รายงานข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชีวภาพ แจ้งว่า

ภาคเอกชนมองว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมไบโออีโคโนมีของรัฐบาลนั้น ยังไม่ตอบสนองให้เกิดการลงทุนมากเท่าที่ควร เนื่องจากมองว่าหากรัฐไม่กำหนดเป้าที่ชัดเจนและออกมาตรการที่จูงใจกว่าที่เป็นอยู่จะทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่เกิดความเติบโต เพราะต้นทุนยังสูงอยู่ ขณะเดียวกัน สิ่งที่ภาครัฐส่งเสริมก็เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนเข้าใจและดำเนินการอยู่บ้างแล้ว

“มาตรการที่อยากให้พิจารณาเพิ่มเติม อาทิ ประเทศในอียูที่ต้องการลดภาวะโลกร้อนด้วยการสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นชีวภาพ จะมีการกำหนดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ว่าไม่ควรเกินเท่าไร และเมื่อมีบริษัทที่ทำไม่ได้ตามเป้าก็ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทที่ทำตามเป้า อยากให้มีการออกมาตรการบังคับในลักษณะนี้เพื่อให้เกิดการใช้โดยเร็ว” แหล่งข่าวกล่าว

นายบุญถิ่น โคตรศิริ ผู้อำนวยการสำนักบริหารอ้อยและน้ำตาลทราย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า หลังจากที่โรงงานน้ำตาลทรายทั่วประเทศ 54 โรงงาน ได้เปิดหีบอ้อยประจำฤดูการผลิตปี 2560/61 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 ถึง 13 มีนาคม 2561 หรือคิดเป็นระยะเวลา 103 วัน พบว่ามีปริมาณอ้อยเข้าหีบแล้ว 98 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 12 ล้านตัน เฉลี่ยมีกำลังหีบอ้อย วันละ 1.09 ล้านตัน ดังนั้น มั่นใจว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบในวันที่ 15 มีนาคม จะแตะระดับ 100 ล้านตัน และจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบฤดูการผลิตปี 2560/61 จะแตะระดับ 120 ล้านตันอ้อย ซึ่งถือเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์

“ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาปริมาณฝนตกดีต่อเนื่อง บวกกับนโยบายการส่งเสริมนำแปลงนามาปลูกอ้อย ทำให้ผลผลิตอ้อยสูงขึ้นมาก ขณะนี้ทุกโรงงานยังคงเปิดหีบอ้อยต่อเนื่องและจะพยายามรับอ้อยเข้าหีบจนถึงกลางเมษายน แต่มีบางโรงที่จะรับไปจนถึงพฤษภาคม” นายบุญถิ่น กล่าว

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด กล่าวว่า โรงงานน้ำตาลทรายทั้ง 54 แห่งยืนยันจะไม่ปิดรับผลผลิตอ้อยจากชาวไร่คู่สัญญาเข้าหีบที่ยังตกค้าง แม้ว่าปีนี้คาดการณ์ปริมาณผลผลิตอ้อยจะสูงกว่าฤดูปีที่ผ่านมา โดยทุกโรงงานมีเป้าหมายหีบอ้อยให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ หรือก่อนเข้าสู่ฤดูฝนในปีนี้ เนื่องจากอาจเกิดปัญหาแรงงานตัดอ้อยไม่เพียงพอ อีกทั้งหากเข้าสู่ช่วงฤดูฝนจะทำให้รถบรรทุกและรถตัดอ้อยเข้าไปจัดเก็บผลผลิตยาก และอ้อยจะมีสิ่ง ปนเปื้อนเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานลดลง และทำให้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) ลดลงตามไปด้วย

นายสิริวุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์หีบอ้อยล่าสุดพบว่า คุณภาพของอ้อยเข้าหีบเมื่อเทียบระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย มีค่าความหวานเฉลี่ย 12.34 ซี.ซี.เอส. จากปีก่อนอยู่ที่ 12.22 ซี.ซี.เอส. และมีปริมาณผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) อยู่ที่ 107.52 กิโลกรัม ต่อตันอ้อย เทียบกับปีก่อนที่มียิลด์ 106.52 กิโลกรัม ต่อตันอ้อย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1 กิโลกรัม ต่อตันอ้อย ส่งผลให้ช่วงระยะเวลา 102 วัน ที่มีการเปิดหีบอ้อย สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้แล้วทั้งสิ้นกว่า 10.41 ล้านตัน

