ลูกเอยลูกรักของแม่ รักจริงรักแท้แน่นอนลูกเอ๋ย สองมืออุ้มชูไม่

ขับเพลงเพราะเปรย เพื่อให้นอนฝันดีหัวใจรักบริสุทธิ์ ของมวลมนุษย์ที่ในโลกนี้ หาความซื่อตรงมั่นคงไหนมี เหมือนดวงฤดีที่แม่เสน่หาอ้อมแขนแม่ยิ่งใหญ่ โอบเจ้าได้กว้างไกลยิ่งกว่าอ้อมฟ้า อ้อมอกแม่แผ่ยิ่งพสุธา เมื่อปรารถนา ซุกชีวาเจ้าอย่าระคาง

เหนือความใสแสนสะอาด ของพฤกษชาติที่มีน้ำค้าง น้ำใจแม่ยังไม่เคยรู้จาง รักเดียวไม่สร่าง รักลูกของแม่เอย บทเพลงเอื้อนเอ่ยถึง “ดอกมะลิ” มีมากมาย ได้เคยเขียนถึง มะลิ ดอกไม้บูชาในวันแม่นานมาแล้ว ถึง 10 ปี คือฉบับที่ 435 วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 โดยกล่าวถึงสรรพคุณ คุณสมบัติที่มิอาจจะหาข้อปฏิเสธแห่งคุณค่าของดอกมะลิได้เลย รวมทั้งได้เคยนำเสนอต่อมาอีกหลายฉบับ พร้อมบทเพลงหลากหลาย ทุกกลุ่มนักร้อง หรือประเภทเพลง ซึ่งล้วนเปรียบเทียบคุณค่าความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่

ด้วยวันอันเป็นมิ่งมงคลแก่ลูกหลาน บุตรธิดาในวันแม่ของทุกปี จะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมมือร่วมใจจัดงาน “วันแม่แห่งชาติ” โดยในแต่ละจังหวัด จะมีการนำเสนอชื่อ “แม่ดีเด่น” จากแต่ละอำเภอ หรือจังหวัด เพื่อรับโล่เชิดชูเกียรติคุณเป็นตัวอย่างและกำลังใจ สำหรับผู้เป็นแม่ และความภาคภูมิใจของครอบครัวลูกหลาน อันนำมาซึ่งความรักความสามัคคีอบอุ่น และเป็นกำลังใจพึงปฏิบัติยึดถือความดีดังรางวัลความดีงามที่ได้รับจากใบประกาศ และโล่เกียรติคุณ ที่จะนำสู่ความเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุขของครอบครัวตลอดไป

จึงขอแทนบทเพลงดอกมะลิ ด้วยบทเพลงที่บอกความในด้วยใจรักจากแม่ถึงลูกบ้าง ดังบทเพลง “รักของแม่” ที่ลูกๆ ควรพึงสังวรณ์ระลึกพระคุณแม่ด้วยเคารพบูชายิ่ง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้จัดทำโครงการ 5 ประสานสืบสาน “เกษตรทฤษฎีใหม่” ขึ้น เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาตั้งแต่ปี 2560 โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย และปี 2561 วางเป้าเกษตรกรเข้าร่วมอีก 70,000 ราย โดยน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหนึ่ง ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ 5 ประสานสืบสาน“เกษตรทฤษฎีใหม่” ตั้งแต่ปี 2560 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรนำแนวทางทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร ในพื้นที่ของตนเองตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่ของเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน และมีรายได้เสริม ซึ่งจากผลดำเนินงานร้อยละ 80 ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเป็นแนวเกษตรทฤษฎีใหม่และสามารถลดรายจ่ายในในครัวเรือนร้อยละ 30 จากรายจ่ายเดิม

