ร่วมกับ สถานทูตอิสราเอล จัดสัมมนาถอดบทเรียนความสำเร็จ

ระดับโลกณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (สท.) ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดสัมมนาวิชาการ “The Thai-Israeli Tomato Conference: The current status and the way forward” เพื่อบรรยายให้ความรู้ในเรื่องการปรับปรุงพันธุ์และการปลูกมะเขือเทศในระบบโรงเรือน จากประสบการณ์ของวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งอิสราเอลและไทย แก่ผู้เข้าร่วมงานกว่า 90 คนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของการปรับปรุงพันธุ์ การผลิตผลสด และเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศของประเทศไทย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ตลอดจนการแสวงหาโอกาสความร่วมมือทั้งในด้านการวิจัยและการค้าระหว่างกันต่อไป โดยมี ฯพณฯ ดร. เมเอียร์ ชโลโม (H.E. Dr. Meir Shlomo) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน

ดร.มรกต ตันติเจริญ ประธานคลัสเตอร์เกษตรและอาหาร และที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า มะเขือเทศเป็นพืชที่มีความหลากหลายของสายพันธุ์ ทั้งพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์ลูกผสม สามารถเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของประเทศไทย และความเหมาะสมของการนำไปใช้ เช่น การรับประทานสด การแปรรูป และการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ปัจจุบันมีความต้องการบริโภคมะเขือเทศเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมการบริโภคมะเขือเทศบางชนิดเปลี่ยนเป็นการรับประทานในรูปแบบอาหารว่างเช่นเดียวกับผลไม้ อย่างไรก็ตาม

ปัญหาสำคัญของการปลูกมะเขือเทศในประเทศไทย ได้แก่ 1) เป็นโรคที่มีแมลงเข้าทำลายมาก เช่น โรคใบไหม้ โรคผลเน่า 2) ข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศในบางพื้นที่ ต้องใช้ต้นทุนสูงในการดูแลรักษา และ 3) เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) เป็นต้น โดยแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ได้แก่ ใช้เทคโนโลยีด้านปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม ลดต้นทุนการผลิต ปลูกในโรงเรือนหรือกรีนเฮ้าส์ และคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับฤดูกาลและภูมิภาคต่างๆ

ประเทศอิสราเอลแม้จะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก แต่กลับมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศและการปลูกพืชในระบบโรงเรือนในลำดับต้นๆ ของโลก ความสามารถดังกล่าวของอิสราเอลเกิดจากการวิจัยและพัฒนาที่มีแนวคิด “การปลูกเพื่อให้ได้ (ผลผลิต) มาก ด้วยปัจจัยการผลิตที่น้อย” จึงประสบความสำเร็จครองส่วนแบ่งตลาดมะเขือเทศในตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาและยุโรป ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่หน่วยงานพันธมิตรระหว่างไทยและอิสราเอล ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างโอกาสความร่วมมือระหว่างกัน จัดงานสัมมนาวิชาการ “The Thai-Israeli Tomato Conference: The current status and the way forward” ขึ้น ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประโยชน์ในการรับฟังการบรรยายด้านการปรับปรุงพันธุ์และการปลูกมะเขือเทศในระบบโรงเรือน จากประสบการณ์ของวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของการปรับปรุงพันธุ์ การผลิตผลสด และเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศของประเทศไทย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ตลอดจนการแสวงหาโอกาสความร่วมมือทั้งในด้านการวิจัยและการค้าระหว่างกันต่อไป

