รัฐหนุนเลี้ยงโค-กระบือแทนทำนาพ่อค้าโคจากจังหวัดพระนคร

ศรีอยุธยาเปิดเผยว่า ช่วงนี้ราคาโคเนื้อลดลงประมาณ 10-20% ส่วนหนึ่งสาเหตุมาจากช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองได้นำโคออกมาขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายการเรียนให้บุตรหลาน ทำให้ราคาโคลดลงตั้งแต่เดือน พ.ค.มาจนถึงขณะนี้ อีกทั้งพ่อค้าที่เคยมาซื้อโคไปขุนส่งออก ก็มีจำนวนลดน้อยลง ส่งผลให้ราคาตกต่ำ

แหล่งข่าวจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามเปิดเผยถึงกรณีราคาโคมีชีวิตลดลงในช่วงนี้ว่า ไม่กระทบกับโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงสัตว์พวกโค-กระบือ เพราะมั่นใจว่าตลาดในประเทศยังมีความต้องการบริโภคเนื้อโคสูงมาก ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรปีการผลิต 2559/60 ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559

สำหรับ จังหวัดมหาสารคามได้ดำเนินการรวม 3 โครงการ ประกอบด้วย 1. เลี้ยงกระบือ 2. เลี้ยงโคเนื้อ 3. เลี้ยงแกะ โดยให้เงินสนับสนุนเกษตรกรเป็นกลุ่มและรายบุคคล เกษตรกรจะเป็นผู้หาซื้อแม่พันธุ์โค-กระบือเอง โดยรัฐบาลสนับสนุนดอกเบี้ย 3% เกษตรกรรับผิดชอบเอง 2% ระยะเวลา 6 ปี วงเงินกู้ประมาณ 500 ล้านบาท

นายก ส.โคเนื้ออีสานชี้ ศก.ไม่ดี
นายสมศักดิ์ คุณเงิน ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น และนายกสมาคมโคเนื้ออีสาน กล่าวว่า ในระยะนี้อัตราการฆ่าวัวเพื่อการบริโภคลดลง เพราะความต้องการบริโภคลดลง ทำให้ราคาเนื้อวัวหน้าเขียงตกต่ำไปด้วย แต่อาจจะเป็นเพียงแค่สภาวการณ์ที่ไม่ถาวรอะไร เป็นช่วงเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช่เกิดจากผลผลิตวัวล้นตลาด ส่วนเรื่องเวียดนาม จีน ที่มีปัญหาเรื่องสารเร่งเนื้อแดง ทำให้การส่งออกมีปัญหานั้น ก็เป็นตลาดคนละส่วนกัน วิธีการแก้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด
“ช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหา อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยลดน้อยลงมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนระดับรากหญ้า เมื่อเนื้อวัวราคากิโลกรัมละ 300 กว่าบาท ก็ต้องงดลาบก้อยแล้วหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อย่างอื่นแทน เช่น หมู ไก่ ราคาไม่แพง ปลาก็พอหากินเองได้ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี เงินในกระเป๋าไม่มี ก็ต้องหันไปบริโภคอย่างอื่นแทน” นายสมศักดิ์ กล่าว

โพนยางคำยังส่งออกไม่ได้
นายสุชิน วันนาพ่อ รองประธานกรรมการที่ 1 สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด เปิดเผยว่า โคขุนโพนยางคำ ราคาเนื้อชำแหละส่งตลาดอยู่ที่ 200-220 บาท/กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นเนื้อคัดพิเศษเฉพาะส่วนจะมีราคาที่หลากหลายจนถึง 1,000 บาท /กิโลกรัม ส่วนโคเนื้อทั่วไปที่ชำแหละแล้ว ราคาอยู่ที่ประมาณ 300 บาท/กิโลกรัม ปัจจุบันโคขุนโพนยางคำยังไม่สามารถส่งออกได้อย่างเป็นทางการ หากภาครัฐมีการรับรองคุณภาพและควบคุมโรคปากเท้าเปื่อยได้ คาดว่าจะส่งออกไปยังตลาดเวียดนามและจีนได้กว่า 500-700 ตัว ต่อเดือน และสิงคโปร์ก็มีความต้องการโคขุนโพนยางคำด้วย

