รื้อฟื้นประเพณี ‘พิธีกองตายาย’ในจังหวัดชุมพร มีความเชื่อ

ที่แสดงให้เห็นถึงการผสานความเชื่อของมนุษย์เรื่องผีบรรพบุรุษ เข้ากับศาสนาเช่นกัน นั่นคือ “พิธีกรรมกองตายาย” ที่อิงอยู่กับความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ แม้ว่าลักษณะการดำเนินชีวิตของคนชุมพรในปัจจุบันจะแตกต่างไปจากอดีต แต่ยังคงผูกพันกับเครือญาติ ลักษณะเช่นนี้น่าจะเป็นผลมาจากพิธีกรรมกองตายายที่เป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ในเครือญาติให้ยังคงแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ลักษณะของพิธีกรรมกองตายายของชาวชุมพรนั้น มีความแตกต่างไปจากประเพณีสารทเดือนสิบของภาคใต้ คือ พิธีกองตายาย จะดำเนินเหมือนบรรพบุรุษของตนยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องจัดอาหารหรือขนม โดยเฉพาะเหมือนกับประเพณีสารทเดือนสิบ

พิธีกองตายาย มักจัดในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี ยังปรากฏให้เห็นใน อำเภอเมืองชุมพร และ อำเภอท่าแซะ บางส่วน เพื่อแสดงถึงความเคารพและความผูกพันที่มีต่อบรรพบุรุษ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตายาย” พิธีกองตายายเกิดขึ้นเมื่อไหร่และเกิดขึ้นได้อย่างไรยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะยังไม่พบหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการปฏิบัติสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น ความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกองตายายเป็นความเชื่อร่วมกันที่เริ่มต้นจากกลุ่มเครือญาติ ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษจนก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน

จุดมุ่งหมายหลักของพิธีกองตายายคือ ความต้องการแสดงความเคารพบูชาบรรพบุรุษผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และสำนึกในบุญคุณของผู้ที่ล่วงลับไป โดยการจัดเตรียมสำรับอาหารคาวหวานเพื่อใช้เลี้ยงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเชื่อที่ว่า ผีตายายยังคงอยู่กับลูกหลาน คอยปกป้องคุ้มครองลูกหลานให้พ้นภัยอันตรายในทุกๆ วัน

ผู้ประกอบพิธีคือผู้อาวุโสที่สุดในครอบครัว หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สืบทอดพิธีนี้ต่อไป หาก ผู้อาวุโสไม่สามารถประกอบพิธีนี้ได้ จะเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่ต้องรับหน้าที่ประกอบพิธีดังกล่าวแทน โดยมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ คือ เสื่อ สำหรับปูนั่ง และวางอาหารคาวหวาน ใบตอง สำหรับกองอาหารที่ห้ามเด็ดปลายใบและห้ามมีใบที่ฉีกขาดเด็ดขาด ด้วยความเชื่อที่ว่าหากเด็ดปลายใบแล้วผีบรรพบุรุษจะไม่สามารถมาเข้าร่วมพิธีได้ ต่างจากเวลาปกติ หากมีการนำใบตองมาใช้ประโยชน์ในบ้านจะต้องเด็ดปลายออก

เพื่อป้องกันไม่ให้ผีสามารถเข้าบ้านได้ อย่างอื่นมี หิ้งพระ หรือ โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป และมีการนำพระพุทธประกอบพิธีโดยการใช้ดอกไม้ ธูปเทียนบูชาตามปกติ แต่บางบ้านก็ไม่มีการนำพระพุทธเข้ามาเกี่ยวข้องเลย อาหารคาวหวานจะกองด้วยปริมาณที่พอเหมาะ แบ่งเป็นกองๆ ทั้งหมด 5 กอง วางบนใบตอง โดยอาหารหวานจะตั้งอยู่บนครึ่งบนของใบตอง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งใช้วางอาหารคาว

ส่วนเครื่องมือ เครื่องใช้ในพิธีกองตายาย ประกอบด้วย มีด ขวาน เคียว แกระ กระแมะ ปืน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ หากเป็นช่างตีเหล็กก็ใช้เครื่องมือตีเหล็ก หากเป็นช่างขุดเรือก็ใช้เครื่องมือขุดเรือ หากเป็นช่างไม้ก็ใช้เครื่องมือที่ใช้ในงานไม้ นอกจากนั้น ยังมีส่วนอื่นๆ ประกอบด้วย หมากพลู เหล้า เบียร์ น้ำหวานเมา น้ำเปล่า ยาเส้น เสื้อผ้าใหม่ชาย 1 ชุด หญิง 1 ชุด แป้งหอม น้ำมันหอม กระจก หวีเงิน หวีทอง

