ลำไย ปีที่ผ่านมาประเทศไทยผลิตได้ 1.0 ล้านตัน ผลสดให้ผล

942.0 กิโลกรัม ต่อไร่ จำนวนครัวเรือนที่ปลูกลำไย 244,273 ครัวเรือน ใช้บริโภคภายในประเทศเพียง 35,000 ตัน ทั้งนี้ แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และพะเยา นอกจากนี้ ภาคตะวันออกประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดสระแก้ว เป็นอีกแหล่งผลิตที่ได้คุณภาพ ยังมีการปลูกกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ แต่เน้นบริโภคภายในท้องถิ่น ในปี พ.ศ. 2560 ผลผลิตต่อไร่ของลำไยเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณฝนมีพอเพียง อีกปัจจัยหนึ่งคือมีราคาจูงใจ ทำให้เกษตรกรหันมาดูแลเอาใจใส่สวนลำไยของตัวเองมากขึ้น

ปริมาณการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 90 ที่ผลิตได้ ตลาดลำไยสด มีจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ลำไยอบแห้ง มีตลาดเวียดนาม จีน และเมียนมา ลำไยบรรจุภาชนะอัดลม ตลาดอยู่ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ส่วน ลำไยแช่แข็ง ส่งออกไปยังฮ่องกง ญี่ปุ่น และเวียดนาม นอกจากนี้ ยังมีตลาดใหม่ที่มีศักยภาพคืออินเดีย และตะวันออกกลาง แนวโน้มเวียดนามมีความต้องการซื้อลำไยอบแห้งในปริมาณมากขึ้น เพื่อส่งออกไปยังจีน เนื่องจากเวียดนามได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีนำเจ้าจากจีน

สิ่งสำคัญที่จะให้ลำไยไทยครองตลาดได้ยาวนานนั้น เกษตรกรต้องรักษาระดับคุณภาพของผลผลิตที่ดีให้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เกษตรกรกับนักวิชาการต้องประสานความร่วมมือกันเพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในระดับไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับตัวเกษตรกรเอง

สุดฉาว! สตง. แฉหน่วยงานรัฐ ทุจริต นาขั้นบันได 51 ล้าน ทำจริงแค่ไม่กี่ไร่
ทุจริต นาขั้นบันได / เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึง พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ เพื่อรายงานการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการทำนาขั้นบันไดบนพื้นที่สูง โดยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาจากรูปแบบเดิมของราษฎรในพื้นที่สูงของ จ.น่าน จากการทำนาในรูปแบบข้าวไร่หมุนเวียนมาเป็นการทำนาแบบหยอดหรือนาดำ ขั้นบันได

ซึ่งผลผลิตข้าวเปลือกจะเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 1 เท่าตัว ตั้งแต่ปีงบประมาณ ‭2557-2560‬ รวมเป็นงบประมาณ 51,326,400 บาท พื้นที่ดำเนินการกว่า 2,239 ไร่ มีสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) น่าน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 9 ปีงบประมาณ 2559 ซึ่งดำเนินการโดยจัดทำสัญญาจ้างทั่วไป จำนวน 64 สัญญา เป็นเงินเบิกจ่ายทั้งสิ้น 12,562,000 บาท

ในรายงานระบุว่า พบประเด็นข้อตรวจสอบ 2 ประเด็น โดยประเด็นแรก จากการตรวจสอบพื้นที่ของเกษตรกร จำนวน 53 แปลง จำนวนเบิกจ่ายรวม 3,462,550.62 บาท พบว่า การจัดทำนาขั้นบันไดไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

กล่าวคือ สัญญาจ้างทั่วไปจ้างเหมาดำเนินการสำรวจ รังวัดและกำหนดแนวขุด ปักหลักแนวดิ่งและแนวระดับ จำนวนเนื้อที่ 219 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา แต่ดำเนินการจริงเพียง 62 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา ต่ำกว่าเป้าหมายตามสัญญาจ้าง เป็นจำนวน 156 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา

ส่วนสัญญาจ้างเหมาดำเนินการขุดปรับแต่งพื้นที่ จำนวนเนื้อที่ 220 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา แต่ดำเนินการจริงเพียง จำนวน 62 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา ต่ำกว่าเป้าหมายตามสัญญาจ้าง จำนวน 157 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา และสัญญาจ้างเหมาดำเนินการติดตั้งระบบน้ำเข้าสู่ที่นา จำนวนเนื้อที่ 221 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา แต่ดำเนินจริงเพียง 5 ไร่ 1 งาน 6 ตารางวา ต่ำกว่าเป้าหมายตามสัญญาจ้าง จำนวน 216 ไร่ 52 ตารางวา

ประเด็นที่สอง พบว่ามีการเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามรายการประกอบการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย โดยลดจำนวนเนื้อที่ นาขั้นบันได บนพื้นที่สูงตามที่สำนักงบประมาณอนุมัติ จำนวน 1,500 ไร่ เป็นจำนวน 800 ไร่ เป็นการดำเนินการโดยไม่ได้ขอโอนเปลี่ยนแปลงและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) และขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ

นอกจากนี้ ยังมีการเบิกจ่ายงบประมาณไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายและสังเกตการณ์พื้นที่ดำเนินการของเกษตรกร จำนวน 53 แปลง จำนวนเบิกจ่ายรวม 3,462,550.62 บาท

พบว่า เบิกจ่ายเงินในพื้นที่ที่ไม่มีการดำเนินการ จำนวน 26 แปลง เบิกจ่ายเงินจำนวน 1,835,544.35 บาท เป็นค่าสำรวจรังวัด ชุดปรับแต่งพื้นที่และติดตั้งระบบน้ำ เนื้อที่ 116 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

ที่สำคัญพื้นที่ที่มีการขุดปรับแต่งพื้นที่เป็นนาขั้นบันได พบว่าเบิกจ่ายงบประมาณสูงกว่าความเป็นจริง จำนวน 26 แปลง เป็นเงิน 842,458.88 บาท

ในรายงานยังมีข้อสังเกต พบว่า มีการจัดทำสัญญาจ้างไม่รัดกุม ไม่มีแบบรูปรายการงานก่อสร้าง ไม่มีผังบริเวณการก่อสร้างหรือจุดแสดงตำแหน่งการก่อสร้างนาขั้นบันไดในพื้นที่ ทั้งยังมีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้ติดต่อราชการในพื้นที่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ ตั้งแต่เดือน พ.ย.2558 – ก.ค.2559 จำนวน 32,927.95 บาท ทั้งหมดส่งผลกระทบทำให้ราชการเสียหาย เกิดการสูญเปล่าของงบประมาณแผ่นดิน

นอกจากนี้ ยังไม่มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ อีกทั้งยังไม่เกิดการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ดังนั้น ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดชดใช้ทางละเมิดและพิจารณาโทษตามควรแก่กรณีและให้มีการขยายผลในเชิงตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง

สศก. ระบุ ต.ค. ดัชนีราราคาสินค้าเกษตรยังลด 0.37% จากยางพารา-ปาล์มน้ำ-ไก่เนื้อ ขณะดัชนีผลผลิตเพิ่ม 4.25% ดันดัชนีรายได้เกษตรกรพุ่ง 3.86%
ยาง-ปาล์ม-ไก่ ราคาร่วง – น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือน ต.ค. 2561 อยู่ที่ ระดับ 126.79 ลดลง 0.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากมีการชะลอซื้อขายในตลาดล่วงหน้าจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศเศรษฐกิจหลัก ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะการค้าในประเทศและการส่งออกชะลอตัว ไก่เนื้อ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะการค้าชะลอตัวจากสถานศึกษาปิดภาคเรียนและอยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ

แต่ยังมีสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์มีความต้องการและแข่งกันรับซื้อ และสุกร ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากการที่ภาคเอกชนและเกษตรกรรายย่อยลดปริมาณการผลิต

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร อยู่ที่ 133.89 เพิ่มขึ้น 4.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ลองกอง ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ และสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรด สุกร และไข่ไก่