“งานสัมมนาวิชาการดังกล่าว เกิดขึ้นได้จาก สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (สท.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และหน่วยงานพันธมิตรได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น บริษัท New Grow Plant และ Noga AgroTech Desert Agriculture ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ดำเนินกิจกรรมความร่วมมือตามแนวนโยบายการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เป็นกลไกการสนับสนุน โดยจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน ตามสาขาวิชาที่เป็นความสนใจของทั้งไทยและอิสราเอล รวมทั้งที่เป็นวาระสำคัญระดับนานาชาติ อาทิ เทคโนโลยีการเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเทคโนโลยีด้านการแพทย์ ซึ่งระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา สวทช. และหน่วยงานพันธมิตรอิสราเอล ได้จัดกิจกรรมที่เป็นการสัมมนาวิชาการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการบรรยายพิเศษ รวม 17 กิจกรรม ซึ่งในปีที่ 9 ของการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือนี้ เรามุ่งหวังที่จะพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร” ดร.มรกต ตันติเจริญ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ในงานสัมมนาประกอบด้วยหัวข้อบรรยายโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากอิสราเอลและไทยในหลายหัวข้อ ได้แก่ การวางแผนและออกแบบโรงเรือนเพาะชำและโรงเรือนกระจกเพื่อผลิตมะเขือเทศ: เทคโนโลยีจากอิสราเอลยังประเทศอาเซียน โดย Dr. Nir Atzmon (นีล อัทซมอน) จากบริษัท New Grow Plant / ภาพรวมมะเขือเทศที่กำลังเติบโตในอิสราเอล การป้องกันกำจัดศัตรูพืชในมะเขือเทศ และโครงการปรับปรุงพันธุ์ของ Noga AgroTech Desert Agriculture ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเพาะปลูก โดย Dr. Avner Levy (อัฟเนอร์ เลวี่) จาก Noga AgroTech Desert Agriculture / โครงการปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศและเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยโรคของไบโอเทคและโอกาสทำงานร่วมกัน โดย ดร.อรวรรณ ชัชวาลการพาณิชย์ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. / โครงการปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศของมหาวิทยาลัยขอนแก่นและโอกาสทำงานร่วมกัน โดย ศ.ดร.สุชีลา เตชะวงค์เสถียร มหาวิทยาลัยขอนแก่น และปิดท้ายด้วยหัวข้อกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์และเพื่อการค้าต่างๆ ของมะเขือเทศ พริก และพืชอื่นๆ โดย Mr. Guy Don (กาย ดอน) จาก G.D. Quality Seeds

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ติดตามโครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ระบุ เกษตรกรพึงพอใจ เห็นว่าโครงการตรงกับความต้องการในระดับมากร้อยละ 81 ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากอาชีพเสริมในฤดูแล้ง บรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามประเมินผลตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนติดตามตรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ 2560 โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก ในพื้นที่อำเภออำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้เก็บข้อมูลจากเกษตรกรรวม 400 ครัวเรือน ที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรบริเวณเหนือเขื่อนทดน้ำผาจุกทั้งสองฝั่ง พบว่า

เกษตรกรมีรายได้เงินสดการเกษตร 191,870 บาท/ครัวเรือน รายจ่ายเงินสดการเกษตร 112,671 บาท/ครัวเรือน รายได้เงินสดสุทธิเกษตร 79,199 บาท/ครัวเรือน โดยมูลค่าผลผลิตเกษตรที่ใช้ในครัวเรือน และส่วนต่างมูลค่าผลผลิตเกษตรต้นปีและปลายปี 10,936 บาท/ครัวเรือน คิดเป็นรายได้สุทธิการเกษตร รวม 90,135 บาท/ครัวเรือน ด้านทัศนคติและระดับความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อโครงการ พบว่า โครงการตรงกับความต้องการของเกษตรกรในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 81 ช่วยให้รายได้ทางการเกษตรเพิ่มขึ้นในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 69 และความเหมาะสมของเกษตรกรต่อโครงการ อยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 59 ทำให้สามารถปลูกพืชฤดูแล้งได้คิดเป็นร้อยละ 81 ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูฝน/ฝนทิ้งช่วงคิดเป็นร้อยละ 79 มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66 และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมคิดเป็นร้อยละ 19

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในตัวเกษตรกรมากขึ้น สศก. เห็นว่าควรมีการให้ความรู้เพิ่มเติมในการวางระบบการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ในแต่ละราย เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แต่ละครัวเรือนน่าจะมีการปลูกฝังเตรียมพร้อมสำหรับผู้สืบสานความเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพ มีการส่งเสริมปลูกพืชทดแทนที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง เพื่อลดอัตราความเสี่ยงในการผลิต และการพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดระบบการทำฟาร์มที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่ เป็นต้น