กองตายายจะตั้งในบ้านหันไปทางทิศใต้ หากเป็นบ้าน 2 ชั้น จะตั้งบนชั้น 2 มีการปูเสื่อก่อนหนึ่งชั้นแล้วนำใบตองมาวางทับอีกชั้น ลักษณะของโคนใบตองจะหันไปทางทิศตะวันออก และปลายใบตองจะหันไปทางทิศตะวันตก แบ่งกองอาหารคาวหวานอย่างละ 5 กอง บนใบตอง ส่วนครึ่งบนใช้สำหรับวางอาหารหวาน ส่วนครึ่งล่างใช้สำหรับวางอาหารคาว ในบริเวณกึ่งกลางใบจะใช้สำหรับวางน้ำเปล่า เหล้า น้ำหวานเมา ที่บรรจุในภาชนะเล็กๆ ในส่วนของผู้ประกอบพิธีจะนั่งถัดลงมาจากใบตองที่ใช้กองตายาย ด้านข้างผู้ประกอบพิธีจะมีขันน้ำสำหรับ “บ้วนปากขากลาย” (บ้วนปาก) และกระโถน โดยผู้ร่วมพิธีจะนั่งอยู่ด้านหลังถัดจากผู้ประกอบพิธี

การประกอบพิธีจะเริ่มเวลาประมาณ 03.00-04.00 น. เมื่อการจัดเตรียมอาหารคาวหวานเสร็จ ผู้ทำพิธีจะปูเสื่อ และใบตอง พร้อมทั้งจัดเตรียมเสื้อผ้าใหม่ เครื่องมือ เครื่องใช้ จากนั้นจัดอาหารใส่ภาชนะวางบนใบตองโดยแบ่งอาหารคาวหวานออกเป็น 5 กอง ซึ่งเริ่มต้นจากการจุดธูปเทียนไหว้พระพุทธ แล้วกล่าวคำบูชาพระพุทธ (นะโม 3 จบ) ตามด้วยการกล่าวคำถวายข้าวพระพุทธตามลำดับ เมื่อเสร็จในส่วนของพระพุทธแล้วผู้ประกอบพิธีจึงเริ่มจุดธูปเทียนที่บริเวณกองตายายจากนั้นกล่าวคำอัญเชิญผีบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย ญาติที่ล่วงลับไปแล้วของทั้งสองฝ่าย หากมีบรรพบุรุษที่ไม่รู้จักชื่อ จะใช้วิธีการใช้ให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่รู้จักชื่อชักชวนกันมาด้วย ในขณะที่มีการออกชื่อเรียกผู้ล่วงลับ ผู้ประกอบพิธีจะเริ่มรินเหล้า ริน น้ำหวานเมาไปด้วย ในส่วนของบทเชิญช่วงท้ายจะมีการขอพรเพื่อให้บรรพบุรุษให้คุ้มครอง ดูแลลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

หลังจากนั้น จะหยิบอาหารจากกองอาหารคาวหวานทั้ง 5 กอง ใส่ในใบตองที่มีช่วงใบยาวประมาณ 1 ฟุต ใส่รวมกันทั้งของคาว ของหวาน ผลไม้พร้อมทั้งรินน้ำ และเหล้าลงไปด้วย นำไปวางบนพื้นดินบริเวณนอกบ้าน มีการกล่าวเชิญมากินด้วยคำกล่าวว่า “พวกติดตีนตามมือ ลูกศิษย์ลูกหากินกับเจ้ากับนายไม่ได้มากินกันตรงนี้” โดยไม่ต้องจุดธูปเทียน เพื่อนำไปให้พวกที่ชาวบ้านเรียกว่าพวก “ติดตีนตามมือ” แล้วจึงประกอบพิธีไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ไหว้ตาพุก (ยุ้งข้าว) และไหว้ตาครกยายสาก ตามลำดับต่อไป