ร้านของฝากชื่อดัง “พรทิพย์ภูเก็ต” เผยต้นทุนอาหารทะเลเพิ่ม 30% วัตถุดิบไม่พอแปรรูป หันพึ่งนำเข้าปลาข้าวสารจากอินโดนีเซีย พร้อมฉีกตัวหนีคู่แข่งคัดโปรดักต์คุณภาพเจาะตลาดเอเชีย ปีนี้ตั้งเป้าโกยรายได้ 100 ล้านบาท
นายวิรวัฒน์ เปี่ยมวิวัตติกุล ผู้บริหารร้านจำหน่ายของฝากพรทิพย์ภูเก็ต ภายใต้ บริษัท พรทิพย์ภูเก็ต จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูป ปลาข้าวสาร ปลาฉิ้งฉ้าง น้ำพริกกุ้งเสียบมากว่า 20 ปี ซึ่งตลาดตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะปลาข้าวสาร และน้ำพริกกุ้งเสียบ อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตก็เพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายค่าแรง 300 บาท และกฎหมายประมงฉบับใหม่ที่ทำให้การออกไปจับสัตว์ทะเลมีข้อจำกัด และสภาพดินฟ้าอากาศ ส่งผลให้วัตถุดิบไม่เพียงพอ

“สำคัญที่สุดในทะเลบ้านเรา ในอ่าวไทยมีปัญหากุ้ง ปลาปนเปื้อนสารหนูสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ จึงไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ ส่วนวัตถุดิบบางชนิดก็ต้องนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย และเวียดนาม เช่น ปลาข้าวสาร โดยมีต้นทุนสูงขึ้นถึง 30% แต่ทางร้านก็ไม่ได้ปรับราคาสินค้าขึ้น ยังขายราคาเดิม แต่กำไรน้อยลงเพื่อความปลอดภัยผู้บริโภคและมาตรฐานการส่งออก รวมทั้งค่ามาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์”

นายวิรวัฒน์ กล่าวว่า ตอนนี้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศยังได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศกัมพูชา เวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลแปรรูปหลากหลายผลิตภัณฑ์ โดยมีการนำวัตถุดิบจากอ่าวไทยไปแปรรูปที่ต่างประเทศและนำกลับเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย
สำหรับภาวะการแข่งขันในตลาดท้องถิ่นนั้น ร้านพรทิพย์เป็นร้านของฝาก 1 ใน 5 ของร้านจำหน่ายของฝากเก่าแก่ในจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันมีคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อมมากขึ้น เนื่องจากเจ้าของบริษัททัวร์ได้ลงทุนเปิดร้านของฝากเป็นของตัวเองเพื่อรองรับลูกทัวร์โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ร้านพรทิพย์ฯก็ได้พยายามเน้นวัตถุดิบที่ดี และมีกระบวนการผลิต/แปรรูปที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงทำให้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ เช่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยในปี 2559 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 2560 ไว้ที่ 100 ล้านบาท

ขณะที่ตลาดในประเทศนอกจากจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวแล้ว ปัจจุบันมีการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ หลายแห่ง เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดและขยายฐานกลุ่มลูกค้าได้เพิ่มขึ้น จากเดิมลูกค้าหลักคือนักท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มลดลงตามภาวะเศรษฐกิจภาพรวม รวมทั้งผลกระทบมาจากนโยบายรัฐบาลที่กำหนดให้ชุมชน/ท้องถิ่น งดการออกไปดูงานในต่างจังหวัด ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้น้อยลง

กรมท่าอากาศยานลุยเปิดประมูลพัฒนา 4 สนามบินต่างจังหวัด มูค่า 8.8 พันล้าน คาดลงนามสัญญาภายในสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าปั้นผู้โดยสารปีหน้า โต 7-8% เร่งติดตั้งระบบตรวจสัมภาระ 8 แห่ง พร้อมผุด “เบตง” ลำดับที่ 29 อีก 2 ปีสร้างเสร็จ
นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2561 จะเปิดประมูลพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาค 4 แห่ง และโครงการติดตั้งระบบตรวจสัมภาระแบบ In-line Screening ในท่าอากาศยาน 8 แห่ง รวม 8,837 ล้านบาท อยู่ระหว่างขั้นตอนประกวดราคา และตั้งเป้าว่าจะลงนามสัญญาให้ได้ภายในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค.-ธ.ค. 2560) หรือภายในสิ้นปีนี้
สำหรับการพัฒนาท่าอากาศยาน 4 แห่ง รวม 7,037 ล้านบาท ได้แก่ 1. ท่าอากาศยานกระบี่ งบก่อสร้าง อาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 1 และ 2 รวม 3,200 ล้านบาท ปรับปรุงลานจอด 1,350 ล้านบาท

