ร.ร.บ้านเขว้าฯ ต่อยอดภูมิปัญญา “ผ้าไหมมัดหมี่”

โรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายน จังหวัดชัยภูมิ ได้จัดกระบวนการเรียนการสอนตามนโยบาย จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในระดับจังหวัด ระดับภาคและระดับชาติ จนได้รับรางวัลมากมาย เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจ ยกย่องเชิดชูผู้ทำดี จึงได้จัดงาน “เปิดบ้านสานสัมพันธ์ (Open House) ประจำปีการศึกษา 2560” โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อการวิจัยทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนร่วมกับชุมชน ซึ่งมีการนำพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่น คือ “ว่านเปราะหอม” มาเป็นพืชศึกษา ให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงคุณประโยชน์

ภูมิปัญญาชาวบ้านได้นำเหง้ามาทำน้ำมันหอมระเหย ใบและเหง้ามาคั้นเอาน้ำล้างศีรษะ ป้องกันรังแค ทำให้ผมดกดำ และยังสามารถนำมาปรุงอาหารได้ด้วย ด้วยลักษณะของดอกว่านเปราะหอม ที่มีความสวยงาม กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกด้านในมีสีม่วง สวยงามเหมือนดอกกล้วยไม้ คณะครูนักเรียนจึงได้เกิดแนวคิดที่จะต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไหมมัดหมี่ของชาวอำเภอบ้านเขว้าให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้น นำลักษณะของดอกว่านเปราะหอม มาวาดลงในกระดาษและออกแบบเป็นลายผ้าไหมมัดหมี่ ใช้กรรมวิธีทอลงบนผ้าไหม แล้วจึงนำมาเพนต์ทองอย่างประณีตสวยงามเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ที่ชื่นชอบผ้าไหม ได้ใส่ผ้าไหมที่มีลายดอกว่านเปราะหอมที่มีแห่งเดียวที่บ้านเขว้าชัยภูมิ

นักเรียนทำได้จริง ส่งผลให้ได้รับป้ายและเกียรติบัตรจากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลจากองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย เป็นการสร้างนวัตกรรมต่อยอดจากภูมิปัญญาชาวบ้าน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชาวอำเภอบ้านเขว้า

กรมชลฯ เล็งของบป้องเขื่อน สนองกระแสรับสั่งร.10 สำรวจเขื่อนหวั่นแผ่นดินไหว-ภัยพิบัติ เตรียมของบฯ รัฐบาลเพื่อซ่อมบำรุง พร้อมรับหน้าฝนที่ใกล้ จะมาถึง จับตา 3 จังหวัด “โคราช-เพชรบุรี-น่าน” แล้งหนัก ปีนี้เพาะปลูกไปแล้ว 8.97 ล้านไร่ เกินแผน 1%

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์แล้งปี 2561 ระหว่าง พฤศจิกายน 2560 – 30 เมษายน 2561 สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่เขตชลประทานถือว่ามีโอกาสเป็นศูนย์ หรือปีนี้ไม่น่าประสบภัยแล้ง ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำปกติเพียงพอที่จะใช้เล่นสงกรานต์ได้ ในเมืองเชียงใหม่ หรือเมืองสำคัญ วางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้ช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ปัจจุบัน ในเขตพื้นที่ชลประทาน ยังไม่พบปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากกรมชลฯ วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคไว้อย่างเพียงพอ ตลอดในช่วงฤดูแล้งต่อเนื่องถึงเข้าฤดูฝนเดือนกรกฎาคม 2561

คาดการณ์ความแห้งแล้งในพื้นที่ทำการเกษตร ปี 2561 จำนวน 47 จังหวัด 339 อำเภอ 1,592 ตำบล รวม 3.82 ล้านไร่ แยกเป็น เสี่ยงแล้งสูง 0.23 ล้านไร่ เสี่ยงแล้ง ปานกลาง 3.60 ล้านไร่ จังหวัดที่เฝ้าระวังเพราะมีความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตร น้ำไม่เพียงพอต่อการทำนาปรัง รวม 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา เพชรบุรี และน่าน

“ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ ณ 21 กุมภาพันธ์ มีการเพาะปลูกไปแล้ว 8.97 ล้านไร่ คิดเป็น 99% ของแผนฯ (ข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 8.35 ล้านไร่ เกินแผน 1%) และเก็บเกี่ยวแล้ว 351,631 ไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.81 ล้านไร่ เกินแผน 11% เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.75 ล้านไร่ เกินแผน 11% เก็บเกี่ยวแล้ว 123,971 ไร่ กรมชลประทานกังวลว่า ชาวนาจะมีการปลูกข้าวอีกรอบ จึงขอกำลังมหาดไทยและทหารลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร ว่า หากปลูกเพิ่มอาจกระทบกับราคา”

นายทองเปลว กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีพระราชกระแสให้สำรวจความเสี่ยงของเขื่อนขนาดใหญ่ ในจังหวัดสกลนคร ที่อาจเสียหายจากแผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติ เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำที่ใกล้เข้าหน้าฝนและฤดูน้ำหลาก กรมชลฯ ได้สำรวจครบทุกเขื่อน เหลือเพียงการประเมินราคาเตรียมเสนอของบจากรัฐบาลเพื่อซ่อมบำรุง พร้อมรับหน้าฝนที่ใกล้จะมาถึง

การบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2561 ลุ่มน้ำเจ้าพระยา คาดว่า ณ 1 พฤษภาคม 2561 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ 7,862 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนการอุปโภค-บริโภครักษาระบบนิเวศได้ วันละประมาณ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร

ร้อยเอ็ด – นายวันชัย คงเกษม ผวจ.ร้อยเอ็ด มอบหมายให้ นายชยันต์ ศิริมาศ รอง ผวจ. เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานต้นแบบวิสาหกิจกลุ่มแปรรูปถั่วลิสงบ้านป่านเทคโน (ถั่วป่านทอง) บริเวณกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปถั่วลิสง หมู่ที่ 17 ตำบลดงสิงห์ อำเภอจังหาร โดยมี นางนิตยา พิระภัทรุ่งสุริยา รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร นางลักษมี รุจิระมานนท์ อุตสาหกรรมจังหวัด นายสนอง ดลประสิทธิ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายดิเรก ธรรมฤทธิ์ พัฒนาการจังหวัด ว่าที่ร้อยตรีอานพ ศรีบุญลือ นายอำเภอจังหาร ร่วมพิธี

โรงงานต้นแบบดังกล่าวสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ดได้รับอนุมัติโครงการงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 ตามแผนบูรณาการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้โครงการพัฒนาอาหารเกษตรปลอดภัย ปรับปรุงโรงงานต้นแบบ พร้อมสาธารณูปโภคและระบบสุขาภิบาล โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้

นายเฉลิม พึ่งสาระ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนนนท์ กล่าวว่า หลังจากปี 2554 สวนทุเรียนเดิมที่ปลูกไว้ก็ถูกน้ำท่วมเสียหายตายทั้งหมด จึงเริ่มปลูกใหม่กว่า 70 ต้น อาทิ ก้านยาว หมอนทอง ชะนี เม็ดในยายอาม กบแม่เฒ่า ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิม หรือทุเรียนโบราณ

นายเฉลิม กล่าวอีกว่า หลังจากปลูกก็ดูแลอย่างดีมาตลอดเพราะทุเรียนเป็นพืชที่ปลูกยาก โดยสวนของตนนั้นใช้วิธีปลูกผสมผสาน ปลูกแบบโบราณ ปลูกแบบถี่ๆ บนพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน ขณะนี้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองเริ่มติดลูกแล้ว ขนาดผลประมาณ 5-10 เซนติเมตร ประมาณ 10 ต้น แต่ละต้นคาดว่าจะติดเหลือจนโตประมาณ 10 ลูก ก็ภูมิใจที่ถือว่าเป็นทุเรียนรุ่นแรกหลังจากน้ำท่วมใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุเรียนนนท์หลังจากถูกน้ำท่วมใหญ่ เหลือพื้นที่เพียงกว่า 40 ไร่ที่ให้ผลผลิต ราคาผลละ 5,000-15,000 บาท จากนั้นเกษตรกรได้เริ่มปลูกซ่อมแซมและปลูกใหม่ จนมีพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ และปีนี้ทุเรียนรุ่นใหม่ก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว

ทีมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมวาฬจากมูลนิธิวาฬแปซิฟิก (พีดับเบิลยูเอฟ) บนเรือ “โอเชียน เจอร์นีย์” พบกองเนื้อเยื่อสีขาวขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางทะเล นอกชายฝั่งเกาะฮาวาย รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เมื่อไม่นานมานี้ เชื่อว่าเป็น “รก” ของวาฬหลังค่อมซึ่งหากได้รับการยืนยันจริงๆ ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะ “รก” ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคลอดลูกของวาฬซึ่งไม่เคยมีใครค้นพบและบันทึกไว้เป็นหลักฐานมาก่อน แม้จะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า วาฬหลังค่อมจะมีเส้นทางอพยพประจำกลับมายังน่านน้ำฮาวายเพื่อคลอดลูกเป็นการเฉพาะก็ตาม

ทีมสังเกตการณ์วาฬของพีดับเบิลยูเอฟ ไม่ได้ระบุไว้ในเฟซบุ๊กของตนซึ่งเผยแพร่การพบเห็นครั้งนี้ว่า สังเกตพบกองรกดังกล่าวเมื่อใดและตรงจุดไหน โดยระบุว่า ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวข้องกับการค้นพบครั้งนี้กำลังมีการตรวจสอบเพื่อความถูกต้องชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งกองเนื้อเยื่อที่เข้าใจกันว่าเป็นรกของวาฬหลังค่อม หรือ ฮัมป์แบ็ก เวล ดังกล่าวด้วย แต่จากการโพสต์ข้อมูลเบื้องต้น การพบเห็นน่าจะเกิดขึ้นในราววันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

“รก” ของวาฬ เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นว่าเกิดกระบวนการคลอดลูกขึ้นมา นอกเหนือจากการได้พบเห็นกระบวนการคลอดทั้งหมด ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า รกของวาฬจะหลุดออกมาพร้อมๆ กับการที่ลูกของวาฬหลุดออกมาจากท้องแม่ และถูกปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำ

โรซี วิลเลียมส์ นักวิจัยวาฬ จากโครงการหุ้นส่วนเพื่อฝึกนักศึกษาปริญญาเอกของสภาการวิจัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่สิ่งที่พบจะเป็นรกวาฬหลังค่อมนั้นมีสูงมาก เมื่อพิจารณาข้อมูลแวดล้อม รวมทั้งเส้นทางอพยพมาคลอดของวาฬหลังค่อมในบริเวณนี้ วิลเลียมส์เปิดเผยว่า เมื่อปี 1994 มีการค้นพบกองรกวาฬเช่นเดียวกันนี้และมีการยืนยันว่าเป็นรกวาฬทั้งจากการที่ได้พบลูกวาฬเกิดใหม่ว่ายอยู่คู่กัน และจากการตรวจสอบฮอร์โมนในเนื้อเยื่อ

รกวาฬที่ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1994 นั้น ส่วนที่ลอยเหนือน้ำยาว ราว 1.2-1.5 เมตร ส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำ ยาว ราว 2.4 เมตร ส่วนสายสะดือกว้าง ราว 5 เซนติเมตร ยาวถึง 1.3 เมตร เลยทีเดียว

“เตา” อุปกรณ์ให้ความร้อนที่ใช้สำหรับเผา หุงต้ม รวมถึงใช้เป็นอุปกรณ์ในการประกอบอาหารต่างๆ หลากหลายเมนู เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์สามัญประจำบ้านเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังไหนๆ ก็ต้องมีเตาเอาไว้ใช้ในการประกอบอาหารทั้งนั้น โดยเตาแต่ละประเภทก็จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามเชื้อเพลิงที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเตาฟืน เตาถ่าน เตาแก๊ส รวมถึงเตาไฟฟ้า นอกจากนี้ เตาแต่ละประเภทยังมีรูปแบบการใช้ที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

ปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยวิถีการใช้ชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและต้องแข่งกับเวลา ทำให้ต้องการความสะดวกสบายเป็นสิ่งแรกที่ให้ความสำคัญ ดังนั้น คงไม่แปลกนักที่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้าจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากวิธีการใช้ที่สะดวกและไม่มีขั้นตอนอะไรมากนัก แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาก็เป็นเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าเตาประเภทอื่นๆ เช่นกัน

และแม้ว่าเตาแก๊สและเตาไฟฟ้าจะเป็นที่นิยมของคนในยุคปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเตาประเภทอื่นๆ จะถูกหลงลืมหรือต้องเก็บเข้ากรุไปแต่อย่างใด เพราะยังมีกลุ่มคนที่ยังคงนิยมและหลงเสน่ห์ของการใช้เตาถ่านหรือเตาฟืนอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะนอกจากเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์แล้ว การใช้เตาประเภทดังกล่าวยังช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายอีกด้วย ทำให้ชาวบ้านหลายรายนิยมคิดค้นและประดิษฐ์เตาขึ้นใช้เองภายในครัวเรือน

คุณบรรเทา มุงคุณ เจ้าหน้าที่ดูแลควบคุมความปลอดภัยในการทำงาน และเป็นเจ้าของสวนขยายพันธุ์พืชที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจและได้ประดิษฐ์ “เตาจรวดประหยัดพลังงาน” โดยเน้นการนำเศษฟืนที่เหลือใช้มาเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ ซึ่งเตานี้ก็ถือเป็นการตอบโจทย์ความชื่นชอบในการประดิษฐ์และเศรษฐกิจพอเพียงของเขาได้เป็นอย่างดี

เตาจรวดประหยัดพลังงาน ประดิษฐ์ง่าย ใช้งบฯ น้อย

คุณบรรเทา เล่าว่า ปัจจุบันทำสวนขยายพันธุ์พืชอยู่ที่อำเภอสว่างแดนดิน ซึ่งที่สวนจะเน้นปลูกทั้งพืชผักสวนครัวและไม้ผล ไม่ว่าจะเป็น มะนาว มะกรูด ขนุน มะม่วง รวมถึงองุ่นบราซิลด้วย ส่วนจุดเริ่มต้นในการที่ทำให้หันมาสนใจการทำเตาจรวดประหยัดพลังงานนั้น เกิดจากที่ได้เข้าไปดูคลิปการทำเตาจากช่องทางยูทูบ จึงเกิดความสนใจและได้เริ่มศึกษาถึงขั้นตอนและวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ เพื่อจะประดิษฐ์เตาจรวดประหยัดพลังงานขึ้นเพื่อใช้งานเองภายในสวนและครอบครัว อีกทั้งยังมีความสนใจในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เป็นทุนเดิม จึงเล็งเห็นว่าการนำเตาประหยัดพลังงานเข้ามาใช้จะถือเป็นการลดค่าใช้จ่าย และยังสามารถนำวัสดุเหลือใช้ อย่าง เศษฟืน มาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย

“ต้นทุนที่ใช้ในการทำเตาจรวดประหยัดพลังงานนั้น จะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1,000 บาท ส่วนขั้นตอนการทำก็ไม่ถือว่ายากนัก เพียงแต่ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับงานช่างเล็กน้อย ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการทำ จะเป็นเหล็ก ขนาด 4×4 นิ้ว ความยาวประมาณ 1 เมตร โดยการทำเตาจะต้องมีช่องลมเอาไว้สำหรับให้ลมเข้า และจะสามารถปรับอากาศได้ด้วย เพราะจะมีด้ามเล็กๆ ที่ทำเอาไว้สำหรับหมุนปรับโดยเฉพาะ สาเหตุที่เลือกใช้เหล็กในการทำเนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างถูกและถือเป็นการลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง” คุณบรรเทา อธิบาย