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ส่วนแผนงานในปี 2561ได้วางเป้าพัฒนาแปลงสู่เกษตรทฤษฏีใหม่เต็มรูปแบบ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริม ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค นำมาแบ่งปันและนำไปขายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย และสามารถทำให้ “พอแบ่ง” ด้วยการขยายพื้นที่เพิ่ม มีกิจกรรมที่หลากหลายขึ้นเพื่อผลผลิตจะได้เหลือแบ่งปันและมี “รายได้เสริม” หลังจากทฤษฏีในขั้นแรกจะมุ่งทำให้ “พอกิน” โดยการเปิดสมัครเกษตรกรที่มีความพร้อมที่ “ระเบิดจากข้างใน” หรือเกษตรกรที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำเกษตรกรทฤษฏีใหม่ด้วยตนเอง ซึ่งกรมวิชาการเกษตร จะทำหน้าที่ในการสนับสนุนปัจจัยในการผลิตควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร

“ในปี 2561กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดฝึกอบรมหลักสูตรกลางการปรับแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถนำไปปรับแนวคิดสร้างแรงจูงใจกับเกษตรกรในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ถูกต้องสามารถนำไปประยุกต์ตามแนวทางแต่ละขั้นได้ ประกอบด้วยวิชาแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎี การลดต้นทุนการผลิต การลดรายจ่าย การสร้างผลผลิตหรือสร้างรายได้ การจัดทำบัญชีครัวเรือน บัญชีต้นทุนการผลิต เป็นต้น”

ลุงถนอม มณีแสง วัย 67 ปี ซึ่งเป็นเกษตรกรตำบลหูช้าง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัย นับเป็นอีกเกษตรกรต้นแบบที่สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 บนพื้นที่ 12 ไร่ ด้วยการปลูกพืชผสมผสานหลากหลาย ทั้งกล้วย มะนาว ฝรั่ง ไม้ยืนต้นสร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างเป็นกอบเป็นกำ ลุงถนอม เล่า ว่าเดิมที่ปลูกพืชล้มลุก เช่น ปลูกคะน้า ปลูกข้าวโพดกิน รายได้เดือนหนึ่งก็ประมาณ 4-5 พัน บาท ครอบครัวมี 2 คน ตายาย ตอนนั้นพอกินพอใช้ เพราะปลูกข้าวกินเอง

จากนั้นสมัครเข้าสู่โครงการทฤษฎีใหม่ของกรมวิชาการเกษตรในปี 2560 โดยหน่วยราชการได้นำพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์มาให้ อาทิ นำไก่ เป็ด ปลา ผัก มะพร้าว ให้พันธุ์พืช การยึดแนวทางพ่อหลวงทำให้มีรายได้ดีขึ้น จากการปลูกพืชที่หลากหลาย ต้นทุนลดลง ตอนนี้สวนสามารถขายฝรั่งได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท รายได้เพิ่มขึ้น 1 เท่า ยังไม่รวมถึงพืชผลอื่นๆ อีกหลายชนิด นอกจากนี้ ยังได้รับการอบรมทำบัญชีครัวเรือน ซึ่งทำให้เห็นค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน สามารถนำมาควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้น จะเห็นว่าถ้าค่าใช้จ่ายมากไป ก็สามารถเซฟลงมาได้ ควบคุมต้นทุนได้

“การยึดแนวเกษตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ครอบครัวมีรายได้มั่นคงขึ้น ให้เราทำมาหากิน ทำให้รายได้เพิ่ม มีทั้งพืชระยะยาว และระยะสั้น มันสำปะหลังคือพืชระยะยาว ปลูกรวมๆ กันไป ฝรั่งขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท พันธุ์กิมจู ถ้าขายส่งกิโลกรัมละ 10 บาท มันสำปะหลังประมาณ 6 ไร่ ที่ข้างๆ เค้าทำยังไม่ถึงฤดูเค้ากลัวเน่า ยังไม่ถึงฤดูที่จะเก็บเกี่ยว มันสำปะหลังเราขายป้อนโรงงาน ตอนนี้ไม่ต้องวัดเปอร์เซ็นต์เค้าซื้อ 2,200 บาท ต่อ 1 ตัน ของลุงจำนวน 6 ไร่ได้ประมาณ 4 ตัน ต่อ 10311 เดือน”