2. ท่าอากาศยานขอนแก่น 2,200 ล้านบาท ขยายอาคารผู้โดยสารหลังเดิม และปรับปรุงอาคารจอดรถ 7 ชั้นรองรับรถยนต์ได้ 1,000 คัน 3. ท่าอากาศยานอุบลราชธานี 177 ล้านบาท ปรับปรุงและขยายอาคารผู้โดยสารแห่งเดิม 4.ท่าอากาศยานตรัง 110 ล้านบาท ขยายอาคารผู้โดยสารขาออก ให้รองรับเที่ยวบินได้ 3 เที่ยว/ชั่วโมง
นายดรุณ กล่าวว่า ทย.อยู่ระหว่างประกวดราคาติดตั้งระบบตรวจสัมภาระผู้โดยสารแบบ In-line Screening ระบบตรวจสัมภาระระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า ใน 8 ท่าอากาศยาน รวม 1,800 ล้านบาท ให้ตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) คือ ท่าอากาศยานอุบลราชธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ขอนแก่น พิษณุโลก สกลนคร นครพนม และนราธิวาส

ความคืบหน้าท่าอากาศยานแม่สอด กำลังก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่มูลค่า 447 ล้านบาท คืบหน้า 40.61% คาดเสร็จเดือนมิถุนายน 2561 ส่วนการก่อสร้าง ท่าอากาศยานเบตง จังหวัดยะลา ท่าอากาศยานภูมิภาคแห่งใหม่ ลำดับที่ 29 ก่อสร้างฐานรากคืบหน้า 2% ขยายทางวิ่ง คืบหน้า 20% คาดว่าเสร็จภายใน 2 ปีข้างหน้า
สำหรับปริมาณผู้โดยสารของท่าอากาศยาน ทย. 28 แห่งในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 18.6 ล้านคน เติบโตจาก ปีก่อน 8% ล่าสุดมีผู้โดยสารมาใช้บริการแล้ว 17 ล้านคน ส่วนปี 2561 คาดว่าผู้โดยสารจะเติบโตขึ้นอีก 7-8% เมื่อเทียบกับปีนี้

เลย – นายพรชัย ถมกระจ่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจบ่อขยะเทศบาลเมืองเลย บริเวณโคกช้างไห้ อำเภอเมือง หลังจากที่ชาวบ้านรอบสถานีบ่อกำจัดขยะร้องเรียนบ่อขยะแบบฝังกลบของเทศบาลเมืองเลย ปล่อยน้ำเน่าเสียจากขยะลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำที่ทำการเกษตร ไหลเข้าสู่พื้นที่ไร่นาผลผลิต เสียหายไม่ใช่เฉพาะนาข้าว พืชไร่อย่างอื่นไม่เจริญเติบโตแคระแกร็น และยังส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวน ว่าเนื่องจากปัญหามาจากน้ำที่เกิดจากบ่อขยะ ซึ่งมีน้ำมาจาก 2 ทาง คือน้ำที่มากับขยะที่ขนส่งมา และน้ำมาจากน้ำฝน ประเด็นแรกน้ำที่มาจากขยะสามารถแห้งตามกาลเวลาได้ แต่ส่วนน้ำที่มาจากปริมาณฝน จากเมื่อปี 2554 ปริมาณน้ำฝนตกลงมากทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในจังหวัดเลย ในปีนั้นน้ำจากบ่อกำจัดขยะล้นออกจากบ่อบำบัดน้ำเสียเหมือนกัน มาปีนี้ก็เช่นกันปริมาณฝนก็มาก แต่ปีนี้ทำให้คันดินที่กันบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีปริมาณน้ำฝนไหลเข้าจำนวนมากทำให้คันดินของบ่อบำบัดน้ำเสียแตกออกมา ไหลทะลักเข้าสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรรอบบริเวณบ่อขยะ