พิธีกองตายาย เป็นประเพณีเก่าแก่ที่กำลังจะสูญหายไปจากสังคมชาวใต้ เด็กรุ่นหลังน้อยคนนักที่จะรู้จักประเพณีนี้ ดังนั้น หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรมที่ถือเป็นสมบัติของแผ่นดินคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชุมพร ภายใต้การนำของ คุณกาญจนา สากระแสร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์ และ คุณเอกราช ชนาการ ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ จึงมีแนวคิดในการฟื้นฟูประเพณีนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการให้เยาวชนและผู้สนใจได้มีโอกาสซึมซับประเพณีเก่าแก่ที่บรรพบุรุษร่วมกันสร้างสรรค์เอาไว้ มิให้มรดกล้ำค่าเหล่านี้ต้องสูญสลายไปตามกาลเวลา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่กาดทุ่งเกวียน ตลาดศูนย์รวมของฝากของที่ระลึกชื่อดังของภาคเหนือ ตั้งอยู่ริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายลำปาง – เชียงใหม่ ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง มีประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อแมลงทอดกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่หนอนไม้ไผ่ หรือที่เรียกว่า หนอนรถด่วน รุ่นใหม่ เริ่มเป็นตัว และออกมาแล้ว จึงมีการนำมาทอดกรอบๆ และจำหน่ายกันอย่างคึกคัก

นางกาญจนาภา ลือแปง อายุ 60 ปี เจ้าของร้านภายในกาดทุ่งเกวียน กล่าวว่า จำหน่ายแมลงทอดมานานกว่า 20 ปีแล้ว มีทั้ง จิ้งกุ่ง จิ้งหรีด ตัวไหม ตั๊กแตน แมงดา เป็นต้น ที่ผ่านมามีประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่ชื่นชอบรับประทานแมลงทอด มาเลือกซื้อกลับบ้านไป ทั้งไปกินเล่น หรือซื้อไปเป็นของฝาก โดยที่ร้านมีการนำแมลงหลากหลายชนิดมาวางให้ดู และจำหน่าย ทั้งชนิดทอด และอบ

“ที่คึกคัก และได้รับความสนใจจากผู้ซื้อในช่วงนี้ คือ หนอนไม้ไผ่ หรือหนอนรถด่วน จะขายดีที่สุด เพราะรสชาติมัน เค็ม อร่อย กินแล้วเพลินๆ ขณะนี้วางจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 2,500 บาท ซึ่งในช่วงนี้ ถือว่าเป็นฤดูกาลแรก ที่มีการเก็บหนอนไม้ไผ่รุ่นใหม่มาทอดจำหน่าย โดpหนอนที่นำมาทอดจะเป็นหนอนธรรมชาติ จากพื้นที่ อ.แจ้ห่ม และ อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ซึ่งชาวบ้านได้เข้าไปเก็บจากป่าชุมชนแล้วส่งมาจำหน่ายให้กับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าแมลงทอด เพื่อทำออกมาจำหน่ายที่กาดแห่งนี้” นางกาญจนาภา กล่าว

คุณทองสุข ชำนาญผลิต หรือ พี่อุ้ม อยู่บ้านเลขที่ 856/1 ตำบลจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พี่อุ้ม หนุ่มโสด วัย 41 ปี ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรตั้งแต่จำความได้ ด้วยความที่เรียนจบไม่สูงจึงยึดอาชีพเป็นเกษตรกรอาศัยความชำนาญเลี้ยงชีวิต ปัจจุบัน พี่อุ้มเริ่มหันมาปลูกหอมแบ่ง เป็นระยะเวลา 3 ปี ถือว่าราคาดีมาตลอด

ปลูกเพียง 2 ไร่ แบ่งปลูกหอมเป็น 2 พันธุ์ ด้วยกัน คือ พันธุ์ขาไก่ 1 ไร่ และพันธุ์อุตรดิตถ์ 1 ไร่ หอมทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ มีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป อย่างพันธุ์ขาไก่มีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน สายพันธุ์นี้ต้องดูแลนานก็จริงแต่คุ้ม เพราะสามารถเก็บไว้รอราคาขึ้นได้ ส่วนสายพันธุ์อุตรดิตถ์ให้ผลผลิตดี อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 35-40 วัน เก็บขายได้เร็ว ไม่ต้องดูแลมาก

