ลักษณะของดอก แบ่งออกเป็น ดอกตัวผู้ สีขาวอมเหลือง

ก้านชูดอกสั้นจนดูเหมือนว่าดอกตัวผู้ออกข้างๆใบธง และถ้ามองไปยังแปลงปลูกข้าวโพดตักหงาย จะแทบไม่เห็นดอกตัวผู้เลย ส่วนดอกตัวเมีย ไหมสีขาวอมเหลือง เมื่อผสมเกสรแล้วไหมจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลดำ อายุออกดอก 52-90 วัน ขึ้นกับฤดูปลูก เช่น ช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน จะมีอายุออกดอกประมาณ 52 วัน แต่ถ้าปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งมีอากาศเย็น จะมีอายุออกดอกประมาณ 74-90 วัน ขึ้นกับปีนั้นๆ จะมีอุณหภูมิต่ำขนาดไหน ฝักมีขนาดเล็ก ความยาวฝักประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีจำนวนฝักต่อต้น 4-5 ฝัก และเมื่อเล็กฝักจะมีสีขาว เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงหลังออกดอกตัวเมียไปแล้ว ประมาณ 20 วัน เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม

การปลูกและดูแลรักษา ให้เตรียมดิน ไถดะโดยใช้ผาล 3 หรือ ผาล 4 แล้วตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนอีกครั้งเพื่อย่อยดินให้ละเอียด ส่วนการปลูกมี 3 ระยะ คือ 75x75x3 (ระหว่างแถวxระหว่างต้นxต้นต่อหลุม) หรือ 8,533 ต้น/ไร่ และ 75x75x3 หรือ 12,800 ต้น/ไร่ หรือ 75x30x1 หรือ 7,111 ต้น/ไร่

ธาตุไนโตรเจน สำคัญต่อข้าวโพดตลอดอายุการเจริญเติบโต ตั้งแต่ระยะต้นอ่อนจนถึงระยะสร้างเมล็ด ระยะที่ข้าวโพดต้องการธาตุไนโตรเจนมากที่สุดคือ ระยะที่ข้าวโพดออกดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ธาตุฟอสฟอรัส พบว่า ข้าวโพดต้องการฟอสฟอรัสตลอดฤดูปลูกเช่นกัน แต่ต้องการมากในระยะแรกของการเจริญเติบโต ในระยะที่ข้าวโพดแตกรากจะมีการดูดใช้ธาตุฟอสฟอรัสจากปุ๋ยมากกว่าจากดิน จนกระทั่งรากเจริญเติบโตเต็มที่จะดูดฟอสฟอรัสจากดินมากขึ้น ดังนั้นจึงแนะนำให้ใส่ตั้งแต่ปลูก ธาตุโพแทสเซียมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตและความแข็งแรงของลำต้น และสร้างเมล็ด แต่ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่จะมีธาตุโพแทสเซียมเพียงพอในดิน ดังนั้นจึงควรใช้ ปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 ใช้อัตรา 1 ช้อนแกง ต่อ 1 หลุม เมื่อข้าวโพดอายุ 15 วัน 1 เดือน และช่วงข้าวโพดออกดอก

เมื่อเมล็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ มื่อหลังออกดอกตัวเมีย 20 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ส่วนข้อควรระวังในการปลูกนั่นก็คือ ให้คลุกเมล็ดด้วยสารเอพรอน 7% อัตรา 7 กรัม ต่อข้าวโพด 1 กิโลกรัม เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง และควรหาพื้นที่ปลูกใกล้แหล่งน้ำ เพราะข้าวโพดต้องการน้ำมาก ในเฉพาะช่วงออกดอก ให้ถอนต้นที่เป็นโรคแล้วเผาทำลาย รวมทั้งควรทยอยปลูกเป็นช่วงๆ เพื่อให้มีผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดตลอดปีและไม่มากจนล้นตลาด และควรผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง เพราะเมล็ดพันธุ์ราคาแพง

วิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ตักหงาย ให้ปลูกก่อนหรือหลังข้าวโพดชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ประมาณ 1 เดือน ให้คัดเลือกต้นที่สมบูรณ์ และเก็บฝักจากต้นที่แห้งแล้ว โดยเลือกฝักที่มีเมล็ดสีม่วงเข้มทั้งฝักนำเมล็ดมากะเทาะแล้วตากแดดให้แห้ง หลังจากนั้น คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง แล้วเก็บไว้ในที่ร่ม