ด้าน นายสัมพันธ์ คูณทวีลาภ นายกเทศมนตรีเมืองเลย กล่าวยอมรับว่าน้ำที่ไหลลงมาจากบ่อกำจัดขยะได้ไหลไปสู่แปลงไร่นาของเกษตรกรจริงและสร้างผลกระทบพร้อมที่จะรับผิดชอบ เข้าเจรจาผู้เสียหายที่ได้รับผล กระทบครั้งนี้ และสำหรับน้ำที่ไหลลงไปสู่แปลงไร่นา ของเกษตรกรว่ามีสารพิษที่เป็นอันตรายหรือไม่นั้น ก็พร้อมที่จะเอาหน่วยงานที่เป็นกลางมาช่วยตรวจดู ทางเทศบาลเมืองพร้อมจะรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมด

“ขณะนี้สร้างคันดินใหม่ กั้นน้ำตามรอบนอกจะเกิดเป็นพื้นที่ปิด และน้ำจะมาไหลเข้าออกไม่ได้ ทางตอนใต้ของบ่อขยะติดกับสถานีพัฒนาที่ดินขอใช้พื้นที่ทำบ่อกักเก็บน้ำที่จะสูบจากบ่อขยะออกไป ทำให้สถานีบ่อขยะก็จะไม่มีน้ำ และจะไม่เกิดน้ำท่วมซ้ำอีกในครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนซึ่งทางจังหวัดจะได้บูรณการให้เป็นระบบ”

ด้วยสถานการณ์โรคไข้เลือดออก (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ก.ค. 2560) พบว่า มีผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสมรวม 24,259 ราย จำนวนผู้ป่วยเสียชีวิต 33 ราย ส่วนใหญ่พบในกลุ่ม อายุ 10-14 ปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น จึงขอความร่วมมือจังหวัดดังนี้ 1. ให้ผวจ.กำหนดเป็นวาระจังหวัดในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออก (ไข้เด็งกี่) ไข้ปวดข้อยุงลาย ไข้มาลาเรีย ไข้สมองอักเสบชนิดญี่ปุ่น โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคเท้าช้าง

2. รณรงค์และดำเนินการเชิงรุกทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 3. ให้ความรู้แก่ประชาชน เกี่ยวกับโรคที่มียุงเป็นพาหะ นำโรค 4. จัดกิจกรรม Big Cleaning Day พร้อมกันทุกหมู่บ้านในจังหวัด 5. แจ้ง ประสานอปท.ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อควบคุมลูกน้ำยุงลาย กรณีพบผู้ป่วยในชุมชน ให้ควบคุมการระบาดของโรคภายใน 24 ชั่วโมง

นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานโครงสร้างความพร้อมชุมชนผ่านเครือข่ายศูนย์ดิจิตอลชุมชน ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ที่สำนักงาน กศน. อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า นโยบายหลักอย่างหนึ่งของรัฐบาลคือการนำระบบดิจิตอลเข้าสู่ทุกชุมชนทุกหมู่บ้าน อย่างไรก็ดี เมื่อนำระบบเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว คงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยหากไม่เชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนนั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเสริมศักยภาพให้ชาวบ้านใช้สมาร์ตโฟนเป็น หรือขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาประการหนึ่งของประเทศคือโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อมาถึงชุมชนก็ทำได้ดีแล้ว แต่ยังติดกับเรื่องของเวลาราชการ ดังนั้นต่อจากนี้ไปต้องแนะนำชาวบ้านด้วยว่านอกจากเวลาราชการชาวบ้านไม่ได้มาใช้บริการที่ศูนย์ดิจิตอลชุมชนแล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง ขณะเดียวกันก็ต้องสอนให้ชาวบ้านรู้เรื่องกฎหมายด้วย โดยเฉพาะการขายสินค้าออนไลน์ที่ต้องมีเรื่องของการเสียภาษีพ่วงมาด้วย

