ลำไยส่งออกตามมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

มี 2 แบบคือ แบบช่อและลูกเดี่ยวที่ต้องมีขั้วติด แต่ลูกร่วงที่ด้อยคุณภาพไม่มีขั้วเมื่อหลุดออกไปขายราคาจะถูก และตีตลาดลำไยคุณภาพ ทำให้ลำไยช่อคุณภาพดีราคาตก ล้งที่ส่งออกลำไยคุณภาพขาดทุนหนัก จึงใช้เป็นข้ออ้างต่อรองราคาเหมาจากเกษตรกร บางล้งต้องหยุดซื้อไป ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ ลำไยลูกร่วงส่งออกจะทำลายตลาดลำไยของไทยอย่างคาดไม่ถึง เพราะจีนมีข้อกำหนดค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในเนื้อลำไยไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

กระทบส่งออก – พื้นที่อำเภอสอยดาว และโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เป็นแหล่งผลิตลำไยนอกฤดูส่งออก โดยมีล้งเข้ามารับซื้อถึงในสวน แต่ล่าสุดเจอปัญหาการจ่ายเช็คเด้ง และแอบส่งลำไยลูกร่วงที่ไม่มีคุณภาพไปขายในเมืองจีน ส่วนตลาดทุเรียนที่จังหวัดชุมพรก็ประสบปัญหาล้งตัดทุเรียนอ่อน ทำให้ราคาตกลงอย่างมาก เริ่มมีปัญหาการส่งออก
จันท์วางแนวทางแก้ปัญหา

นายปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันจันทบุรีไม่ได้เป็นจังหวัดเดียวที่มีลำไยนอกฤดู รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ปลูกได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ลำไยล้นตลาด ราคา

ตกต่ำและล้งผิดสัญญา ส่วนกรณีเช็คเด้งเป็นวิกฤตของลำไยปีแรก ซึ่งทางจังหวัดจันทบุรีได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น ดังนี้ 1.ให้เกษตรกรตรวจสัญญาซื้อขายที่ทำกับล้งที่เห็นว่ามีความเสี่ยง เช่น การต่อรองราคา การทิ้งสวน และคุณภาพลำไย

2.ให้เกษตรกรปรับตัวผลิตลำไยคุณภาพ ที่จะออกในช่วงเดือนมกราคม ให้มีเบอร์ 1-2-3 จำนวน 80% 3.การแปรรูปลำไยในเชิงอุตสาหกรรมอาหาร โดยเริ่มที่ลำไยแปลงใหญ่ และ 4.การเตรียมงบฯเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านขนส่ง หากมีลำไยล้นตลาด

ส่วนระยะยาว ได้แก่ 1.วางแผนการผลิตลำไยให้มีการกระจายตัวครอบคลุม 4-5 เดือน แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียง 3 เดือน และมีการพักแปลงเพื่อทำคุณภาพ และ 2.นำสัญญากลางมาใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดวันที่ 4 ธ.ค. 60 กลุ่มลำไยคุณภาพส่งออก 4.0 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสอยดาวไทยแลนด์ 4.0 และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว จำกัด จ.จันทบุรี ได้ประชุมเรื่องปัญหาลำไยตกต่ำ และการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยมีสาระสำคัญคือ 1.ปัญหาลำไยร่วงที่ทำลายตลาดลำไยส่งออก ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรฐานการส่งออกลำไยตรวจสอบการส่งออกให้ได้มาตรฐาน ไม่มีลำไยด้อยคุณภาพ (ลูกร่วง) ส่งออกไปทำลายตลาด โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีปริมาณลำไยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ที่ผ่านมามีการนำออกไปแพ็กกิ้งแล้วส่งจำหน่ายในตลาดจีน

2.ปัญหาล้งที่ผิดสัญญา เช่น ล้งซื้อลำไยเบอร์ 3-4 เป็นลำไยลูกร่วงให้หาทางป้องกันในช่วงผลผลิตจะออกมากในเดือนธันวาคม-มีนาคม 3.จัดให้มีตลาดกลางลำไยสอยดาวและโป่งน้ำร้อน เพื่อรับซื้อลำไย คัดลำไยคุณภาพส่งออกและลำไยลูกร่วงส่งโรงอบแห้ง ป้องกันพ่อค้าปลอมปนลูกร่วงที่ส่งออกไปทำลายตลาด