ยกร่องให้สูง หากอยู่ในช่วงฤดูฝนใช้วิธีนี้ ปัญหาหอมเน่ารากเน่าจะไม่เกิด ขั้นแรกไถพรวนผาล 3 ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วยกร่อง ครั้งที่ 2 ไถพรวนผาล 4 ตากดินทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ และยกร่องขึ้นมาใหม่ให้ร่องสูงประมาณหัวเข่า เพื่อแก้ปัญหาในช่วงฤดูฝนกันรากเน่า ความยาวของแปลงตามสะดวก เมื่อทำเสร็จให้รดน้ำ 2 วัน แล้วใช้เครื่องตีดินแบบเดินตาม เพื่อให้ดินร่วนซุยอีกครั้ง

เมื่อเตรียมดินยกร่องปลูกเรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้นำหัวหอมที่เตรียมไว้มาปักลงดิน เพียงครึ่งหัว ความห่างระหว่างต้น 1 คืบมือ 1 หัว จะแตก 4-5 ต้น ถือว่าได้ผลผลิตกำลังพอดี ถ้าให้มากกว่านี้ หลอดจะเล็ก ตลาดไม่ต้องการ เราต้องทำให้ตรงกับความต้องการของตลาดถึงจะขายได้

ระบบน้ำที่ใช้เป็นระบบสปริงเกลอร์หัวปกติ รดน้ำเช้า-เย็น ในตอนเช้าเปิดรดน้ำ 5 นาที ตอนเย็นรดเพียง 2 นาที เมื่อหอมขึ้นประมาณ 1 ข้อนิ้ว ให้พักรดน้ำเป็นวันเว้นวัน หากรดทุกวันตาจะไหม้

โรคแมลงมีเป็นปกติ ยิ่งช่วงหน้าร้อนต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะหนอนหลอดจะระบาด วิธีการดูแลอาจต้องมีการใช้สารเคมีผสมกับอินทรีย์บ้าง อย่างการใช้น้ำส้มควันไม้เข้าช่วย จะให้ใช้สารเคมีอย่างเดียวผู้บริโภคก็ไม่ไหว เกษตรกรตัวเราเองร่างกายก็รับไม่ไหวเหมือนกัน

ใช้แรงงาน ถอนช่วงเช้าๆ 45 เข่ง ก็ได้เป็น 100 กิโลกรัมแล้ว เราไม่ได้ถอนทั้งวัน ถอนแล้วตั้งไว้ ล้างน้ำเปล่า ตากไว้ในที่ร่ม หอมจะไม่เหี่ยว ตกเย็นมาขับรถไปส่งที่ตลาด ลงทุนน้อย กำไรมาก

ปลูกหอมแบ่ง 2 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 2-3 ตัน ต่อไร่ หากคิดราคาในปัจจุบัน อยู่ที่กิโลกรัมละ 25-35 บาท ราคามีดีบ้างไม่ดีบ้าง หากขายไม่ได้ก็สามารถนำมาทำพันธุ์ต่อได้ ทำมา 2 ปี ถ้าเทียบกับการปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังถือว่าคุ้มกว่ากันมาก ปลูกหอมใช้เงินลงทุน ประมาณ 15,000-20,000 บาท ราคานี้รวมค่าพันธุ์หอม ค่าแรง ค่าอุปกรณ์แล้วทุกอย่าง แต่ถ้าปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลัง บวกกับค่าเช่าที่แล้ว ต้องใช้เงินลงทุน ไร่ละ 200,000 บาท ทำไปก็เป็นหนี้ ซึ่งตอนนี้มีแผนที่จะยกเลิกการปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลัง แล้วเปลี่ยนมาขยายเป็นการปลูกหอมและผักชีเพิ่ม

มะเขือยาว เป็นพืชผักรสชาติดี สามารถปรุงอาหารได้หลายอย่าง ตั้งแต่ แกง ผัด ต้ม หรือเผากินกับน้ำพริก

ส่วนใหญ่แล้ว มะเขือยาวมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ซื้อหาได้ราคาไม่แพง แต่หากใครคิดอยากปลูกไว้กินเอง โดยเฉพาะปลูกในกระถาง สามารถทำได้