ด้าน นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ปัจจุบัน กศน.ตำบล 7,424 แห่งทั่วประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ดิจิตอลชุมชนขึ้นเพื่อจัดการเรียนการสอนเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีให้แก่ประชาชน สำหรับปีนี้จะขยายผลเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงโดยผู้ให้บริการเครือข่ายที่ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ไว้ เพื่อให้การดำเนินการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ของศูนย์ดิจิตอลชุมชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะนำร่องภาคละ 1 จังหวัดก่อน ส่วนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และ จังหวัดระยอง ได้เข้าไปครบทุกจังหวัดแล้ว และจะขยายผลให้ครบทุกพื้นที่ในปี 2561 โดยกลุ่มเป้าหมายเดิมที่ดำเนินการไปก่อนหน้านั้นก็ต้องพัฒนาคุณภาพให้มากขึ้นด้วย

รศ.ร.อ.ดร. กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยถึงการก่อตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง มทส. กับ บ.เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ว่า มทส. ร่วมกับศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารีจะบริหารงานภายใต้คณะกรรมการทั้งจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เป้าหมายสำคัญคือพัฒนาครูอาชีวะและบุคลากรสายอาชีพให้มีทักษะความรู้ที่ทันสมัย เพื่อนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนอาชีวะ

คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มทส. กล่าวต่อไปว่า มทส.ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับวิทยาลัยเทคนิคต่างๆ ในภาคอีสานที่จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและเพิ่มทักษะให้ครูอาชีวะสามารถนำไปปรับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อผลิตช่างเทคนิคได้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ทุกระดับ ตั้งแต่เอสเอ็มอีจนถึงบริษัทข้ามชาติ

“ศูนย์แห่งนี้ ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการ 3 ส่วน ได้แก่ 1. ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะขั้นพื้นฐาน เพื่อเติมองค์ความรู้ด้านสะเต็มสำหรับอาชีวศึกษา 2. ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะด้านแมนูแฟคเจอริ่ง เน้นการประยุกต์ใช้กระบวนการผลิตสมัยใหม่ อาทิ ตัดชิ้นงานด้วยเลเซอร์ การใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ การใช้เครื่องตัดกัดกลึงชิ้นงาน และ 3. ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะด้านโรโบติก เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งจะนำองค์ความรู้มาใช้ร่วมกับระบบออโตเมชั่นเพื่อผลิตชิ้นงานจริง ทำให้เชื่อมั่นว่าศูนย์แห่งนี้จะช่วยพัฒนาและเติมเต็มทักษะที่จำเป็นให้กับครูอาชีวะและช่างเทคนิคได้อย่างครบถ้วน” รศ.ร.อ.ดร. กนต์ธร กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารีมีวิทยาลัยเทคนิคเข้าร่วมเครือข่ายแล้ว จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย วิทยาลัยเทคนิคพิมาย และวิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2560 จะขยายเครือข่ายความร่วมมือเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 10 แห่ง

ด้าน นางหทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บ.เชฟรอน ประเทศไทยฯ กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพสุรนารีเป็นความร่วมมือภายใต้รูปแบบรัฐร่วมเอกชน เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการผลิตและพัฒนาช่างเทคนิคด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เป็นศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพแห่งแรกของภาคอีสาน และเป็นแห่งที่ 4 ของประเทศจากที่บริษัทมีเป้าหมายจะเปิดทั้งสิ้น 6 แห่ง

กสอ.ทุบโต๊ะปรับสัดส่วนวงเงินปล่อยกู้กองทุน SMEs 20,000 ล้านบาทใหม่ ลดสัดส่วนปล่อยกู้รายย่อยต่ำไปกระจายให้รายใหญ่วงเงิน 3-10 ล้านบาท เพิ่มจาก 25% เป็น 50%

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ได้มีการปรับสัดส่วนของวงเงินปล่อยกู้เงินกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐวงเงิน 20,000 ล้านบาทใหม่ โดยจำนวนวงเงินน้อยกว่า 3 ล้านบาท ลดสัดส่วนเหลือ 50% จากเดิมกำหนดสัดส่วนไว้ 75% ส่วนจำนวนวงเงิน 3-10 ล้านบาท เพิ่มสัดส่วนเป็น 50% จากเดิมกำหนดสัดส่วนไว้ 25% ซึ่งเดิมนั้นต้องการเฉลี่ยให้เงินช่วยเหลือเข้าถึง SMEs ได้กระจายครบทั้งหมด แต่พบว่าวงเงินไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนขยายกิจการหรือสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ และด้วยบางจังหวัดวงเงินที่กระจายลงไปยังเหลือ ดังนั้น จึงต้องปรับตามที่ SMEs ร้องขอ ทั้งนี้ เงื่อนไขยังคงเป็นเช่นเดิม คือ กองทุนสามารถปล่อยให้ SMEs แต่ละรายไม่เกิน 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ระยะชำระคืน 7 ปี ปลอดชำระเงินต้น 3 ปีแรก