ขณะที่ นายธนกร บัวสังข์ และ นางกมล บุญเกิด สองสามีภรรยา เกษตรกรตำบลบ้านใหม่คลองเคียน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี หันหนีชีวิตมนุษย์เงินเดือนจากหนุ่ม-สาวโรงงานกลับมาพลิกแผ่นดินบ้านเกิดบนพื้นที่ 7ไร่ทำฟาร์มเห็ด ปลูกข้าวไรท์เบอร์รี่ เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ผสมผสมกันอย่างลงตัว โดยได้เริ่มเข้าโครงการ “เกษตรทฤษฎีใหม่” เมื่อปี 2560

นายธนกร กล่าวว่า เดิมเป็นหนุ่มสาวชาวโรงงานอยู่กรุงเทพฯ มองว่าระบบโรงงานเป็นอาชีพที่ไม่ยั่งยืนรายได้ 2 คนรวมกัน 4 หมื่นบาท จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดหันมาทำเกษตร แต่ก่อนจะมาทำเกษตรก็ไปดูงานหลายๆ ที่ เช่น อ่างทอง สระบุรี เรีบนรู้การทำเห็ด ซึ่งไม่ต้องลงทุนเยอะ ก็ทำได้ และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกอาทิตย์ อาทิตย์หนึ่งเฉลี่ย 40 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 70 บาท รวมทั้งเดือนประมาณ 12,000 บาท รวมทั้งได้ปลูกผักไว้กินเอง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา เสริมรายได้

“การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้ชีวิตเราอยู่ดีมีสุข คือ ได้กินของที่ปลอดภัย ปลูกผักกินเองไม่ต้องซื้อแถมประหยัดเรื่องพลังงานไม่ต้องใช้ตู้เย็น เพราะผลผลิตเก็บกินสดๆ ตลอดปี”

ทั้งหมด คือ แนวทางของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

คุณศรีนวล ยอพระกลิ่น เจ้าของสวนเกษตรศรีนวล 47/1 ม.7 ต.ไม้เค็ด อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขนุนไร้เมล็ดมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ลักษณะของขนุนไร้เมล็ดนี้ พี่ศรีนวลบอกว่าคือตรงตามชื่อเลย เป็นขนุนที่ไม่มีเมล็ด ยางน้อย พันธุ์นี้ทุกอย่างดีหมดยกเว้น ขนาดของผลเล็กน้ำหนักไม่เกิน 8 – 15 กิโลกรัม แต่การันตีเรื่องรสชาติคือหวานกรอบ ซังมีรสชาติเดียวกันกับเนื้อ

รู้จักขนุนสายพันธุ์นี้จากเมื่อ 3 ปี ที่แล้วพี่ศรีนวลมีโอกาสไปเปิดร้านขายพันธุ์ไม้ที่สวนหลวงเป็นงานเกษตร แล้วเจ้าของร้านขนุนเขาผ่าให้ชิม แล้วชอบในรสชาติ ที่สำคัญคือยางน้อย เพราะตนเป็นคนไม่ชอบยางขนุนเลย จึงกัดฟันซื้อกิ่งพันธุ์มา 2 ต้น เพราะกิ่งพันธุ์ค่อนข้างแพง ซื้อมาแล้วก็มาขยายพันธุ์ขายต่อ ถือว่าขนุนไร้เมล็ด ยังเป็นพันธุ์ใหม่ ผลิตไม่พอขาย เหมาะสำหรับปลูกกินที่บ้านลูกไม่ใหญ่ ปอกง่ายเหมือนแตงโม ทั้งลูกทิ้งแค่เปลือก