ทั้งหมดส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรอยู่ที่ 169.75 เพิ่มขึ้น 3.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนพ.ย. 2561 คาดว่า จะเพิ่มขึ้น 2.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวที่เพิ่มขึ้น 2.36% โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 0.09% ซึ่งสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่

ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนพ.ย. ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตมาก ส่งผลให้ผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ยางพาราและปาล์มน้ำมัน เนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดตามฤดูกาล รวมทั้ง ข้าวเปลือก เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต

อย่างไรก็ตาม เดือนธ.ค. 2561 คาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรจะทรงตัว โดยดัชนีราคามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ดัชนีผลผลิต คาดว่าจะใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา

มีผักยืนต้นชนิดหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนคนไทยเพิ่งรู้จักหน้าค่าตา รู้จักเอายอดและใบอ่อนมากินกันเมื่อไม่นานมานี้เอง นั่นก็คือ มะตูมแขก หรือมะตูมซาอุ หรือพริกไทยซาอุ (Brazilian pepper tree) ผมจำได้เลาๆ ว่าเริ่มเห็นมีวางขายเป็นกำๆ เมื่อราว 10 ปีก่อนนี้เอง หลังจากที่เริ่มรู้จักไม่นานนัก

ที่มาที่ไปของมันก็ยังเล่าต่างๆ กันไป บ้างว่านำเข้ามาขายเป็นไม้ประดับตามร้านขายต้นไม้ก่อน บ้างว่าคนงานไทยสมัยไปทำงานซาอุฯ เก็บเอายอดมากินกับแจ่วกับป่น เพราะกลิ่นใกล้เคียงกับยอดมะตูมไทยมาก พออร่อยติดใจก็เลยเอาเม็ดเอากิ่งกลับมาเพาะที่บ้านเกิด เราเลยพบต้นมะตูมแขกนี้ในเขตภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ บางทีผมพบขึ้นอยู่ริมทาง สูงร่วมสามเมตรก็มี

กลิ่นใบที่หอมคล้ายมะตูมไทย เนื้อใบที่กรอบ และรสฝาดมันอร่อย ทำให้ติดอันดับผักสดที่คนอีสานชอบกินอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้มีขายตามร้านผักสดแบบลาวทุกร้านก็ว่าได้ และแม้ผมยังได้เห็นคนซื้อหยิบขึ้นมาถามด้วยความสงสัยบ่อยๆ ว่า นี่คืออะไร แต่ก็ได้ยินคนขายบรรยายสรรพคุณ และเชียร์ให้ซื้อไปกินกับลาบก้อยได้ทุกครั้งไป

มะตูมซาอุ หรือ มะตูมแขก (Brazilian pepper tree) นี้ เป็นพืชยืนต้นขนาดเล็ก สูงราว 5 เมตร นิยมกินยอดอ่อนเป็นผักสด ปลูกขึ้นง่ายในที่ดินร่วนปนทราย ชุ่มน้ำ แดดจัดๆ ปกติจะไม่ค่อยเห็นว่ามีดอกและผล เพราะหากเด็ดยอดบ่อยๆ จะไม่ค่อยติดดอกนะครับ

ถ้าต้นไหนออกดอกและติดผล จะเห็นว่าผลของมันเป็นเม็ดกลมเล็กๆ ลักษณะเป็นช่อพวง สีเขียวอ่อนๆ เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูแก่จนถึงแดง มีความโพรก ไม่แน่นเหมือนเม็ดพริกไทย

ทำไมผมจึงเปรียบกับเม็ดพริกไทย? ก็เพราะผมเองเพิ่งเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ (คนอื่น โดยเฉพาะคนชาติอื่นๆ คงรู้มานานแล้ว) ว่าผลของมะตูมแขกนี้ ที่แท้ก็คือ “พริกไทยชมพู” (Pink Peppercorns) ชนิดหนึ่งนั่นเอง ใครชอบทำอาหารฝรั่งคงจำหน้าตามันได้ว่า เจ้าเม็ดสีแดงๆ ชมพูๆ นี้ รวมอยู่ในขวดพริกไทยผสม (five peppercorns mixture) ที่มีพริกไทยดำ, ขาว, เขียว และออลสไปซ์ แถมตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในต่างประเทศยังมีแยกเฉพาะ Pink Peppercorns ขายราคาแพงมากด้วย

