทศให้มากๆ เพื่อลดซัพพลายลง เพราะดีมานด์มันเท่าเดิม และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าถ้ายางที่จีนปลูก เวียดนามปลูก ลาวปลูกเริ่มกรีดได้ ณ วันนั้นยางจะทะลักล้นออกมาอีกมาก

สิ่งสำคัญของเราคือลดพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ป่าต้นไม้ซึ่งมีการปลูกยางเป็นหลักล้านไร่ก็คงต้องเลิกเพราะทำให้เกิดอุทกภัยเกิดภัยธรรมชาติ ลดการปลูกไปปลูกพืชชนิดอื่นเพื่อให้มีรายได้เสริม แต่ก็ไม่ใช่ปลูกเหมือนกันหมด แต่ถ้าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ก็ต้องให้มีความหลากหลาย ไม่ใช่ผลิตหมอน ก็ผลิตแต่หมอนเหมือนกันหมดอีก ซึ่งยางยังสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรมสูงขึ้น ได้ราคามากขึ้น ต้องวางแผนระยะยาวด้วย ซึ่งถ้าจะมี EEC จะเป็นไทยแลนด์ 4.0 แล้วจะมาขายแต่วัตถุดิบไม่ได้แล้ว เราต้องมีนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทำให้น่าใช้แล้วก็ส่งออกไปขายประเทศที่เค้าพัฒนาไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลมุ่งหวังและกำหนดให้เราปฏิบัติ”พล.อ.ฉัตรเฉลิม กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต๊อกรัฐ เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ใน 32 จังหวัด เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมและความเคลื่อนของบริษัทเอกชน จำนวน 13 ราย ที่ชนะการประมูลซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนครั้งที่ 1 /2560 ว่า มีการดำเนินการถูกเป็นไปตามเงื่อนไข และวัตถุประสงค์หรือไม่ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับเบาะแสว่า จะมีการลักลอบนำข้าวในสต็อกดังกล่าวไปจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน นั้น ตนยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ แต่มั่นใจในการทำงานของทุกฝ่ายส่วน โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ทั้งกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายในและองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้มีการตั้งคณะติดตามเรื่องนี้ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อติดตามการระบายข้าวในสต็อกจากระบายทุกขั้นตอนจากโกดัง ไปสู่โรงงานของผู้ประกอบการ ให้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ดังนั้น ตนมั่นใจว่า จะไม่มีการลักลอบนำข้าวในสต็อกรัฐบาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแน่นอน

“ผมมั่นใจจะไม่มีการลักลอบนำข้าวในสต๊อกรัฐบาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแน่นอน เพราะผมมั่นใจฝีมือของกระทรวงพาณิชย์ จะสามารถติดตามและกำกับดูแลการระบายข้าวให้เป็นไปตามเงื่อนไขได้ และเชื่อว่า คนที่คิดจะกระทำผิดก็ไม่กล้าที่จะทำ เพราะกระบวนการทุกทำอย่างรัดกุมมาก” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า หากผู้ชนะประมูลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยเคร่งครัดและถูกตรวจ พบว่านำเข้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ผู้ซื้อจะต้องถูกลิบหลักประกันและถือเป็นผู้กระทำผิดเงื่อนไขการประมูล รวมทั้งถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องหากพบเบาะแสการกระทำผิดเงื่อนไขการประมูล สามารถแจ้งให้คณะทำงานระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ดำเนินการสอบ การนำข้าวไปใช้ในโรงงานอุตสากรรม หรือจะแจ้งไปยังกรมการค้าภายในกระทรวงต่างประเทศ ดำเนินการตรวจสอบต่อไป

ซึ่งที่ผ่านมา นบข.ได้กำหนดแนวทางการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลอย่างรอบคอบรัดกุม และคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกด้าน เมื่อต้นปี 2560 นบข.ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการระบายข้าวที่เหลืออยู่ในสต๊อก ซึ่งส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมีข้าวผิดชนิด ปลอมปน อยู่มาก และ มีอายุการจัดเก็บนานกว่า 3-5 ปี ไม่เหมาะสมเพื่อการบริโภค และยังเป็นภาระต่อรัฐบาลในการเก็บรักษา

ส่วนกรณีนายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ sportboard.net ออกมาระบุว่า จะทำหนังสือสอบถามในประเด็นข้าราชการอ้างชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและตน ตัดสิทธิ์บริษัทเอกชนที่เข้าร่วมประมูลข้าวค้างสต็อกรัฐ ทั้งที่ให้ราคาข้าวสูงกว่าบริษัทค้าข้าวของกลุ่มอำนาจเก่า ทำให้ภาครัฐได้รับความเสียหาย นั้น เรื่องนี้ ตนไม่ทราบว่าเรื่องเกิดขึ้นได้อย่างไร และยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว แต่เชื่อว่าเวรกรรมมีจริงตามทันคนที่ทำอะไรไว้ และจะให้ฝ่ายกฎหมายดูรายละเอียด การมากล่าวหาอย่างนี้ จำเป็นจะต้องดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมาย

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำว่า เป็นผลมาจากอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าเกษตรมีน้อยกว่าอุปทานหรือปริมาณผลผลิตในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันมากที่สุด (Peak) ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ตลาดนำการผลิตหรือผลิตตามตลาดต้องการ รวมทั้งแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมระบบตลาดออนไลน์

สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและประเทศ รัฐบาลได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร เช่น ข้าว มีแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เช่น ส่งเสริมนาแปลงใหญ่และเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP/อินทรีย์ ปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว ปลูกพืชหลากหลาย/พืชปุ๋ยสดลดรอบนาปรัง รวมทั้งประกันภัยข้าวนาปี เป็นต้น
สับปะรด ได้ประสานโมเดิร์นเทรดช่วยรับซื้อสับปะรดเพิ่มเติมจากปกติ และให้โรงงานแปรรูปสับปะรดเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลจากโรงงาน เช่น ภาคเหนือ ซึ่งสถานการณ์ราคาได้คลี่คลายแล้ว

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ประสานให้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยรับซื้อจากเกษตรกรไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8.00 บาท ที่ความชื้น 14.5% (ราคา ณ กรุงเทพฯและปริมณฑล) และเพิ่มช่องทางพิเศษให้สถาบันเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง รวมทั้งพยายามแก้ไขปัญหาปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นต้น

ยางพารา ในปี 2560 ได้เร่งรัดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำยางข้น 22,300 ตัน และยางแห้ง 2,900 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในปี 2561 รวมทั้งขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับเอกชน กำลังจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่น (108 แห่ง) ตลาดกลาง (6 แห่ง) และตลาดภูมิภาค (3 ประเทศ) ด้วยการซื้อขายยางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น