ที่ จ.หนองคาย สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น มีลมพัดกระโชกแรง โดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำโขงทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ ช่วงกลางคืนและช่วงเช้าอุณหภูมิอยู่ที่ 19-20 องศาเซลเซียส ที่ จ.นครพนม สภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 16 องศาเซลเซียส ถนนสายต่างๆ ริมแม่น้ำโขงมีหมอกปกคลุมหนาในช่วงเช้า เป็นอุปสรรคต่อการสัญจร นอกจากนั้น ชาวบ้านที่มีอาชีพประมงต้องงดออกหาปลาในช่วงเวลากลางคืน เพราะทนสภาพอากาศหนาวไม่ไหว ทำให้ปลาน้ำโขงที่นำมาวางจำหน่ายตามตลาดสดต่างๆ จำนวนลดลง มีราคาแพงขึ้น 20-30 เปอร์เซ็นต์

วันที่ 1 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดธัญญะผล หมู่ 5 ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ของวัดร่วมช่วยกันทำกระทงที่ผลิตจากขนมปังกว่า 9,000 ใบ เพื่อเตรียมไว้ให้กับพุทธศาสนิกชนที่จะเดินทางมาร่วมงานวันลอยกระทงที่วัดธัญญะผลฯ ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ โดยปีนี้วัดจัดทำรูปแบบของกระทงขนมปัง ให้แปลกจากปีที่ผ่านมา โดยทำที่มีสีสันสวยงามขึ้น ตามสีประจำวันเกิด เพื่อเป็นการลอยกระทงตามกำลังวัน ปลดทุกข์ หมดเคราะห์หมดโศก ซึ่งสีที่ใช้ทำกระทงก็เป็นสีผสมอาหาร ไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นมลพิษในลำคลองอย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้ทำบุญจากการลอยกระทง เนื่องจากกระทงเป็นแป้งทำขนมปัง จึงสามารถได้บุญจากการลอยกระทงขนมปัง ที่ให้ปลาได้กิน ได้บุญจากการทำทานไปอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้วัดยังจัดทำรางสไลเดอร์ ไว้สำหรับให้ผู้ที่มาลอยกระทง ลอยกระทงลงรางสไลเดอร์เพื่อความปลอดภัยกับครอบครัวที่มีคนชรามาด้วย และเด็กๆ ก็จะได้ร่วมกิจกรรมที่สนุกสนาน

พระมหากล้า กตปุญโญ เจ้าอาวาสวัดธัญญะผล และเจ้าคณะตำบลบึงคำพร้อย เปิดเผยว่า ทางวัดมีการทำกระทงขนมปังมาหลายปีแล้ว โดยมีชาวบ้านและพระสงฆ์ต่างช่วย ๆกันทำ เพื่อให้วัดมีรายได้ไว้ใช้จ่ายปรับปรุงบูรณะสภาพวัดวาอาราม และเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทางวัดจึงยังคงแนวความคิดที่จะทำกระทงขนมปังต่อไปทุกๆ ปี เพื่อไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกระทงที่ทางวัดจัดทำขึ้นนั้นเป็นกระทงที่ทำมาจากขนมปัง ย่อยสลายง่ายและยังเป็นอาหารของปลาอีกด้วย นอกจากนี้ในปีนี้ยังทำรางสไลเดอร์ไว้ให้กับพุทธศาสนิกชนได้ใช้ลอยกระทงได้อย่างง่ายๆ และปลอดภัย เนื่องจากในเทศกาลวันลอยกระทงทุกๆ ปี จะมีประชาชนจากทั้งในจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมาท่องเที่ยวที่วัดเป็นจำนวนมาก จึงทำให้แพปลาที่ข้างวัด ใช้สำหรับลอยกระทงจึงมีไม่เพียงพอ จึงจะแบ่งคนให้ข้ามสะพานมาลอยอีกฝั่งคลอง แต่เนื่องจากคลองอีกฝั่งเป็นเขื่อน จึงมีความคิดทำรางสแตนเลสขึ้น เพื่อให้ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุและเด็กๆ มาด้วย สามารถลอยกระทงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนมาร่วมกิจกรรมวันลอยกระทง ด้วยการลอยกระทงขนมปัง เพื่อเพิ่มบุญในการให้อาหารปลาได้อีกทางหนึ่งด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 นายสุรนาท ศิริโชติ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย เปิดเผยว่า ได้รับทราบจากทางเว็บไซต์ของคณะกรรมการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) โดยมีประกาศแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า ทางเขื่อนจิ่งหง ตั้งอยู่ในแม่น้ำโขงเขตประเทศจีน จะมีการเพิ่มระดับการระบายน้ำออกจากเขื่อนให้มากขึ้นกว่าเดิม จากเดิมที่ระบายลงมาในระดับ 504 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในช่วงที่ผ่านมา แต่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป เขื่อนจะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้มีปริมาณน้ำมากขึ้นตามลำดับ