เมื่อวันที่ 14 มีนาคมผู้สื่อข่างรายงานว่า สถานกงสุน เวียตนาม ประจำจังหวัดขอนแก่น ได้มีหนังสือ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ สรุปได้ว่าบริษัทไซงอน-ฮาติงหฺ์ การท่องเที่ยว การค้า การนำเข้าส่งออก จำกัด (SHTC). ต้องการร่วมทำธุรกิจกับจังหวัดบึงกาฬ

โดยเลือกที่จะร่วมมือกับชุมนุมสหกรณ์สวนยางท่าสะอาด เซกา เพื่อนำเข้าส่งออกสินค้ายางพารา และบริษัทต้องการที่จะเปิดสำนักงานตัวแทนการท่องเที่ยวที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อประสานงานการท่องเที่ยวระหว่างเวียตนามกับประเทศไทย

โดยได้ขอความร่วมมือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ช่วยพิจารณา สนับสนุน ผลักดันให้มีการทำสัญญาระหว่าง บริษัท SHTC กับชุมนุมสหกรณ์ สวนยางต่อไป

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 20-23 มีนาคม 2561) ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2561 ระบุว่า

ในช่วงวันที่ 20-23 มีนาคม 2561 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ในวันที่ 20 มีนาคม 2561

ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะเริ่มได้รับผลกระทบในวันถัดไป (วันที่ 21 มีนาคม 2561) จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน โดยจะเริ่มแผ่เข้ามาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในวันที่ 20 มีนาคม 2561 ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด คมนาคมผุดแผนอำนวยความสะดวกคมนาคมขนส่ง รองรับจัดงาน โมโตจีพี สั่งติดจีพีเอสรถเทรลเลอร์ 60 คัน คุมเข้มความปลอดภัยเส้นทางขนส่งรถจักรยานยนต์ ที่ใช้ในการแข่งขัน 60 คัน มูลค่าไม่ต่ำกว่าคันละ 30 ล้านบาท

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการเตรียมการรองรับการจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2561 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ที่ จ.บุรีรัมย์ ว่าเป็นการหารือร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อม ด้านมาตรการอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่ง ให้กับการจัดการแข่งขัน

ทั้งในส่วนรถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันจากต่างประเทศ ที่จะต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ รวมถึงการหามาตรการอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่งภายในประเทศให้กับนักท่องเที่ยว ประมาณ 2 แสนคน ที่จะเข้าร่วมชมงาน ทั้งทางบก ทางราง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการจราจรแออัด

เบื้องต้นฝ่ายจัดการแข่งขันแจ้งว่าก่อนการแข่งขันประมาณ 2 วัน จะมีการนำรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันราว 60 คัน ซึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าคันละ 30 ล้านบาท และอุปกรณ์ เช่น อะไหล่ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเชื้อเพลิง รวม 1,200 กล่อง มีน้ำหนักราม 148,000 กิโลกรัม โดยจะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747 แบบเช่าเหมาลำ จำนวน 4 ลำ บรรทุกสัมภาระมายังสนามบินสุวรรณภูมิ

สำหรับขั้นตอนการขนส่งต่อไปยังสนามแข่งขันนั้น กระทรวง การท่องเที่ยวฯ จะประสานงานกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อขอสนับสนุนรถบรรทุกพร้อมหัวลากขนอุปกรณ์ (เทรลเลอร์) ประมาณ 60 คันมาใช้ในการขนส่งอุปกรณ์ คาดว่าใช้เวลาขนส่งประมาณ 8-10 ชั่วโมง โดยรถทุกคันจะมีการติดตั้งระบบจีพีเอส เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และสามารถกำหนดเวลาที่แน่นอน รวมทั้งจะยังมีการทำประกันการขนส่งวงเงิน 2 ล้านบาท/คันด้วย