เนื่องจากข้าวโพดพันธุ์ตักหงายเป็นพันธุ์ที่ปลูกในท้องถิ่น พื้นที่ที่เพาะปลูกไม่มากนัก แต่โดยคุณสมบัติและลักษณะของข้าวโพดพันธุ์นี้ สามารถจะพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้ สถานีทดลองพืชไร่เลย จึงได้มีแนวทางการวิจัยข้าวโพดพันธุ์นี้ไว้ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็น ปรับปรุงพันธุ์ให้ต้านทานโรคราน้ำค้าง ศึกษาระยะปลูกที่เหมาะสมที่ให้ผลผลิตสูง ศึกษาหาวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ศึกษาหาช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมเพื่อให้ผลผลิตและคุณภาพสูง หาวิธีการปลูกข้าวโพดตักหงายเพื่อให้มีผลผลิตสู่ตลาดตลอดปี

หากท่านใดสนใจวิธีการปลูก หรือสนใจลิ้มลองความอร่อยของข้าวโพดตักหงาย ข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเลย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดเลย (พืชสวน) 042-812-051, 042-811-190

จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแหล่งปลูกพริกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกประมาณ 14,257 ไร่ มีรายงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี 2550 ได้ผลผลิตรวม 27,574 ตัน คิดเป็นมูลค่า 480 ล้านบาท/ปี

แหล่งปลูกพริกที่ปลูกกันในจังหวัดอุบลราชธานี คือที่อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอเมือง และอำเภอเขื่องใน ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกพริก ได้แก่ ไส้เดือนฝอยรากปม โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคใบหงิกที่เกิดจากเชื้อไวรัส และโรคแอนแทรกโนส แมลงวันเจาะผลพริก เพลี้ยไฟ ไรขาว และต้นกล้าเหี่ยวยุบ เมื่อปี 2552 มีรายงานผลการตรวจสารพิษตกค้างในตัวอย่างพริกจากแหล่งผลิต GAP ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด เมื่อปี 2549-2552 จำนวน 1,863 ตัวอย่าง พบสารพิษตกค้าง 830 ตัวอย่าง เกินค่าความปลอดภัย (MRLs) 365 ตัวอย่าง ปรากฏว่าพบมากที่สุดในจังหวัดอุบลราชธานี

สารพิษที่พบเกินค่าความปลอดภัยมากขึ้นทุกปี ได้แก่ สารไซเปอร์เมทริน โปรวิโนฟอส คลอไพรีฟอส เนื่องจากเกษตรกรใช้สารเคมีโดยขาดความระมัดระวัง ใช้ในกลุ่มที่มีพิษร้ายแรง และใช้ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ มีการเก็บเกี่ยวก่อนระยะปลอดภัยซึ่งเสี่ยงต่อการตกค้างของสารพิษในผลผลิต นอกจากนี้ เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงและใส่โดยไม่ได้มีการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ธาตุอาหารสะสมในดิน ทำให้สภาพดินเสื่อม

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ประเทศไทยเคยมีปัญหาการส่งออกพริกที่มีสารเคมีตกค้างในผลผลิต ในยุคการค้าเสรีทุกประเทศใช้คุณภาพของผลผลิตเป็นข้อกำหนดในการกีดกันทางการค้า นอกจากนี้ ในปัจจุบันกระแสความต้องการอาหารจากระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ มีปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตในตลาดโลกของอาหารเกษตรอินทรีย์โดยเฉลี่ย ร้อยละ 25 ต่อปี แต่เรายังขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตพริกอินทรีย์ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการผลิตพริกเพื่อนำไปสู่มาตรฐานคุณภาพพืชอินทรีย์ ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 อุบลราชธานี (สวพ. 4) จึงได้ทำการศึกษาโดยใช้แนวทางระบบการทำฟาร์ม และพัฒนาเทคโนโลยีแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 อุบลราชธานี อธิบายว่า คำว่า พริกอินทรีย์ คือการผลิตพริกที่ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งปัจจัยการผลิตที่นำมาปรับปรุงบำรุงดิน ต้องใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร คือ ใช้ปัจจัยการผลิตพริกอินทรีย์ทดแทนการใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมี และเพื่อให้เกษตรกรปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดพริกคุณภาพได้

โครงการผลิตพริกอินทรีย์เกษตรกรมีส่วนร่วมโครงการผลิตพริกอินทรีย์ของ สวพ. 4 เป็นการทำงานร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบบูรณาการในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรปรับใช้เปรียบเทียบกับวิธีการดั้งเดิม โดยใช้แนวทางการวิจัยระบบการทำฟาร์มและการพัฒนาเทคโนโลยีแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม

คัดเลือกพื้นที่เป้าหมายผลิตพริกอินทรีย์

เริ่มต้นโดยการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย โดยคัดเลือกพื้นที่ที่มีการปลูกพริกฤดูแล้ง และประสบปัญหาในการผลิต และเกษตรกรมีความต้องการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตพริกจากใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีไปใช้ปัจจัยการผลิตอินทรีย์ เลือกพื้นที่ได้ที่บ้านเดือยไก่ ต.หนองเหล่า และ ต.หนองฮาง อ.ม่วงสามสิบ ซึ่งปลูกพริกทุกหมู่บ้าน รวมพื้นที่แล้วประมาณ 800 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กก./ไร่ มีการใช้สารเคมีมากกว่าร้อยละ 80-90 ดินมีอินทรียวัตถุร้อยละ 0.43-1.23 มีค่า pH 4.73-5.43 มีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ 292-507 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีปริมาณโพแตสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ 52.71 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

เกษตรกรปลูกพริกโดยไม่มีการวิเคราะห์คุณสมบัติของดิน ใส่ปูนขาวพร้อมกับปลูก ใช้ทั้งปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และปุ๋ยเคมี ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพริก ปัญหาการปลูกพริกของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ การระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ใช้สารเคมีตั้งแต่เพาะกล้าจนถึงระยะเก็บเกี่ยว และใช้โดยขาดความรู้และความระมัดระวัง มีการเก็บเกี่ยวก่อนระยะความปลอดภัย ทำให้มีผลการตกค้างของสารเคมี ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกรและผู้บริโภค นอกจากนั้น การระบาดของไส้เดือนฝอยรากปม ทำให้ผลผลิตลดลง 50-100 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินร่วนปนทรายจึงเหมาะสมต่อการระบาดของโรค

คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบผลิตพริกอินทรีย์

หลังจากการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายแล้ว ต่อไปก็ค้นหาเกษตรกรต้นแบบผลิตพริกอินทรีย์ ต้องเป็นเกษตรกรที่ตั้งใจจะปลูกพริกอินทรีย์อย่างจริงจัง คือมีความตั้งใจจริงที่จะงดใช้สารเคมี

เริ่มต้นคัดเกษตรกรเข้าร่วมโครงการผลิตพริกอินทรีย์ได้ 5 ราย ที่ อ.ม่วงสามสิบ โครงการเริ่มในปี 2551 สิ้นสุดโครงการในปี 2552 เมื่อสิ้นสุดโครงการและเข้าสู่ระบบการตรวจรับรอง เราได้เกษตรกรต้นแบบการผลิตพริกอินทรีย์ คือ คุณวิเชียร ชีช้าง ที่บ้านก่อฮาง ต.หนองฮาง อ.ม่วงสามสิบ เป็นเกษตรกรต้นแบบ และได้รับการรับรองระบบการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร ปี 2553

ความสำคัญของแนวกันชน

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า คุณวิเชียร มีความตั้งใจที่จะปลูกพริกอินทรีย์โดยการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ปลูกพริกของนายวิเชียรห่างไกลจากแปลงพริกของเกษตรกรรายอื่น การผลิตพริกอินทรีย์จะต้องมีความสามารถในการป้องกัน สารปนเปื้อน คุณวิเชียรได้ทำแนวกันชน โดยปลูกต้นไผ่เป็นแนวกันชน อาจจะปลูกพืชยืนต้นอื่นเป็นแนวกันชนสามารถป้องกันสารเคมี ที่มีการฉีดพ่น มาจากฟาร์มหรือแปลงอื่น ไม่ให้ฟุ้งมากับอากาศ การทำแปลงพืชอินทรีย์จะต้องไม่อยู่ใกล้กับแหล่งผลิตพืชอื่นที่มีการใช้สารเคมี หรืออยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม เพราะจะมีโลหะหนักปะปนมากับน้ำไหลสู่แปลงเกษตรอินทรีย์ได้ แต่ถ้าจะปลูกพืชในแหล่งหรือพื้นที่เคยใช้สารเคมีมาก่อน ก็จะต้องหยุดการใช้สารเคมีอย่างน้อย 1 ปี สิ่งเหล่านี้คุณวิเชียรได้ทำอย่างถูกต้อง

