รายงานดังกล่าวจัดทำโดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยยาที่ต้องพึ่งพา

ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งระบุไว้ด้วยว่า ไม่ใช่เป็นการให้การรับรองซีบีดี และไม่ได้หมายความว่าองค์การอนามัยโลกเสนอแนะให้ใช้แคนนาบิดิโอลแต่อย่างใด แต่การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อสนองตอบต่อความสนใจและการใช้กัญชาซึ่งเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง

โดยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้รวบรวมหลักฐานในเชิงวิทยาศาสตร์ และการใช้เพื่อการบำบัด รวมถึงผลข้างเคียง ของการใช้กัญชาหรือสารประกอบที่ได้จากกัญชาไว้มากขึ้น

และหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในเวลานี้ อีซีดีดียังไม่ถือว่าซีบีดีควรกำหนดให้เป็นสารที่สามารถใช้ภายใต้การควบคุมได้แต่อย่างใด รายงาน “อี-โคโนมี เซาธ์อีสต์เอเชียสปอตไลท์ 2017” ที่กูเกิลร่วมกับเทมาเส็ก กิจการเพื่อการลงทุนของสิงคโปร์จัดทำขึ้นเผยแพร่ออกมาเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งนับวันเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งของไทยเรา มีแต่จะโยกย้ายขึ้นไปอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ

ในรายงานชิ้นที่ว่านี้ ซึ่งศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลในตลาดออนไลน์ของ 6 ประเทศในภูมิภาค ประกอบด้วย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม เปรียบเทียบกับการศึกษาครั้งก่อนหน้านี้คือเมื่อปี 2015 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ไม่เพียงสูงมากเท่านั้น ยังเพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอีกด้วยครับ

คำว่า “เศรษฐกิจอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “เศรษฐกิจออนไลน์” ที่ว่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องพาณิชยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซอย่างเดียวเท่านั้น แต่อี-คอมเมิร์ซเป็นเพียง 1 ใน 4 ธุรกิจที่กูเกิลและเทมาเส็กใช้ในการสำรวจครั้งนี้

ส่วนที่เหลืออีก 3 ธุรกิจที่พึ่งพาโลกออนไลน์ที่ใช้ในการสำรวจ คือ การเดินทางท่องเที่ยว (การจองตั๋ว จองโรงแรมออนไลน์), ธุรกิจสื่อ (โฆษณา, เกม) และบริการรถร่วมโดยสาร หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “ไรด์ เฮลลิง” โดยไม่ได้รวมอีกหลายอย่างที่เป็นธุรกิจออนไลน์เข้าไปด้วย รวมทั้ง ธุรกิจบันเทิง และธุรกิจเพื่อการศึกษา

ในการสำรวจครั้งที่แล้ว กูเกิลกับเทมาเส็กบอกว่า ภูมิภาคนี้เป็นภูมิภาคที่อินเตอร์เน็ตเติบโตเร็วที่สุดในโลก ถึงปีนี้การขยายตัวก็ยังเร็วมาก คาดว่า ณ สิ้นปี 2017 นั้น ทั่วทั้ง 6 ประเทศที่สำรวจวิจัยจะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจริงมากถึง 330 ล้านคนต่อเดือน มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 13 เปอร์เซ็นต์

หรือเทียบกับการสำรวจในปี 2015 แล้ว มีผู้ใช้แบบแอ๊กทีฟยูสเซอร์หน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 70 ล้านคน ที่น่าสนใจก็คือ 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใน 6 ประเทศนี้เป็นการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนครับ

ประเทศที่มีค่าการเข้าใช้อินเตอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันสูงสุด ไม่ใช่ใคร เป็นประเทศไทยของเรานี่เอง แต่ละวันคนไทยใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนเฉลี่ยแล้วนานถึง 4.2 ชั่วโมง เป็นอันดับ 1 ของโลก นำหน้าแม้กระทั่งผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ยต่อวันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนไทย คือแค่ 2.0 ชั่วโมงเท่านั้นเอง รองจากไทยคืออินโดนีเซีย 3.9 ชั่วโมงต่อวัน