4.ให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ และให้ความช่วยเหลือสมาชิก เช่น การฟ้องร้องล้งที่ทำผิดสัญญา และ 5.การใช้สัญญากลาง ในการซื้อขายลำไย โดยจะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาต่อไป

ชุมพรป่วนล้งตัดทุเรียนอ่อน

นายอภินันท์ บุญสนอง กรรมการกลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพบ้านห้วยทรายขาว อ.หลังสวน กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ จ.ชุมพร ราคาตกต่ำมาก เนื่องจากมีการตัดทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพออกจำหน่าย การเข้ามาเหมา สวนตัดทุเรียนของพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นตัวแทนของล้งที่ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนระหว่างชาวจีนกับคนไทย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ได้ทุเรียนด้อยคุณภาพ มีทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด ส่งผลต่อราคาทุเรียนที่เคยขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 140 บาท แต่ขณะนี้เหลือแค่ 90 บาท/กก.เท่านั้น

การค้าข้าวในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จนการดำเนินธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง อาทิ โรงสีข้าวแต่เพียงอย่างเดียว เริ่มไม่ตอบโจทย์กับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์” นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ถึงทิศทางของผู้ประกอบการโรงสีข้าว จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนไปมาก

โรงสีกลายเป็นผู้ส่งออก

สมาชิกของสมาคมโรงสีข้าวไทย ตอนนี้ก็มีประมาณกว่า 800 ราย ซึ่งสมาชิกในสมาคมก็มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น เป็นผู้ส่งออกหรือเป็นผู้ค้าข้าวที่ไม่มีโรงสีเป็นของตัวเอง และกลุ่มที่มีโรงสีเป็นของตัวเอง และประกอบการค้าข้าวส่งออกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังคงประกอบธุรกิจโรงสีกันอยู่ ดังนั้นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสมาชิกโรงสีในปัจจุบันจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก จากเดิมที่ผู้ประกอบการโรงสีลดลงไปมาก เนื่องจากการเลิกกิจการ แต่ตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นและขยายธุรกิจออกไป

โดยจะเห็นได้จากยอดการส่งออกข้าวต่อปีที่ประมาณ 10 ล้านตัน จะเป็นการส่งออกจากโรงสีประมาณ 30% หรือประมาณ 3 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยสมาชิกของเรามีทั้งผู้ส่งออกข้าวรายเล็ก รายกลาง จนไปถึงรายใหญ่ ขณะนี้มีการรับรองสมาชิกโรงสีที่ทำการส่งออก ประมาณ 200 ราย จากสมาชิกทั้งหมด

ส่วนการทำตลาดข้าวภายในประเทศ ซึ่งเดิมเราขายข้าวผ่านยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว หรือผู้ผลิตข้าวถุง ตอนนี้โรงสีเริ่มเข้ามาทำการตลาดเอง ทำให้เราเข้าถึงผู้บริโภค หรือเป็นการเพิ่มช่องทางการค้าด้วยตนเอง หากถามผมว่า โรงสีอยากไปเป็นผู้ส่งออกข้าวมั้ย คำตอบส่วนใหญ่คือ ไม่ เนื่องจากมีความยุ่งยาก แต่ต้องยอมรับว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเพื่อความอยู่รอดของกิจการ โรงสีเราก็ต้องปรับตัว จึงเห็นว่ามีผู้ประกอบการรุ่นใหม่เกิดขึ้นในกิจการนี้
เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามา

ตอนนี้โรงสีเข้าสู่ระบบการค้ามากขึ้น และกลายเป็นนักลงทุน เข้าไปซื้อข้าวของชาวนาด้วยการจ่ายเงินสด แต่ขายข้าวออกไปในระบบเครดิต 2-3 เดือน มีการลงทุนเครื่องจักรที่ทันสมัยเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการสีข้าว การปรับตัวของโรงสีทำให้มีผู้เล่นในตลาดข้าวมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการค้าข้าว โดยชาวนาก็จะมีทางเลือกในการขายข้าวในตลาดจากผู้เล่นที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นโรงสีต้องเดินตามให้ทันเทรนด์ที่เปลี่ยนไป เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต แต่ก็ต้องยอมรับว่า โรงสีข้าวส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปได้ทัน เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องของเงินทุน ส่วนการขอสินเชื่อจากธนาคารก็ยากมากขึ้น โดยเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาการสีข้าว-บรรจุภัณฑ์ ในส่วนนี้ทางกรมการค้าภายในก็ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการโรงสี ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งการรองรับมาตรฐานการค้าต่าง ๆ ด้วย