ฝ่ายจัดการแข่งขันคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าชมงาน ตลอดการแข่งขันประมาณ 2 แสนคน เบื้องต้นจะเร่ง ติดตั้งเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองภายในสนามบินบุรีรัมย์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารต่างชาติ ส่วนรถไฟ ที่มายังบุรีรัมย์ มีอยู่แล้ว 58 ขบวน รับคนได้ 28,000-30,000 หมื่นคนต่อวัน พร้อมเสริมขบวนรถไฟสปรินเตอร์รองรับ คนได้อีก 5,000 คน

ส่วนโรงแรมภายใน จ.บุรีรัมย์และสุรินทร์มีผู้จองเต็มหมดแล้ว คาดว่าประชาชนส่วนหนึ่งจะหันไปใช้บริการโรงแรม ในจังหวัดใกล้เคียงแทน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า คาดว่าเทศกาลสงกรานต์ ระหว่าง 12-16 เม.ย.นี้ จะสร้างรายได้ 19,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% แบ่งเป็นนักท่องเที่ยว ต่างชาติเดินทางมาประเทศไทย 530,000 คน เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน 468,905 คน เกิดรายได้ประมาณ 9,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน 7,725 ล้านบาท

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน คาดว่าช่วงสงกรานต์จะเข้าไทยประมาณ 165,000 คน เพิ่มขึ้น 38% ค่อนข้างสูง เนื่องจากสงกรานต์ปีแล้วได้รับผลกระทบจากมาตรการปราบ ทัวร์ศูนย์เหรียญ ส่วนตลาดสำคัญ ญี่ปุ่นและมาเลเซียเพิ่มขึ้น 22% และเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 54% คาดว่านักท่องเที่ยวจะพักเฉลี่ย 3 วัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวัน 5,500 บาท ค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับปีก่อน

ส่วนตลาดในประเทศคนไทยเที่ยวสงกรานต์ มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นสูงทั้งด้านจำนวนและรายได้ โดยมีการเดินทางทั้งสิ้นประมาณ 3 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 12% และเกิดการใช้จ่ายสร้างรายได้ภายในประเทศประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%

วันที่ 16 มีนาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ผลกระทบจากพายุฝนฤดูร้อนที่พัดถล่มตั้งแต่ช่วง 2 วัน เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนของชาวบ้านเท่านั้นที่ได้รับความเสียหาย โดยจากการสำรวจพบว่ามีบ้านเรือนของชาวบ้านในพื้นที่ ต.นาคู่ อ.นาแก ได้รับความเสียหายจำนวนกว่า 80 หลังคาเรือน ส่วน ต.พิมาน อ.นาแก ได้รับความเสียหายกว่า 10 หลังคาเรือน และมีบ้านเรือนในพื้นที่ ต.นาหนาด อ.ธาตุพนม เสียหายอีก 20 หลังคาเรือน รวมเสียหายครั้งนี้กว่า 100 หลัง มีเสียหายหนักกว่า 20 หลังคาเรือน

ส่วนเกษตรกรในพื้นที่ ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม ได้รับความเดือดร้อนหนัก เนื่องจากพายุได้พัดถล่มสวนพริกที่ปลูกเก็บผลผลิตเมล็ดส่งออกขายต่างประเทศ มีราคาแพง กิโลกรัมละกว่า 800 บาท ซึ่งหลังพายุพัดถล่มทำให้ได้รับความเสียหาย ต้นพริกโค่น และผลิตผลเน่าเสีย เบื้องต้นจากการสำรวจได้รับความเสียหาย กว่า 2 ไร่ จำนวนมากกว่า 10,000 ต้น มูลค่าความเสียหายกว่า 1 แสนบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบให้การช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน ด้าน พล.ต.สมชาย ครรภาฉาย ผบ.มทบ.210 นครพนม พร้อมด้วย พ.อ.ชวลิต พบจันอัด ผู้บังคับการหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 22 อ.นาแก สำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย ทั้งภาคการเกษตร รวมถึงระดมกำลังทหารช่างกว่า 100 นาย เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือนของชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ซึ่งมีบางรายเสียหายหนัก ต้องเสียค่าใช้จ่ายนับแสนบาท แต่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐไม่เกิน 30,000 บาท