กูเกิล-เทมาเส็กคาดการณ์ว่า “เศรษฐกิจออนไลน์” ของทั้งภูมิภาค (คือทั้ง 6 ประเทศ) ณ สิ้นปี 2017 จะถึงหลัก 50,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งหมด พอถึงปี 2025 คาดว่ามูลค่าของเศรษฐกิจออนไลน์ดังกล่าวนี้จะทะลุเกิน 200,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าอัตราส่วนต่อจีดีพีรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลในรายงานบอกว่า อี-คอมเมิร์ซของไทยในปี 2015 อยู่ที่เพียง 900 ล้านดอลลาร์ ไม่มีประมาณการในปี 2017 มาให้ แต่ระบุว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีของไทยจะเพิ่มสูงมากถึงปีละ 29 เปอร์เซ็นต์ พอถึงปี 2025 มูลค่ารวมของอี-คอมเมิร์ซไทยจะอยู่ที่ 11,100 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นตลาดอี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค เป็นรองก็แค่อินโดนีเซียเท่านั้นเอง

แต่โดยภาพรวมแล้ว กลุ่มธุรกิจออนไลน์ที่เติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคไม่ใช่อี-คอมเมิร์ซ นะครับ แต่เป็นธุรกิจ “ไรด์ เฮลลิง” ที่กำลัง “บูม” มีสัดส่วนการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีถึง 43 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 2 ปี มูลค่าธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว จาก 2,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2015 เป็นราว 5,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 และคาดว่าจะถึง 20,100 ล้านดอลลาร์ ในปี 2025

ผู้ให้บริการที่แข่งขันขับเคี่ยวกันอยู่ก็คือ “แกร็บ” ที่เป็นกิจการภายในภูมิภาค กับ “อูเบอร์” ที่ครองตลาดโลกอยู่ กับ “โก-เจ็ค” กิจการในท้องถิ่นของอินโดนีเซีย

ภาคธุรกิจไรด์ เฮลลิง ได้รับความสนใจและขยายตัวมากเป็นพิเศษด้วยเหตุผลหลายประการ เริ่มตั้งแต่มีผู้สนใจใช้บริการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาเริ่มลดลง ซึ่งยิ่งส่งผลให้ดึงดูดการใช้งานมากขึ้น

แต่ที่สำคัญก็คือ ธุรกิจนี้กลายเป็นการสร้างงาน “ทางเลือก” ให้กับคนในท้องถิ่น ทั้งที่เป็นรายได้เสริมและที่เป็นรายได้หลัก เห็นได้จากจำนวน “คนขับ” ที่อยู่ในธุรกิจนี้ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 600,000 คนเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นกว่า 2,500,000 คนในปี 2017 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจนี้ทำให้คนเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นกว่าเดิม

สะท้อนความจริงว่า จำนวนรถยนต์ต่อจำนวนคนในภูมิภาคนี้ยังต่ำอยู่มาก นั่นคือมีรถยนต์เพียง 70 คันต่อประชากร 1,000 คน ในขณะที่ในจีนตัวเลขจะขยับขึ้นเป็น 103 คัน ส่วนในสหรัฐสูงถึง 574 คันต่อ 1,000 คน

ความสำเร็จของ “เศรษฐกิจอินเตอร์เน็ต” ในไทยและอีก 5 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังกล่าวนี้ เป็นผลมาจากการแก้ปัญหาหลายอย่างให้ลุล่วงไปได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนด้านนี้เร็วขึ้น มากขึ้น, พัฒนาการของอี-เพย์เมนต์, โครงสร้างของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและโมบายพัฒนาขึ้น, ผู้บริโภคเริ่มไว้วางใจการจ่ายเงินออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น

นั่นทำให้สภาวะแวดล้อม ที่ฝรั่งเรียกว่า อีโคซิสเต็ม ของธุรกิจออนไลน์โดยรวมพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากจนได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่เห็นกัน