นอกจากนี้ ได้มีการปรับขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติวงเงินกองทุนให้เร็วขึ้น เนื่องจากขั้นตอนเดิมหลังจาก SMEs ยื่นคำร้องเข้ามา จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ 3 ชุด ดังนั้น เพื่อให้อนุมัติวงเงินได้รวดเร็วขึ้น จะให้คณะอนุกรรมการวิเคราะห์การเงินชุดที่ 2 เข้ามาพิจารณาวงเงินให้กู้และสรุปผลการวิเคราะห์ทางการเงินตั้งแต่ SMEs ยื่นคำร้องเข้ามา โดยจะทำคู่ไปพร้อมกับคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนชุดที่ 1

เดิมขั้นตอนการพิจารณาจะเข้าสู่คณะอนุกรรมการบริหารกองทุนชุดที่ 1 ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน คัดเลือก กลั่นกรอง และวิเคราะห์ศักยภาพตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารประกาศกำหนดตามนโยบาย/ยุทธศาสตร์จังหวัดก่อน จากนั้นส่งต่อให้คณะอนุกรรมการวิเคราะห์การเงินชุดที่ 2 ซึ่งมีอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นประธาน และผู้แทนสถาบันการเงินเพื่อวิเคราะห์การเงินแล้วจึงอนุมัติ ส่วนรายที่ไม่ผ่านส่งต่อไปคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ชุดที่ 3 ซึ่งมีผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคเป็นประธาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาจนกว่าจะมีศักยภาพตามเกณฑ์

“การปรับจะเร่งให้การอนุมัติวงเงินได้เร็วขึ้น และทำให้รู้ว่า SMEs รายใดยังไม่มีความพร้อมต้องมีการพัฒนาให้เกิดศักยภาพก่อน ที่ผ่านมามีผู้ไม่ผ่านพิจารณาจากอนุกรรมการชุดที่ 2 และส่งต่อไปให้อนุกรรมการชุดที่ 3 ประมาณ 10% จากยอดคำขอทั้งหมดกว่า 2,900 ราย โดยมีกิจกรรมพัฒนาเตรียมไว้ อาจใช้เวลาอบรมระยะสั้น 3 วัน เพื่อให้เรียนรู้วิธีการที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพก่อน จึงยื่นคำขอเข้ามาใหม่”

แหล่งข่าวกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายที่จะตั้งกองทุน 20,000 ล้านบาทเป็นกองทุนถาวร โดยออกกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมา
รองรับนั้น ได้มีการหารือไปที่กระทรวงการคลังแล้ว 2 ครั้ง ยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งคงไม่ทันปี 2560 ขณะที่การขอเพิ่มวงเงินสำรองเผื่อไว้ในปีถัดไปกรณีที่กังวลว่าเงินกองทุนไม่พอนั้น มีแผนไว้แล้วแต่ยังไม่เสนอไป เพราะยอดคำขอการอนุมัติของกองทุนขณะนี้มีเพียง 992 ล้านบาท จากยอดรวม 20,000 ล้านบาท ถือว่ายังน้อย หากจะขอเงินเพิ่มทางกระทรวงการคลังคงไม่อนุมัติ ดังนั้น ต้องรอให้การอนุมัติเงินเกิน 50% หรือประมาณ 10,000 ล้านบาทก่อน จากนั้นจึงขอเพิ่มวงเงินเข้าไป และการปรับขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติวงเงินใหม่ที่เร็วขึ้น น่าจะมียอดอนุมัติเฉลี่ย 1,000 ล้านบาท/เดือน

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ englishdefenceleague.org ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ล่าสุดมี SMEs เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 2 ประมาณ 80 ราย วงเงินกว่า 200 ล้านบาท อนุมัติวงเงิน 3-4 ล้านบาท/ราย ส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาที่ทางสถาบันการเงินกำหนด จึงได้หารือเพื่อหาวิธีและเครื่องมือทำให้ SMEs ผ่านและเข้าถึงเงินให้มากขึ้น