เข้าไปร่วมดำเนินการ กับเกษตรกร

เริ่มต้นจากการเตรียมแปลงปลูก โดยการเก็บตัวอย่างดินก่อนเริ่มทำการทดลอง วิเคราะห์หาความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความต้องการปูน ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณไนโตรเจน ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ การใช้ปุ๋ยพืชสด โดยใช้ปอเทืองหว่าน ก่อนปลูกพริก 50 วัน แล้วไถกลบ ไถพรวนทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน แล้วจึงลงมือปลูกพริกและใช้ปุ๋ยมูลไก่หมัก 3 ตัน/ไร่

สำหรับปุ๋ย ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และน้ำหมักสมุนไพร ซึ่งประกอบด้วย ปุ๋ยคอก รำละเอียด แกลบดิบ เศษผัก ปลา กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก ฟักทองแก่จัด ส่วนน้ำหมักสมุนไพร ได้แก่ ใบสะเดาทั้งใบและก้าน ใบยูคาลิปตัส ข่าแก่ เครือบอระเพ็ด และกากน้ำตาล ปุ๋ยน้ำหมักต้องให้อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ความขยันและความเอาใจใส่ของเกษตรกรที่ต้องตรวจและมีการบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

การกำจัดศัตรูพืช ได้ให้เกษตรกรใช้เชื้อชีวินทรีย์ ได้เชื้อ BT (บาซิลลัส ทรูรินเอนซิส) เชื้อไตรโคเดอร์มาเข้าไปฉีดพ่น ใช้ทั้งสมุนไพรและเครื่องมือดักแมลงหรือเหยื่อล่อแมลง โดยใช้หลายวิธีผสมผสานกัน

“วิเชียร ชีช้าง” คือ เกษตรกรต้นแบบ ของพริกอินทรีย์

คุณวิเชียร ชีช้าง เป็นเกษตรกรต้นแบบการผลิตพริกอินทรีย์ ได้รับการรับรองระบบการผลิตพริกอินทรีย์ตามาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร ปี 2553 และในปี 2553 คุณวิเชียร สามารถจำหน่ายผลผลิตพริกสดไปประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 ตัน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 70 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาท้องตลาด 5 เท่า ปกติราคาท้องตลาดจะอยู่ในราคา กิโลกรัมละ 15-20 บาท เท่านั้น ขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการได้เข้าไปติดต่อขอซื้อถึงแปลงพริกของเกษตรกรรายนี้ นอกจากนี้ แปลงพริกของคุณวิเชียร ชีช้าง ที่บ้านก่อฮาง ตำบลหนองฮาง อำเภอม่วงสามสิบ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นที่ศึกษาดูงานการผลิตพริกอินทรีย์ และสารมารถปรับใช้ในการผลิตพืชชนิดอื่นๆ ได้

การนำผลงานวิจัยไปสู่เกษตรกรการผลิตพริกโดยใช้ปัจจัยการผลิตอินทรีย์ทั้งวัสดุในการปรับปรุงบำรุงดิน และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชสามารถให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงกว่าวิธีของเกษตรกร ร้อยละ 4 ได้ผลผลิต 2,491 กก./ไร่ ซึ่งวิธีของเกษตรกรให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,401 กก./ไร่ การผลิตพริกโดยใช้ปัจจัยการผลิตอินทรีย์ ใช้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าวิธีของเกษตรกร ร้อยละ 8 และให้ค่าผลตอบแทนหรือต้นทุนผันแปรสูงกว่าร้อยละ 23 การผลิตพริกโดยใช้ปัจจัยการผลิตพริกอินทรีย์ สามารถใช้เป็นทางเลือกการผลิตได้โดยใช้ปุ๋ยคอก สมุนไพร และสารชีวินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพริก จึงลดสารพิษตกค้างในผลผลิต ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลอดจนสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลดีในการค้าพริก ซึ่งต่างประเทศใช้เป็นมาตรการในการกีดกันทางการค้า

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี โทรศัพท์ 045-202-190, 086-465-7595เพิ่งกลับมาจากเที่ยวหมู่บ้าน ที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ขับรถไปจากเชียงใหม่ ออกจากประตูล้านนา ก่อนจะถึงวังสะพุง ผ่านภูเรือก่อน เส้นทางสายตัวโดยเฉพาะจากภูเรือ เป็นทางเลี้ยวคดเคี้ยวที่สวยงาม คนขับต้องใช้ความระมัดระวัง คนนั่งเป็นเพื่อนก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดี เป็นกำลังใจ พูดคุยแต่พอควรด้วยเรื่องราวที่สบายใจ เหมาะสำหรับคนชอบขับรถเที่ยว

