ลุ่มน้ำยมเป็นลุ่มน้ำที่ต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในแต่ละปี

รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาตลอดมา และจากการที่รัฐบาลได้มีการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศร่วมกัน สทนช.ก็พร้อมที่จะเป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนการพัฒนาแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมโดยยึดแนวทางสะเอียบโมเดล ซึ่งที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ซึ่งการพัฒนาก็สอดคล้องกันกับแผนยุทธศาสตร์น้ำของประเทศ และพร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งน้ำของตนเองด้วย” เลขาธิการ สทนช.กล่าวในที่สุด

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดสัมมนาครูบัญชีดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๑ ขับเคลื่อนครูบัญชีด้วยข้อมูลบัญชีฟาร์ม สู่วิถีไทยนิยม ยั่งยืน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดโครงการประชุมสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนครูบัญชีด้วยข้อมูลบัญชีฟาร์ม สู่วิถีไทยนิยม ยั่งยืน” ประจำปี ๒๕๖๑ ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยได้รับเกียรติจาก นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี ๒๕๖๑ พร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน ในวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร

นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการงานในการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งงานด้านสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ภายใต้ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ระดับตำบล เพื่อเป็นแกนหลักไปสร้างความเข้าใจกับประชาชนและทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ โดยได้สอดรับ แนวทางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ในนิยาม “ชุมชนอยู่ดีมีสุข”

ด้วยการพัฒนาความเป็นอยู่ อาชีพ และรายได้ให้แก่ประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ให้สามารถจัดทำบัญชีได้และ ใช้ข้อมูลทางบัญชีให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีพและประกอบอาชีพได้ ซึ่งการจดบันทึกบัญชีจะเป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งที่สามารถใช้บ่งชี้วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องการลดต้นทุนผลิตทางการเกษตร การเพิ่มรายได้

การปรับเปลี่ยนอาชีพและการวางแผนทางการตลาด เกษตรกรสามารถใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการการเกษตร สู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการร่วมผลักดันและขับเคลื่อนงานผ่านอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือ ครูบัญชี ซึ่งเป็นกำลังหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ นับว่าเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนช่วยผลักดันงานนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาภาคการเกษตรและยกระดับเกษตรกรให้เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ รู้จักการใช้ชีวิตพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาความยากจน และหนี้สิน เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม เรียกว่า“ทำบัญชีได้
ใช้ข้อมูลเป็น” และสร้างแกนนำเกษตรกรเป็น “อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” หรือ “ครูบัญชี” ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีให้กับเกษตรกรและสมาชิกสถาบันเกษตรกร ซึ่งกรมฯ

ได้ส่งเสริมพัฒนาครูบัญชีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปัจจุบันมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี กระจายอยู่ทั่วประเทศตั้งแต่ระดับชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ครูบัญชีจึงเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป โดยทุกๆปี กรมฯ จะคัดเลือกครูบัญชีที่มีผลงานดีเด่นด้านการจัดทำบัญชี มีความคิดริเริ่มฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน มีความเสียสละเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม มีความเป็นผู้นำ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด และครูบัญชีดีเด่นระดับประเทศ เพื่อเป็นเกียรติประวัติความภาคภูมิใจของครอบครัวและชุมชน เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครูบัญชี

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ในปีนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดการประชุมสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนครูบัญชีด้วยข้อมูลบัญชีฟาร์ม สู่วิถีไทยนิยม ยั่งยืน” ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๑ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและแผนงานโครงการสำคัญที่เร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาได้ร่วมประชุมระดมสมองแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็น

ซึ่งกันและกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการจัดทำบัญชีรายบุคคลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ขยายผลลงไปสู่พื้นที่ภาคเกษตรรองรับโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกร อีกทั้งได้ศึกษาดูงานและเข้าเรียนรู้แนวทางปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ รวมทั้งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ด้วย โดยมีอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ ร่วมด้วยข้าราชการกรมฯ เข้าร่วมประชุม รวมทั้งสิ้น ๔๑๐ คน