นวัตกรรมยอดเยี่ยม ใช้งานได้ถึง 10 ปี

คุณบรรเทา บอกว่า เตาจรวดประหยัดพลังงานที่ประกอบเสร็จจะมีเพียงแค่ตัวเตาเท่านั้น แต่ส่วนฐานที่เพิ่มเข้ามาเป็นการต่อยอดขึ้นมาเพื่อเสริมให้สามารถใช้งานเตาได้อย่างครบวงจร ดังนั้น จึงควรทำฐานเพิ่มด้วยเพื่อการใช้งานที่ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ผู้ที่สนใจจะนำเอาเตาจรวดประหยัดพลังงานไปต่อยอดก็สามารถทำได้ เพราะมีขั้นตอนการทำที่ค่อนข้างง่าย ทั้งยังถือเป็นการยึดถือและปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงด้วย เนื่องจากเป็นการนำเอาเศษวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ ยังถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกด้วย” คุณบรรเทา บอก

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการประดิษฐ์เตาจรวดประหยัดพลังงานหรือต้องการนำไปต่อยอด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณบรรเทา มุงคุณ หมายเลขโทรศัพท์ (089) 061-8144 และ (065) 738-1004 หรือผ่านทางเฟซบุ๊ก “บรรเทา มุงคุณ”

“พวกเรารอวันนี้ มานานนับปี แม้จะได้ยินแค่เสียงร้อง แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจอย่างมากกับกลุ่มนักวิจัย ที่จะทำงานด้านนี้ต่อไป”

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เล่าให้ฟัง หลังได้รับโทรศัพท์จากนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ว่า ได้ยินเสียงนกแต้วแล้วท้องดำตัวผู้ร้องเสียงดังชัด หลังจากอดทน อดหลับอดนอนในป่า ฝังตัวอยู่ในพื้นที่นานนับปี

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯบอกว่า ได้คุยกับสำนักวิจัยสัตว์ป่าตั้งแต่ต้นปี 2560 ว่า ต้องหาตัวนกแต้วแล้วท้องดำในป่าให้เจอ เพราะจากข้อมูลที่ได้รับมา เชื่อมั่นว่านกตัวนี้ยังคงอยู่ในป่าเขาประ-บางคราม ไม่หายไปไหน และยังไม่สูญพันธุ์แน่นอน นอกจากหานกแล้วต้องทำทุกอย่างที่เป็นบ้านของนกให้กลับคืนมา คือ พื้นที่ป่า สิ่งแวดล้อมล้อม ในพื้นที่เพื่อเอื้อให้นกกลับมาให้มากที่สุด

นส.สมหญิง ทัฬหิกรณ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าทีมวิจัยและสำรวจประชากรนกแต้วแล้วท้องดำ กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) บอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า กว่า 10 ปี ที่ พยายาม ติดตามประชากรนกแต้วแล้วท้องดำ ซึ่งถือเป็นสัตว์มีปีกตัวน้อย ที่มีสถานะใกล้สูญพันธุ์เต็มทีในประเทศไทย โดยช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา แทบจะไม่มีใครได้พบเห็นนกชนิดนี้เลย แต่ก็ไม่มีใครหมดหวัง ทุกคนยังคงมีความเชื่อว่า ประเทศไทยยังคงมีนกชนิดนี้อาศัยอยู่ โดยเฉพาะพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม แหล่งดั้งเดิมที่นกชนิดนี้อาศัยอยู่

หัวหน้าทีมวิจัยและสำรวจประชากรนกแต้วแล้วท้องดำ บอกว่า เมื่อวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า ได้อบรมเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติจำนวน 54 คน สำหรับใช้อุปกรณ์ เก็บข้อมูล เพื่อตามหาตัวนกแต้วแล้วท้องดำ และออกสรวจแบบสแกนพื้นที่ทุกตารางนิ้วภายในเขตป่าที่ราบต่ำ รักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม โดยโฟกัสพื้นที่ 32 ตารางกิโลเมตร