พริกไทยชมพูอีกพันธุ์หนึ่ง คือ Peruvian Pink Peppercorns นั้น มีใบเรียงยาวคล้ายใบปรง แต่ลักษณะผลเหมือนกัน

ในหนังสือภาษาต่างประเทศที่ว่าด้วยเรื่องเครื่องเทศ เมื่อกล่าวถึงหมวดพริกไทย (Pepper) จะระบุถึง Pink Peppercorns เสมอ มักบรรยายคร่าวๆ ไว้ทำนองว่า เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดที่อเมริกาใต้ เนื้อเม็ดโพรก และแม้ใช้แทนพริกไทยได้ แต่ก็ไม่เผ็ดร้อนเท่า รสออกฉุนหวานเล็กน้อย มักใช้ตกแต่งหน้าตาอาหารในจานมากกว่า หากจะมีที่ใช้ปรุงอาหาร ก็มักปรุงในจานสำรับปลา อาหารญี่ปุ่น และอาหารเมดิเตอร์เรเนียนบางสำรับ อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจมีผลข้างเคียงได้ โดยขนาดที่แนะนำคือไม่เกิน 12-15 เม็ด ต่ออาหาร 1 จาน

ผมอยากเดาว่า สรรพโทษสรรพคุณนี้ น่าจะเป็นของ Peruvian Pink Peppercorns มากกว่า ดังนั้น หากจะมีสถาบันโภชนาการที่ไหนแยกแยะสารอาหารและผลข้างเคียงในการบริโภคเม็ดมะตูมแขกนี้ออกมาให้คนไทยได้รู้บ้าง ก็จะดีไม่น้อย

นอกจากคนอีสานจะกินยอดอ่อนของมะตูมแขก ผมเพิ่งพบว่า คนภาคใต้แถบพัทลุงกินผลอ่อนของมันเป็นผักเหนาะแกงเผ็ด หรือขนมจีนด้วย ความที่มีรสฉุนซ่าอ่อนๆ เนื้อเม็ดกรอบ จึงเป็นที่นิยมกินกันอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อผมลองถามว่า ได้ลองกินลูกสุกตากแห้งกันบ้างหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครเคยกินเลย

ดังนั้น ดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้คนแต่ละภาคก็รู้จักกิน Brazilian pepper กันคนละแบบสองแบบ ผมเลยขอเสนอว่า ใครมีต้นอยู่ที่บ้าน แล้วออกลูกแดงๆ ให้ได้เก็บตากแห้งเป็นเม็ดพริกไทยชมพูมากพอควรแล้ว ให้ลองทำกินแบบผมสักครั้งครับ

ผัดพริกแกงเนื้อหมู วัว หรือไก่ก็ได้ แบบที่เคยผัด เป็นต้นว่าผัดกับหัวกะทิ หั่นพริกชี้ฟ้า ใส่ใบมะกรูดฉีกก็ได้ครับ และจากที่เคยใส่เม็ดพริกไทยอ่อนที่ปลิดจากพวงเขียวๆ แน่นๆ ก็ลองใส่เม็ดแห้งหรือเม็ดสดสีชมพูเข้มของพริกไทยชมพู, มะตูมแขก, มะตูมซาอุ, Brazilian pepper นี้ลงไปแทน ผัดเผ็ดจานนี้แม้จะไม่เผ็ดร้อนมากเหมือนเราใช้พริกไทยสดสีเขียว แต่จะหอมอ่อนๆ ไปอีกแบบ ยิ่งถ้าบดเม็ดแห้งหยาบๆ โรยหน้าด้วยละก็ จะยิ่งหอมอร่อยครับ