​ในโอกาสนี้ ได้จัดให้มีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณและเข็มเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ/ระดับภาค/ระดับจังหวัด จำนวน ๗๗ รางวัล และรางวัลส่งเสริมการทำบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ จำนวน ๑๐ รางวัล โดยเกษตรกรดีเด่น ระดับประเทศ สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี ๒๕๖๑ ได้แก่ พ.จ.ท.เฉลียว น้อยแสง เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดชัยนาท ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่นาแปลงใหญ่ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาแนวทางการลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ

อีกทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อวิเคราะห์หาแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร รวมไปถึงเกษตรกรทั่วไปและคนในชุมชน เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำบัญชี รู้จักจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ และครูบัญชีดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี ๒๕๖๑ ได้แก่ นายศุภธนิศร์ ภูเวียงจันทร์ ครูบัญชีดีเด่นจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนำบัญชี เป็นเครื่องมือปลดหนี้ให้เกษตรกร พัฒนาชุมชนต้นแบบคนรักการทำบัญชี ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากหมู่บ้านที่เกษตรกรมีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ กลายเป็นชุมชนที่มีระบบจัดการที่ดีและเข้มแข็ง.

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) จังหวัดศรีสะเกษ ปี 2561 พร้อมด้วย นายธงชัย เจริญพานิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่เข้าร่วมงาน ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สร้างกลไกการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ สู่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ศพก.” โดยหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ร่วมกันนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสินค้าหลัก และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดสู่เกษตรกร ให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการประกอบอาชีพ

โดยมีเป้าหมายสำคัญ 2 ระดับ คือ การทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงข้อมูลที่ต้องการเผยแพร่ และการทำให้กลุ่มเป้าหมาย นำข้อมูลไปใช้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ที่ได้รับ ดังนั้น ผู้ถ่ายทอดความรู้จึงต้องพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย วิธีการและกลไกการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายทอด เพื่อให้การถ่ายทอดความรู้บรรลุผลสูงสุด

ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศและสถานการณ์น้ำมีความแปรปรวน อีกทั้งในตลาดโลกมีการแข่งขันด้านราคาสินค้าเกษตรที่รุนแรง รวมถึงกลไกการค้า ที่มุ่งเน้นคุณภาพ และการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร ตั้งแต่การผลิตที่ต้นทางและการบริโภคที่ปลายทาง ดังนั้น พี่น้องเกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลและความรู้ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การเพาะปลูกตามความเหมาะสมของดิน และการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด การลดต้นทุนตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขัน ด้านราคาได้ดีขึ้น การเพิ่มผลผลิต/การพัฒนามาตรฐานการผลิต การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูป การเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินของตน และการลดการพึ่งพากลไกราคาด้วยการทำไร่เกษตรทฤษฎีใหม่/ไร่นาสวนผสม โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในพื้นที่ 22 อำเภอ 204 ตำบล รวมทั้งสิ้น 351 ศูนย์ โดยมี ศพก.หลัก จำนวน 22 ศูนย์ / ศพก.เครือข่าย จำนวน 329 ศูนย์ ไว้คอยบริการด้านการเกษตรแก่เกษตรกร กลุ่มองค์กรเกษตรกร และประชาชนในพื้นที่

นายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เปิดเผยถึง นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน ด้วยการน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในด้านการเกษตรกรรม ภายใต้แนวคิด การสืบสานงานของพ่อ สานต่อศาสตร์พระราชา

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้น้อมนำแนวพระบรมราโชบาย มาเพื่อปรับใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจหลักในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดิน งานพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดินและพัฒนาเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่พอเพียง พึ่งพาตนเองและอาศัยอยู่ในที่ดินของ ส.ป.ก. ได้อย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดิน” เพื่อสร้างต้นแบบการนำศาสตร์แห่งพระราชาไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. มาเรียนรู้อบรมที่แปลงต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ในเรื่องของการบริหารจัดการแปลงเกษตรกรรม การสร้างรายได้ให้กับตนเอง รวมถึงความปลอดภัยด้านอาหาร การสร้าง สิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน เกษตรกรจะได้นำทักษะและประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาเป็นแปลงต้นแบบการทำ