“เราแบ่งทีมการสำรวจออกเป็น 24 ทีม ปรากฏว่า ทีมที่เดินไปบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่า 100 ชั้นพันวัง สามารถบันทึกเสียงนกแต้วแล้วตัวผู้ได้ ที่แน่ใจมากว่า เป็นเสียงนกแต้วแล้วท้องดำตัวผู้ เพราะเราใช้วิธีเปิดเสียงนกแต้วแล้วท้องดำตัวเมีย หากนกตัวผู้ได้ยินมันก็จะส่งเสียงร้องกลับมา คนที่ได้ยินเสียงคนแรกนั้นตื่นเต้นมาก และพวกเราก็ดีใจกันเป็นที่สุด แม้ไม่เจอตัว แต่อย่างน้อยๆเราก็ได้ยินเสียงแล้ว นกแต้วแล้วท้องดำยังคงมีอยู่ในป่าประเทศไทย”นส.สมหญิง กล่าว

หัวหน้าทีมวิจัยและสำรวจประชากรนกแต้วแล้วท้องดำ กล่าวว่า นอกเหนือจากนกแต้วแล้วท้องดำแล้วแล้ว ทีมสำรวจยังได้ยินเสียง นกแต้วแล้วลาย ในพื้นที่เดียวกันถึง 6 จุด โดยนกแต้วแล้วลาย ก็เป็นแต้วแล้วอีกชนิดหนึ่งที่หาค่อนข้างยากพอๆกับนกแต้วแล้วท้องดำ แต่นกแต้วแล้วลายนั้นสามารถปรับตัวได้เก่งกว่านกแต้วแล้วท้องดำ จึงหาง่ายกว่านักแต้วแล้วท้องดำ โดยขณะนี้ทีมวิจัยชุดใหญ่ ส่วนใหญ่ ออกจากพื้นที่ไปแล้ว ยังเหลืออีก 6 คนยังคงเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นในป่าต่อไป มั่นใจว่าในเร็ววันนี้จะต้องเจอตัวอย่างแน่นอน ทั้งนี้นกจะมีการจับคู่ผสมพันธุ์ในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม เดือนพฤษภาคม จะสร้างรัง และวางไข่

สำหรับ นกแต้วแร้วท้องดำ เป็นหนึ่งในนกแต้วแร้ว 12 ชนิดที่พบในประเทศไทย รูปร่างอ้วนป้อม คอสั้น หัวโต หางสั้น ลำตัวยาว 22 เซนติเมตร ตัวผู้หัวสีดำ กระหม่อมและท้ายทอยสีน้ำเงินเหลือบฟ้า หางสีน้ำเงินอมเขียว ท้องสีเหลืองสดมีริ้วสีดำบาง ๆ พาดสลับตลอดช่วงท้อง ใต้ท้องแต้มสีดำสมชื่อ ตัวเมียกระหม่อมสีเหลืองอ่อน มีแถบดำผ่านใต้ตาลงไปถึงแก้ม ท้องสีขาว มีแถบสีน้ำตาลขวางจากอกลงไปถึงก้น

นกแต้วแร้วท้องดำอาศัยอยู่ในป่าดิบที่ราบต่ำ ซึ่งมีระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบตามที่ราบ ใกล้ร่องน้ำหรือลำธารที่ชื้นแฉะ ไม่ชอบอยู่บริเวณที่มีไม้พื้นล่างขึ้นรกทึบ เขตกระจายพันธุ์อยู่ในทางใต้ของพม่าที่ติดต่อกับประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศไทยพบเพียงแห่งเดียวที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม (เขานอจู้จี้) จ.กระบี่เพียงแห่งเดียว

ปัจจุบันสถานภาพของนกแต้วแร้วท้องดำในประเทศไทยน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. 2529 เคยพบ 44-45 คู่ แต่ในปี พ.ศ. 2540 เหลือเพียง 9 คู่เท่านั้น ปัจจุบันไม่มีใครพบในธรรมชาติมา 2-3 ปีแล้ว เป็นหนึ่งในสัตว์สงวน 15 ชนิดของไทย ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ไอยูซีเอ็น) เคยประเมินสถานภาพไว้ว่า ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง แต่จากการที่การสำรวจพบประชากรของนกชนิดนี้ในพม่ามากขึ้น ในปี 2551 จึงปรับสถานภาพให้ดีขึ้นเล็กน้อยเป็น ใกล้สูญพันธุ์