สำหรับผมเอง มี “ต้นประจำทาง” อยู่ในซอยวัดม่วง (เพชรเกษม 63) เข้าซอยไปนิดเดียว อยู่ซ้ายมือในเขตรั้วตาข่ายกั้นที่ดินรกร้าง ต้นใหญ่พอดูทีเดียว ออกลูกพราวไปหมดแทบตลอดปี ผมก็ปั่นจักรยานไปเก็บไปเด็ดเอาจากต้นนี้แหละครับ มาทำกับข้าวกิน

ลองเพิ่มมูลค่าให้พริกไทยชมพู จากที่ปัจจุบันมันยังอยู่แต่ในวงการวัตถุประดับตกแต่งอาหาร มาเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารดูสิครับมันก็เป็นการช่วยเพิ่มราคาให้พืชต้นใหม่ที่เรากำลังทำความรู้จักมันอีกทางหนึ่งด้วยน่ะครับ

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่สโมสรทหารบก ดร.อำนวย ยศสุข อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าว โครงการ Taking Thai Taste Global รสชาติความเป็นไทยสู่ตลาดโลกโดยมี นายภูมิกิจ วราห์สิทธินนท์ ประธานบริษัท แจ๊คสันโกลบอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารการจัดการเชิงกลยุทธ์ของประเทศสหรัฐและมีสำนักงานในกรุงเทพฯ กล่าวว่าบริษัทฯ มีความยินดีที่จะประกาศให้ทราบว่า บริษัท ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกกับกาแฟสไตล์บ๊อบ ของ บริษัท สไตล์ บ๊อบ ฟู้ด จำกัด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในการพัฒนาธุรกิจเชิงกลยุทธ์กับบริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ในเครือ บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

Mr.David lee Jackson ที่ปรึกษาฝ่ายตลาดต่างประเทศ บริษัท แจ๊คสันโกลบอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด กล่าวว่า บริษัทเรามีเป้าหมายและความร่วมมือด้านนวัตกรรมการผลิตอาหารและเปิดตลาดผู้บริโภคที่กว้างขวางขึ้นในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ เพื่อให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และน่าสนใจในผลิตภัณฑ์อาหารไทย ในขณะที่อาหารไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารที่อร่อย มีคุณภาพ และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ถึงเวลาแล้วที่ตลาดทั่วโลกจะได้เข้าใจถึงความโดดเด่นและเอกลักษณ์ของอาหารไทยไม่ใช่เพียงแต่เรื่องร้านอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นอาหารหลักที่สำคัญ ที่มีผลดีต่อสุขภาพมีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อให้ตลาดอาหารโลกพร้อมรับประทาน รวมทั้งอาหารบรรจุกระป๋อง รวมปถึงแพ็คเกจจิ้งอื่นๆ เพื่อความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านอาหารไทยและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของนวัตกรรมด้วยการเชื่อมโยงบริษัททั้งสองนี้ และเป็นรากฐานสำหรับ โครงการ “Taking Thai Taste Global” ของ บริษัท แจ๊คสันโกลบอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด

กาแฟสไตล์บ๊อบ โดยผ่านเจ้าของสูตรเด็ดผู้เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ “บ๊อบบี้” นายณัฐธีร์ กิติวิบูลย์ชัย ซึ่งได้พัฒนากระบวนการคั่วแบบสามขั้นตอน (Triple Roast Process) ที่ไม่เหมือนใคร และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ส่งผลให้กาแฟไทยที่อุดมสมบูรณ์ของชนเผ่าชาวไทยที่เพาะปลูกในที่ราบสูงทางภาคเหนือของไทยจนกลายเป็นกาแฟที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของคอกาแฟทั่วโลก เป็นกาแฟออร์แกนิกมีรสชาติร้อนเผ็ด เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้น บริษัท แจ๊คสันโกลบอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด เชื่อมั่นว่ากาแฟสไตล์บ๊อบที่เป็นเอกลักษณ์มีมาตรฐานสากลและมีจุดเด่นในเรื่องของรสชาติ แต่ยังคงรักษาความเป็นกาแฟไทยที่ได้มาตรฐานสากล ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า “Taking Thai Taste Global”