เริ่มต้นจากเพาะกล้าโดยใช้ภาชนะเป็นกะละมัง ครุถังแตก หรือเพาะลงดินก็ได้

จากนั้นเตรียมดิน ที่มีส่วนผสมของดิน ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้ว ปุ๋ยคอกอาจจะเป็นขี้ไก่ ขี้วัว หากมีใบก้ามปูผสมด้วยก็จะดีมากใส่วัสดุปลูกลงในกระถาง จากนั้นนำต้นกล้าที่มีใบจริง 2-3 ใบ โดยอายุอยู่ที่ 25-30 วัน ลงปลูก

หากบังร่มให้กับต้นกล้าปลูกใหม่ก็จะดี เมื่อต้นตั้งตัวได้ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ให้กับมะเขือราว 1 หยิบมือ ต่อกระถาง หากไม่มีปุ๋ยสูตรก็ไม่เป็นไร หมั่นคอยดูว่ากระถางมีความชื้นหรือไม่…หลังปลูกได้ 60 วัน ก็จะมีมะเขือยาวให้เก็บปรุงอาหาร ส่วนจะเก็บได้นานหรือมากขนาดไหน ขึ้นอยู่กับขนาดกระถางและความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุปลูก

งานปลูกมะเขือยาวในกระถาง เหมาะสำหรับคนมีพื้นที่ปลูกน้อย หรือพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลานซีเมนต์ ข้อควรระวังนั้น ในกระถางน้ำแห้งเร็ว จึงต้องสังเกต แล้วเติมน้ำให้พอเหมาะ จริงๆ แล้ว ไผ่ในเมืองไทยมีมากหนักหนา กระนั้นก็ตามเมื่อค้นพบไผ่สายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่อยู่ในวงการก็อดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจ

แต่ก่อนเก่าโบราณมีการนำไผ่จากจีนเข้ามาปลูก คือ ไผ่ตง ระยะเวลาน่าจะกว่า 100 ปีแล้ว ราว 10-20 ปีมานี้ มีการนำไผ่ชนิดใหม่จากจีนเข้ามา ลักษณะโดดเด่นมาก คือเจริญเติบโตและให้หน่อเร็ว

แต่ที่มานั้นยังสับสน ว่านำเข้ามาตั้งแม่เมื่อไร ใครเป็นผู้นำเข้ามา

ยุคแรกๆ เมื่อไผ่ชนิดนี้ ไปเจริญแพร่พันธุ์อยู่ที่ใด คนในท้องถิ่นจะตั้งชื่อขึ้นใหม่ ทำให้ไผ่จีนที่คุณสมบัติโดดเด่นมีมากกว่า 5 ชื่อ ในเขตตัวเมืองกาญจนบุรี เรียกกันว่า ไผ่ตงลืมแล้ง

ที่อำเภอไทรโยค เรียกว่า ไผ่กิมซุ่ง คุณทรงยศ พุ่มทับทิม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ไปพบที่ระยอง จึงนำไปศึกษาอยู่ที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เรียก ไผ่จีนเขียวเขาสมิง

ชาวนครสวรรค์เรียก ไผ่อินโดจีนคุณสมบัติที่พบเห็นอยู่ของไผ่ชนิดนี้ หากสภาพแวดล้อมดีพอสมควร จะเจริญเติบโตเร็ว หลังปลูกเพียง 4-7 เดือน ก็เริ่มให้หน่อได้แล้ว

จำนวนหน่อต่อกอดก แต่ต้องหมั่นสางลำออก อย่าให้ลำมากหรือแน่นมากเกินไป หากลำมากจำนวนหน่อที่ออกมาจะน้อย หน่อมีขนาดเล็ก ให้ดีควรไว้ลำ 6-7 ลำ ต่อกอ โดยสางลำที่อายุมากออกไปใช้งาน

คุณบุญลือ สุขเกษม และภรรยา

ที่จังหวัดตราด เคยเก็บตัวเลขไว้ พบว่า ไผ่จีนให้หน่อได้ 30 หน่อ ต่อกอ ต่อปี น้ำหนัก ต่อหน่อ 1.5-2.5 กิโลกรัม หน่อไผ่จีนนำไปปรุงอาหารได้ทุกอย่างลำไผ่จีนก็ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการเผาถ่าน