ในปี 2561 ส.ป.ก. มีเป้าหมายจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกร เพื่อพัฒนาให้เป็นเกษตรกรต้นแบบจำนวน 210 ราย เกษตรกรต้นแบบจะไปสร้างเครือข่ายอีกจำนวน 5,400 ราย เครือข่ายเหล่านี้จะไปขยายผลการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในรูปแบบของ 5 ประสานเพื่อถวายในหลวง จำนวน 70,000 ราย

รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในทางปฏิบัติ ภายหลังจากเกษตรกรได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในที่ดินของตนเองแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่กำกับดูแล เสริมสร้างแรงจูงใจและให้ข้อแนะนำเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง “เรานำเกษตรกรที่มีหัวใจระเบิดมาจากข้างในมาเรียนรู้ที่นี่ เพื่อให้เขานำทักษะ ประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ตัวเองอย่างเหมาะสม เป็นการขยายผลในเรื่องของเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้ขยายผลในเรื่องของศาสตร์พระราชา ส.ป.ก. เล็งเห็นถึงลักษณะการทำเกษตรในรูปของเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่จะให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ อยู่รอด และพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน”

กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI อีก 4 รายการ ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ สังคโลกสุโขทัย และกล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก มั่นใจช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพิ่มเติมอีก 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ ทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ สังคโลกสุโขทัย และกล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก ซึ่งหลังจากขึ้นทะเบียนแล้วคาดว่าเกษตรกรและผู้ผลิตจะสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในฐานราก

“การผลักดันสินค้าชุมชนให้ขึ้นทะเบียน GI จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เนื่องจากเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้า GI ให้เป็นสิทธิเฉพาะของชุมชนนั้น รวมทั้งมีกระบวนการรักษามาตรฐานของสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความเชื่อมั่นในแหล่งที่มาและคุณภาพของสินค้า ที่มีอยู่ในปริมาณจำกัด ซึ่งตรงกับ เทรนด์ผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูง เป็นของดี ของแท้ ของหายาก ”นายทศพลกล่าว

ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้เตรียมผลักดันให้สินค้า GI พัฒนาไปสู่ตลาดและผู้บริโภคที่แพร่หลาย โดยจะเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และจะผลักดันให้สินค้า GI ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองในต่างประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน สหภาพยุโรป (อียู) และอินเดีย เป็นต้น

สำหรับทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ เป็นทุเรียนที่มีผลทรงกลมหรือกลมรี ขนาดเล็ก เปลือกบาง เนื้อมาก สีเหลืองเข้ม เนื้อแห้งละเอียดเหนียว มีกลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบเล็ก ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอลับแล อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอท่าปลา ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ส่วนทุเรียนหลินลับแลอุตรดิตถ์ เป็นทุเรียนที่มีผลทรงกระบอก เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียดเหนียวแห้ง รสชาติหวานมัน กลิ่นอ่อน เนื้อมากเส้นใยน้อย เก็บไว้ได้นานโดยไม่แฉะ มีเมล็ดลีบเล็ก ที่ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอลับแล อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอท่าปลา ของจังหวัดอุตรดิตถ์

สังคโลกสุโขทัย เป็น เครื่องปั้นดินเผาเนื้อดินหรือเนื้อแกร่ง ประเภทเคลือบและไม่เคลือบ มีลักษณะแตกลายงา มีสีตามลักษณะการเคลือบแต่ละประเภท เช่น สีขาว สีน้ำตาล สีเขียว เป็นต้น มีการตกแต่งลวดลายที่วิจิตรบรรจง ผลิตตามกรรมวิธีที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ส่วนกล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก เป็นกล้วยตาก ที่มีเนื้อแห้งเนียนละเอียด เหนียวนุ่ม ไม่มีเมล็ด รสชาติหวานเป็นธรรมชาติ ผลิตจากกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่อง พันธุ์นวลจันทร์ พันธุ์ปากช่อง 50 หรือพันธุ์พื้นเมือง ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และตำบลท่าฬ่อ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร

มิตรสหายกำนัลเนื้อหมูป่าจากปักษ์ใต้มาให้ เป็นเนื้อส่วนที่มีมันน้อยและหนังหนาแข็ง เลยชวนให้นึกถึงกาพย์เห่เรือของรัชกาลที่ 2 บทนี้ขึ้นมา

“เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงขั้วส้มใส่ระกำ
ชะรอยแจ้งแห่งความขำ ซ้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอมฯ”

หมูป่าเดี๋ยวนี้เกือบทั้งหมดเป็นหมูเลี้ยง ส่วนสมัยก่อนตอนที่ยังเป็นหมูจากป่าจริงๆ คงเป็นของดีที่ไม่ได้กินบ่อยนัก

ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เขียนหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ (พ.ศ.2452) บอกไว้ในสูตร “แกงหมูป่าขั้วส้ม” ว่า “..เมื่อยิงได้แล้ว พวกพรานมักเผาเสียทั้งตัว ขูดขนจนหมดหนังขาว แล้วจึงเอาเข้ามาตัดขายเปนขาๆ” และเวลาแกงนั้น “ต้องเคี่ยวน้ำหางกะทิให้นานสักหน่อย เมื่อเห็นว่านุ่มดีแล้วจึงเอาขึ้นรวนผัดแกง..” ในสูตรของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ท่านใส่น้ำมะขามเปียก ลูกมะอึก และระกำ เพื่อปรุงรสเปรี้ยวตามปกติของแม่ครัวไทยโบราณ ที่มักตัดรสมันเลี่ยนของแกงกะทิด้วยรสเปรี้ยวของผักหรือผลไม้หอมๆ บางชนิด

แต่ผมไม่มีลูกมะอึก แถมระกำเปรี้ยวๆ นั้นก็แสนหายาก แทบจะหายไปจากตลาดสดนานแล้ว (ถ้าจะมีบ้าง ก็คงเป็นตลาดแถบภาคตะวันออก) แต่เผอิญมีใบมะกอกอยู่หนึ่งถุงใหญ่ ก็เลยนึกถึงการรวมสูตรแกงคั่วกะทิหมูป่าเข้ากับแกงเปรี้ยวสูตรยอดนิยมของภาคตะวันออก คือ แกงหมูใบชะมวง

โดยผมจะใช้รสเปรี้ยวของใบมะกอกแทนใบชะมวงครับ ตัวใบมะกอกเองมีรสฝาดแซม จึงให้รสเปรี้ยวชุ่มคอ นอกจากนี้ ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะถ้าคั่วไฟเล็กน้อยก่อนเอาไปปรุงกับข้าว

เนื้อหมูป่านั้นเขาจะเผาไฟ ขูดขนจนสะอาดดีมาแล้วนะครับ เราก็แค่หั่นเป็นชิ้นหนาๆ ให้ใหญ่หน่อย แล้วเอาลงต้มเคี่ยวไฟอ่อนในหางกะทิสดไปนานๆ เพื่อให้นุ่ม เติมเกลือเล็กน้อย หยอดพริกแกงคั่วลงไปสักหนึ่งช้อน ให้กลิ่นเครื่องสมุนไพรซึมซาบเข้าไปในเนื้อในหนังหมูด้วย เมื่อเห็นว่าหนังเปื่อยนุ่มดีแล้ว ก็ทิ้งให้เย็น หยิบขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วใส่กลับลงหม้อไป

ใบมะกอกเราเลือกที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป เอาลงคั่วในกระทะตั้งไฟเบาๆ จนสลดและมีกลิ่นหอมเปรี้ยวชื่นใจโชยขึ้นมา ก็ใช้ได้ครับ ผมใช้เครื่องปรุงเพียงเท่านี้ครับ แน่นอนว่า หากใครชอบกลิ่นพริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด ก็เติมกันเอาเองหรือจะเป็นเครื่องเทศอื่นๆ เช่น ลูกผักชี ยี่หร่าป่น ก็ใส่เพิ่มได้นิดหน่อย เพราะปกติในน้ำพริกแกงคั่วนั้นเขาจะใส่น้อยมาก หรือไม่ใส่เลย หม้อนี้ ผมอยากได้กลิ่นหอมและรสเปรี้ยวจากใบมะกอกชัดๆ เท่านั้นแหละครับ