ลำปาง – นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผอ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เผยว่า ในฐานะที่สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นหน่วยงานในสังกัดของ อ.อ.ป. ที่ทำหน้าที่ในด้านการอนุรักษ์และบริบาลช้างไทย เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับช้างเพื่อการศึกษาค้นคว้าหรือทำงานวิจัย และเพื่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ช้างในความดูแลของสถาบันคชบาลแห่งชาติฯ เป็นช้างสำคัญ 9 ช้าง และช้างเลี้ยงกว่า 90 เชือก

“ช้างที่อยู่ในความดูแลค่อนข้างเป็นช้างชรา บางตัวพิการเพราะที่ผ่านมาใช้งานมาอย่างหนัก มีสัตวแพทย์สัญจรที่เข้าช่วยเหลือช้างประสบภัยรวมกว่า 2 พันเชือก มีการตรวจสุขภาพช้างประจำเดือน เพื่อเฝ้าระวังโรค อาการผิดปกติต่างๆ ของช้าง รวมถึงพัฒนาการ การเจริญเติบโตของช้าง มีโครงการธนาคารเลือดช้าง เพื่อจัดเก็บเลือดไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน และใช้ในการรักษาช้างป่วย โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบเลือด เช่น เฮอร์ปีส์ไวรัสในช้าง การถ่ายเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดมีความจำเป็นในการรักษา”

สศท.11 ระบุ จังหวัดอุบลราชธานี มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง ปีการผลิต 2560/61 รวมกว่า 3,500 ราย พื้นที่ 22,000 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 83 ขณะนี้อยู่ในช่วงออกผล คาด ผลผลิตจะออกสู่ตลาดปลายเดือนเมษายนนี้ พร้อมเกาะติดสถานการณ์การผลิตต่อเนื่องหลังเสร็จสิ้นโครงการ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง ปีการผลิต 2560/61 ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งโครงการดังกล่าว มีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ระยะเวลาดำเนินการตุลาคม 2560 – เมษายน 2561 รวม 31 จังหวัดทั่วประเทศ พื้นที่ 0.7 ล้านไร่ เกษตรกร 47,800 ราย ในเขตชลประทานหรือใกล้แหล่งน้ำ ดำเนินการโดยคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา บูรณาการความช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ในการกำกับ ดูแล ตรวจสอบ และให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกร

สำหรับจังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินโครงการในพื้นที่ 16 อำเภอ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 3,500 ราย พื้นที่เป้าหมาย 22,000 ไร่ โดยปีนี้พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มจากปีที่แล้ว ร้อยละ 83 ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีได้มีการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเข้าใจ ในโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา รวมทั้งแสดงผลสำเร็จของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรตัดสินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง

ด้านนายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 (สศท.11) กล่าวเสริมว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 ในจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้อยู่ในช่วงออกผลและฝักเริ่มแก่ โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดปลายเดือนเมษายนนี้ คาดว่าผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 759 กก./ไร่ (ณ ความชื้น 14.5%)

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะสามารถได้รับผลตอบแทน (กำไร) จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่น้อยกว่าไร่ละ 1,000 บาท หรือได้กำไรมากกว่าการปลูกข้าวรอบ 2 ไม่น้อยกว่าไร่ละ 500 บาท และในส่วนของช่องทางการตลาด เกษตรกรยังมีการทำ MOU กับภาคเอกชน บริษัท ก้าวหน้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จำกัด ในราคาประกันเริ่มต้น 8 บาท/กก. แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับราคาตลาดในปัจจุบันด้วยเช่นกัน ซึ่ง สศท.11 จะดำเนินการติดตามสถานการณ์การผลิตอีกครั้งภายหลังการดำเนินโครงการเสร็จสิ้นและรายงานให้ทราบในระยะต่อไป