ที่สวนของพี่ศรีนวล ไม่ได้ปลูกแค่ขนุนเพียงอย่างเดียว ยังมีพันธุ์ไม้แปลกอีกหลายชนิดลองโทรเข้ามาสอบถามได้ แต่ที่เชี่ยวชาญที่สุดคือเรื่องขนุนเพราะทำขนุนส่งออกประเทศจีนด้วย เรียกได้ว่าหากนำใบขนุนมาให้พี่ศรีนวลดู พี่ศรีนวลสามารถตอบได้เลยว่า ขนุนนี้เป็นสายพันธุ์อะไร

วิธีการปลูกขนุนไร้เมล็ด

สำหรับคนที่อยากปลูกเน้นว่าต้องมาจากสายพันธุ์ที่เสียบยอดถึงจะได้ผลดี ปลูกโดยเตรียมดิน ขุดหลุมกว้างxลึก 50 เซนติเมตร เพราะต้นไม่ใหญ่มาก ปุ๋ยลองก้นหลุมยังไม่จำเป็นเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่ที่ร้านเขาจะหยอดปุ๋ยมาอยู่แล้ว เมื่อขุดหลุมเสร็จจากนั้นฝังต้นห้ามฝังลึกเด็ดขาดต้องฝังเท่าดินเดิมไม่ว่าจะซื้อพันธุ์อะไรมาปลูกก็แล้วแต่ เตรียมไม้ค้ำให้แข็งแรง แล้วก็ท่องว่าไม้ผลของไทยทั่วไปชอบอากาศร้อนชื้น ห้ามแฉะ ห้ามรดน้ำเยอะมิฉะนั้นรากจะเน่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ส่วนสภาพอากาศในกรุงเทพฯและปริมณฑล เวลา 06.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม-06.00 น. วันที่ 13 สิงหาคมนั้น มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เหลือระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกไม่นาน แต่ประชากรในภาคเกษตร 7 ล้านครัวเรือนกว่า 20 ล้านคน แต่มีจีดีพีรวมกันทั้งประเทศแค่ 10% เท่านั้น ถือว่ารัฐยังไม่ลุล่วงการแก้ไขในภารกิจที่ค่อนข้างใหญ่ ยังมีปัญหาด้านการหารายได้ ในขณะที่ต้องแข่งขันการส่งออกกับประเทศรอบข้างในอาเซียน รวมไป
ถึงอินเดียรุนแรงขึ้น ทำให้ภาระหนี้มีมากขึ้นทุกวัน ทำให้รัฐบาลต้องงัดนโยบาย “พักหนี้” แก่เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การพักหนี้จะไม่เกิดประโยชน์และล้มเหลวเหมือนที่ผ่าน ๆ มา หากลูกหนี้ไม่มีรายได้เพิ่มในช่วงดังกล่าว ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ที่มีนโยบายปฏิรูปภาคเกษตรให้ทันสมัย จึงได้ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คัดเลือกสหกรณ์การเกษตรที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและมีความเข้มแข็ง มีมาตรฐานในการบริหารจัดการ เพราะถือว่ามีความพร้อมมากที่สุดในการรับนโยบายไปทำงานที่จะเริ่มดีเดย์ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เพราะรัฐบาลมีระยะเวลาในการบริหารงานเหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือน ทั้งนี้ มีการตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “1 สหกรณ์ 1 อำเภอ” โดยมีเป้าหมายให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน

ส่วนใหญ่ของสหกรณ์ที่คัดเลือกมาร่วมโครงการนี้ เป็นสหกรณ์ที่รวบรวมผลผลิตการเกษตรที่สำคัญ ทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด ผลไม้ โคเนื้อ โคนม และสินค้าแปรรูป เพื่อยกระดับสหกรณ์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมทั้งต่อยอดนโยบายของรัฐบาลในการดูแลและส่งเสริมเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้แก่เกษตรกร การบริหารจัดการสินค้าการเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เริ่มตั้งแต่ส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าคุณภาพตรงกับความต้องการตลาด การรวบรวมผลผลิตการเกษตรเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า และการประสานภาคเอกชนเข้ามาส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาที่เป็นธรรม มีรายได้และความมั่นคงในการประกอบอาชีพ

