ร่วมกันพัฒนางานวิจัย /หลักสูตร/ ห้องปฏิบัติการสร้างความเป็น

ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยเลิศด้านวิชาการตอบโจทย์ ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และศาสตราจารย์ ดร. สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจสร้างความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาหลักสูตร การวิจัย การพัฒนาห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐาน มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ การวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม หวังนำ

ผลการวิจัยและพัฒนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โอกาสนี้ นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. อาจารย์ ดร. กิตติชัย โศจิพันธุ์ ประธานคลัสเตอร์ระบบราง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรังศี เดชเจริญ ประธานคลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มจพ. และคณะผู้บริหาร วว. และคณาจารย์ มจพ. ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุม กวท. วว. เทคโนธานี

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.ชี้แจงว่า ความร่วมมือระหว่าง วว. และ มจพ. ในครั้งนี้มีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับการวิจัย เครื่องมือ และห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนักวิจัยในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านระบบรางและยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ การทดสอบมาตรวิทยา และการรับรองคุณภาพ วัสดุการผลิตและวิศวกรรมพื้นผิว พลังงานและสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนแลกเปลี่ยนบุคลากรและนักวิจัย ระหว่าง วว. และ มจพ. รวมถึงการปฏิบัติการฝึกงานและโครงการวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา

“…ในนามของ วว. รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามความร่วมมือกับ มจพ. ซึ่ง วว. เป็นหน่วยงานที่สั่งสมมีองค์ความรู้ด้านงานวิจัยและงานบริการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน วว. มุ่งเน้นการทำงานวิจัยที่สนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการของทั้ง 2 ฝ่าย และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน สร้างบุคลากรรุ่นใหม่ๆ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต…” ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุปในตอนท้าย

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. กล่าวเพิ่มเติมว่า มจพ.รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามความร่วมมือกับ วว. เป้าหมายของ มจพ.คือการเป็นสถาบันการศึกษาระดับต้นๆ ของประเทศไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ การบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างเข้มแข็งในด้านการวิจัยพื้นฐาน พัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย นิสิต นักศึกษา รวมถึงพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการบูรณาการความร่วมมือ ยังเป็นการสนองตอบนโยบายรัฐ ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ประเทศอีกด้วย

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วว.) จัดงาน “มหกรรม OTOP i Style 4” (OTOP Innovation Style) 4 ภาค ครั้งที่ 1 แสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นรูปโฉมใหม่ หรือ โอท็อปอัพเกรด ระหว่างวันที่ 22-26 สิงหาคม 2562 น. ณ ชั้น G โซนภูเก็ตสแควร์ ฮอลล์1 ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต

ผลิตภัณฑ์ที่นำมาแสดงและจำหน่ายมีความทันสมัย มีคุณภาพมาตรฐานสะอาดและปลอดภัย สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนทั้ง 4 ภูมิภาคในประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ในกลุ่มพื้นที่ 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าน กาฬสินธุ์ นครพนม ตาก ชัยนาท บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ ปัตตานี และนราธิวาส

ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ การออกบู๊ธจำหน่ายสินค้า “โอท็อปอัพเกรด” ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่กรอบ ข้าวเกรียบปลา ผลิตภัณฑ์ช็อกมอลต์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากดอกดาวเรือง สครับงาขาว ปลาร้าผง ลูกสมุนไพรกำจัดลูกน้ำยุงลาย ผ้าย้อมสีธรรมชาติ อาทิ ผ้าย้อมคราม ผ้ามัดหมี่ และผ้าขาวม้า เป็นต้น รวมทั้งกิจกรรม “ดาราชวนชิม” ที่จะมาสาธิตเมนูจานเด็ดจากผลิตภัณฑ์สินค้าอาหาร และสินค้าเกษตรในกลุ่มโอท็อปนวัตกรรมอาหาร

วว. เชิญชวนผู้สนใจร่วมช็อป/ชิมในงาน “มหกรรม OTOP i Style 4” ในพื้นที่อื่นๆ ดังนี้