แต่ความท้าทายก็ยังคงมีครับ กูเกิล-เทมาเส็กบอกว่า ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจออนไลน์ในภูมิภาคนี้ยังคงเป็นเรื่องของบุคลากร ที่ยังไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจนกลายเป็นความขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิศวกรระบบระดับอาวุโส รวมไปถึงระดับผู้บริหาร

ที่ในที่สุดก็จำเป็นต้องพึ่งพาผู้มีความสามารถจากต่างประเทศ ซึ่งไม่มีความรู้ความชำนาญในด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นดีพอแก้ปัญหาเรื่องบุคลากรได้ กิจการออนไลน์ในไทยหรือเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน มีสิทธิกลายเป็นกิจการระดับโลกได้เลยทีเดียว

หลายคนรู้ว่าการกระตุ้นพัฒนาการทารกสามารถทำได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ฟังเพลง แต่อาจไม่รู้ว่ายังสามารถกระตุ้นพัฒนาการได้อีกทาง นั่นคือ “กลิ่น”

นพ.ถิรชัย ตันสันติวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาในเด็ก กล่าวว่า ระบบประสาทส่วนรับกลิ่นของเด็กเริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ กระทั่งช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอดทารกจะเริ่มจดจำแม่ด้วยกลิ่นของน้ำนมและกลิ่นตัว สมองของเขาจะจดจำและเรียนรู้ เมื่อได้กลิ่นของแม่ทำให้เขาเกิดความสุข

จนถึงช่วง 1 ขวบที่เด็กเริ่มเดิน เมื่อเขาได้ออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก จะมีการเรียนรู้ทางระบบประสาทและสมองมากขึ้น จะเริ่มจดจำเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านกลิ่นและคิดจินตนาการสร้างเรื่องราวจากกลิ่นได้เช่นกัน กลิ่นต่างๆ จึงมีความหมายมากขึ้นด้วย อาทิ เวลาดมดอกไม้ที่เคยดม เขาจะรู้สึกมีความสุขและอารมณ์ดี

ฉะนั้น การที่พ่อ-แม่ได้กระตุ้นประสาทสัมผัสทางกลิ่นให้กับลูกอย่างสม่ำเสมอ อาทิ พาลูกไปสัมผัสกับกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนหรือดอกไม้ในบ้าน หรือใช้ผลไม้ที่มีกลิ่นหอมต่างๆ ย่อมส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กแน่นอน

ด้านคุณแม่สาวสวย โบโบ้-วิกาวี ชววิวัฒนชัย ผู้ประกาศข่าว เล่าถึงการเลี้ยงลูกสาว น้องมิริน วัยเกือบ 1 ขวบว่า ดิฉันก็เพิ่งเป็นแม่ครั้งแรก เวลาเลี้ยงลูกเราก็ต้องใช้วิธีการเลี้ยงแบบผสมผสาน ฟังคำแนะนำจากพ่อ-แม่ หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ถามเพื่อน สังเกตลูกแล้วก็เอามาปรับใช้ดู

แต่ทั้งนี้ก็จะเลี้ยงตามสัญชาตญาณของตัวเอง เพราะคิดว่าคนเป็นแม่ย่อมเข้าใจลูกตัวเองดีที่สุด สำหรับปัญหาก็มีบ้างเพราะลูกก็ยังไม่พูดและบอกเราไม่ได้ว่าเขาต้องการอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ช่วงเดือนสองเดือนแรกเราก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป แต่ที่สังเกตได้คือ น้องมิรินเป็นเด็กที่ ถ้าหลังอาบน้ำเขาดูจะสบายตัว แล้วพอเขาตัวหอมแล้วมีพี่ป้าน้าอามาเล่นกับเขา เขาจะมีความสุข ดูอารมณ์ดี และลูกเราเป็นลูกสาวด้วย แน่นอนว่าเราก็อยากให้ลูกตัวหอม

จากที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ตอนกรุงเทพฯ-เมืองพัทยา (ฉบับที่…) พ.ศ….โดยให้ปรุงปรุงบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมในการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ตอนกรุงเทพฯ-เมืองพัทยา พ.ศ.2558 เพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-เมืองพัทยาใหม่