พื้นที่ใดมีน้ำดี สามารถทำให้ออกก่อนฤดูได้

สิ่งหนึ่งที่ผู้ปลูกไผ่ชนิดนี้ประทับใจมากนั้น ผืนดินที่รกเรื้อไปด้วยหญ้า เมื่อปลูกไผ่จีนได้ 2-3 ปี บริเวณนั้นจะร่มเย็น พื้นล่างไม่มีวัชพืชขึ้นเริ่มแรกที่มีการเผยแพร่เรื่องของไผ่จีน สนนราคาต้นพันธุ์ค่อนข้างสูง ซึ่งวิธีขยายพันธุ์ทำได้ง่ายโดยการตอน ทุกวันนี้ ต้นพันธุ์ไผ่จีนราคาย่อมเยา สามารถซื้อหาไปปลูกได้ทีละมากๆ

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบไผ่นี้ เพราะสามารถสร้างป่าได้เร็ว หน่อไผ่ก็จำหน่ายได้ดี เพราะมีการบริโภคกันมากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร เรื่อง “นวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่” ระหว่าง วันที่ 20–21 กันยายน 2561 ณ จังหวัดสุโขทัย เพื่อเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่สาธารณชนได้รับทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า วช. ในฐานะเลขานุการร่วมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวนช.) ได้สนับสนุนชุดโครงการวิจัยบูรณาการนวัตกรรมเชิงประจักษ์เพื่อพัฒนาต่อยอดการทำฟาร์มกวางสู่การเกษตรสมัยใหม่ แก่โครงการวิจัย เรื่อง นวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่ ภายใต้แผนบูรณาการ นวัตกรรมเพื่อการเกษตรสมัยใหม่ แก่ ดร. มณี อัชวรานนท์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผ่านงบประมาณแผ่นดิน ประจำปี 2561 และมอบรางวัล Platinum Award ถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงานให้แก่โครงการวิจัยดังกล่าว ในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2561 (Thailand Research Expo 2018) ที่ผ่านมา ผลงานวิจัยนวัตกรรมเพื่อการทำฟาร์มกวางสมัยใหม่ เป็นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรที่สนใจในธุรกิจการเลี้ยงกวางเชิงพาณิชย์ และเป็นการต่อยอดการทำฟาร์มกวาง สู่การเกษตรสมัยใหม่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง

ดร. มณี อัชวรานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อตั้งมาเกือบ 16 ปี ด้วยการนำผลการวิจัยพื้นฐานที่เป็นองค์ความรู้ครบวงจร ทั้งการเลี้ยงกวางที่มีมาตรฐาน การผลิตอาหารชนิดต่างๆ เพื่อเลี้ยงกวาง การบริหารจัดการฟาร์มกวาง การเพิ่มผลผลิตลูกกวางที่แข็งแรง มีคุณภาพ การขยายสายพันธุ์กวางใหม่ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงในภูมิประเทศในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของเขากวางอ่อนและผลของเขากวางอ่อนต่อสิ่งมีชีวิต และได้นำองค์ความรู้จากงานวิจัยถ่ายทอดให้เกษตรกร

ทำให้ชุมชนรอบบริเวณฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหงมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถคาดเดาทิศทางการตลาดและระบายสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น การนำผลจากการวิจัยถ่ายทอดให้เกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์ วิธีการหมักหญ้าเนเปียร์ที่มีสารอาหารสูงครบถ้วนด้านโภชนาการ และนำกลับมาขายเป็นอาหารให้กับกวางที่เลี้ยงในฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหง และฟาร์มเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เพราะเป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพสูง และในช่วงระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา ฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ดำเนินการอบรมถ่ายทอดผลจากการวิจัยให้กับเกษตรกร ปีละ 2 ครั้ง ทำให้เกิดเครือข่ายฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีสมาชิกเกือบ 200 คน จากทั่วประเทศ ที่มีความสนใจในการทำธุรกิจฟาร์มกวาง

โดยฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน วิธีการเลี้ยงกวาง การสร้างผลผลิตจากการเลี้ยงกวาง การตลาด และเทคโนโลยีในการทำธุรกิจ เพื่อประหยัดเวลาและเงินลงทุนของเกษตรกรที่จะต้องลองผิดลองถูกในการเลี้ยง เพราะฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหง คอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกร เป็นการลดต้นทุนในการลงทุนของเกษตรกรอีกทางหนึ่ง โดยเกษตรกรหรือประชาชนผู้สนใจจะเข้าเยี่ยมชมหรือขอข้อมูล ฟาร์มกวางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ติดต่อสอบถามได้ที่สถาบันวิจัยสัตว์ในภูมิภาคเขตร้อน โทรศัพท์ 02-310-8694 ได้ในวันและเวลาราชการ