‘กฤษฏา’สั่งประสานท้องถิ่นสำรวจทำฝายชะลอน้ำ 1,097 แห่ง อย่าซ้ำซ้อน ให้ประชาชนร่วมตรวจรับ พร้อมส่งบัญชี ปปท. ปปช. สตง. ตรวจสอบความโปร่งใส

นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อให้โครงการสร้างฝายชะลอน้ำจำนวน 1,097 แห่งในพื้นที่ 45 จังหวัด งบ 100,000 บาทต่อแห่ง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้กรมพัฒนาที่ดินประสานงานกับท้องถิ่น สำรวจและจัดประชุมประชาคม เพื่อให้ประชาชนร่วมกันกำหนดพื้นที่ก่อสร้างฝายขนาดเล็กตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ไม่ซ้ำซ้อนกับงานโครงการพระราชดำริ และให้ตั้งตัวแทนประชาชนอย่างน้อย 1-2 คน เป็นกรรมการตรวจรับ ทั้งนี้เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาและมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโครงการ

สำหรับพื้นที่ซึ่งมีแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งน้ำอื่นๆอยู่ก่อนแล้ว ก็ให้ประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของโครงการแหล่งน้ำเหล่านั้น เพื่อหาวิธีการเชื่อมต่อฝายชะลอน้ำขนาดเล็กใหม่กับแหล่งน้ำเดิมให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์มากที่สุด ด้านการจ้างแรงงาน ให้พิจารณาจ้างประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโครงการก่อน หากไม่เพียงพอหรือไม่มีแรงงานประชาชน ให้จ้างนักศึกษามาดำเนินการ

รวมทั้งให้ประสานงานกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ 6 แห่งทั่วประเทศ มูลนิธิปิดทองหลังพระ ปราชญ์ชาวบ้านด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ มาเป็นวิทยากรการฝึกอบรมการก่อสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ หรือตามหลักการของปราชญ์ชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จมาแล้วด้วย

เพื่อให้การดำเนินการตามโครงการก่อสร้างฝายขนาดเล็กของกรมพัฒนาที่ดินเป็นไปด้วยความโปร่งใสถูกต้อง เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ให้ผู้ตรวจราชการติดตามโครงการดังกล่าวทั้งก่อนดำเนินการ ระหว่างดำเนินการและหลังการดำเนินการ โดยให้ส่งบัญชีโครงการให้สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)และสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) รวมทั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เพื่อขอความร่วมมือในการตรวจสอบโครงการ

อากาศแบบนี้ เหมาะแก่การนอนจริงๆ เพราะในปีนี้ชมรมการนอนหลับโลกได้กำหนดให้วันที่ 16 มีนาคม 2561 เป็น “วันนอนหลับโลก”

วันนอนหลับโลกนี้ถูกจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งจะกำหนดให้ตรงกับวันศุกร์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมของทุกปี โดยสมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก (World Association of Sleep Medicine : WASM) และสหพันธ์การนอนหลับโลก( World Sleep Federation:WSF) ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้ทุกคนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการนอนหลับนั่นคือ การให้ทุกส่วนในร่างกายได้พักผ่อน ซ่อมแซม ปรับสมดุล และฟื้นฟูส่วนต่างๆ ของร่างกายและสมอง เพราะการนอนหลับมีความสำคัญพอๆ กับการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย

สำหรับสโลแกนในปีนี้คือ “Join the Sleep World, Preserve Your Rhythms to Enjoy Life” : หลับเป็นเวลา ตามนาฬิกาชีวิต พิชิตโรคร้าย ร่างกายแข็งแรง

องค์กรการนอนหลับโลก ออกแถลงการณ์ว่า การโปรโมตในปีนี้ จะเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับการนอนอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการนอนหลับตามนาฬิกาชีวิต โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า การนอนหลับที่มีประสิทธิภาพ คือควรนอนระหว่าง 7-9 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบัน คนทั่วโลกเป็นโรคนอนไม่หลับมากถึง 35%