วันที่ 11-15 กันยายน 2562 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์สรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า จังหวัดอุดรธานีบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จัดงานใหญ่ประจำปี ตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 11 ณ จังหวัดขอนแก่น ขานรับอัตราการเติบโตร้านค้าปลีกรายย่อยในภูมิภาคมาแรงสวนกระแส ดัน “ครัวชุมชน” ส่งสินค้าพร้อมทาน พร้อมปรุง เสริมแกร่งรายได้ รับความต้องการผู้บริโภค พร้อมจัดเต็มเคล็ดลับความรู้ติดอาวุธโชห่วยแบบครบครัน 22-25 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE) คาดผู้ร่วมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด เปิดเผยว่า “แม็คโคร เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ โชห่วย ในการเป็นพลังขับเคลื่อนการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและเป็นศูนย์กลางสายใยชุมชน จึงได้จัดงานตลาดนัดโชห่วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกิจกรรมใหญ่ประจำปี ต่อยอดมาจากโครงการ ‘โครงการแม็คโคร มิตรแท้โชห่วย’ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และรวบรวมเคล็ดลับ การบริหารจัดการร้าน ตลอดจน สินค้าราคาพิเศษสำหรับการทำธุรกิจร้านโชห่วย มารวบรวมไว้อย่างครบครันในงานเดียว ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE)”

“แม็คโคร ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วยให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอสินค้าบริการใหม่ ครัวชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกสร้างรายได้ ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการอาหารพร้อมปรุง พร้อมทานใกล้บ้าน ตลอดจนยังมีการจัดสินค้าราคาพิเศษ เสวนาแนะนำเคล็ดลับความรู้ อีกมากมายเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ร้านค้ารายย่อยตลอดการจัดงาน ซึ่งคาดว่าตลอด 4 วัน ของการจัดงาน จะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน”

ที่ผ่านมา แม็คโคร ได้จัดกิจกรรม ตลาดนัดโชห่วยภูมิภาคทั่วประเทศ และตลาดนัดโชห่วยประจำปี เพื่อกระจายความรู้ไปยังกลุ่มผู้ประกอบการโชห่วยที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับผลการสำรวจร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ โชห่วย และร้านธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศของกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ ที่พบอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะร้านค้าปลีกรายย่อยในส่วนภูมิภาค

ด้าน นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ประธานการจัดงานตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 11 กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานตลาดนัด โชห่วย ครั้งที่ 11 มีกิจกรรมสาระความรู้ การเสวนา เวิร์คช้อปสำหรับผู้ประกอบการ พร้อมด้วยความบันเทิงตลอดการจัดงาน ที่จะทำให้ผู้ประกอบการโชห่วยได้รับแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาศักยภาพของร้านค้าให้เติบโต เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป”

สำหรับงานนี้ แบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 7 โซน ประกอบด้วย

– โซนที่ 1 “มิตรแท้ชุมชน…ร้านต้นแบบแห่งความยั่งยืน” นำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการร้านโชห่วยให้เป็นศูนย์กลางและเป็นที่พึ่งของชุมชนแบบครบวงจร โดยมีการจำลองร้านค้าโชห่วยต้นแบบไอเดียดีที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจได้อย่าง “ร้านมิตรแท้ชุมชน” นอกจากนี้ยังมี “ศูนย์มิตรแท้โชห่วย” ให้คำปรึกษาอัพเดทความรู้ใหม่ๆ “Makro Sustainability สร้างรอยยิ้มให้ชุมชน” และ “ครัวชุมชน” ไฮไลท์สำคัญของปีนี้ที่นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษของการนำสินค้า “พร้อมทาน” และ “พร้อมปรุง” จำหน่ายที่ร้าน

– โซนที่ 2 สินค้าราคาพิเศษจาก MakroClick แอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลด้วยการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และพร้อมส่งถึงร้านอย่างรวดเร็วผ่าน

– โซนที่ 3 การจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของแม็คโคร ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคคุณภาพ ภายใต้แบรนด์ aro, M&K , Extra และ Q-biz ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการร้านโชห่วย

– โซนที่ 4 สินค้ายกแพ็คราคาพิเศษ คุ้มสุดๆ กับสินค้ายกแพ็คหรือยกลังในราคาพิเศษ ตลอดทุกวันในการจัดงาน

– โซนที่ 5 ตลาดนัดโชห่วย ที่มีบู๊ธสินค้าราคาพิเศษจากพันธมิตรทางธุรกิจของแม็คโครมากกว่า 150 ราย

– โซนที่ 6 เวทีกลาง พบกิจกรรมมากมาย ทั้งการมอบรางวัล “โครงการแม็คโครและนักศึกษาร่วมพัฒนาร้านค้าปลีกท้องถิ่น” (U Project) ประจำปี 2562 การเสวนาสาระความรู้จากกูรูชื่อดัง การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ แชร์ประสบการณ์ และกิจกรรมบันเทิงจากศิลปินดาราชื่อดังทุกวัน