มะพร้าวกะทิ เกิดจากการกลายพันธุ์ เนื้อผลมีเนื้อนุ่มหนา น้ำข้นเหนียวเป็นวุ้น หากกินในช่วงที่พอเหมาะจะรสชาติดี เดิมทีมีความเข้าใจว่า กินมะพร้าวกะทิเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปัจจุบัน พิสูจน์แล้ว ไม่มีผลแต่อย่างใด

หากพบว่า มะพร้าวต้นไหนเป็นกะทิ มักจะพบในระยะต่อมามะพร้าวต้นหนึ่งมี 12 ทะลาย ต่อปี อาจจะพบกะทิในทะลายที่ 2 ทะลายที่ 5 แต่ละทะลายอาจจะพบ 1-2 ผล

ในทางวิชาการ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร วิจัยให้ได้มะพร้าวกะทิ 18-20 เปอร์เซ็นต์

ยกตัวอย่าง หากปลูกพันธุ์กะทิของศูนย์วิจัยฯ ลงดินไป เมื่อให้ผลผลิต 100 ผล ต่อต้น ต่อปี จะมีกะทิ 18-20 ผล ในทางปฏิบัติ เกษตรกรจะขายผลแห้ง 80 ผล เป็นมะพร้าวขูดน้ำกะทิ (มะพร้าวแกง) ผลละ 7 บาท เป็นเงิน 560 บาท ส่วนผลกะทิ ขายผลละ 40 บาท เป็นเงิน 800 บาท ดังนั้น เกษตรกรจะมีรายได้ 1,360 บาท ต่อต้น ต่อปี ในสภาพความเป็นจริง ผลผลิตอาจจะน้อยกว่า 100 ผล หรือมากกว่า 100 ผล ต่อต้น ต่อปี ก็ได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ ทองยงค์ ปลูกมะพร้าวอยู่อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะพร้าวน้ำหอม รบ.1, รบ. 2, รบ.3

อย่างอื่นมีมะแพร้ว, มะพร้าวพันธุ์กะทิ จากศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และมะพร้าวพวงร้อยมะพร้าวพวงร้อย ที่สวนแห่งนี้ ระหว่างปีให้ผลผลิต 12 ทะลาย มีดกมากๆ 60-100 ผล ต่อทะลาย ราว 4-5 ทะลาย ที่เหลือ ผลผลิต 10-15 ผล ต่อทะลายการใช้ประโยชน์จากมะพร้าวพวงร้อย คือกินเป็นมะพร้าวอ่อน

อย่างไรก็ตาม ความพิเศษของมะพร้าวพวงร้อยที่นี่ ผลกลายเป็นมะพร้าวกะทิผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ บอกว่า พบประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ หมายถึง มะพร้าว 100 ผล จะพบผลกะทิ 3-5 ผล โดยที่มะพร้าวกะทิพวงร้อยมีผลขนาดเล็ก สวย น่ารัก คนที่ชอบกิน 1 ผล อิ่มพอดี

พาณิชย์แจงเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ยันปัญหาราคาตกต่ำ ไม่ได้เกิดจากมะพร้าวนำเข้า มีสถิติชี้ชัดยอดนำเข้า 8 เดือน แค่ 1.95 แสนตัน ลดลง 27.03% น่าจะเป็นมะพร้าวเถื่อน ประสานกรมศุลฯ ตรวจแล้วสอบ

คาดมะพร้าวเถื่อนทะลัก – นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่ภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ และชาวสวนจังหวัดภาคใต้อีกหลายจังหวัดขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคามะพร้าวผลตกต่ำ โดยมีการกล่าวหาว่า เป็นผลมาจากมะพร้าวนำเข้าจากต่างประเทศ ว่า กรมฯ ได้มีการตรวจสอบแล้ว พบว่าอาจมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะเมื่อพิจารณาสถิติการนำเข้าในช่วง 8 เดือน ของปี 2561 (ม.ค.-ส.ค.) มีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศปริมาณ 195,303 ตัน ลดลง 27.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการนำเข้า 268,672 ตัน ซึ่งการนำเข้าอาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักตามที่กลุ่มเกษตรกรมีความเข้าใจ