สหกรณ์ที่เข้าร่วมในครั้งนี้จะเป็นสหกรณ์การเกษตรทางด้านข้าวกว่า 462 แห่ง มีสหกรณ์ 200 กว่าแห่งที่มีเครื่องมืออุปกรณ์การผลิต-การตลาดครบ สหกรณ์มันสำปะหลัง 63 แห่ง สหกรณ์ข้าวโพด 60 แห่ง สหกรณ์อ้อย 12 แห่ง สหกรณ์สวนยาง 73 แห่ง สหกรณ์ทำสวนผสม 55 แห่ง สหกรณ์ปาล์มน้ำมัน 27 แห่ง ฯลฯ

“ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทยกับอิสราเอลที่มีประชากร 5-6 ล้านคน ต้องมีคำถามกันว่า เราฉลาดสู้เขาไม่ได้จริงหรือ ?

จริง ๆ แล้วเราขาดความจริงจัง ถ้าเราพัฒนาทุกวัน เราไม่แพ้เขาเด็ดขาด ดังนั้นถ้าเราเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ล็อกเราอยู่ 20 ล้านคน ในภาคเกษตร อำนาจซื้อก็ไม่มี ต้องเปลี่ยนใหม่

ทำทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพย์สินของประเทศ ต้องทำให้เป็นทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือต้องทำเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ จะแข่งอย่างไร ? ประเทศเจริญไม่ได้ ถ้ามีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้

ของประชากรในประเทศ เป็นจุดอ่อน อย่ามามัวแต่พูดกัน โครงการที่จะทำต้องอยู่กันได้ก่อน ราคาจำนำข้าวต่อไปต้องใกล้เคียงกับตลาด ชาวนาที่ไม่มีสวัสดิการก็จะสร้างบัตรประชารัฐขึ้นมา รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีต้องเกื้อหนุน ธ.ก.ส.พักหนี้ พักดอกเบี้ย ต่อไปจะพักหนี้ให้สหกรณ์ด้วย คือทำอย่างไรจะบรรเทาให้ประชาชนอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้รัฐบาลกำลังดูแลอยู่

วันข้างหน้าเขาจะได้ยืนอยู่ได้ แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต จะปลูกอะไร ต้องลดการปลูกพืชบางอย่าง เพิ่มการปลูกพืชบางอย่างให้การตลาดนำ” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวและย้ำว่า

วันที่ 1 กันยายนนี้ ให้เริ่มงานกันเลย คิดโครงการขึ้นมา นวัตกรรมใหม่ ๆ จะหวังให้ทุกคนร่วมทำยาก จนกว่าจะเห็นว่า ไม่มีความเสี่ยงสำหรับคนรุ่นเก่า ส่วนคนรุ่นใหม่ “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” ที่กล้าเสี่ยง กล้าหาโอกาส ต้องเข้ามาช่วยคิดแผนงานด้วย ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯก็ต้องคิดออกมาว่าจะปลูกอะไร ธ.ก.ส.ต้องช่วย หอการค้าจังหวัดด้วย นี่คือการปฏิรูปจริง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า เอาเทคโนโลยีมาช่วย เรียนรู้ตลาด

เอาออนไลน์มาช่วยเป็นทิศทาง เหมือนอาลีบาบาเข้ามาส่งสินค้าไทยไปเมืองจีน เทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่อย่างนั้น โปรดักทิวิตี้จะไม่ดี อย่างที่ไปดูงานที่ญี่ปุ่น จีดีพีเกษตรของเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งสูงมาก เพราะใช้เกษตรนวัตกรรมตั้งแต่สินค้าเนื้อยันผลไม้ พืชผัก ขายผ่านเว็บไซต์สหกรณ์ ขายไปทั่วโลก