– โซนที่ 7 ขอนแก่นมาร์เก็ต รวบรวมอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิดกว่า 20 ร้านค้าดัง ในจังหวัดขอนแก่นและกรุงเทพฯ โดยมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองจากลานดนตรีเพื่อชุมชนให้ชมตลอดวัน

สำหรับตลาดนัดโชห่วยครั้งที่ 11 จัดระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE) ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ผู้สนใจร่วมงานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 335-5300 หรือ

กรุงเทพฯ – โคเวสโตร ร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย จัดแสดงนวัตกรรมที่สร้างขึ้นจากการรีไซเคิลพลาสติก ต่อยอดการคืนคุณค่าขยะพลาสติกด้วยแนวคิด waste-to-value ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแก่เยาวชน ภายในส่วนจัดแสดงเยอรมนี พาวิลเลี่ยน งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2562 ณ ศูนย์จัดแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

ดร.เยอร์เกน มายน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – UNSDGs) ประกอบกับเล็งเห็นความสำคัญต่อปณิธานของเครือข่ายพันธมิตร Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ในการรับมือกับปัญหาขยะพลาสติกที่กำลังส่งผลกระทบและเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โคเวสโตร จึงเข้าร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวงจรการเกิดขยะพลาสติก รวมถึง การจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้แก่เยาวชน ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2562 (The National Science and Technology Fair 2019)”

บู๊ธกิจกรรมของโคเวสโตรตั้งอยู่ภายในส่วนการจัดแสดงของเยอรมนี พาวิลเลี่ยน เน้นการสร้างประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดการขยะเบื้องต้นอย่างเหมาะสม (waste management) ในชีวิตประจำวัน ตามหลัก 3R ได้แก่ การลดปริมาณการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำมาเข้ากระบวนการแปรสภาพ (Recycle) ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ที่เยาวชนสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและเกิดความสนุกสนานไปพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังนำเสนอโมเดลเมืองนวัตกรรมยั่งยืน (City of Sustainnovation) แนวคิดการยกระดับรูปแบบชีวิตเมืองด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย พร้อมสาธิตเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) โซลูชั่นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากฟิลาเมนท์ที่ผลิตขึ้นจากโพลีคาร์บอเนตผสมกับขวดพลาสติก PET รีไซเคิล และโชว์นวัตกรรมต่างๆ ที่มาจากการรีไซเคิลพลาสติกด้วยแนวคิด waste-to-value ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย

นอกจากนี้ โคเวสโตร ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมที่เน้นสร้างการตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึกด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชน ตัวอย่างเช่น การจัดทำหนังสือ “จุดประกายความคิด เพื่อชีวิตที่สดใส” (Bright Mind for a Brighter World) เสริมสร้างความรู้การจัดการขยะสำหรับเด็ก และแคมเปญ “เพื่อโลกที่สดใสและวิสัยทัศน์ที่ดีขึ้น” (Brighter Future, Better Vision) จากความร่วมมือระหว่างพนักงานและชุมชน ร่วมกันรณรงค์รับบริจาคและเก็บขวดพลาสติกชนิด PET เพื่อนำไปรีไซเคิลร่วมกับโพลีคาร์บอเนต ผลิตเป็นแว่นสายตาและนำไปมอบเพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชน โดยมีเป้าหมายการจัดกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดปี 2562

“เราเชื่อมั่นว่า กิจกรรมทั้งหมดที่จัดขึ้นในปีนี้ จะช่วยสร้างประโยชน์ในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนให้แก่คนรุ่นใหม่ ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมความยั่งยืนในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโลกที่สดใสและน่าอยู่ต่อไปในอนาคต” ดร.เยอร์เกน กล่าวสรุป

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดน่าน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเหนียวนาปี และลำไย ซึ่งแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และ เหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการผลิต จำนวน 60,764 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 460,069 ไร่ ข้าวเหนียวนาปี พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 97,624 ไร่ พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 99,832 ไร่ และลำไย พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 24,236 ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 22,406 ไร่

สำหรับพื้นที่เหมาะสมมาก และเหมาะสมปานกลาง ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมส่งเสริมและพัฒนาโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่การผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม หากเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวเหนียวนาปี (อำเภอเวียงสา อำเภอเมือง และอำเภอท่าวังผา) เกษตรกรสามารถที่จะปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นพืชทางเลือกได้จำนวน 9,691 ไร่ ส่วนการปรับเปลี่ยนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (อำเภอเวียงสา อำเภอเมือง และอำเภอนาน้อย) สามารถปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นพืชทางเลือกได้ จำนวน 4,672 ไร่ และกรณีปรับเปลี่ยนลำไย (อำเภอท่าวังผา อำเภอเมือง และอำเภอเวียงสา) สามารถปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่เหมาะสมได้ จำนวน 1,959 ไร่