เมื่อจะเริ่มปรุง ก็เอาหม้อหมูป่าที่เคี่ยวจนเปื่อยและหั่นไว้ดีแล้วนั้นตั้งไฟ เติมพริกแกงคั่วลงไปให้ได้ความเข้มข้นและเผ็ดอย่างที่ต้องการ เติมน้ำปลา หากชอบรสหวานก็เดาะน้ำตาลปี๊บแต่อันที่จริงกะทิสดนั้นจะหวานโดยธรรมชาติอยู่แล้วแหละพอเดือดอีกครั้ง และกลิ่นพริกแกงใหม่ๆ หอมขึ้นมา ก็ใส่ใบมะกอกลงไปเลย

เคี่ยวต่อสักพัก พอให้รสเปรี้ยวจากใบมะกอกออกมา และเนื้อใบเริ่มสุกนุ่ม ก็เติมหัวกะทิสดเพื่อให้ได้ความข้นมันตามชอบ ชิมอีกครั้ง ปรุงให้รสเผ็ดเค็มเปรี้ยวเหมาะดีแล้ว ก็ตักไปกินกับข้าวสวยร้อนๆ ได้เลย

ความนุ่มนวลของเนื้อใบ กลิ่นที่หอม และรสเปรี้ยวเจือฝาดชุ่มคอของใบมะกอกคั่วไฟ ทำให้แกงคั่วกะทิหม้อนี้มีเอกลักษณ์ในตัวเองสูงมากครับ ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่ปรุงกลิ่นใบสมุนไพรอื่นๆ เข้ามาจนกลบกลิ่นนี้เสียหมด

ถึงไม่มีหมูป่า หมูสามชั้นหรือซี่โครงอ่อนจากเขียงหมูที่เชื่อใจได้ หรือไม่ก็เนื้อวัวติดมัน น่าจะแทนกันได้ดี

ขอบอกว่า ความอร่อยของ “คั่วหมูป่าใบมะกอก” นี้จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งของการอุ่นนะครับ มีไอเดีย มีโอกาส
ความเฟื่องฟูของสตาร์ตอัพไทยปี3

เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว ที่ธุรกิจสตาร์ตอัพค่อยๆ เจริญเติบโตในประเทศไทยแม้จะยังไม่แพร่หลาย กระจายให้ทุกคนได้รู้จัก และเข้าร่วมแต่การเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด เริ่มจากการเรียนรู้ของผู้คนในการทำธุรกิจชนิดนี้ ตั้งแต่ปี 2559 มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 4 พันล้านบาท กระทั่ง ปี 2561 เหล่าบรรดาสตาร์ตอัพหน้าใหม่ๆ ปรากฏตัวโลดแล่นภายในวงการธุรกิจมากขึ้น มูลค่าการลงทุนร่วมค่อยๆ ไต่ระดับ จนก้าวกระโดดไปที่ตัวเลข 30,000 ล้านทันที

ตัวอย่าง ถ้าเราทำรถเข็นขายไก่ทอด แล้วลงทุนสร้างรถเข็นเพิ่มไปเรื่อยๆ กิจการก็เติบโตไปตามจำนวนเงินลงทุนและรถเข็นที่เพิ่มขึ้น แบบนี้ยังไม่ถือเป็นสตาร์ตอัพ แต่เมื่อใดที่เราทำแอพพลิเคชั่น Kai Tod เพื่อให้คนสามารถสั่งไก่ทอดของเราล่วงหน้าได้ แล้วจับคู่กับแม่ค้า พ่อค้าไก่ทอดเจ้าอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานหรือบ้านคนสั่ง พ่อค้าแม่ค้าไก่ทอดรับคำสั่งผ่านแอพพลิเคชั่น และจ่ายเงินผ่านแอพพ์ พอทำเสร็จคนก็เข้ามาดาวน์โหลดไปใช้ จนใครๆ ก็นิยมมาสั่งไก่ทอดผ่านแอพพ์ของเรา พ่อค้าก็อยากขายไก่ทอดผ่านแอพพ์นี้

เราแค่ลงทุนลงแรงทำแอพพ์ตัวเดียว แต่กลายเป็นตัวแทนขายไก่ทอดได้ทั่วประเทศ จะขยายไปประเทศอื่นก็ไม่ยาก เป็นการเติบโตที่สามารถขยายขนาดได้ด้วยต้นทุนนิดเดียว แบบนี้เองที่เป็นธุรกิจสตาร์ตอัพ