สำหรับค่าผ่านทางใหม่จะคิดในอัตราเพิ่มขึ้นดังนี้คือ รถยนต์ 4 ล้อ จะจ่ายค่าผ่านทางจะเพิ่มเป็น 105 บาท จากปัจจุบันจ่าย 60 บาท หรือคิด 1 บาท/ 1 กิโลเมตร (กม.) รถยนต์ 6 ล้อ จะจ่ายค่าผ่านทางจะเพิ่มเป็น 170 บาท หรือคิด 1.60 บาท/ 1 กม. รถยนต์เกิน 6 ล้อ จ่ายค่าผ่านทางจะเพิ่มเป็น 245 บาท หรือ คิด 2.3 บาท/1 กม.

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ช่วงชลบุรี-พัทยา โดยเห็นชอบให้ทางหลวงพิเศษช่วงดังกล่าวเป็นทางหลวงพิเศษที่เก็บค่าผ่านทางในระบบปิด โดยตลอดระยะทาง จะไม่มีรถจากข้างนอกเข้ามาได้ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 19 เม.ย.2561 เป็นต้นไป

“การจ่ายค่าบริการทางหลวงพิเศษเพิ่มขึ้น ประชาชนจะได้ ในเรื่องของความปลอดภัย ทางหลวงจะเป็นระบบปิด ไม่มีรถโผล่เข้ามาระหว่างทาง มีวงจรปิดตลอดเส้นทาง มีการตรวจความปลอดภัย

สำหรับบรรยากาศในวันนี้หลังจากที่มีการเปิดทดลองใช้ในวันนี้ที่ด่านเก็บเงินพัทยา ไม่พบว่าการจราจรไม่ติดขัดจากรถที่เดินทางเข้าออกเมืองพัทยา แต่ก็ยังสร้างความสับสนแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องรับบัตรและคืนบัตร แต่ก็มีการเก็บเงินตามราคาปกติถ้าเดินทางจาก กทม.มาตามเดิมคือ 60 บาท แต่เมื่อเปิดใช้ในวันที่ 19 เม.ย.60 จะเก็บเงิน 105 บาท

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือSME Development Bank) เปิดเผยว่า ได้ออกสินเชื่อใหม่ “โครงการสินเชื่อ สร้างอาชีพ วัยเก๋า” วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป นำไปเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้หลังเกษียณอายุจากการทำงานประจำ โดยเฉพาะลงทุนซื้อแฟรนไชส์ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำในการประกอบธุรกิจ

รวมถึงนำไปใช้ปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถแข่งขันในธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการสร้างงานและกระจายรายได้ต่อเนื่องรวมถึง ทำให้ผู้สูงอายุมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สะสมมาให้เกิดประโยชน์ และพึ่งพาตัวเองได้ ลดการเป็นภาระสังคม และลดภาระรัฐบาลต้องจัดงบประมาณดูแลผู้สูงอายุที่นับวันจะเพิ่มสูงขึ้น

นายมงคล กล่าวว่า ส่วนเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้กู้นั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้กู้ ทั้งบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้ถือหุ้น คนใดคนหนึ่งมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป จนถึง 75 ปี (รวมระยะเวลาให้สินเชื่อแล้วไม่เกินอายุ 75 ปี) กู้ได้โดยผู้กู้ต้องผ่านการพัฒนาหรือฝึกอบรม

หรืออยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเข้าร่วมการพัฒนาจาก ธพว. หรือหน่วยงานพันธมิตรส่วนกรณีกู้ไปซื้อแฟรนไชส์ต้องผ่านการอบรมจากเจ้าของสิทธิ์แฟรนไชส์ หรือ “แฟรนไชซอร์” (Franchisor) ซึ่งจะช่วยให้ผู้กู้มีความพร้อม และมีศักยภาพ ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