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่จ.ระยอง ความคืบหน้ากรณีรถพ่วงบรรทุกสารเคมีรั่วไหลลงพื้นถนน บริเวณสี่แยกไฟแดง หมู่ 4 บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความวิตกกังวลแก่ชาวบ้าน เนื่องจากเกรงจะเป็นสารเคมีอันตราย
ล่าสุด นายกรณ์ภัฐวีญ์ ม่วงน้อย อุตสาหกรรม จ.ระยอง สั่งการให้นายณชรพงศ์ บุญทา วิศวกรปฏิบัติการ สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ระยอง ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานต้องสงสัย โดยนายณชรพงศ์เข้าตรวจสอบ

บริษัท วินโพรเสส จำกัด ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.บางบุตร ซึ่งเป็นโรงงานรับกำจัดกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่นายภาราดร ชนะสุนทร ประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน(ทสม.) อ.บ้านค่าย เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ระยอง เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมมลพิษระเบียงเศรษฐกิจระยอง นางผ่องพรรณ เจริญรมย์ กำนัน ต.บางบุตร ปลัดอำเภอ ผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่บริษัทพาเข้าตรวจสอบรถพ่วงคันขนสารเคมีของบริษัท ซึ่งพบบริเวณใต้แท้งก์บนรถพ่วงมีรูรั่วกว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร คาดว่าทำให้สารเคมีในถังรั่วไหล

เบื้องต้น ตัวแทนโรงงานชี้แจงว่า รถพ่วงคันดังกล่าวบรรทุกสารเคมีชนิดน้ำปนน้ำมัน(สารเคมีหลายชนิด ประกอบด้วย น้ำมันเครื่องใช้แล้ว น้ำมันหล่อลื่นฯลฯ ในโรงงาน ออกจากโรงงานที่ อ.บ้านค่าย เอไปกำจัดในพื้นที่ปลายทาง จ.นครราชสีมา ระหว่างทางพนักงานขับรถแจ้งกลับมาที่โรงงานว่ามีการรั่วไหลบริเวณใต้แท้งก์ จึงขับรถกลับมาที่โรงงาน โดยเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณหน้าสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)บางบุตร พบสารเคมีรั่วไหลลงบนพื้นถนนสายบ้านค่าย -วังจันทร์ เจ้าหน้าที่ของโรงงานจึงนำอุปกรณ์การป้องกันเหตุรั่วไหลของสารเคมีเข้าดำเนินการเรียบร้อย

ทั้งนี้คณะผู้เข้าตรวจเสนอให้บริษัทฯจัดหาอุปกรณ์ป้องกันการรั่วไหลฉุกเฉินประจำรถ, ให้บริษัทฯดำเนินการแก้ไขเหตุฉุกเฉินให้รวดเร็วกว่านี้ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และให้บริษัทฯทำป้ายชี้แจงจำนวนรถและหมายเลขทะเบียนที่อยู่ในความควบคุมของบริษัทฯ
นายภาราดร กล่าวว่า บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ทำหนังสือชี้แจงว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างหยุดประกอบกิจการเพื่อปรับปรุง สารเคมีที่รั่วไหลเป็นสารตัวทำละลายผสมน้ำมันเพื่อนำไปกำจัดที่โรงปูน จ.นครราชสีมา ขณะเดินทางแท้งก์เกิดรั่ว จึงต้องเดินทางกลับทำให้เกิดการรั่วไหลระหว่างทางประมาณ 50 ลิตร ซึ่งบริษัทฯได้ปฏิบัติตามแผนฉุกเฉินขณะเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลตามขั้นตอน ดำเนินการล้างทำความสะอาดริมถนนบริเวณจุดเกิดเหตุโดยประสานทางแขวงการทางวังจันทร์เสร็จเรียบร้อย

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง สำหรับบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1- 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังในระยะนี้ไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลมตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้าปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านเข้ามาปกคลุมภาคเหนือและประเทศลาวตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 12:00 วันนี้ ถึง 12:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 15-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.