นายสุรนาทเปิดเผยอีกว่า ด้วยเหตุนี้ทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเชียงราย จึงได้มีประกาศลงเลขที่ 9/2560 เรื่องระดับน้ำในแม่น้ำโขง โดยมีเนื้อหาที่พิจารณาแล้วว่าการเพิ่มอัตราการระบายน้ำดังกล่าวจะมีผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขง ซึ่งติดกับ จ.เชียงราย เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มเห็นผลเมื่อน้ำไหลมาถึง ซึ่งคาดว่าจะมีตั้งแต่บ่ายวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป จึงได้ประกาศแจ้งเตือนให้ผู้ควบคุมเรือและคนประจำเรือทุกลำที่ยังคงเดินเรืออยู่ในแม่น้ำโขงติดฝั่งไทย ได้เพิ่มความระมัดระวัง เช่น ผูกมัดเรือให้แน่น ฯลฯ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงหรือปากแม่น้ำคำ ปากแม่น้ำอิง และปากแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ต้องระมัดระวัง โดยหากเกิดอุบัติเหตุทางน้ำสามารถแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ตำรวจน้ำ ฯลฯ เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีต่อไป

ด้าน น.ส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยุนนาน ประเทศจีน ได้แจ้งถึงคนเดินเรือในแม่น้ำโขงว่าทางการจีนจะมีการลดระดับการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหงให้เหลือระดับประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพราะจะทำการซ่อมแซมบำรุงเขื่อนระหวางวันที่ 30-31 ตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้นจะมีการระบายน้ำมากเหมือนเดิม ซึ่งเป็นผลทำให้ระดับน้ำจะเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วดังกล่าว ดังนั้นคาดหวังว่าทางคณะกรรมการร่วมเพื่อประสานการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นกลไกของ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง คือ ไทย จีน สปป.ลาว และเมียนมา จะช่วยประสานงานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า เขื่อนจิ่งหง เป็นเขื่อนสุดท้ายในแม่น้ำโขงที่ตั้งอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุด ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ซึ่งอยู่ห่างไกลจาก อ.เชียงแสน หากเดินทางทางเรือผ่านแม่น้ำโขง มีระยะทางประมาณ 344 กิโลเมตร โดยเป็นเขื่อนที่มีความสูง 118 เมตร ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งโดยปกติจะระบายน้ำลงมาในระดับตั้งแต่ 800-1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเหนือเขื่อนจิ่งหงขึ้นไปยังมีเขื่อนใหญ่ๆ อีกหลายเขื่อนเรียงรายกันไป เช่น เขื่อนมันวาน สูง 126 เมตร กำลังผลิตไฟฟ้า 1,500 เมกะวัตต์ เขื่อนต้าเฉาชาน สูง 110 เมตร กำลังผลิตไฟฟ้า 1,350 เมกะวัตต์ เขื่อนเชี่ยววาน สูง 300 เมตร กำลังผลิตไฟฟ้า 4,200 เมกะวัตต์ เขื่อนกอนเกาเคียว สูง 105 เมตร กำลังผลิตไฟฟ้า 750 เมกะวัตต์ ฯลฯ และมีกระแสว่ามีโครงการสร้างเขื่อนใหม่ท้ายเขื่อนจิ่งหงลงมาในอนาคตอีกด้ว