วงเงินให้กู้สำหรับบุคคลธรรมดาที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจทุกประเภทสูงสุด 1 ล้านบาทและกรณีหากลงทุนซื้อแฟรนไชส์ที่แฟรนไชซอร์อยู่ในโครงการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ของ ธพว. ให้วงเงินสูงถึง 3 ล้านบาท

ส่วนอัตราดอกเบี้ย กรณีใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน คิดที่ร้อยละ MLR+1 ต่อปี กลุ่ม Startup &Innovation ฟรีค่าธรรมเนียม บสย. 1 ปี และเข้าโครงการ SME ทวีทุน (PGS6) ปรับปรุงใหม่ ฟรีค่าธรรมเนียม บสย.4 ปี ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 7 ปี ปลอดชำระเงินต้น (Grace Period) 6 เดือนโดยระยะเวลาโครงการนี้ สิ้นสุดภายใน 31 ธันวาคม 2561 หรือจนกว่าจะหมดวงเงินสินเชื่อ

พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดหน้าว่า ในการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดที่จะถึงนี้ จะออกรางวัลในวันที่ 17 มกราคม เนื่องจากวันที่ 16 มกราคม ตรงกับวันครู โดยจะเลื่อนเป็นการถาวร เป็นเช่นนี้ทุกปี สำหรับในวันที่ 1 มีนาคม 2561 จะเลื่อนการออกรางวัล เป็นวันที่ 2 มีนาคม 2561 เนื่องจากตรงกับวันมาฆบูชา

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐ ทีวี ตั้งแต่เวลา 14.00 น. สถานีโทรทัศน์ข่าวสปริงนิวส์ และทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก(ช่อง 5) ตั้งแต่เวลา 14.30 น.

รวมทั้งรับฟังการถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป และตรวจสอบขั้นตอนการออกรางวัลย้อนหลังผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงาน www.glo.or.th ได้ทุกงวดของการออกรางวัล

เมื่อวันที่ 5 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เศษซากต้นสนที่ล้มระเนระนาดอยู่ในทะเลอ่าวไทยห่างจากฝั่งไม่น้อยกว่า 200 เมตร ในพื้นที่หมู่ 1 อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เกิดจากความแรงของกระแสคลื่นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ส่งผลให้เนินทรายที่มีขนาดความยาวไม่น้อยกว่า 500 เมตร ความกว้างมากกว่า 50 เมตร และแนวต้นสนมากกว่า 50 ต้น ซึ่งเคยเป็นเกราะป้องกันชายฝั่งก่อนหน้านี้ ต้องล้มระเนระนาดจนแทบไม่เหลือเนินทรายให้เห็นอีกต่อไป นอกจากนี้กระแสคลื่นยังกวาดเอาทรายเข้าหาฝั่ง

ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงในกระชัง พื้นที่หมู่ 1 ตำบลหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา ทำให้ชาวประมงต้องเร่งกู้กระชัง ด้วยการเข้าไปกวาดเอาทรายที่เข้าไปทับถมในกระชังปลาออก เพราะอีกหลายกระชังยังมีปลาที่เลี้ยงไว้ รอจับขาย และในบริเวณดังกล่าวชาวประมงยังต้องใช้เป็นสถานที่เลี้ยงปลาในกระชังต่อไป ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าว

ชาวประมงในพื้นที่กังวลว่าในปีต่อไปเมื่อไม่มีเนินทรายและแนวต้นสน เป็นที่ดูดซับความแรงของกระแสคลื่นในทะเลอ่าวไทยแล้ว ชาวประมงหวั่นเกรงว่า ความแรงของคลื่นจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาวประมงและผู้เลี้ยงปลาในกระชัง เพิ่มมากขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับกระชังปลา รวมทั้งบ้านเรือนที่อยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหา ก่อนที่จะถึงหน้ามรสุมในปีหน้า ซึ่งอาจจะรุนแรงและสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ ที่ได้สร้างความเสียหายไปแล้วหลายสิบล้านบาท

เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า เป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาเมืองนวัตกรรมอาหารหรือ ฟู้ดอินโนโพลิส คือ ความปลอดภัยและความมั่นคงของอาหาร โดยประชาชนต้องบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของอาหาร และมีความเพียงพอสำหรับทุกคน นอกจากนี้ ยังสามารถส่งออกและแข่งขันในตลาดโลกได้

“จุดแข็งของประเทศไทยคือ มีความพร้อมทางด้านบุคลากรวิจัยด้านอาหารและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนห้องปฏิบัติการวิจัยที่เข้มแข็งสามารถเป็นฮับของอาเซียนได้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารในระดับโลกอีก 7-8 พันแห่ง มีเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพด้านอาหารอีกหลายหมื่นราย การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจึงเป็นเรื่องที่โครงการเมืองนวัตกรรมอาหารให้ความสำคัญและสนับสนุน ซึ่งขณะนี้กำลังหารือกันเพื่อทำดรรชนีทางด้านอาหาร เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของโลกในอนาคต” นายกิติพงค์ กล่าว

ด้านนายอัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ซีอีโอเมืองนวัตกรรมอาหาร กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการเมืองนวัตกรรมอาหารได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายของฟู้ดอินโนโพลิส จะใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ตรวจสอบวิเคราะห์แหล่งที่มาและการปนเปื้อนของอาหาร

“ในพื้นที่บริเวณเทคโนธานี คลองห้า นั้น simpleweightlossplans.com จะเป็นโรงงานอาหารฉายรังสีด้วยโคบอลท์ 60 เพื่อยืดอายุการเก็บผัก ผลไม้ และสมุนไพร และกำลังจะมีโรงงานผลิตนิวตรอนเพื่อการฉายรังสีอาหารในอนาคต ในส่วนของพื้นที่หลักที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายก จะมีเครื่องผลิตไซโครตรอนที่มีประสิทธิภาพที่แตกต่างจากอิเลคตรอน ทำให้สามารถประยุกต์ใช้รังสีดังกล่าวในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยา อาหาร การเกษตร เป็นต้น” นายอัครวิทย์ กล่าว

และว่า สทน.จะช่วยสนับสนุนนวัตกรรมอาหารของประเทศได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จะกำหนดว่าการส่งผัก ผลไม้ นั้น จะต้องผ่านการฉายรังสีเพื่อทำลายโรคและแมลงที่อาจจะปนเปื้อนมากับสินค้าดังกล่าว รวมทั้งการฉายรังสีสมุนไพรเพื่อทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และปัจจุบันมีเอกชนหลายรายที่ใช้บริการนี้แล้ว

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. วอชิงตันโพสต์รายงานสภาพอากาศแปรปรวนในสหรัฐอเมริกาจากปรากฏการณ์บอมบ์ไซโคลนที่ทำให้อากาศหนาวยะเยือกฉับพลัน แม้แต่รัฐฟลอริดาที่ปกติอากาศอบอุ่นก็หนาวเย็นจนทำให้กิ้งก่าอีกัวน่าหลายตัวนอนแข็งโป๊ก

อย่างที่นายแฟรงก์ เซราบิโน คอลัมนิสต์จากหนังสือพิมพ์ปาล์มบีชโพสต์ ที่ตื่นมาและพบว่ามีอีกัวน่านอนแข็งอยู่บริเวณสระน้ำภายใต้อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส จากนั้นแชร์ภาพออกไปทางอินเทอร์เน็ตและตั้งคำถามว่าตนควรทำอย่างไร

สภาพอากาศความหนาวเย็นจากบอบม์ไซโคลนที่โจมตีสหรัฐอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนี้ ส่งผลกระทบถึงรัฐฟลอริดาทางตอนใต้ จนทำให้สัตว์เมืองร้อนอย่างอิกัวน่าที่อยู่ตามธรรมชาติอยู่ในสภาวะทิ้งตัว หล่นลงมาจากต้นไม้ หรือนอนแข็งไปดื้อๆ

