ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

เล็งขยายสู่ตลาดระดับภูมิภาค“พล.อ.ฉัตรชัย” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล เล็งขยายสู่ตลาดระดับภูมิภาค แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรยั่งยืน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนโยบายการบริหารจัดการแปลงใหญ่ข้าว และสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันก่อน

พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดถาวร มีสถานที่ตั้งที่แน่นอนและเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ให้เกษตรกรหมุนเวียนจัดหาสินค้าที่ตนเองผลิตมาวางจำหน่าย และยังเป็นการรองรับสินค้าสำหรับพี่น้องเกษตรกรในแปลงใหญ่ เกษตรกรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรทั่วไป เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจากการดำเนินที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งยกระดับภาคการเกษตรด้วยนโยบายส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ส่งผลทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ 20% และเพิ่มผลผลิตจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ได้ 3 % ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ได้มีการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรขึ้นที่สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด และมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ ให้เป็นตลาดถาวรและเปิดจำหน่ายได้ทุกวัน เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอลับแลมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น สามารถวางแผนการผลิตได้ อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการรวบรวมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอลับแล ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ข้าว หอมแดง และพริก มีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย GAP ผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มะปราง โดยตลาดสินค้ากลางสินค้าเกษตรอำเภอลับแล จะเป็นตลาดที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ป้องกันปัญหาความไม่เที่ยงตรงของการชั่งน้ำหนัก ลดการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

“การดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในปัจจุบันประชากรในอำเภอลับแล 17,579 ครัวเรือน เป็นสมาชิกสหกรณ์ 8,000 ครัวเรือน จากการทีได้ทำการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ทางตลาดมีการเปิดจำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรทุกวัน สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวสารของโรงสีสหกรณ์และโรงสีเครือข่าย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่ออกตามฤดูกาล เช่น ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนหลง – หลินลับแล มังคุด ผัก และปลาสด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่อำเภอลับแล สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น และสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนการตลาดลดลงสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด มีสถานที่จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายได้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในระยะต่อไปเมื่อตลาดได้รับการตอบรับและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ก็อาจจะมีการพัฒนาเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระดับจังหวัดและภูมิภาค และจะพัฒนาให้เป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรของจังหวัดได้ในอนาคต และพัฒนาให้เป็นสถานที่จำหน่ายข้าวสารของโรงสีเครือข่ายสหกรณ์และศูนย์จำหน่ายสินค้าจากสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีคุณภาพ ปรับปรุงอุปกรณ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเป็นสถานที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรโดยการแปรรูป โดยเป้าหมายการดำเนินงาน เกษตรกรมีรายได้จากการนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายได้ปีละ 10,400,000 บาท

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อม เปิดพื้นที่เป็นตลาดสินค้าเกษตร เพื่อเป็นสถานที่ในการจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีความสด ใหม่ สะอาดและมีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ขณะนี้ได้เปิดตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์แล้วจำนวน 13 แห่ง ใน 10 จังหวัด ซึ่งช่วงของการเริ่มต้นดำเนินโครงการจะไม่เน้นเปิดตลาดที่มีขนาดใหญ่มากนัก แต่จะเลือกจากความพร้อมของสหกรณ์ที่จะเปิดตลาดสินค้าเกษตร ควบคู่กับการสร้างการเรียนรู้เรื่องของการตลาดให้กับเกษตรกร โดยจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแนวคิดในการผลิตสินค้าการเกษตรระหว่างเกษตรกรด้วยกัน และเกษตรกรจะได้มีโอกาสรับฟังความต้องการของผู้บริโภคด้วย เพื่อจะได้กลับไปผลิตสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีอาชีพที่มั่นคงในที่สุด

“กรมฯกำลังดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ โดยจะพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรและคนในชุมชน และนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของทุกอำเภอทั่วประเทศ โดยสหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอจะทำหน้าที่เป็นแกนนำในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และจะขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ของสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อม เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ในระดับอำเภอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าที่ผลิตขึ้น ทั้งข้าวสาร ผักผลไม้ อาหารแปรรูป มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่จะมาจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรกรที่ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายในราคาท้องถิ่นให้กับผู้บริโภคโดยตรง จะทำให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่ชัดเจน และผู้บริโภคยังสามารถเลือกซื้อสินค้าที่สดใหม่มีคุณภาพในราคายุติธรรมอีกด้วย” นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เผยว่า อุตรดิตถ์มีพื้นที่ปลูกสับปะรดห้วยมุ่นที่พร้อมเก็บเกี่ยวกว่า 29,970 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ใน ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด กว่า 28,000 ไร่ และที่อำเภอบ้านโคกอีกกว่า 1,000 ไร่ รวมผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในปีนี้กว่า 144,000 ตัน ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วเท่าตัว โดยออกเดือนมิถุนายนมากที่สุด 60,000 ตัน ปัญหาของเกษตรกรคือ จำหน่ายเพื่อการบริโภคสดเป็นหลัก มีส่งเข้าโรงงานเล็กน้อย