และเพื่อพิชิตโรคนอนไม่หลับ นักวิจัยด้านศาสตร์การนอนหลับ ได้แนะนำว่า คนส่วนมากมักนอนไม่หลับเนื่องจากกังวลใจเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำในวัน “พรุ่งนี้” ทำให้รู้สึกไม่สงบและรีแล็กซ์เมื่อล้มตัวลงบนเตียง กูรูจึงแนะว่า หากใครมีความกังวลใจมาก ให้ทำ to-do list หรือเขียนสิ่งที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้โดยละเอียดออกมา

นอกจากนี้ ขอฝากคำแนะนำสำหรับสุขลักษณะการนอนของผู้ใหญ่ไว้ 10 ข้อ ดังนี้

1. กำหนดเวลานอนและตื่นนอนเป็นประจำ

2. ถ้าคุณมีนิสัยที่ชอบหลับพักกลางวัน ก็ไม่ควรจะนอนกลางวันเกิน 45 นาที 3.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนอน 4 ชั่วโมง และไม่สูบบุหรี่

4.หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนก่อนนอน 6 ชั่วโมง ซึ่งรวมถึงกาแฟ ชา และโซดานานาชนิด รวมถึงช็อกโกแลตด้วย

5.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด หรืออาหารที่มีรสหวานก่อนการนอนหลับ 4 ชั่วโมง สามารถรับประทานอาหารว่างได้ก่อนนอนได้

6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

7.ใช้เตียงนอนในแบบที่นอนแล้วรู้สึกสบายที่สุด

8. ตั้งอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสม และถ่ายเทสะดวก

9. ปิดเสียงรบกวนทั้งหมด รวมถึง ลดแสงสว่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

10. ใช้เตียงในการหลับนอนเท่านั้น หลีกเลี่ยงการนำงานมาทำบนเตียง

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เทศบาลขอนแก่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวจัดงาน “เทศกาลหมอลำ คาร์นิวัล” ซึ่งทางนายยุทธศักดิ์ และนายสมศักดิ์ ได้สวมใส่ชุดหมอรำแบบครบเครื่องสร้างสีสันในการแถลงข่าวเพื่อโปรโมตภายในงานด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวสู่จังหวัดขอนแก่น และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจในพื้นที่และภายในประเทศ โดยการใช้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของศิลปะการฟ้อนรำและการร้องเพลงพื้นบ้านของ “เมืองหมอแคน แดนหมอลำ” เป็นการสื่อและเเสดงออกทางวัฒนธรรมไทยทางภาคอีสานในการชักจูงให้น่าสนใจ มีความตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ผลักดันให้จังหวัดขอนแก่นเป็นเมืองหลักทางการท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นมาโดยตลอด ดังนั้น ในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้จัดงาน “เทศกาลหมอลำคาร์นิวัล” ขึ้น ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2561 ที่บริเวณบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น โดยเทศกาลดังกล่าวสะท้อนถึงความเป็นภาพลักษณ์ของจังหวัดขอนแก่นและเป็นการเผยแพร่ สืบสาน มรดก ภูมิปัญญา รวมถึงเป็นการอนุรักษ์ ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีและโชว์การร้องเพลงพื้นบ้านและการฟ้อนรำที่อ่อนช้อยของวัฒนธรรมอันดีงามของทางภาคอีสาน ซึ่งจะมีการแสดงของหมอลำกว่า 100 คณะ รวมถึงมีการแสดงของขบวนคาร์นิวัลอันยิ่งใหญ่สวยงามตระการตา ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย

หนังสือพิมพ์ข่าวสด – มติชน จัดโครงการปลูกไม้สัก-ไม้ตะเคียน-ยางนา ครั้งที่ 9 ที่พุทธมณฑล จ.อุทัยธานี สถานปฏิบัติธรรมวัดหนองขุนชาติ พร้อมมอบทุนการศึกษาในแก่โรงเรียน และถวายเงินบำรุงวัด สานต่อปณิธาน พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น หวังอนุรักษ์ไม้หายากไว้ใช้บูรณะซ่อมแซมวัด โบราณสถาน และอาคารสาธารณประโยชน์ในชุมชน