นางคริสเทน ซอมเมอร์ จากคณะกรรมการรักษาพันธุ์ปลาและสัตว์ป่าฟลอริดา เฉลยว่า ที่อิกัวน่าเป็นแบบนี้เป็นเรื่องปกติของสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็น ที่กลายสภาพแข็งขยับตัวไม่ได้เมื่ออุณหภูมิลดลงมาถึงระดับหนึ่ง และเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในปี 2551 และ 2553

“ในความเป็นจริงแล้ว ทางตอนใต้ของฟลอริดาไม่ได้หนาวบ่อยนัก หรือไม่หนาวยาวนาน ดังนั้นสิ่งที่พวกคุณเห็นมันจึงเกิดขึ้นไม่บ่อย” นางซอมเมอร์กล่าว

ส่วนนายเซราบิโน่ กล่าวกับนิวยอร์กไทมส์ว่า อิกัวน่าที่พบว่านอนแข็งตัวอยู่ริมสระ ก็พบว่ามันยังไม่ตาย ซึ่งตามประสบการณ์ที่ตนเจอ อิกัวน่าใช้เวลาสักระยะถึงจะตาย

ด้าน น.ส.แมกซิน เบนต์เซล นักข่าวจากช่องซีบีเอส 12 นิวส์ แนะนำว่า ถ้าคุณเอาอิกัวน่าไปตากแดด มันก็จะวอร์มร่างกายได้เร็วขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างนางซอมเมอร์เตือนว่าอย่าทำ เพราะหากมันกลับมาเคลื่อนไหวได้มันจะหวาดกลัว เหมือนกับสัตว์ป่าทั่วไปที่มันจะป้องกันตัวเองโดยอัตโนมัติ

เหตุการณ์ที่นายเซราบิโนพบยังถือว่าปกติ เพราะมีชาวบ้านหลายคนได้ยินเสียงอิกัวน่าตกลงจากต้นไม้สู่ชานบ้าน หรือบริเวณสระน้ำ และที่น่าเศร้ากว่านั้นคือจากสภาพอากาศที่เกิดขึ้นมีอีกัวน่าหลายตัวที่ต้องตายลงไปเช่นเดียวกับสัตว์อื่นๆ อย่างงูหลาม ที่มีรายงานว่ามีผู้พบงูหลามหนาวตายลอยอยู่ในหนองน้ำของอุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์ ทั้งนี้ ความหนาวเย็นเกิดขึ้นจากบอมบ์ ไซโคลน หรืออากาศเย็นกับอากาศอุ่นปะทะกัน ก่อนรวมเป็นมวลอากาศหนาวยะเยือกฉับพลัน อุณหภูมิดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

แม้แต่ทางตอนใต้รัฐฟลอริดาที่มีอากาศอบอุ่นตลอดปีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 17 องศาเซลเซียส ยังต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือ 4 องศาฯ นอกจากสัตว์แล้วบางพื้นที่สระว่ายน้ำยังกลายเป็นน้ำแข็งอีกด้วย

ภายหลังรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ อนุญาตให้การซื้อขายกัญชาเพื่อสันทนาการเป็นไปอย่างถูกกฎหมายเเล้ว เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จากเดิมที่ขายกัญชาได้เพื่อใช้ในทางการแพทย์เท่านั้นมาตลอด 20 ปี โดยได้รับกระเเสตอบรับดีล้นหลาม ผู้คนแห่ต่อคิวยาวรอซื้อกัญชาตามร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วรัฐ

ล่าสุดแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวต 3 สถาบัน “ไมค์ ไทสัน” เห็นโอกาสธุรกิจหันมาเปิดไร่กัญชาแบบครบวงจร โดยซื้อที่ดิน 40 เอเคอร์ (ราว 100 ไร่) ตั้งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติเดธ แวลลี่ย์ ซึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งแบบทะเลทรายแถบตะวันออกของแคลิฟอร์เนีย ไปทางตะวันตกเฉียงใต้เกือบ 100 กิโลเมตร เพื่อทำธุรกิจปลูกกัญชาขาย พร้อมร่วมทุนกับหุ้นส่วน 2 คน ได้แก่ โรเบิร์ต ฮิกแมน และ เจก สตรอมเมน