การส่งเสริมจากภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ สมาชิกโรงสีที่ทำตลาดส่งออกข้าวได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมโครงการเจรจาการค้าพบปะผู้ซื้อ-ผู้ขายจากทั้งในและต่างประเทศ ตรงนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสและสร้างประสบการณ์ให้กับสมาชิกโรงสีข้าว นอกจากนี้ยังมีการจัดคณะผู้ซื้อข้าวจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐ-จีน กว่า 100 ราย เข้ามาเยี่ยมชมกระบวนการสีข้าว ตรงนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ-โรงสีข้าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ

ผมยอมรับว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ดีที่หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนผู้ประกอบการโรงสี และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับสมาชิกโดยเฉพาะรุ่นลูก-รุ่นหลาน ที่ต้องการต่อยอดกิจการโรงสีเดิมของตน ให้ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการทำตลาดการค้า-การส่งออก และรู้จักผู้ซื้อข้าวมากขึ้น ผมหวังว่าโครงการแบบนี้จะมีการจัดอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาออกไปในรูปแบบใหม่ ๆ

โดยเฉพาะการนำสินค้าออกไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อที่จะได้ต่อยอดตลาดได้ในอนาคต แม้การไปเปิดตลาดใหม่ ๆ จะไม่เกิดผลทันที แต่เชื่อว่าจะเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงสีรู้ถึงทิศทางการค้าข้าว และนำมาปรับตัวให้เข้ากับตลาดมากขึ้น

ผลผลิตข้าวปีหน้า

จากการประเมินของสมาคมเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2560 เบื้องต้นคาดว่า ผลผลิตข้าวหอมมะลิจะมีประมาณ 7 ล้านตัน จากพื้นที่เพาะปลูก 21 ล้านไร่ ใน 20 จังหวัดภาคอีสาน และ 3 จังหวัดในภาคเหนือ ขณะที่ปริมาณข้าวเหนียว คาดว่าจะมีอยู่ประมาณ 4 ล้านตัน จากพื้นที่เพาะปลูก 14 ล้านไร่ ตรงนี้เป็นการคาดการณ์จากปริมาณข้าวเปลือก และปัจจัยลบที่บางพื้นที่เสียหายจากน้ำท่วม ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 53 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 58 ล้านไร่ ตรงนี้เป็นแค่ตัวเลขจากการประเมินที่ยอมรับได้ แต่ก็ต้องติดตามผลผลิตข้าวที่ออกมาจริงว่าเท่าไร เพราะการตรวจสอบจากภาพถ่ายดาวเทียมบอกได้เพียงพื้นที่เพาะปลูก แต่ไม่สามารถประมาณการผลผลิตจริงได้ ซึ่งก็ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบกันอีกครั้ง สมาคมคาดว่าผลผลิตข้าวนาปี 2560/2561 จะอยู่ที่ประมาณ 29 ล้านตัน

สต๊อกข้าวรัฐบาล

สำหรับข้าวที่ยังคงค้างในสต๊อกรัฐบาลนั้น ผมมองว่าไม่มีนัยทางตลาดและราคาแต่อย่างไร แต่ถ้าเกิดความผันผวนในเรื่องของตลาดหรือราคาข้าว น่าจะเป็นผลมาจากกลไกของตลาดและการแข่งขันมากกว่า ขณะที่สต๊อกข้าวหอมมะลิของผู้ประกอบการในตอนนี้ก็ยังทำตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดข้าวภายในประเทศ เพราะผู้บริโภคยังนิยมอยู่ ผู้ประกอบการก็กล้าสต๊อกข้าวมากขึ้น ส่วนข้าวหอมมะลิใหม่ก็ทำตลาดส่งออกไป เรื่องที่เรายังกังวลอยู่ก็คงเป็นข้าวขาว-ข้าวเหนียว เพราะปีที่ผ่านมาข้าวเหนียวราคาดี จึงมีการปลูกเป็นจำนวนมากอาจจะส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดก็ได้ เพราะการส่งออกส่วนใหญ่อยู่ที่ปริมาณ 300,000 ตันต่อปี ส่วนที่เหลือก็บริโภคภายในประเทศ ตลาดส่งออกก็ยังไม่ขยายตัว ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป

ตลาดส่งออกใหม่ ๆ

เราต้องการให้รัฐเปิดตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น จากตลาดฮ่องกง-จีน ซึ่งเราทำมาตลอด ไม่ได้ว่า ทิ้ง เพราะเรายังพึ่งพาตลาดนี้อยู่ แต่ก็ต้องขยายตลาดส่งออกต่อไป อาทิ โรป-ออสเตรเลีย-แคนาดา ตลาดเหล่านี้ควรจะต้องมีการจัดคณะออกไป การประชาสัมพันธ์หรือสร้างการรับรู้สินค้าข้าวของไทยให้มากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตัวให้เป็นที่รู้จัก เราอาจจะยังไม่ต้องตั้งเป้าหมายการซื้อขายข้าวในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวจะได้ต่อยอดการค้า ส่วนคู่แข่งไม่ต้องกังวลมากขึ้น เราต้องหันมาดูตัวเอง และพัฒนาทั้งในตัวสินค้า-คุณภาพให้ดีขึ้นเพื่อการแข่งขัน และตัวชาวนาเองก็ต้องพัฒนาไปด้วย เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ เมื่อฐานเราเข้มแข็งก็จะสามารถต่อยอดไปได้อีกไกล

อำเภอเกาะยาว กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดความรู้ (Field Day) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเกาะยาว (ศพก.) หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชน ให้ได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการและให้เกิดความเข้มแข็ง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับพื้นที่
โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีการผลิตต่างๆที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ ไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง

นายสุรสิทธิ์ ขันติพันธุกุล นายอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า อำเภอเกาะยาว กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดความรู้ (Field Day) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเกาะยาว (ศพก.) หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชน ให้ได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการและให้เกิดความเข้มแข็ง
ใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต-สินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ ไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมงานจะได้นำความรู้ในการผลิตต่างๆ ไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิตข้าวจาก 4,960 บาทต่อไร่ เป็น 3,968 บาทต่อไร่ หรือลดลง 992 บาทต่อไร่ ตามเกษตรกรต้นแบบของ “ศูนย์เรียนรู้ ศพก.” มีการจัดสถานีถ่ายทอดความรู้ในกิจกรรมหลัก จำนวน 4 สถานี ประกอบด้วย สถานีการเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิตข้าว การป้องกันและกำจัดโรคข้าวโดยใช้สารชีวภัณฑ์ การปลูกพืชหลังนาเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่านอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลิตผลและผลิตภัณฑ์โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้

ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน กิจกรรมการเกษตรและกิจกรรมอื่นๆ เพื่อเสนอองค์ความรู้จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เกษตรกรได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้กับกิจกรรมการผลิตของตนเอง ซึ่งการจัดงานในวันนี้ มีเกษตรกรของอำเภอเกาะยาว เข้าร่วมรับการถ่ายทอดความรู้ จำนวนทั้งสิ้น ประมาณ 200 คน ซึ่งจะมีพิธีเปิดงาน เวลา 10.00 น.

โดยนายอำเภอเกาะยาว เป็นประธานในพิธี การเปิดโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกประจำปีการผลิต 2560/61 จังหวัดบึงกาฬ ครั้งที่ 2 ที่อำเภอเซกา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เกษตรกรพึงพอใจราคารับซื้อสูงกว่าท้องตลาด โดยข้าวหอมมะลิรับซื้อที่ตันละกว่า 14,500 บาท

เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ 8 ธ.ค. นายพิสิษฐ์ แร่ทอง นายอำภอเซกา เป็นประธานพิธีเปิดโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2560/61 จังหวัดบึงกาฬ ครั้งที่ 2 โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ธ.ก.ส. สาขาเซกา ประชาชน และเกษตรกรร่วมพิธี โดยการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2560/61 ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ท่าข้าวเซกาใต้พืชผล อ.เซกา ระหว่างวันที่ 7 – 9 ธันวาคม 2560 โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นช่องทางให้เกษตรกรนำผลผลิตข้าวนาปีปีการผลิต 2560/61 มาจำหน่ายซึ่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์ด้านราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งด้านการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น และการหักสิ่งเจือปน นอกจากนี้ยังจะได้ทราบถึงวิธีการชั่งตวงวัด การตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก และการปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ได้ตามความต้องการของตลาด ตลอดจนมีอำนาจต่อรองราคามากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพการซื้อขาย

สำหรับบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ทราบข่าวต่างนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมากขณะที่มีผู้ประกอบการจากโรงสีสมบูรณ์ธัญญเจริญ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และท่าข้าว ส.เจริญพูลผล อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร มารับซื้อ โดยมีราคารับซื้อ ข้าวเปลือกหอมมะลิ อยู่ที่ตันละ 14,583 บาท ข้าวเปลือกเหนียว กข6 ตันละ 8,666 บาท และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดสั้น ตันละ 7,500 ความชื้นอยู่ระหว่าง 13% – 15% โดยวันแรกมีเกษตรกรกว่า 66 ราย ปริมาณการรับซื้อรวม 46.715 ตัน แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 7.91 ตัน และข้าวเหนียว กข6 38.805 ตัน มูลค่าการรับซื้อรวม 451,664 บาท แยกเป็น หอมมะลิ 115,354 บาท และเหนียว กข6 336,310 บาท ซึ่งราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป สร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรที่นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายในครั้งนี้

วันที่ 7 ธ.ค. น.ส.อรอนงค์ อินต๊ะ อายุ 35 ปี เจ้าของสวนดาวเรืองบ้านวังงูเห่า หมู่ 7 ต.พระยาทด อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ร้องเรียนผู้สื่อข่าวว่า ถูกบุคคลแอบอ้างว่าเป็นหน่วยงานราชการโทรศัพท์และอินบ็อกเข้ามาในเพจเฟซบุ๊ก โดยสั่งต้นดาวเรืองกว่าแสนต้น ในราคาต้นละ 8 บาท ทั้ง จ.ชลบุรี และจ.สระบุรี เพื่อใช้ในงานประกอบพิธีในวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา และจะเข้ามารับในวันที่ 25 พ.ย. แต่เมื่อถึงวันนัดจึงโทรศัพท์ไปให้มารับของกลับไม่มีการตอบรับกลับมา ทำให้ได้รับความเสียหายกว่า 500,000 บาท

น.ส.อรอนงค์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า yourplanforthefuture.org ตนมีอาชีพปลูกต้นดาวเรืองขาย โดยทำกันกับครอบครัวในพื้นที่ 6 ไร่ จากนั้นได้มีออเดอร์สั่งเข้ามาว่าต้องการต้นดาวเรืองจำนวนมากเพื่อใช้ในการประกอบพิธีในวันที่ 5 ธ.ค. ตนพร้อมด้วยญาติพี่น้องจึงได้ปลูกต้นดาวเรืองไว้ตามออเดอร์ จากนั้นเมื่อถึงกำหนดวันที่มารับของกลับไม่มีผู้เข้ามารับของตามที่สั่งไว้ ตนคาดว่าถูกมิจฉาชีพที่แฝงตัวเป็นผู้ที่สั่งซื้อไม่มารับของและปิดโทรศัพท์หนี ไม่สามารถติดต่อได้อีก

ทำให้ตนและบรรดาญาติต่างเสียใจและต้องสูญเสียเงินที่ลงทุนไปจากการปลูกต้นดาวเรืองในครั้งนี้กว่า 5 แสนบาท เนื่องจากต้นทุนในการปลูกต้นละกว่า 5 บาท ทำให้ในการลงทุนไปนั้นสูญเปล่า ซึ่งตอนนี้ตนได้ทำการแก้ไขโดยการตัดดอกขายให้กับแม่ค้า เพื่อได้ต้นทุนคืนบ้างก็ยังดี จึงวอนขอให้มิจฉาชีพที่ทำร้ายจิตใจตนและครอบครัว หยุดการกระทำดังกล่าวขอให้เห็นใจชาวสวนด้วย