เส้นทางสวย บรรยากาศดี แต่ยังไม่พอ ต้องมีของกินอร่อยๆ ด้วยใช่ไหมวันนี้จะพาไปหาของกินในหมู่บ้านนะคะ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองวังสะพุง เราแวะหมู่บ้านหนึ่งก่อน ชื่อบ้านกกบก ตำบลหนองงิ้ว ป้ายหมู่บ้านชัดเจน

บ้าน กกบก (อ่านว่า กก กะ บก) ถามป้าๆ ที่นี่ได้ความว่า กกบกเป็นชื่อของต้นไม้ ต้นกกบก เมล็ดกินได้ด้วยเอาละไปดูกันว่า มีของกินอะไรบ้างที่นี่ อันดับแรกเลย แม่บ้านบอกว่า สุดๆ แล้วคือแกงหวาย ใครมาบ้านกกบกต้องกินแกงหวาย ไม่เช่นนั้นเปรียบเสมือนมาไม่ถึงบ้านกกบก

แล้วเราจะพลาดได้อย่างไร เมนูนี้จริงไหม…

แกงหวายไม่ใช่ของที่หากินได้ง่ายๆ นัก ต้องไปตัดยอดหวายในป่าถึงจะได้กิน เมื่อสมัยเด็กๆ จำได้ว่า เคยได้ยินเรื่องยอดหวาย เขาว่าเข้าป่าไปหายอดหวายกิน ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จนมาถึงวันนี้ วันที่จะได้กินแกงหวาย เหมือนฟื้นความจำสมัยเด็กขึ้นมาได้ว่า ยอดหวายและลูกหวายกินได้ ช่วงวัยเยาว์เพื่อนๆ เอาลูกหวายมากินกันที่โรงเรียน ฝาดๆ มันๆ

บ้านกกบก หมู่บ้านนี้ดีจริงที่ยังมีป่าให้เข้าไปหายอดหวายมากินได้ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ยังเหลืออยู่บ้าง

“แต่ก็ไม่ได้หาง่ายๆ แล้วพี่” แม่บ้านที่นี่บอกกล่าว เล่าถึงเรื่องยอดหวายว่า หายากกว่าเก่า ราคาก็สูง ต้องสั่งให้เขาตัดมาให้เป็นมัดๆ

“หวายที่เอามาทำโต๊ะเก้าอี้ใช่ไหม” สาวจากเมืองหลวงถาม“ใช่ค่ะ เอาแต่อ่อนๆ ตัดยอดมาแล้วปอก ต้มหรือนึ่งไว้ให้สุก เอาน้ำขมๆ ออกไปก่อน”

การแกงหวายก็เหมือนแกงหน่อไม้ต้องใช้ย่านางเป็นหลัก คั้นน้ำย่านางใส่หม้อ ตำพริก หอม กระเทียม ในปริมาณที่เท่าๆ ตะไคร้ทุบไว้ด้วยเอาละเมื่อได้หวาย ได้น้ำพริก ก็มาเริ่มทำแกงกันเลยค่ะ

เริ่มจากคั้นน้ำย่านางกรองเอาแต่น้ำ ตั้งน้ำย่านางพร้อมกับใส่พริกแกงที่ทำไว้ให้เดือด แล้วใส่หวายตามลงไป (ห้ามคนในระหว่างนี้) และตามด้วยเห็ด บวบ ฟักทอง ชะอม หม้อนี้เป็นอาหารปลอดเนื้อ ไม่มีน้ำมัน น้ำตาล

“หวานจากฟักทอง และผักต่างๆ เค็มจากเกลือ” แม่บ้านว่าเช่นนั้น

ผักหลากสีลงไปอยู่รวมกันในหม้อสีขาว น้ำแกงขุ่นเขียว หอมชวนกินจริงๆ บางคนเอาจานกับช้อนมารอชิมอยู่หน้าเตา“จะแกงใส่กระดูกหมูอ่อนก็ได้ แต่วันนี้ไม่ใส่”

เหมือนจะรู้ใจคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ที่ยืนอยู่ข้างหม้อ“ไม่มีน้ำมัน ไม่มีน้ำตาล ใช้ความหวานจากผัก แกงด้วยน้ำย่านางซึ่งเป็นสมุนไพรฤทธิเย็น อาหารหม้อนี้ก็เป็นอาหารสุขภาพได้เลยนะ นำเสนอเป็นอาหารสุขภาพได้เลย” ฉันนำเสนอ