ในปีนี้คาดว่าผลผลิตมันสำปะหลังน่าจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงเดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ล่าช้าจากปกติผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2560 สาเหตุหลักมาจากปัญหาน้ำท่วม ฝนตก ได้สร้างความเสียหายให้ผลผลิตบางส่วน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอาจจะต้องชะลอการขุดออกไป และจากการประเมินผลผลิตมันสำปะหลังที่จะออก อยู่ที่ประมาณ 28 ล้านตัน คาดว่าอาจจะลดลงประมาณ 10% จากที่ประเมินไว้ ซึ่งปกติผลผลิตจะออกมาประมาณ 30 ล้านตัน ประเด็นนี้ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังไม่เพียงพอกับความต้องการ จนต้องมีการนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้าน

นายบุญชัย ยอมรับว่าปัญหาการลักลอบการนำเข้ามันสำปะหลังตามเขตชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ยังมีปัญหาและไม่ได้รับการแก้ไข และดูแลอย่างเข้มงวด เช่น ในเขตพื้นที่จังหวัดสระแก้วยังพบปัญหาการลักลอบนำเข้าแม้มีปริมาณไม่มากแต่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศได้ โดยประเทศที่นำเข้าเป็นหลัก คือ กัมพูชา ประมาณ 8-9 ล้านตันต่อปี และสปป.ลาว

ทั้งนี้ ปัญหาการลักลอบดังกล่าว microfitcomputer.com หากไม่ได้รับการตรวจเข้มหรือเข้มงวด สิ่งที่เป็นห่วงมากในตอนนี้ คือ เมื่อผลผลิตเริ่มออกในช่วงเดือนธันวาคม 2560 ที่กำลังจะถึง จะเป็นช่วงเดียวกับที่ผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้านออกมา อาจจะมีการลักลอบนำเข้า ซึ่งปกติการนำเข้ามีอยู่แล้ว ก็จะยิ่งทำให้มีผลผลิตทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อราคามันสำปะหลังภายในประเทศ และเกษตรกรผู้ปลูกอาจจะขายไม่ได้ราคาด้วย

ดังนั้น จึงต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามดูแลการนำเข้าอย่างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่เอกสารการนำเข้าจะต้องมีการสำแดงตัวเลขการนำเข้า ปริมาณการนำเข้าที่ชัดเจน พิกัดให้มีความถูกต้อง และด่านกักกันพืช หรือตรวจสอบพืช ต้องมีความเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้มีสารหรือสิ่งปนเปื้อนเข้ามาในสินค้าเกษตรของไทยได้

จากตัวเมืองปัตตานีไม่ถึง 10 กิโลเมตร บนถนนสายปัตตานี-นราธิวาส หรือทางหลวงแผ่นดินสาย 42 จะเจอทางเข้าชุมชนท่องเที่ยวบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี หนึ่งในโมเดลของการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดปัตตานี เป็นความร่วมไม้ร่วมมือของชาวมุสลิมในชุมชนทั้งหนุ่มสาวไปถึงคนเฒ่าคนแก่

แม้ว่าปัจจุบันความไม่สงบในพื้นที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ชุมชนยังคงเดินหน้าให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังบางปูแห่งนี้อย่างเต็มที่ เพราะการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลใหม่ของชุมชนต่าง ๆ ในขณะนี้ ที่มีแต่ประโยชน์ ทั้งนักท่องเที่ยวที่จะได้รับบริการจากชาวบ้านในพื้นที่แท้ ๆทำให้ได้เรียนรู้ และเข้าใจวิถีชุมชนอย่างลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย ขณะเดียวกันชาวบ้านในชุมชนเองนอกจากมีรายได้เพิ่มขึ้น ยังสามารถกำหนดการบริหารจัดการ และดูแลรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นตัวเองให้ยั่งยืน