ซึ่งทุกวันนี้ นอกเหนือจากไก่ทอดแล้ว มีทั้งสินค้า และบริการหลายร้อยชนิดที่อาศัยวิธีการแห่ง สตาร์ตอัพ จุดสำคัญที่สตาร์ตอัพต่างจากธุรกิจแบบเดิมๆ คือมันอาศัยโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาแย่งชิงตลาดของธุรกิจเดิม หรือบางครั้งถึงขั้นทำลายล้างรูปแบบเดิมไปตลอดกาล

เช่น สมัยก่อนเราจะไปเที่ยวจะจองโรงแรมจองตั๋วเครื่องบิน ก็ต้องไปติดต่อเอเยนต์หรือบริษัททัวร์ ให้พวกนั้นจองให้ แต่สมัยนี้เราสามารถจองโรงแรม หรือหาตั๋วถูกๆ ผ่านเว็บได้เอง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่เดิมทีถือเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านสังคม แต่เนื่องจากต้องดูแลงานว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงต้องเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องคอยสร้างโอกาส อำนวยการและสนับสนุนเหล่าบรรดาสตาร์ตอัพเต็มรูปแบบ

เพราะธุรกิจสตาร์ตอัพจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรี วท.บอกว่า หน้าที่ของรัฐบาล นับแต่นี้คือ การสร้างโอกาสให้มีสตาร์ตอัพหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มเครื่องมือที่ทำให้สตาร์ตอัพที่มีอยู่เดิมมีศักยภาพที่เข้มแข็ง มีพลังและแรงบันดาลใจในการผลิตงานในรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

วันนี้เรามีสตาร์ตอัพอยู่ราวหมื่นกว่าเจ้า เป็นสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพอยู่ราว 1,500 ราย ใน 9 หมวดสาขาธุรกิจ ประกอบด้วย เทคโนโลยีด้านการศึกษา การเกษตร สุขภาพ อุตสากรรม ธุรกิจการบริการ การเงิน ไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้บริษัทขนาดใหญ่ก็มีการเปิดกว้าง และร่วมลงทุนกับบริษัทสตาร์ตอัพมากขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท

มีแหล่งบ่มเพาะเหล่าสตาร์ตอัพเกิดขึ้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ระบบนิเวศ สตาร์ตอัพ (Startup Ecosystem) ของไทยถือได้ว่ามีการเติบโตแบบติดจรวด เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก เริ่มดึงดูดสตาร์ตอัพและนักลงทุนต่างประเทศเข้ามา

ซึ่งก้าวต่อไป เราตั้งเป้าว่าสตาร์ตอัพจะเข้ามามีบทบาทพัฒนาและเปลี่ยนแปลงการทำงานของภาคเอกชน มีการนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าขึ้น ความสนใจของสตาร์ตอัพจะหันมาสู่เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงวงการต่างๆ ที่จำเป็นต่อความเป็นอยู่ในประเทศไทย พัฒนาอุตสาหกรรมหลักของประเทศให้ก้าวหน้าขึ้นไป นั่นคือความคาดหวังที่จะเกิดขึ้นในก้าวต่อไปของสตาร์ตอัพŽ รัฐมนตรี วท.กล่าว

การสร้างโอกาสให้สตาร์ตอัพหน้าใหม่ และการเติมพลังให้สตาร์ตอัพที่มีอยู่เดิม ที่รัฐมนตรี วท.กล่าวมานั้น หมายถึงการออกกฎหมายฉบับใหม่ที่แยกมาจากกฎหมายเอสเอ็มอีขึ้นมา เพื่อสนับสนุน และอำนวยความสะดวก แก่การทำธุรกิจสตาร์ตอัพ เพราะว่าที่ผ่านมา มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจนี้ เช่น เรื่องการเข้าถึงเงินทุน ซึ่งการเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจสตาร์ตอัพ และธุรกิจเอสเอ็มอีจะแตกต่างกัน เป็นต้น เนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สตาร์ตอัพนั้น