ยังพบรายละเอียดว่า หวาย เอามาแกงกินนอกจากอร่อยแล้วมีสรรพคุณทางยาด้วย ในตำรับยาโบราณใช้หวายเป็นส่วนผสมในการปรุงยา แต่จะใช้ส่วนไหนแก้และป้องกันอะไร ไว้โอกาสหน้า โอกาสนี้เอาแค่กินอร่อยและเป็นยา แบบกินสมุนไพรพอ อันดับแรกช่วยเจริญอาหารอันนี้แน่นอน อะไรที่มีรสขมนิดๆ ช่วยเจริญอาหาร ไม่เบื่ออาหาร ในยอดหวายมีโปรตีนและมีเส้นใย สวนลูกหวายที่เด็กๆ กินเล่นมีแคลเซียมและวิตามินซี-เพียงแค่นี้ก็พร้อมกินแล้ว น่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อพบว่า มีสรรพคุณช่วยคลายเครียด ลดภาวะเครียดด้วย

“อร่อยคลายเครียด” บางคนว่าแค่ทำแกงหวายหม้อใหญ่นี้ด้วยกันได้หัวเราะคลายเครียดแล้ว นอกจากนั้นยังมีผู้บอกเบาๆ ว่า ช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายไม่ให้เสื่อมเร็ว…โอ…ถ้าเรื่องนี้เผยแพร่ไปจะมีคนเข้าป่าไปตัดหวายกันหมดป่าไหม หรือจะมีการปลูกหวายกันทั่วในพื้นที่ป่า ตอนนี้บางแห่งหวายก็มีการปลูกกันบ้างแล้วในพื้นที่ต่างๆ แต่ที่บ้านกกบกยังมีหวายป่ากิน

คุยมายาวแกงหวายสุกพอดี หม้อใหญ่ถูกยกลงมาจากเตาแล้ว คราวนี้มาชิมกันแกงหวายอย่างเดียวก็กระไรอยู่อีกสักหนึ่งอย่างดีไหม ป่ามไข่กินกับแกงหวาย นับว่าเป็นอาหารสุขภาพทั้งสองเมนู ป่ามไข่ไม่ใช้น้ำมัน ไม่ใช้สารปรุงแต่งมากมาย แค่ไข่ ต้นหอม และหอมแดงซอย ซีอิ๊วขาว

เอากระทะตั้งไฟ ใบกล้วยรองก้นกระทะ เอาไข่ที่ปรุงไว้แล้วด้วยซีอิ๊วขาว น้ำปลา โรยด้วยต้นหอม หอมแดง ค่อยๆ เทไข่ลงไปในใบตองแล้วพับปิดเอาไว้ รอจนกว่าจะสุก ฟังเสียงแตกของใบกล้วยหรือเปิดดูใบกล้วยแห้งเกือบกรอบนั่นแหละจึงพลิกกลับอีกด้านให้สุกเหลืองอร่ามเหมือนกันทั้งสองด้าน

หอมกลิ่นใบตองและไข่ชวนกินมาก นี่เป็นสูตรดั้งเดิมใส่หัวหอม ต้นหอม แต่เราจะดัดแปลงเพิ่มโดยใส่เห็ดลงไป ใช้เห็ดสามอย่าง ซอยเห็ดก่อน ปรุงเห็ดให้สุกด้วยการเอาไปใส่กระทะปรุงด้วยเกลือ ซีอิ๊วขาวนิดหนึ่ง

“เมื่อก่อนที่นี่ไม่มีน้ำมัน เราจึงทำไข่ป่าม” น้องชายจากเมืองเลยบอกได้สองอย่างก็พอกินแล้วค่ะ แต่ความจริงแล้วมีอีกหลายเมนูเลยทีเดียวสำหรับอาหารบ้านกกบกที่ทำไว้รอรับนักท่องเที่ยว

เขาเรียกว่าท่องเที่ยวชุมชน กินอาหารพื้นถิ่น อยู่ในส่วนท่องเที่ยวนวัตวิถี

ประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการให้อีกสักหน่อย สำหรับใครที่อยากไปกินอาหารพื้นถิ่นที่ บ้านกกบก วังสะพุง ติดต่อไปที่ เพจอิ่มอร่อยที่วังสะพุงใช้เวลากันมายาวนานแล้วสำหรับการรณรงค์เพื่อหยุดการแพร่ขยายของผักตบชวา ซึ่งจัดว่าเป็นพืชที่สามารถขยายพันธุ์และเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ผิวน้ำได้อย่างรวดเร็ว ความหนาแน่นของผักตบชวาในแม่น้ำลำคลองและบึงต่างๆ ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ขัดขวางการสัญจรทางน้ำ ปิดกั้นทางระบายน้ำของคลองระบายน้ำและเขื่อนต่างๆ ทำให้น้ำเสียและเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลา ประชาชนไม่สามารถใช้น้ำอุปโภคบริโภคได้ แม่น้ำลำคลองจะตื้นเขินเร็วขึ้นและยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำ อันเป็นพาหะของพยาธิหรือเชื้อโรคด้วย จนดูเหมือนเจ้าผักตบชวาจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียแล้ว

คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้มีงานวิจัยออกเผยแพร่พร้อมถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนบ้านผักตบชวา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อนำไปผลิตเป็นสิ่งของหลายอย่างสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ทางคณะยังต่อยอดงานวิจัยนำไปผลิตเป็นกระดาษใช้ในหลายกิจกรรม หรืองานวิจัยที่ฮอตอยู่ขณะนี้คือการนำผักตบชวามาผลิตเป็นผ้าเพื่อใช้บุฉากกั้นห้อง ทำเป็นผ้าม่าน หรือผลงานที่ได้รับรางวัลมาหมาด หมาดคือนำมาตัดเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ได้อย่างสวยงามไม่แพ้วัสดุชนิดอื่น

และทั้งหมดเป็นความภาคภูมิใจของอาจารย์สัมภาษณ์ สุวรรณคีรี หัวหน้าโครงการวิจัยพร้อมคณะทำงานทุกคน ที่ต่างล้วนทุ่มเทสรรพความรู้กับผลงานวิจัยดังกล่าวภายใต้วัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยเหลือชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ลักษณะเด่นงานวิจัย

อาจารย์สัมภาษณ์ เผยว่าเป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยที่กำชับว่างานวิจัยทุกชิ้นจะต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง และบอกต่อว่าแนวคิดเรื่องการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์เพื่อหารายได้เป็นความบังเอิญที่คณะชุมชนบ้านไม้ตรา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ไปพบงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศูนย์ประชุมไบเทค จึงมีความสนใจพร้อมเสนอว่าถ้าใช้ผักตบชวามาทำผลิตภัณฑ์อย่างที่มาแสดงน่าจะทำได้เช่นกัน

แนวคิดดังกล่าวจึงจุดประกายให้คณะทำงานวิจัยได้เปิดฉากหาข้อมูลศึกษาความเป็นไปได้เพื่อทดลองนำผักตบชวามาประดิษฐ์เป็นวัสดุตกแต่ง แต่การสร้างความน่าสนใจจะต้องแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ที่ทำกัน ฉะนั้นจึงเป็นการใช้วัสดุจากเส้นใยของผักตบชวามาขึ้นเป็นเส้นด้าย โดยผ่านกระบวนการBlow room และกระบวนการ Drawing Carding และกระบวนการ Spinning เพื่อผลิตเป็นเส้นด้าย นำไปทอหรือผลิตด้วยการอัด สามารถนำไปผลิตเป็นกระดาษ โดยการนำไปผสมกับเส้นใยชนิดยืนแล้วนำมาผ่านกระบวนการฟอกย้อม กระบวนการย้อมสี นำเส้นใยไปผลิตเป็นกระดาษหรือเส้นด้าย

ผลงานวิจัยที่ออกมาเป็นนวัตกรรมซึ่งแต่ละชิ้นประกอบขึ้นจากองค์ความรู้ด้านต่างๆ ดังนั้นเมื่อได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการจึงได้มีการรวบรวมนักวิจัยที่มีความสามารถด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเครื่องกล ด้านสิ่งทอ ด้านเคมี และด้านการออกแบบ ทั้งหมดจะมาทำงานร่วมกันโดยเป็นงานที่สกัดเส้นใยจากผักตบชวา ผ่านกระบวนการฟอกย้อม กระบวนการย้อมสี แล้วนำเส้นใยเหล่านั้นมาผลิตเป็นกระดาษและเส้นด้าย ต่อจากนั้นจึงนำกระดาษผักตบชวาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ส่วนเส้นด้ายนำไปทักทอเป็นผืนผ้า หรืออาจแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ จากนั้นจึงนำความรู้จากงานวิจัยทั้งหมดถ่ายทอดไปสู่ชุมชนบ้านผักตบชวา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ส่วนจุดมุ่งหมายที่เน้นการใช้ผักตบชวาเพราะในปัจจุบันมีปริมาณมากในทั่วประเทศ การนำไปใช้ก็เพื่อช่วยลดปริมาณลงและยังสร้างรายได้ให้ชุมชน ส่วนมากที่เห็นจะเป็นงานจักสานทั่วไปธรรมดาไม่ซับซ้อน เพราะขาดการส่งเสริมทางด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นการทำงานร่วมกันของนักวิจัย