โรงแป้งโอด ยอดส่งออกครึ่งปีติดลบ 4% เวียดนามจ่อแซง หลังผุด “สมาคมแป้งฯ” อัพเกรดเครื่องจักร 100 โรง ชิงส่งออกผ่านชายแดนเข้าจีน ไม่เสีย VAT 13% สมาคมเร่งเครื่องพัฒนานวัตกรรม-รักษาส่วนแบ่งตลาด

นายบุญมี วัฒนเรืองรอง เลขาธิการ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานการณ์การแข่งขันส่งออกแป้งมันสำปะหลังรุนแรงมากขึ้น โดยครึ่งปีแรกปี 2560 ไทยส่งออกแป้งมันได้ 1,583,140 ตัน ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 1,655,761 ตัน เทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ซึ่งส่งออกเพิ่มขึ้น 11% ปริมาณ 1,147,221 ตัน จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 1,036,620 ตัน โดยตลาดส่งออกหลักของเวียดนามเป็นตลาดเดียวกับไทย เช่น จีน อินโดนีเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์

เวียดนามส่งออกได้มากขึ้นผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ติดต่อกับจีน ทำให้มีความได้เปรียบ แม้มีการตั้งราคาส่งออกเท่ากับไทย แต่การส่งผ่านชายแดนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าเกษตร (VAT) 13% ผู้ซื้อจีนจึงนิยมซื้อจากเวียดนามมากขึ้น เพราะลดต้นทุนไปได้ถึง 40 เหรียญสหรัฐต่อตัน
“หลังจากผู้ส่งออกเวียดนามได้มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสมาคมแป้ง ทำให้มีการพัฒนาแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ส่งออกมากขึ้น ผู้ประกอบการหลายโรงงานได้ขยายการลงทุนอัพเกรดเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตมากขึ้น จากเดิมแป้งมันเวียดนามไม่สามารถสู้เรื่องมาตรฐานของไทยได้เลย แต่ตอนนี้เริ่มผลิตได้มากขึ้น โดยเฉพาะแป้งดิบหรือแป้งมันสำปะหลังดิบ (Native Starch) และดึงวัตถุดิบจากกัมพูชาเข้ามาผลิต วัตถุดิบที่ปลูกได้ภายในประเทศเริ่มมีปริมาณไม่เพียงพอ ส่วนแป้งแปรรูปหรือแป้งมันสำปะหลังแปรรูป (Modify Starch) ไทยยังรักษาตลาดไว้ได้ เพราะเวียดนามยังไม่สามารถผลิตได้มาตรฐานเท่ากับไทย” นายบุญมี กล่าวว่า

อย่างไรก็ตาม แนวทางการปรับตัวของผู้ส่งออกไทยในระยะยาว ตอนนี้เริ่มมีการหารือกันในกลุ่มสมาคมว่าจะมีเสนอภาครัฐช่วยส่งเสริมเรื่องการพัฒนานวัตกรรมอย่างไร เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม หนีการแข่งขัน เพราะหลังจากเวียดนามปรับปรุงคุณภาพการผลิตครั้งนี้ ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องทำงานมากขึ้น เพราะหากรอช้าความได้เปรียบไทยจะลดลงไปเรื่อยๆ

สำหรับแนวโน้มการส่งออกแป้งมันสำปะหลังปี 2560 คาดว่ามีโอกาสจะทำให้ภาพรวมพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวก 1% หรือติดลบลดลง จากช่วงครึ่งปีแรกที่ไทยส่งออกแป้งมันลดลง 4% ในด้านราคาขณะนี้ราคาส่งออกแป้งมันเอฟโอบีของไทย ตันละ 320-330 เหรียญสหรัฐต่อตัน ถือเป็นระดับราคาที่ต่ำสุดในรอบ 8-9 ปี
“ปัจจัยสำคัญนอกจากมีปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น ประมาณ 3% ทำให้ราคาส่งออกไทยแข่งขันได้ยาก ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 2 อย่างอินโดนีเซีย มีการหดตัว 36% เพราะอินโดนีเซียสามารถปลูกมันมากขึ้น ทำให้มีซัพพลายเพิ่ม จะทำให้ตลาดที่ไทยส่งออกส่วนนี้หายไปประมาณ 500,000 ตัน”