นายปกรณ์ พงศ์วราภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด บริษัท ในเครือของ บริษัท จีเอ็ม มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แม้ว่าจะเพิ่งขยายตัวมาลงทุนในธุรกิจด้านอาหารไม่นาน แต่มีจุดเด่นในการผลิตสินค้าขนมขบเคี้ยวผักกรอบ 5 สายพันธุ์ เพื่อสุขภาพ คลุกเคล้าด้วยน้ำสลัดสกัดเป็นผงบรรจุในซองสุญญากาศที่เก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีรสชาติที่เป็นที่ต้องการของตลาด และมีช่องทางการจัดจำหน่ายในท้องตลาดหลากหลาย อาทิ ร้าน B2S Bookstores ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทั่วประเทศไทย และร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์

แม้ว่าในช่วงแรก บริษัทที่ผลิตสินค้าด้านผลิตภัณฑ์อาหารทั้งสองแห่งนี้จะเป็นตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่การที่ บริษัท แจ๊คสันโกลบอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด ได้จัดให้มีการประกาศร่วมกันนี้ เพื่อให้การทำงานร่วมกันจะได้มีความร่วมมือที่เหมาะสมและเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีต่อกัน และคาดได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะได้มีความร่วมมือที่เหมาะสมและเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีต่อกัน และคาดหวังได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะทำให้ผู้ประกอบการกาแฟสดสไตล์บ๊อบ ของ บริษัท สไตล์ บ๊อบ ฟู้ด จำกัด สามารถจับคู่กับความสามารถของ บริษัท และความมั่นคงของแบรนด์ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ฟู้ด จำกัด ไปสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริงของโครงการ Taking Thai Taste Global นั่นคือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีมาก่อนสู่ตลาดโลก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) มีนโยบายเน้นย้ำให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำยางพาราภายในประเทศให้มากขึ้น โดยนำไปใช้ในกิจกรรมหรือสาธารณประโยชน์ต่างๆ นั้น ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และการยางแห่งประเทศไทย ที่ประจำในแต่ละจังหวัด ว่า จะมีการเชิญประชุมนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดแผนการใช้ยางพาราทำถนนในเขตพื้นที่ของจังหวัด และในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ประกอบกับกำหนดแผนการใช้ยางพาราสำหรับทำถนนนั้นมี 2 ประเภท ได้แก่ 1) พาราแอสฟัลติก (Para Asphaltic) และ 2) พาราซอยซีเมนต์ (Parasol Cemen) โดยส่วนใหญ่จะเน้นทำพาราซอยซีเมนต์ เพราะเป็นถนนในหมู่บ้าน ส่วนพาราแอสฟัลติก คือถนนใหญ่ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขอแบบแปลนกลาง (แบบประเมินราคากลาง) คาดว่าแบบรับรองโครงสร้างถนนพาราแอสฟัลติกจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือสั่งการไปยัง อปท. ให้นายก อปท. สามารถใช้งบประมาณสะสมขององค์กรมาทำถนนได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งศูนย์อำนวยการติดตามโครงการทำถนนและยางพารา ควบคู่กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อบูรณาการทำงานสนับสนุนและช่วยเหลือกัน และยืนยันว่าโครงการนี้สามารถดูดซับปริมาณยางพาราที่มีอยู่จำนวนมากให้หมดลงไปได้ อีกทั้งได้รับการรายงานว่า จ.เชียงใหม่ มีน้ำยางพารา จำนวน 3,000 ตัน อปท. จำนวน 65 องค์กร ได้รับรายงานจากผู้ว่าฯ ว่า น้ำยางที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่พอต่อความต้องการ จึงได้แนะแนวทางในการนำน้ำยางจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง มาใช้ได้ ส่วนการซื้อน้ำยางสด ขอให้ซื้อจากสถาบันเกษตรกร, กลุ่มเกษตรกร, สหกรณ์การเกษตรและรัฐวิสาหกิจชุมชน ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นผู้รับรอง และในการซื้อน้ำยางนั้น ใช้ราคากลาง ซึ่ง กยท. ประกาศทุกวัน เป็นราคารับซื้อ