สำหรับบางปู พื้นที่ริมขอบอ่าวของปัตตานี มีจุดเด่น คือ ป่าโกงกางอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งพักพิงของปลาน้อยใหญ่ จนเกิดวิถีประมงพื้นบ้านรอบอ่าว เป็นเสบียงของชาวปัตตานีมานานนับ 100 ปี

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวโดยชุมชน ชุมชนท่องเที่ยวบางปู อธิบายว่า ชุมชนแห่งนี้เริ่มมีการจัดการท่องเที่ยวกันเองตั้งแต่ปี 2547 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 50-100 คน เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยวต่างถิ่น และต่างชาติ
หลังจากฟังการอธิบายจากเจ้าหน้าที่ ก็ได้เวลาลงเรือ ที่ส่วนใหญ่จะใช้เรือประมงของชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการออกจับปลา ลำหนึ่งนั่งได้ 5-8 คน

เราก้าวลงเรือด้วยความตื่นตาตื่นใจไปกับวิวรอบตัว ทั้งกำแพงป่าโกงกางสีเขียวครึ้ม นกหลากชนิดที่บินโฉบไปมา สลับกับดูวิววิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เป็นที่ตั้งของมัสยิด บ้านเรือนชุมชน และวิถีประมงพื้นบ้าน อาทิ การทำกุ้งแห้ง ไส้กรอก แกะสลักลายไม้ลายมลายู และอาหรับ ซึ่งผลงานนั้นถือว่าสวยงามระดับเป็นที่ยอมรับใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ส่วนไฮไลต์ของการชมป่าโกงกาง คือ อุโมงค์โกงกาง ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง ลักษณะคือ ต้นโกงกางสองฝั่งค้อมตัวเข้าหากันจนเหมือนเป็นอุโมงค์อันร่มรื่น มีระยะทางยาวหลายร้อยเมตร จุดนี้สามารถจอดเรือ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ใครอยากขยับแข้งขาก็สามารถขึ้นไปปีนป่ายบนรากของโกงกาง ที่กลายเป็นที่นวดเท้าธรรมชาติชั้นดี พร้อมกับกิจกรรมเดินหาหอยลอแด หรือ หอยกัน เป็นที่สนุกสนาน

ออกจากอุโมงค์โกงกาง เรือพาจอดแวะพักที่ลานแคร่ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นจุดพักสบาย ๆ ในการชมวิวสุดลูกหูลูกตา 180 องศา ชมหมู่นกกานับหมื่น อาทิ นกยางเปีย นกยางเทา นกหัวขวาน นกเป็ดน้ำ เป็นต้น ที่มุ่งหน้ากลับรังหลังออกไปหาอาหารตั้งแต่เช้า ที่พลาดไม่ได้ คือ ช่วงพระอาทิตย์ตกยามเย็น และหากเป็นเวลากลางคืน ก็เอกเขนกบนเรือปล่อยใจให้สงบ ชมหิ่งห้อย พร้อมกับนับดาวอย่างเพลิดเพลิน

การท่องเที่ยวที่บางปู มีทั้งเช้าไปเย็นกลับ และค้างคืน ค่าใช้จ่าย สำหรับแพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน ราคา 600 บาท/คน ส่วนเรือเที่ยวละ 600 บาท/ลำ โดยที่พักขณะนี้ยังมีบ้านรับรองเพียงแค่ 1 หลัง พักได้ 40-50 คนส่วนข้าวปลาอาหารนั้นหายห่วง บรรดาแม่บ้านเข้าครัวบรรเลงสุดฝีมือจนต้องยกนิ้วให้ ของเด็ดหนีไม่พ้นอาหารทะเลสด ๆ โดยเฉพาะปูของที่นี่อุดมสมบูรณ์สมชื่อ และพลาดไม่ได้ ยำสาหร่ายอาหารท้องถิ่นของขึ้นชื่อเมืองปัตตานี

ความอุดมสมบูรณ์ของบางปูไม่เพียงเป็นความประทับใจของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นที่เรียนรู้ระบบนิเวศ และปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ให้เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องส่งไม้ต่อ เพื่อดูแลรักษาทรัพยากรของท้องถิ่นตนเองให้ยั่งยืนสืบไป