ดังนั้น สหกรณ์เกษตรของไทย 700 กว่าแห่งที่มา ต้องค้าผ่านเว็บไซต์ได้ ต้องปฏิรูปตัวเอง ทุ่ม 1,700 ล้านเตรียมความพร้อมทำโครงการ

ขณะที่ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ที่ทำต่อเนื่องกับนโยบายพักหนี้ เพราะต้องการให้เกษตรกรหารายได้เสริม หลังจากทำนาเสร็จแล้ว จะปลูกพืชอะไรเสริม ทั้งการปลูกทดแทนข้าวนาปรัง การปลูกข้าวโพดหลังทำนา ตามนโยบายรัฐบาล (ดูตาราง

ประกอบ) ให้สหกรณ์ที่มา 700 กว่าแห่ง ที่ถือว่าเป็นปลั๊กตัวแรกในการขับเคลื่อน กลับไปวางแผนว่า สิ่งที่คิดไว้จะทำกันกี่ไร่ กี่คน ถ้าไม่มีตลาดก็ไม่ทำเด็ดขาด ต้องไปคุยกับพ่อค้ารายใหญ่มาทำร่วมกับสหกรณ์ ซึ่งโครงการนี้จะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 0.01% ต่อปีจาก ธ.ก.ส. แก่สมาชิกสหกรณ์เป็นเวลา 3 ปี จากระยะเวลากู้นาน 7 ปี

ล่าสุด กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำโครงการนำร่องปลูกพืชกับสหกรณ์การเกษตรที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ และที่ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก แห่งละ 3,000 ไร่ ถ้าไปได้ เดือนพฤศจิกายนนี้จะดีเดย์ทั่วประเทศ ที่ผ่านมาเกษตรกรสูงวัยจ้างทุกอย่าง ต่อไป

สหกรณ์จะไปรับจ้างจัดการให้สมาชิก ถ้าต้นทุนต่ำกว่าน่าจะไปได้ ถ้าเท่าเดิมจะไม่ทำ จะเอาพ่อค้าไปซื้อสินค้าจากสหกรณ์ เพื่อสร้างรายได้หลังพักหนี้

รัฐได้จัดสรรงบฯกลางมาให้แล้ว 1,700 ล้านบาท มาช่วยเหลือสหกรณ์ ทั้งการช่วยจัดทำโครงการแผนงานต่าง ๆ บวกกับการกระตุ้นการตลาด การค้าขายของสหกรณ์ใดที่ยังทำไม่ครบวงจรหรือสุดทาง ก็จะช่วยหาผู้ที่รู้มาช่วย เช่น การค้าขายผ่านออนไลน์ ถ้ามีปัญหาอุปสรรคอะไรให้บอกมา สหกรณ์จังหวัดต้องลงไปพิจารณาร่วมว่า กลุ่มสหกรณ์เป้าหมายจะขับเคลื่อนได้หรือไม่ มีจุดอ่อนอะไรบ้าง ขาดเงินทุน ขาดเครื่องจักรกล อุปกรณ์อย่างไร มีคุณสมบัติพื้นฐานครบหรือไม่ มีแผนอย่างไร เพื่อเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน

อย่างไรก็ตาม สหกรณ์การเกษตรที่เหลืออีก 3,000 กว่าแห่งไม่ต้องน้อยใจ โครงการนี้ยังจะมีในรอบ 2-3 อีก ทั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายกันให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้น สหกรณ์ที่คัดเลือกมารอบแรกเพื่อเป็นเป้าหมายในการพัฒนาแล้วก็อย่าทำเสียโอกาส ในการร่วมงานกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นต่อไป