สำหรับพืชทางเลือกที่เหมาะในการปรับเปลี่ยน มีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ มีต้นทุนการผลิต 9,595 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4-5 ประมาณ 17,703 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 8,107 บาท/ไร่ โดยผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ขายให้แก่ผู้รวบรวมในท้องถิ่น ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 ขายให้โรงงานแปรรูป (หจก. แคชิวนัทริช กรุ๊ป ไทยแลนด์) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่าวังผา เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเมล็ดกะเทาะเปลือก ทั้งนี้ ปี 2565 โรงงานแปรรูปดังกล่าวมีแผนรับซื้อผลผลิตประมาณ 5,000 ตัน ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 32-52 บาท

กาแฟ ต้นทุนการผลิต 4,123 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4-5 ประมาณ 6,370 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 2,246 บาท/ไร่ ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ขายในรูปผลสด (เชอร์รี่) ให้กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปสันเจริญและกลุ่มอื่นๆ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่าวังผา โดยกลุ่มจะทำการแปรรูปเบื้องต้นเป็นเมล็ดกะลาและสารกาแฟ แล้วขายส่งให้แก่พ่อค้าในจังหวัดน่าน แพร่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และกรุงเทพฯ ราคารับซื้อเมล็ดผลสด (เชอร์รี่) อยู่ที่กิโลกรัมละ 11-13 บาท มีปริมาณความต้องการวัตถุดิบเพื่อผลิตกาแฟกะลา 70,000 กิโลกรัม/ปี และสารกาแฟ 52,000 กิโลกรัม/ปี ส่วนผลผลิตที่เหลืออีก ร้อยละ 15 จะขายให้ผู้รับซื้อรายย่อย และร้อยละ 5 ขายให้ผู้รับซื้อรายใหญ่ในท้องถิ่น

มะขามเปรี้ยวยักษ์ มีต้นทุนการผลิต 7,627 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 3-5 ประมาณ 38,150 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 30,523 บาท/ไร่ ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 85 จะขายในลักษณะมะขามฝักแห้งให้แก่ผู้รับซื้อในท้องถิ่นเพื่อรวบรวมส่งขายให้แก่พ่อค้าจากจังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ราคารับซื้อมะขามฝักแห้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-30 บาท มะขามฝักสดกิโลกรัมละ 15 บาท สำหรับผลผลิตที่เหลืออีกร้อยละ 15 จะขายให้แก่พ่อค้าในท้องถิ่นและต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย และปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตได้ จะต้องพัฒนาแหล่งน้ำ และปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสม สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลด้านพืชทางเลือกที่เหมาะสมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก แพร่ น่าน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และ ตาก สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก โทร. (055)322-650 และ (055) 322-658 หรือ อี-เมล

บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมผักกรอบ DEEDY (ดีดี้) เตรียมขนขบวนความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพดีถึงมือผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ในงาน Care Expo Thailand ณ ไบเทค บางนา โดยรายการ คัมภีร์วิถีรวย ทางช่อง 9MCOT HD และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ให้เกียรติเชิญไปร่วมออกบู๊ธในครั้งนี้ ซึ่งงานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนในครอบครัวหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น โดยผู้เข้าร่วมชมงานจะได้ทั้งสาระและการทำกิจกรรมอย่างสนุกสนาน รวมทั้งมีบริษัทต่างๆ มาร่วมออกบูธกันอย่างคับคั่ง ตลอดทั้ง 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน 2562 นี้ คาดว่าน่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานนับแสนคน

โดยบู๊ธของขนมผักกรอบ DEEDY (ดีดี้) จะไปร่วมออกบู๊ธในวันที่ 31 สิงหาคม ในโซนด้านหน้า Hall : EH 103 ซึ่งได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าที่ไปร่วมงานนี้ไว้ด้วย งานเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. พูดได้คำเดียวงานนี้ห้ามพลาด

ผู้บริโภคและร้านค้าที่สนใจขนมผักกรอบ DEEDY สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด โทร. (098) 026-6636 หรือ www.gminterfoods.com หรือ Facebook / Line@ : @deedyveggies