ขณะนี้มีแนวโน้มราคาลดลง เกษตรกรบางรายระบุว่าราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 3 บาท ลดลงจากช่วงเริ่มฤดูเก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท ผวจ.อุตรดิตถ์ จึงได้สั่งการให้เร่งช่วยเหลือด่วน

นายชัยยันต์ ยอดคำ พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มีการทำงานแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการตลาดสับปะรด ห้วยมุ่น อาทิ ขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ สั่งซื้อจากเกษตรกรโดยสำนักงานเป็นตัวกลาง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออก ผลไม้ไทย มารับซื้อสับปะรดห้วยมุ่น 20 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งเป็นราคานำตลาด เพื่อไปจำหน่ายยังประเทศจีน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ค้าจากสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สนใจสั่งซื้อสับปะรดห้วยมุ่นด้วย ดังนั้น ต้องส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อรวบรวมผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดขนาดใหญ่ต่อไป

ด้านนายถาพร ณ นคร สหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกร โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้มีอำนาจต่อรอง บริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.อุตรดิตถ์ จำกัด รับซื้อผลผลิตไปกระจาย รวมทั้งเปิดพื้นที่เป็นตลาดการเกษตรให้เกษตรกรนำผลผลิตจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย

ที่นี่อำเภอน้ำยืนผมมองว่าเป็นดินแดนมหัศจรรย์อีสาน ไม่คิดว่าที่นี่จะสามารถปลูกพืชพรรณธัญญาหารได้ทุกชนิด คำว่าพืชพรรณธัญญาหารของผมหมายถึงยางพารา มันสำปะหลัง ผลไม้จำพวกทุเรียน เงาะ มังคุด พืชผัก ข้าวโพด เดิมที่นี่เป็นภูเขาไฟมาก่อน 4-5 ตำบลของอำเภอน้ำยืน

มาที่นี่ท่านจะแปลกใจว่ามาภาคตะวันออกหรือภาคใต้ของประเทศไทย ที่นี่อีสานครับ ผมจะเรียกว่า ที่นี่น้ำยืนมหัศจรรย์อีสาน อยากให้ทุกท่านมาสัมผัสมาเห็นมาชมจะเกิดความประทับใจ ดินแดนสามเหลี่ยมมรกต

ภาคการเกษตรมีจุดเด่น ที่นี่เป็นภูเล็กภูน้อย เป็นเนิน หาพื้นที่แบบนี้ได้ยาก ความสวยงามมีทุกพื้นที่ เขียวขจีตลอดปีไม่มีแห้งแล้งเหมือนหลายๆ อำเภอ ซึ่งเป็นจุดแข็งของอำเภอน้ำยืนเรา ผมพูดแล้วขออนุญาตพูดคำขวัญเลยดีกว่า ที่นี่เราเรียกว่าดินแดนสามเหลี่ยมมรกต ในไทยมีสามเหลี่ยมทองคำติดพม่า ลาว ของเราสามเหลี่ยมมรกต มีไทย ลาว กัมพูชา ที่อำเภอน้ำยืน บริเวณตำบลโดมประดิษฐ์ นี่คือจุดแข็ง ตรงนั้นมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น 3 ประเทศในเวลาเดียวกัน เรากำลังจะส่งเสริมการท่องเที่ยว บริเวณช่องบกเนิน 500 ซึ่งมีการสู้รบมาก่อน เป็นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ขึ้นไปบนภูเขา แล้วมองเห็น 3 ประเทศ

จะมีวัดภูน้อย อยู่บนภูเขาสูง มีปล่องภูเขาไฟ มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่คร่อมภูเขาไฟไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเภทภัยขึ้น มีบันไดขึ้นไปชม 199 ขั้น วัดคีรีบรรพตหรือวัดภูน้อย เป็นวัดป่า ปีนี้เราส่งเสริมการท่องเที่ยว