ตามที่สำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนของศาลในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา สั่งให้มอนซานโต บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจการเกษตรจ่ายค่าชดเชย 289 ล้านดอลลาร์ให้กับอดีตผู้ดูแลสนามหญ้าของโรงเรียนที่กำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โดยระบุว่ายากำจัดวัชพืชของบริษัทเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ขณะที่ประเทศไทยกลับอนุญาตให้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับ “มติชน” ว่า หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้วัตถุอันตราย 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต สามารถใช้ต่อไปได้ ซึ่งมติดังกล่าวถือเป็นการละเมิดม. 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา คือ การละเว้นหน้าที่ที่ควรทำ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมข้อมูลวิชาการผลกระทบต่างๆเกี่ยวกับสารเคมีเหล่านี้ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับความสนใจ และมีมติที่ไม่คำนึงถึงประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรไทยที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพจากสารเคมีเหล่านี้

“ข้อมูลชัดเจน อย่างหนองบัวลำภู มีคณะผู้วิจัยของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เป็นผู้ศึกษาและลงไปติดตาม ซึ่งสถิติปัญหาของโรคเนื้อเน่านับตั้งแต่ปี 2557 ของโรงพยาบาลหนองบัวลำภู มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคดังกล่าวประมาณปีละ 120 ราย โดยในปีล่าสุด 2560 พบว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ 102 ราย เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับสารเคมีทางการเกษตร และแม้หลายรายไม่เสียชีวิต แต่ต้องตัดแขนตัดขาก็มี ซึ่งในต่างประเทศสนใจเรื่องนี้มากอย่างล่าสุด คณะลูกขุนของศาลในนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา สั่งให้มอนซานโต บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจการเกษตรจ่ายค่าชดเชย 289 ล้านดอลลาร์ให้กับอดีตผู้ดูแลสนามหญ้าของโรงเรียนที่กำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โดยระบุว่ายากำจัดวัชพืชของบริษัทเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อก่อให้เกิดอันตรายขนาดนี้ แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแล้วจะดำเนินการอย่างไร ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า จากการหารือกับภาคประชาชน องค์กรต่างๆ รวมทั้งกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข ก็ล้วนมองว่า มติของกรรมการวัตถุอันตรายเข้าข่ายผิดม.157 คือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมติและข้อเสนอของทางกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุชัดว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่กลับมีมติดังกล่าว จึงจะมีการพิจารณาว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป เพราะถือว่าขัดต่อม.157 อย่างชัดเจน

“ เมื่อมีการต่อต้านขึ้น ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดคล้ายๆทบทวนเรื่องนี้ ชื่อว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีตนเป็นหนึ่งในกรรมการ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ต้องมาดูว่า ผลจะออกมาอย่างไร และหากสุดท้ายถูกเพิกเฉยอีก ทางนักวิชาการ ภาคประชาชนจะหารือกับญาติผู้เสียหายที่เสียชีวิต และผู้เสียหายที่ถูกตัดแขนขา รวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบหมด” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 12 ส.ค.ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังหมู่บ้านเจริญสุข ถ.มาบใหญ่ อ.แกลง จ.ระยอง หลังได้รับแจ้งว่ามีฝูงตะเข็บจำนวนนับหมื่นตัวไต่ยั้วเยี้ยตามบ้านของชาวบ้านในพื้นที่รวม 3 หลัง สร้างความหวดกลัวและหวั่นจะเกิดอันตราย

เมื่อเดินทางไปถึง พบกับ น.ส.ตะวัน วงศ์ประดิษฐ์ อยู่บ้านเลขที่ 1 ม.3 ต.ทางเกวียน อ.แกลง ระยอง ชาวบ้านที่ประสบความเดือดร้อนจากตัวตะเข็บบุกเข้าบ้าน เมื่อเข้าไปในพื้นที่บ้านก็พบกับฝูงตัวตะเข็บจำนวนมากกำลังไต่ทั้งบนพื้นหน้าบ้านและผนังภายในบ้าน