กับกลุ่มชาวบ้านที่เข้มแข็ง

อาจารย์สัมภาษณ์ให้รายละเอียดว่าต้นผักตบชวามีลักษณะแตกต่างกันทั้งความยาวและความอ้วน อายุของต้นที่พอเหมาะจะอยู่ประมาณ 8 เดือน ทั้งนี้ความสมบูรณ์ของแต่ละต้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำนั้นเป็นสำคัญด้วย สรุปคือจะใช้ต้นที่มีความยาวประมาณ 60 เซนติเมตรและอายุประมาณ 8 เดือน ต่อจากนั้นนำมาตากแห้ง 15 วันเพื่อป้องกันเชื้อรา อันเนื่องมาจากเป็นต้นไม้ที่ชุ่มน้ำมาก จากนั้นจึงนำมาผ่านกระบวนการสกัดเส้นใย

ด้านการออกแบบ หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายต่อว่า ที่ผ่านมาแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆระหว่างนักออกแบบของทีมงานกับกลุ่มชาวบ้านมักสวนทางกัน เขาบอกว่าเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือช่วยเหลือชุมชนเพียงแต่มองคนละด้านเท่านั้น ดังนั้นจะต้องปรับความคิดและเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทั้งสองฝ่ายให้ตรงกันด้วยมุมมองทางการตลาดเป็นเป้าหมายหลัก เพราะเมื่อผลิตออกมาตามความต้องการของตลาดแล้วจะต้องขายได้ทั้งในและต่างประเทศ

การผลิตจะเริ่มต้นด้วยการออกแบบก่อน ซึ่งกว่าต้นแบบจะได้รับความเห็นชอบจะต้องผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ทั้งการผลิตและการตลาดก่อน รวมไปถึงรูปแบบที่นำเสนอว่าถูกต้องตามความต้องการหรือไม่ จึงต้องมีการแก้ไขจนถูกใจบนหลักเหตุผลของทุกฝ่าย จากนั้นทีมนักวิจัยจึงจะนำความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีไปถ่ายทอดต่อให้กับชุมชน โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45 วัน

ดังนั้นผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาจึงเป็นศิลปะงานร่วมสมัยที่เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากการมัด สาน ถัก ทอ พร้อมกับสร้างสรรค์งานศิลปะให้เกิดเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ภายใต้ทีมนักวิจัยที่อุดมไปด้วยความรู้ ความสามารถคอยให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีการผลิตและออกแบบ สำหรับผลิตภัณฑ์ของตกแต่งที่ทำจากผักตบชวาที่ชาวบ้านทำอยู่ขณะนี้ได้แก่ตุ๊กตาประเภทต่างๆ ทั้งที่เป็นคนและสัตว์, กล่องเส้นใยเพ้นท์สี, กล่องใส่กระดาษทิชชู, กล่องเส้นใยเอนกประสงค์, ดอกไม้, กล่องใส่นามบัตร, พวงกุญแจเป็นต้นผลจากความร่วมมือทุกฝ่ายนำมาสู่รางวัลที่มีความภูมิใจ

ขณะนี้ผ้าที่ทำขึ้นมาจากผักตบชวาเมื่อนำมาถักทอลายแล้วเกิดความสวยงามมาก สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นพาดิชั่นหรือฉากกั้นห้อง หรือนำมาใช้เย็บเป็นผ้าม่าน นอกจากนั้นล่าสุดยังต่อยอดด้วยการนำมาเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่สวยไม่แพ้ผ้าชนิดอื่น และจากความร่วมมือกันเป็นอย่างดีระหว่างชาวบ้านและทีมนักวิจัยจนได้รับความสำเร็จในการส่งเข้าประกวดได้รับรางวัลในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศมาแล้วหลายรายการ

“อยากส่งเสริมให้นำผักตบชวามาผลิตกันให้มากๆ เพราะวัตถุดิบมีมาก ราคาถูก หาได้ง่าย หากทุกคนร่วมกันทำคิดว่าจะช่วยลดปริมาณผักตบชวาที่มีอยู่ลงได้ แล้วยังเป็นการช่วยรักษาสมดุลทางธรรมชาติให้เหมาะสม” หัวหน้าทีมนักวิจัยกล่าว