น้ำยืนมีหนึ่ง…ธรรมชาติที่สวยงาม ป่าภูเขายังสมบูรณ์ เขาเขียวขจี ป่าไม่ถูกบุกรุก

สอง…มีอ่างน้ำขนาดใหญ่ หล่อเลี้ยงคนน้ำยืนและอำเภอใกล้เคียง เป็นต้นน้ำ มีภูเขาเป็นฉากหลัง สาม…ผู้คนขยันขันแข็งทำมาหากิน

ทั้งสามเป็นจุดแข็ง เราจะทำอำเภอนี้เป็นอำเภอท่องเที่ยว เชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และศาสนา ทั้ง 3 มิติ ทั้งหมดขับเคลื่อนงานแล้ว

สาธารณูปโภค ถนนหลักดีแล้ว ถนนรองยังไม่ดีนัก กำลังพัฒนา เพราะมีถนนมาก ทุกคนไปไร่ไปนา คนอยู่ห่างกัน

โรงแรมมี 12 แห่ง ขนาดเล็ก…มีมากสุด 40 ห้อง รองรับได้ 100 คน ต่อคณะ

โรงแรมบางแห่งอยู่บนที่สูง ทิวทัศน์สวยงาม จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 3.5 ล้านไร่ แยกเป็นข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ กข 15) 3.2 ล้านไร่ และข้าวเหนียว (พันธุ์ กข 6) 3 แสนไร่ มีผลผลิตเฉพาะข้าวหอมมะลิประมาณ 1.8 ล้านตัน (ผลผลิตเฉลี่ยของจังหวัด 585 กิโลกรัม ต่อไร่) มีมูลค่าการผลิตประมาณ 28,080 ล้านบาท

แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออกของจังหวัดศรีสะเกษ สามารถทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะเป็นพื้นที่นาน้ำฝน มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,553 มิลลิเมตร ต่อปี อุณหภูมิเฉลี่ย 27.86 องศาเซลเซียส ปัญหาในการผลิตข้าวของเกษตรกรคือ มีผลผลิตและคุณภาพต่ำ เนื่องจากขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี และที่สำคัญขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองเป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายปี

รวมพลังชาวนาตำบลผักไหม

กลุ่มชาวนาในตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน ได้รวมตัวกันพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่า “ต้นทุนการผลิตสูง” คืออุปสรรคสำคัญของอาชีพการทำนา เนื่องจากพวกเขาต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ขาดองค์ความรู้การผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ส่งผลให้มีผลผลิตต่ำกว่าเกณฑ์ และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นของเรา เราต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเราเอง” เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาไปสู่ “ตำบลแห่งการเรียนรู้และพัฒนาเชิงบูรณาการ เพื่อการจัดการตนเองตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้สมาชิกในชุมชน “อยู่ดี กินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น”

กลุ่มชาวนาจึงได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกร และยกระดับเป็นวิสาหกิจชุมชนในเวลาต่อมา โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม” ภายใต้การนำของประธานกลุ่ม คือ คุณไพฑูรย์ ฝางคำ โทร. (081) 579-3108 พวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุ์ข้าว การปรับปรุงบำรุงดิน จนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มาตรฐานสากล

กลุ่มนี้แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างลุล่วง เพราะได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายตาม “ทฤษฎี 3 ขา” ประกอบด้วย

ภาคเกษตรกรที่รวมตัวแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบชัดเจนตามแผนยุทธศาสตร์ที่พวกเขาวางแนวทางไว้ ยกตัวอย่างเช่น ผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองในชุมชนกว่า 80,442 กิโลกรัม จำหน่ายแก่สมาชิกในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ในชื่อ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตำบลผักไหมเพื่อส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง ลดต้นทุนการผลิต
ได้รับการสนับสนุนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม
หน่วยงานภาคี ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษและสำนักงานเกษตรอำเภอ ที่ให้การสนับสนุนให้เกิดกระบวนการกลุ่ม การยกระดับกลุ่มและเป็นพี่เลี้ยงในการบริหารจัดการ พร้อมสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนา

ขานรับนโยบายรัฐ “เกษตรแปลงใหญ่”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งหนึ่งในโครงการที่สำคัญ ได้แก่ แปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้คณะทำงานการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ (D6) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน

หน่วยงานภาครัฐช่วยอบรมความรู้ด้านการผลิตกับเกษตรกรผ่าน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เป็นแหล่งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเกษตรกร สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานด้านการผลิต เช่น ให้บริการเพื่อบริหารจัดการน้ำ ตรวจวิเคราะห์ดินเพื่อการเพาะปลูกที่เหมาะสม เป็นต้น รวมถึงระบบมาตรฐานการตรวจรับรองแปลงด้วย ส่วนภาคเอกชนเข้ามาให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกร และเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อรับซื้อสินค้าเกษตรจากสมาชิกโครงการ

สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มแห่งนี้ รวมกลุ่มการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่แล้ว ได้ใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นศูนย์ของเกษตรกรต้นแบบที่สามารถให้ความรู้ในเชิงวิชาการเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกัน ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มีการบริหารจัดการที่ดี ทีมผู้จัดการแปลง ประกอบด้วย คุณประธาน พลโลหะ เกษตรอำเภอห้วยทับทัน ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลง คุณสมาน โพธิ์งาม เกษตรตำบล ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการแปลง มีตัวแทนจากบริษัท สยามคูโบต้า และตัวแทนเกษตรกรเป็นประธานแปลงย่อยจำนวน 6 คน ทำหน้าที่เป็นกรรมการตรวจแปลงภายใน ส่วนคุณไพฑูรย์ ทำหน้าที่เป็นเกษตรกรต้นแบบ

ปัจจุบันแปลงใหญ่ประชารัฐ เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน มีสมาชิก จำนวน 248 ราย พื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 3,780 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ จำนวน 440 ไร่ ได้ผลผลิต 220 ตัน พื้นที่ผลิตข้าวอินทรีย์ 696 ไร่ ผลผลิต 348 ตัน และพื้นที่ผลิตข้าว GAP จำนวน 2,644 ไร่ ผลผลิต 1,322 ตัน

ทางกลุ่มได้สร้างระบบการบริหารจัดการการผลิตที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมคิดกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ร่วมวางแผนการผลิตแผนการตลาด ร่วมลงมือทำโดยเน้นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ร่วมแก้ไขปัญหาโดยเริ่มแก้จากรากแก้วของปัญหา และร่วมกันรับประโยชน์ในรูปแบบองค์กรเกษตรกร ที่มีระบบการบริหารจัดการที่ยึดถือหลักคุณธรรม โดยมีกระบวนการในการควบคุมการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานการผลิต มีการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรสมาชิก โดยมี ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้

คุณไพฑูรย์ บอกว่า หลังพวกเขาปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาจากเดิมทำนาหว่าน เป็นการทำนาดำและนาหยอด ช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ลง การทำนาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์สูงถึงไร่ละ 25-35 กิโลกรัม แต่นาดำใช้เมล็ดพันธุ์เพียงแค่ 5-7 กิโลกรัม ต่อไร่ นาหยอดใช้ 8-12 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนี้ ยังใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดค่าปุ๋ยเคมีลง หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคน สามารถประหยัดต้นทุนการทำนาลดลง ทั้งนี้ การทำนาหว่านมีต้นทุนผลิตสูงถึงไร่ละ 4,620 บาท เมื่อเปลี่ยนมาทำนาดำมีต้นทุนผลิตเพียงไร่ละ 4,050 บาท ประหยัดเงินได้ไร่ละ 570 บาท ส่วนต้นทุนนาหยอดเฉลี่ยไร่ละ 3,285 บาท ลดลงได้ไร่ละ 1,335 บาท

“หลังหมดฤดูทำนา พวกเราจะใช้วิธีไถกลบตอซังเพื่อช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและปริมาณธาตุอาหารพืชในดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด และไถกลบ ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และเปลี่ยนมาทำนาดำและนาหยอด ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น นาดำ 550 กิโลกรัม ต่อไร่ นาหยอด 500 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อเทียบกับการทำนารูปแบบเดิม นาหว่านได้ข้าวแค่กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น” คุณไพฑูรย์ กล่าว

ปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จ

ความร่วมมือร่วมใจของชาวนาในชุมชนแห่งนี้ ในการพัฒนาผืนนาของพวกเขาเข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่ตามนโบยายรัฐบาลประสบความสำเร็จทั้งด้านการผลิต การตลาด และการพัฒนาคุณภาพผลผลิต จนได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ต้นแบบปลูกข้าวแปลงใหญ่ระดับประเทศ”

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ คุณไพฑูรย์ บอกว่า เกิดจากการบริหารแบบมีส่วนร่วม สมาชิกทุกคนร่วมกันคิด วางแผน ร่วมกันทำ ร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมรับผลประโยชน์ ส่งผลให้สมาชิกทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อกลุ่มและมีข้อขัดแย้งน้อยมากภายในกลุ่ม มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกย่องผู้อาวุโสที่มีองค์ความรู้เป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน”

ขณะเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มตลอดเวลา ภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยมีวิทยากรเกษตรด้านต่างๆ ที่เป็นต้นแบบความสำเร็จ เป็นผู้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นอกจากนี้ ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเครื่องจักรกลการเกษตรตำบลผักไหมเพื่อให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป เช่น รถแทรกเตอร์ เครื่องดำนา เครื่องหยอดเมล็ด เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ โดยใช้ระบบการขึ้นทะเบียนการขอรับบริการ จัดตั้งศูนย์บริการเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักรกลตลอด 24 ชั่วโมง บริการอะไหล่และค่าซ่อมบำรุงในราคาถูกกว่าศูนย์บริการเอกชน จัดส่งสมาชิกไปเรียนรู้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรจากบริษัท สยามคูโบต้า จำกัด

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์

เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพดี segerpark.net ตรงกับความต้องการของตลาด คุณไพฑูรย์ บอกว่า ทางกลุ่มได้จัดตั้งโรงเรียนชาวนา พร้อมจัดทำแปลงนาสาธิตให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำนาร่วมกัน ทั้งนี้ สมาชิกจะเริ่มเตรียมแปลงนา ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มกราคม พอถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จะเป็นระยะเตรียมปุ๋ย

ในอดีต ชาวบ้านปลูกพืชซ้ำๆ โดยไม่มีการพักหน้าดิน และใช้สารเคมีติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้ดินเสื่อมโทรมลง โครงสร้างดินเสีย ปริมาณอินทรียวัตถุในดินน้อยลง ทางกลุ่มจึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกพลิกฟื้นดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยการปลูกปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว ที่มีคุณสมบัติลักษณะพิเศษในการช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศแล้วปลดปล่อยไนโตรเจนลงสู่ดิน ยกตัวอย่างเช่น “ปอเทือง” ที่ทนต่อความแห้งแล้ง อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ต่ำและให้ไนโตรเจนสูง “ถั่วพร้า” การปลูกถั่วพร้า เป็นพืชปุ๋ยสด จะใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วพร้าประมาณไร่ละ 10 กิโลกรัม ได้ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 2-3 ตัน ต่อไร่ (น้ำหนักสด) ได้ปุ๋ยไนโตรเจนคิดเป็นยูเรีย (46-0-0) ประมาณ 30-39 กิโลกรัม ต่อไร่

ถั่วเหลือง นอกจากบำรุงดินแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง เพราะถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้าปีละกว่า 50,000 ล้านบาท ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ที่สำคัญใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าวนาปรังถึง 4 เท่า และช่วยเพิ่มธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น เพิ่มการอุ้มน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ช่วยในการเจริญเติบโตของรากพืช ประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะเริ่มเก็บผลผลิตถั่วเหลืองที่ปลูกในช่วงเตรียมแปลงออกขาย

ประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จะเริ่มปรับแปลงทำนา ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ชาวนาจะเตรียมกล้า และเริ่มปักดำประมาณช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน เป็นระยะบำรุงดูแลต้นข้าวให้เจริญเติบโต ระหว่างการปลูก ทางกลุ่มจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อดูแลผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานที่กำหนดไว้ พอถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ชาวนาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายให้กับโรงสีข้าวชุมชนของกลุ่ม เพื่อรวบรวมผลผลิตของสมาชิกมาแปรรูปและจำหน่ายในลักษณะเมล็ดพันธุ์ ข้าวสาร ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ผักไหม”

“เนื่องจากที่นี่ปลูกข้าวนาน้ำฝน จึงปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง ทางกลุ่มจึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชหลังนา เช่น พืชผักอายุสั้น เพาะเห็ด ปลูกถั่วเหลือง มันเทศญี่ปุ่น ฯลฯ เพื่อเป็นรายได้เสริมสำหรับเลี้ยงดูแลครอบครัวอีกทางหนึ่ง” คุณไพฑูรย์ กล่าว

อนึ่ง การทำข่าวรายงานพิเศษจังหวัดศรีสะเกษในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ได้ เพราะได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูล จากสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คุณประเสริฐ รังสี” รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ “คุณนพดล วงษ์ขันธ์” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรวิชาการ ชำนาญการ “คุณถิรพุทธ คานทอง” เกษตรอำเภอขุนหาญ “คุณฉัตรยา ชาวดง” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร “คุณสุรชัย เตินสูงเนิน” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ “คุณสุพัตรา สายหล้า” ผู้ช่วยแปลงใหญ่ ที่ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการเดินทาง จึงขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้