วันที่ 8 ธันวาคม 2560 นายวสันต์ ไชยทวีวงศ์ รักษาการหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสงขลาปรับตัวดีขึ้นทั้ง 16 อำเภอ โดยจังหวัดสงขลามีพื้นที่น้ำท่วมทั้ง 16 อำเภอ 126 ตำบล 942 หมู่บ้าน 68 ชุมชน 80,955 ครัวเรือน 225,527 คน เสียชีวิต 8 คน อพยพ 102 ครัวเรือน 570 คน สำรวจความเสียหายเบื้องต้น (ยังไม่ครบทุกอำเภอ) มีมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้กว่า 34 ล้านบาท สถานการณ์ล่าสุดในขณะนี้ระดับน้ำลดลงทุกอำเภอจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนริมทะเลสาบสงขลา 6 อำเภอ ได้แก่ บางกล่ำ ควนเนียง สิงหนคร สทิงพระ กระแสสินธุ์ และระโนด ยังมีน้ำท่วมขัง แนวโน้มระดับน้ำลดลงต่อเนื่องจากระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาที่ลดลง รวมถึงการระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และการขุดช่องทางระบายน้ำเพิ่มในพื้นที่

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกจังหวัดสงขลา ออกประกาศเตือนฉบับที่ 7 เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่เสริมลงมา ปกคลุมประเทศไทยและมีผลกระทบต่อภาคใต้ฝั่งตะวันออก โดยจะทำให้ช่วงวันที่ 8-9 ธันวาคม 2560 ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตั้งแต่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนสะสม น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมในอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรงและคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 8-11 ธันวาคม 2560

สำหรับพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา อำเภอบนคาบสมุทรสทิงพระแล้ว น้ำได้ขยายวงกว้างไปท่วม ต.ควนโส และต.ห้วยลึก ของ อ.ควนเนียง ซึ่งรับน้ำจาก อ.ปากพยูน จ.พัทลุง บ้านเรือน วัดจมอยู่ในน้ำ โรงเรียน 3 แห่ง โรงเรียนวัดปากจ่า โรงเรียนบ่อหว้า และโรงเรียนวัดท่าหยี ถูกน้ำท่วมต้องปิดเรียนชั่วคราว บางโรงเรียนถูกตัดขาดเข้าไปไม่ถึง และบางแห่งอาคารเรียนถูกใช้เป็นคอกเลี้ยงวัว เนื่องจากทุ่งหญ้าในหมู่บ้านถูกน้ำท่วมทั้งหมด

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดี และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กำลังดำเนินแนวทางการยกระดับข้าวไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นให้พัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยจัดการประกวดสูตรอาหารนานาชาติปรุงจากข้าวไทย และการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ภายใต้โครงการ “RICE PLUS AWARD 2018 : ข้าว…ก้าวใหม่” เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย และผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทยทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร มีโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยโจทย์หลักคือความแปลกใหม่และความซับซ้อนของนวัตกรรม รูปลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ คุณประโยชน์ต่อผู้บริโภค ต่อเศรษฐกิจ และสังคม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวในเชิงพาณิชย์

นายอดุลย์ กล่าวว่า โครงการนี้เปิดให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นักวิจัย ประชาชนเข้าร่วมการประกวด ที่จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันเพื่อให้ไทยสามารถยืนหยัดในฐานะผู้นำในตลาดข้าวของโลก จากที่เคยส่งออกโดยเน้นในเชิงปริมาณมาก มาสู่การเน้นเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน นำข้าวไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย งานนี้เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และทางไปรษณีย์ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.thairiceforlife.com/riceplusaward หรือที่เฟซบุ๊ก RicePlusAward และเฟซบุ๊ก dft2go

ม.แม่โจ้ เปิดงาน Maejo Fair 2017 โชว์สุดยอดนวัตกรรมโดยนักวิจัยแม่โจ้และเครือข่ายเกษตรครั้งยิ่งใหญ่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดงานแม่โจ้แฟร์ (Maejo Fair 2017) มหกรรมนิทรรศการองค์ความรู้ MJU Showreal ครั้งแรกที่ผู้ประกอบการจะได้ซื้องานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อม การประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 และ งาน 40 ปี พืชผักแม่โจ้ “รวมพลคนตระกูลแตง” ระหว่างวันที่ 7-8 ธันวาคม 2560 โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ห้องข้าวหอมมะลิ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้